‘หมอเกศ’เก็บตัวเงียบ! ลาประชุมกมธ.-สื่อโทรหาก็ไม่รับ

'หมอเกศ'เก็บตัวเงียบ! ลาประชุมกมธ.-สื่อโทรหาก็ไม่รับ

‘หมอเกศ’เก็บตัวเงียบ! ลาประชุมกมธ.-สื่อโทรหาก็ไม่รับ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

“หมอเกศ”ลาประชุม กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน หลัง กกต.ชงศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ฐานอ้างจบด็อกเตอร์

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิด ชงศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.อ้างจบด็อกเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย นั้น ในวันนี้ เวลา 13.30 น.มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ซึ่งมี พญ.เกศกมล ในฐานะ กมธ.ฯ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า พญ.เกศกมล ลาประชุม ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อ พญ.เกศกมล เพื่อสอบถามถึงมติดังกล่าว แต่ พญ.เกศกมล ไม่รับสาย

เปิดปูม‘เกศกมล’! จาก‘สว.คุณหมอ’ถึงวันสุ่มเสี่ยง‘ด็อกเตอร์กำมะลอ’

เปิดปูม‘เกศกมล’! จาก‘สว.คุณหมอ’ถึงวันสุ่มเสี่ยง‘ด็อกเตอร์กำมะลอ’

เปิดปูม‘เกศกมล’! จาก‘สว.คุณหมอ’ถึงวันสุ่มเสี่ยง‘ด็อกเตอร์กำมะลอ’

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

30 เม.ย. 2568 หลังจากที่สร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่กลางปี 2567 ที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุด แต่ล่าสุดชะตากรรมของ “หมอเกศ” พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ก็มาถึงจุดพลิกผัน เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มีมติให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 เพื่อวินิจฉัยสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรณีกระทำการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) ของกฎหมายเดียวกัน จากเหตุแจ้งว่ามีคุณสมบัติ “ด็อกเตอร์ (ดร.)” หรือจบการศึกษาระดับ ป.เอก จาก california university ในการยื่นสมัคร สว.

สำหรับประวัติของ “หมอเกศ” พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ในช่วงที่มีการเลือก สว. เมื่อปี 2567 นั้น ระบุอายุไว้ที่ 45 ปี มีธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการแพทย์ถึง 4 บริษัท คือ 1.เกศกมล คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป 2.เกศกมล เด็นทัล คลินิก 3.อินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี่ และ4. เมดดิคอล ฟาร์มา อีกทั้งยังเคยมีบทบาทเป็นพิธีกรรายการสุขภาพดี ช่อง 18 JKN, พิธีกรรายการคุณหมอขอถาม เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, คณะอนุกรรมการ กต.ตร.บก.น.2, อาจารย์พิเศษ ศสร. โรงเรียนศูนย์กลางกำลังสำรอง

ส่วนประวัติด้านการศึกษา พญ.เกศกมล  จบ ป.ตรี หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (วิทยาลัยแพทยศาสตร์) มหาวิทยาลัยรังสิต ขณะที่ฐานข้อมูลของแพทยสภา ระบุว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมาตั้งแต่ปี 2550 และเคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรความชำนาญเฉพาะทางที่แพทยสภารับรอง ในสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน จากนั้นไปเรียนต่อจนจบ ป.โท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก และยังผ่านการอบรมเป็นผู้ประกาศกระจายเสียงในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ระดับสูง  

อย่างไรก็ตาม ในส่วนวุฒิการศึกษา ป.เอก นั้น พญ.เกศกมล   อ้างว่า จบหลักสูตร รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) จาก California University สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำมาสู่การตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จริงหรือมีการเรียนการสอนจริงหรือไม่ จนมีการส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ และล่าสุด กกต. ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลฎีกาชี้ขาด

ซึ่งหากท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาตามที่ กกต. ชงเรื่อง กล่าวคือ มีความผิดตาม 77 (4) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำการหลอกลวง บังคับขู่เข็ญใช้อิทธิพลคุกคามใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด เพื่อให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ก็จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/politic/814721 ‘หมอเกศกมล’ ว่าที่ สว. คะแนนอันดับ 1 เคลื่อนไหว หลังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องวุฒิการศึกษา

https://www.naewna.com/politic/880934 ‘กกต.’เชือด‘หมอเกศ’ ชงศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อ้างจบด็อกเตอร์ ม.แคลิฟอร์เนีย

‘กร ทัพพะรังสี’แจงร่วมงานในนามนายกสมาคม ฟ้อง’ทบ.’คนคล้าย’สห.’โผล่งานอีเวนท์จีนเพียบ

'กร ทัพพะรังสี'แจงร่วมงานในนามนายกสมาคม ฟ้อง'ทบ.'คนคล้าย'สห.'โผล่งานอีเวนท์จีนเพียบ

‘กร ทัพพะรังสี’แจงร่วมงานในนามนายกสมาคม ฟ้อง’ทบ.’คนคล้าย’สห.’โผล่งานอีเวนท์จีนเพียบ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

‘กร ทัพพะรังสี’แจงภาพโผล่ร่วมงานอีเวนท์ บ.จีน แค่ถูกเชิญในนามนายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฟ้อง’กองทัพบก’ยังมีคนคล้าย’สห.’โผล่ร่วมงานอีกเพียบ!!

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพกิจกรรมของบริษัทจีนภายในงานแห่งหนึ่งบนสื่อสังคมออนไลน์ และปรากฏภาพบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) ร่วมปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2567 ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังพบว่า นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในงาน และมีการเรียกแทนนายกร ว่านายกฯ ด้วย

ล่าสุด รายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” ทางช่องยูทูปแนวหน้าออนไลน์ โดย อัญชะลี ไพรีรัก และปรเมษฐ์ ภู่โต ได้โทรศัพท์ถึง นายกร ทัพพะรังสี เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว โดย นายกร กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไปในนามนายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน ซึ่งรับตำแหน่งนายกสมาคมฯ ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับเชิญไปกล่าวต้อนรับชาวจีนตามปกติ ไปในนามนายกสมาคมฯ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี และได้รับเชิญไปงานเช่นนี้ปีละ 7-9 ครั้ง

เมื่อถามว่าบริษัทจีนที่เป็นข่าวดังกล่าว อ้างว่ามาลงทุนในไทย ขยายสาขาเป็นหมื่นสาขามีคนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก นายกร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และไม่เกี่ยวข้อง ตนมีโอกาสรับเชิญไปในนามนายกสมาคมฯ เพื่อไปกล่าวตอนรับแล้วก็กลับแค่นั้น ไม่ได้มีความรู้มากกว่านี้ หรือเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่ามีภาพขึ้นเวทีไปกล่าว หรือรับมอบของบนเวที นายกร กล่าวว่า เป็นการกล่าวต้อนรับ และเขามอบของที่ระลึก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากมีบริษัทจีนเข้ามา ก็จะเชิญนายกสมาคมฯ ขึ้นไปกล่าวต้อนรับ มอบของที่ระลึก จบแค่นั้น ไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ดังนั้นจึงขอให้ช่วยชี้แจงให้ทุกคนรับทราบด้วย

เมื่อถามว่าทราบถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของบริษัทดังกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับบริษัทจีนเทาหรือไม่ นายกร กล่าวว่า ตนไม่รู้จัก ส่วนเคยร่วมงานกับบริษัทดังกล่าวกี่ครั้งนั้น ตนจำไม่ได้แล้ว เพราะได้รับเชิญไปงานรูปแบบนี้หลาย

เมื่อถามว่า ในงานดังกล่าวได้เห็นชายแต่งกายคล้าย สห. หรือไม่ นายกร กล่าวว่า เคยมี ไม่ใช่แค่งานนี้ งานอื่นตนก็เคยเห็นหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าตนไปในฐานะแขก ทางเจ้าภาพเป็นผู้จัด ตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการจัด สห. ทางบริษัท เชิญ สห.เข้ามา

“งานนี้ไม่ควรไปถามคนจีน แต่ควรถามว่า สห.มาทำไมมากกว่า ฝากบอกผู้ที่เกี่ยวข้องในกองทัพบก (ทบ.) ด้วยว่าไม่ได้มีเฉพาะในงานที่กำลังเป็นข่าว มีงานแบบนี้อีกเยอะ ซึ่งมี สห.ไปปรากฏ ยืนยันว่าผมได้รับเชิญไปในฐานะแขก แค่ 5-10 นาทีก็กลับ แต่เห็น สห.ร่วมงานแบบนี้หลายครั้งแล้ว ไม่ต้องถามเอกชน ถามตัว สห.เลยว่าพวกคุณมาทำไมกัน”  

นายกร ยังกล่าวถึงสถานการณ์จีนเทาที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ โดยมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จีนเทา แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้รักษากฎหมายบ้านเมืองหายไปไหนกันหมด ปล่อยให้กิจกรรมเหล่านี้เกิด และเติบโตขึ้นได้อย่างไร

คลิกชมคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=6x4IqzQnOuU
คลิปเริ่มนาที 1.28.29

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘พัน.สห.11’ปัดรับงานอีเว้นท์จีน ไล่เช็คจนท.แต่งชุดคล้าย‘สารวัตรทหาร’ใช่กำลังพลหรือไม่

‘สนธิญา’บุกยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ฟัน’พีระพันธุ์’ปมถือหุ้นเอกชนไม่แจ้ง ป.ป.ช.

'สนธิญา'บุกยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ฟัน'พีระพันธุ์'ปมถือหุ้นเอกชนไม่แจ้ง ป.ป.ช.

‘สนธิญา’บุกยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ฟัน’พีระพันธุ์’ปมถือหุ้นเอกชนไม่แจ้ง ป.ป.ช.

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.43 น.

“สนธิญา”บุกยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.ฟัน”พีระพันธุ์” ปมถือหุ้นเอกชนไม่แจ้ง ป.ป.ช. – จ่อร้องจริยธรรมซ้ำ!

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 นายสนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนการเมืองชื่อดัง เดินหน้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายปิยะ ลือเดชกุล ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถือครองหุ้นและดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทเอกชนโดยมิได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

นายสนธิญา อ้างว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 5 มาตรา 98(3) และมาตรา 160(4)(5)(6) รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี เนื่องจากนายพีระพันธุ์ไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วันนับจากวันที่รับตำแหน่ง และไม่โอนหุ้นออกภายใน 90 วันหลังการแจ้ง

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยให้เกิดซ้ำซาก จะกระทบความเชื่อมั่นในการเมืองและกระบวนการยุติธรรม” นายสนธิญาระบุ พร้อมเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 10.30 น.ตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

‘บุญสิงห์’ยัน’กธ.’ไม่ใช่สาขา’พท.’ แย้มรอฟัง’ธรรมนัส’สส.ฝ่ายค้านจ่อซบ

'บุญสิงห์'ยัน'กธ.'ไม่ใช่สาขา'พท.' แย้มรอฟัง'ธรรมนัส'สส.ฝ่ายค้านจ่อซบ

‘บุญสิงห์’ยัน’กธ.’ไม่ใช่สาขา’พท.’ แย้มรอฟัง’ธรรมนัส’สส.ฝ่ายค้านจ่อซบ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“บุญสิงห์”ยัน”กธ.”ไม่ต่อรองเก้าอี้รมต. หลังได้สส.เพิ่ม ย้ำโควตาเป็นเรื่องแกนนำรัฐบาล ปัดไม่ใช่สาขา”พท.”สู้ศึกเลือกตั้งใต้ หวังปังธงทุกภาค ส่วน”สส.ฝ่ายค้าน”จ่อซบ รอฟัง”ธรรมนัส”

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 พ.ค.พรรค กธ.จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรค ซึ่ง นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ว่าที่ สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 จะมาเปิดตัวกับพรรควันนั้นด้วย เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรค ระบุว่า จะมีการเปิดตัว สส.ฝ่ายค้าน ที่จะย้ายมาพรรค กธ. นายบุญสิงห์ กล่าวว่า เดี๋ยวก็จะมีทยอยมา แต่ไม่ทราบว่าจะมากี่คน เมื่อถึงจังหวะ ร.อ.ธรรมนัส ก็จะเปิดเผยกับสื่อ

เมื่อถามว่า ผลจากการเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช ดูเหมือนว่าจะทำให้พรรค กธ.เนื้อหอมหรือไม่ นายบุญสิงห์ กล่าวว่า เราเป็นพรรคที่ดี และมีเจตนาชัดเจน แม้หลายคนจะมองว่าเป็นพรรคใหม่ แต่ผู้บริหารพรรคไม่ใช่คนใหม่ แต่มีประสบการณ์ และบทบาททางการเมืองสูง เพราะฉะนั้นมาตรฐานการขับเคลื่อนพรรคเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน และเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถามว่า พรรค กธ.ถูกมองว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย (พท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ นายบุญสิงห์ กล่าวว่า ไม่ใช่สาขา เป้าหมายของเราคือการขับเคลื่อนดูแลเรื่องประโยชน์ประชาชนและประเทศ และพรรค กธ.ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเราดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่แล้ว จึงสอดคล้องกัน

เมื่อถามว่า หากพรรคมี สส.เพิ่มจะได้โควตารัฐมนตรีเพิ่มด้วยหรือไม่ นายบุญสิงห์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคที่จะไปต่อรอง เพราะการจัดโควตาเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคแกนนำที่จะต้องพิจารณา ไม่ใช่พรรค กธ.จะต้องไปเรียกร้องหรือเสนออะไร

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งใหญ่ในปี 70 มั่นใจว่าจะปักธงในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มขึ้นหรือไม่ นายบุญสิงห์ กล่าวว่า เราต้องการดูแลทุกภาค โดยเฉพาะการดูแลปากท้องประชาชน

ผบช.น.ไม่กังวล! คดีอดีตตำรวจยศใหญ่ชนแล้วหนี ยันทำตามหลักฐาน

ผบช.น.ไม่กังวล! คดีอดีตตำรวจยศใหญ่ชนแล้วหนี ยันทำตามหลักฐาน

ผบช.น.ไม่กังวล! คดีอดีตตำรวจยศใหญ่ชนแล้วหนี ยันทำตามหลักฐาน

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

วันที่ 30 เมษายน 2568 จากเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน ช่วงเวลา 23.00 น.ที่บริเวณแยกทางเข้าโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พบรถยนต์ มีอดีตตำรวจระดับนายพล อดีตที่ปรึกษาสบ 10 ผู้ขับขี่ อยู่บนนถนนพระรามที่ 4 กล้วยน้ำไท มุ่งหน้าพระโขนง ในช่องทางที่ 2 จากซ้าย เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ชนกับรถจักรยานยนต์ขับอยู่ในช่องทางที่ 1 จากซ้าย มีนายนที เป็นผู้ขับขี่

ล่าสุด ความคืบหน้าคดีนี้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ มีวิริยกุล ผกก.สน.คลองตัน ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแบบละเอียดตามพยานหลักฐาน โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เบื้องต้นทราบว่า ผู้บาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ซึ่งพนักงานสอบสวนซักถามอาการเบื้องต้นแล้ว

ส่วนทางคดีกำชับให้พนักงานตำรวจไปดูรายละเอียดทั้งในเรื่องกล้องวงจรปิด มาประกอบสำนวนให้รอบคอบ และเรียกพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบปากคำ ยืนยันว่าดำเนินคดีไปตามตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากใครผิดก็ว่าไปตามความผิด ไม่มีอะไรต้องกังวล หรือหนักใจเพราะว่าเป็นคดีรถชน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ อดีตตำรวจระดับนายพล เคยเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่

‘ภูมิธรรม’ รับ ‘ฟรีวีซ่า’ มีราคาต้องจ่าย เปิดช่องก่ออาชญากรรม แต่สร้างเม็ดเงิน

'ภูมิธรรม' รับ 'ฟรีวีซ่า' มีราคาต้องจ่าย เปิดช่องก่ออาชญากรรม แต่สร้างเม็ดเงิน

‘ภูมิธรรม’ รับ ‘ฟรีวีซ่า’ มีราคาต้องจ่าย เปิดช่องก่ออาชญากรรม แต่สร้างเม็ดเงิน

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

“ภูมิธรรม”รับ ฟรีวีซ่า มีราคาต้องจ่าย เปิดช่องก่ออาชญากรรม แต่สร้างเม็ดเงิน ยันรัฐบาล เข้มความปลอดภัย วอนอย่ากระพือข่าวกระทบภาพลักษณ์ ขอหลักฐานทุนจีนท่อน้ำเลี้ยงพรรคการเมือง

30 เม.ย.2568เวลา 12.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหมสัญจร ถึงนโยบายฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ทำให้เกิดการก่ออาญากรรมในประเทศไทยว่า ต้องดูว่าเป็นข้อเท็จจริง มากน้อยเพียงใด กรณีที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้วมาก่อคดีต่าง ๆ ในประเทศไทย
ให้ว่ากันไปตามกฎหมาย และไม่มีผลเสียอะไร เพราะไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่ปลอดภัย ในประเทศเรา แต่เกิดจากคนของเขาเอง ส่วนที่มีความกังวลว่า จะมีเรื่องประเด็น การตัดอวัยวะขายนั้น ปัจจุบันยังไม่มีกรณีดังกล่าว 

ส่วนกรณี ชายแต่งตัวคล้ายสารวัตรทหารรับอีเวนต์จีนนั้น ได้ทราบข่าวแล้ว แต่ทราบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 แต่เป็นข่าวในช่วงนี้ แต่ในทางปฏิบัติได้สั่งการไปเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบ ทั้งนี้หน่วยที่เกี่ยวข้องกับสารวัตรทหาร มีอยู่ 3 หน่วย คือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทัพไทย กองบัญชาการกองทัพบก ตนได้รับรายงานว่าจากการตรวจสอบขั้นต้น ไม่มีคำสั่ง ให้สารวัตรทหารออกไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าว เนื่องจากการไปปฏิบัติภารกิจเช่นนี้ต้องมีคำสั่งออกมา ดังนั้นจึงต้องไปดูว่า เขาไปดำเนินการในลักษณะส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ หาก พบว่ามีก็ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบ กฎหมาย ซึ่งได้สั่งการไม่ค่อนขัดไปแล้ว แต่หากเป็นการแต่งกาย เลียนแบบผิดกฎหมายอาญาแน่นอน

นายภูมิธรรม ยอมรับว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบ จากกระแสข่าวต่างๆ ซึ่งมีทั้งจริง บ้าง และไม่จริง แต่เมื่อวัดกับ จำนวนนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาประเทศไทย ก็ถือว่ามีจำนวนสูง ส่วน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่น้อยลงนั้น ส่วนใหญ่เป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ เชื่อว่าไม่ส่งผลอะไร ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก ที่สำคัญที่สุดเราต้องทำให้ประเทศไทย ปลอดภัย การมาก่อคดี ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามว่า เราปล่อยปละละเลย ให้กลุ่มคนจีน ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน หลอกขายตรง ให้คนจีน โดยใช้ หน่วยงานข้าราชการ เช่น การแต่งตัวคล้ายสารวัตรทหาร ซึ่งเรื่องเกิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไม่ได้ปล่อยให้เขาทำ  และเรื่องนี้ไม่มีใครทราบ
แต่เมื่อมีการหยิบยกขึ้นมาพูดในโซเชียลมีเดีย ก็ดำเนินการอย่างเคร่งครัด 

เมื่อถามว่าการฟรีวีซ่า เป็นช่องโหว่ ที่ให้คนประเภทนี้เข้ามาก่อเหตุ ในขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐหละหลวม นายภูมิธรรม กล่าวว่า ฟรีวีซ่าถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เปิดให้คนเข้ามาท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ยอมรับว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นบวกอย่างเดียว ก็มีสิ่งที่ต้องจ่าย ส่วนที่มีคดีต่างๆ เกิดขึ้น เป็นเพียงส่วนเดียว เราก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วทำเช่นนั้นหมด 

เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่ เป็นคนเชื้อสายจีน เข้ามาก่ออาชญากรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากยังไม่ชัดเจน ก็อย่าเอามาเป็นประเด็นแล้วไปกระพือข่าว สร้างผลกระทบกับประเทศของเรา สิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ก็ติดตามทั้งหมด ซึ่งมีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติตามธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนเข้ามาก็มีโอกาสเข้ามาก่อเหตุได้ทั้งสิ้น หากประเทศนั้นมีเงื่อนไขที่เขาจะหาผลประโยชน์ จึงไม่อยากให้เอาเคสเดียวที่เกิดขึ้น หรือข่าวลือ มาทำให้ประเทศเราหมดความเชื่อมั่น  ไม่อยากให้ขยาย ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย 

เมื่อถามว่า ปัจจุบัน ประเทศเรามีปัญหา เกี่ยวกับคนจีนที่เข้ามาหาผลประโยชน์หลายอย่าง เช่น กรณี ผู้ว่าฯปราจีนบุรี ตั้งคนจีนเป็นที่ปรึกษา นายภูมิธรรม กล่าวยืนยันว่า มาตรการฟรีวีซ่า เป็นการฟื้นฟูกระตุ้นการท่องเที่ยว และเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมถูกต้อง เมื่อมีกระบวนการเกิดขึ้น ซึ่งยอมรับว่าเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้นิ่งเฉย หรือละเลย พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาเต็มที่ อีกครั้ง ในประเทศอื่นก็มีเช่นกัน กรณีนักท่องเที่ยวไปก่อคดี ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก ซึ่งรัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้  เพราะเป็นแผ่นดินไทย เราต้องดูแลความปลอดภัยคนในประเทศของเรา ซึ่งตนมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดปกติ เราก็ใช้กระบวนการที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เรื่องอะไรที่พิเศษหรือน่ากังวลใจ ส่วนจะมีแนวโน้มปรับลด จำนวน วัน ฟรีวีซ่าจากเดิม60วันหรือไม่นั้น ตนจะรับไป ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณา 

เมื่อถามว่าในด้านทางการข่าว มีข้อมูลหรือไม่ว่าทุนจีน เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคการเมือง นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากมีข้อมูลก็ส่งมา ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย พรรคการเมืองไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

บทเรียนไฟฟ้าดับ!! โซเชียลขุดคลิป’ลุงตู่’เคยสั่งใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ หากระบบสื่อสารล่ม

บทเรียนไฟฟ้าดับ!! โซเชียลขุดคลิป'ลุงตู่'เคยสั่งใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ หากระบบสื่อสารล่ม

บทเรียนไฟฟ้าดับ!! โซเชียลขุดคลิป’ลุงตู่’เคยสั่งใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ หากระบบสื่อสารล่ม

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

บทเรียนไฟฟ้าดับสเปน-โปรตุเกส!! โซเชียลขุดคลิปสมัย’ลุงตู่’เป็นนายกฯ เคยสั่งใช้วิทยุทรานซิสเตอร์แจ้งข่าวสารปชช. หากระบบสื่อสารล่ม 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งประเทศสเปน และประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ล่าสุด โซเชียลมีการขุดคลิปเมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่ได้มีการสั่งการเพื่อเตรียมรับมือปัญหาต่างๆ โดยแนะนำให้ใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ในการสื่อสารแจ้งข้อมูลต่อประชาชน หากระบบสื่อสารอื่นๆ เกิดล่ม

โดยระบุว่า “สำหรับการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเศรษฐกิจ พื้นที่สุขภาพที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลด้านสาธารณสุข ก็ต้องดูแลให้สามารถเข้าบริการได้ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการให้บริการไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์ ก็ต้องให้ใช้ได้นานที่สุด ถ้าระบบมันล่มไปทั้งหมด การสื่อสารแจ้งข้อมูลจะทำได้ลำบาก อาจจะต้องไปใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ในการออกอากาศแจ้งเตือนประชาชนได้อีกทาง ซึ่งเคยใช้กันเมื่อปี 2554 เพราะตอนนั้นไฟฟ้าดับหมด ดังนั้นเราต้องเตรียมแผนตรงนี้ไว้ด้วยในกรณีที่อาจจะเกิดปัญหา”  

ซึ่งคลิปดังกล่าว กลับมาถูกพูดถึงเนื่องจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ประเทศสเปน และประเทศโปรตุเกส (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หนุ่มเล่าเหตุการณ์สุดทรหดวันไฟดับสเปน ติดบนรถไฟ9ชม. เผยคนขับทำแบบนี้ หน้า’ลุงตู่’ลอยมาเลย)

ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค. 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงวิทยุทรานซิสเตอร์ ทีมงาน “แนวหน้าออนไลน์” ก็ได้เคยนำเสนอรายงานพิเศษ ว่าด้วยคำแนะนำของหลายประเทศ ที่ยังบรรจุวิทยุทรานซิสเตอร์ เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำหรับใช้งานในสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรง จึงขอนำมาให้ได้ย้อนอ่านกันอีกครั้งที่นี่ 

https://www.naewna.com/local/684318 ‘ทรานซิสเตอร์’วิทยุพื้นฐาน! หลายชาติยังจัดเป็น‘อุปกรณ์เอาตัวรอดยามภัยพิบัติ’แม้ในยุคดิจิทัล

https://www.tiktok.com/embed/v2/7150511324752088347?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F880966

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง’วิโรจน์ นวลแข’ ปมอ้างวิธีพิจารณาศาลฎีกาฯละเมิดสิทธิฯ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง'วิโรจน์ นวลแข' ปมอ้างวิธีพิจารณาศาลฎีกาฯละเมิดสิทธิฯ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง’วิโรจน์ นวลแข’ ปมอ้างวิธีพิจารณาศาลฎีกาฯละเมิดสิทธิฯ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง”วิโรจน์ นวลแข”อดีตผู้บริหาร ธ.กรุงไทย ปมอ้างวิธีพิจารณาศาลฎีกานักการเมืองละเมิดสิทธิฯ หลังพิพากษายกฟ้องทักษิณ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาในคดีที่ นายวิโรจน์ นวลแข ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ถูกร้อง ฟ้องผู้ร้องกับพวกรวม 27 คน เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลพิพากษาว่าผู้ร้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 และมาตรา 8 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 313 ประกอบมาตรา 307 และมาตรา 308 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 แต่ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และผู้ร้องเห็นว่า เมื่อศาลยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนักการเมืองเพียงคนเดียวในคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจถูกดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่ผู้ถูกร้องทำให้ผู้ร้องต้องตกอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นกระบวนการพิจารณาค้นหาความจริงที่แตกต่างจากการพิจารณาแบบทั่วไปและถูกพิพากษาให้มีความผิด จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 188 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ขัดต่อกฎหมาย และหลักนิติธรรม ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ ผู้ร้องกล่าวอ้างด้วยว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 10 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 และมาตรา 27 ทำให้ผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิจากการกระทำของผู้ถูกร้อง โดยศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง เป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ส่วนที่กล่าวอ้างว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 10 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 นั้น เป็นการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิไว้ เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้อง ไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีนี้ของคณะตุลาการฯ นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากเคยเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลอื่นซึ่งเคยพิจารณาวินิจฉัยในคดีหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ขอให้วินิจฉัยนั้น มาก่อน และที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กับพวกถูกอัยการยื่นฟ้องในคดีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครโดยมิชอบร่วมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายทักษิณเป็นจำเลยที่ 1 เหตุเกิดเมื่อปี 55 และเมื่อวันที่ 26 ส.ค.58 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา สั่งจำคุกนายวิโรจน์ พร้อมพวกรวม 4 คนๆ ละ 18 ปี พร้อมสั่งชดใช้เป็นเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท แต่นายทักษิณหลบหนีคดี ศาลจึงได้ออกหมายจับติดตามตัวมาดำเนินคดี และจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของนายทักษิณไว้เป็นการชั่วคราว จนกระทั่งเมื่อ 30 ส.ค.62 ศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลังโดยมีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ

‘อรรถกร’ลั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลัง’ธรรมนัส’ดันหวนนั่ง รมต.

'อรรถกร'ลั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลัง'ธรรมนัส'ดันหวนนั่ง รมต.

‘อรรถกร’ลั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลัง’ธรรมนัส’ดันหวนนั่ง รมต.

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘อรรถกร’ลั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลัง’ธรรมนัส’ดันหวนนั่ง รมต.ปัดดูดสส.ต่อรองเก้าอี้ บอกคนอื่นมาเอง เหตุชอบสไตล์การทำงาน“ผู้กอง”

วันที่ 30 เม.ย.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม(กธ.)ให้สัมภาษณ์หลังพรรคกธ.ถูกมองเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหลังนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครพรรคชนะการเลือกตั้งซ่อมสส. นครศรีธรรมราช เขต 8 ว่า เราแค่ส่งคนที่คิดว่ามีอุดมการณ์เดียวกันและตั้งใจทำงานเพื่อพื้นที่ เราคิดอยู่แค่นั้น ดังนั้น เรายินดีถ้าจะมีคนที่ตั้งใจ มีศักยภาพ มาเป็นตัวแทนของประชาชน

เมื่อถามว่า จะส่งผลให้โควตารัฐมนตรีของพรรคเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส. พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.ไปอยู่กินกันมาในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. ไม่มีคำพูดไหนเลยว่าถ้านายก้องเกียรติชนะ เราจะได้รัฐมนตรีเพิ่ม เพราะจุดประสงค์หลักๆ ของเราในการสู้ศึกเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ เพราะเราอยากเห็นตัวแทนของพรรคกธ.เข้ามาเป็นตัวแทนของคนนครศรีธรรมราชทั้งหมด เพื่อทำงานแก้ปัญหาให้กับชาวนครศรีธรรมราช นี่คือจุดประสงค์หลักของเรา

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัสพูดว่า ในอนาคตพรรคกธ.จะมี สส.เพิ่มขึ้นมากอย่างแน่นอน ซึ่งมันอาจจะมีโอกาสได้โควตารัฐมนตรีเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราไม่ได้เป็นคนไปติดต่อคนอื่นมาอยู่กับเรา หลายคนเขาเห็นสไตล์การทำงานของแกนนำพรรคกล้าธรรมว่าทำงานอย่างไร ตรงนี้น่าจะเป็นจุดดึงดูดให้คนมาร่วมงานกับเรา เพราะเราเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส ถ้าทำงานกับใครก็ทำอย่างตรงไปตรงมา และเป็นเสน่ห์ที่ นักการเมืองที่ได้สัมผัสแล้ว พอสัมผัสไปนานๆ ก็จะรู้สึกว่าอยากทำงานด้วย

นายอรรถกร ยังกล่าวถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์หากทีการปรับครม.จะให้กลับมาเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ แทนบิดา นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ว่า เรื่องการปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ส่วนการปรับ ครม. ในพรรคกธ.คงจะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดสรรจากทางพรรคด้วย เชื่อว่ารัฐบาลนี้ต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานในกระทรวงต่างๆ หรือประสบการณ์ทางการเมือง วันนี้สถานการณ์คลี่คลายไป ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีปัญหา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ไม่ว่าจะเป็นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ หรือ 2 รมช.ก็ทำงานเต็มความสามารถ ส่วนเรื่องที่ว่าจะปรับอย่างไรต้องแล้วแต่ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สิ่งใดใดล้วนอนิจจัง