‘วิโรจน์’ลุยยื่น’สภาวิศวกร-ก.อุดมศึกษาฯ’จี้ตรวจสอบปม’ม.ศูนย์เหรียญ’เปิดช่องนำวิศวกรจีนทำงานผิดก.ม.

'วิโรจน์'ลุยยื่น'สภาวิศวกร-ก.อุดมศึกษาฯ'จี้ตรวจสอบปม'ม.ศูนย์เหรียญ'เปิดช่องนำวิศวกรจีนทำงานผิดก.ม.

‘วิโรจน์’ลุยยื่น’สภาวิศวกร-ก.อุดมศึกษาฯ’จี้ตรวจสอบปม’ม.ศูนย์เหรียญ’เปิดช่องนำวิศวกรจีนทำงานผิดก.ม.

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘วิโรจน์’ลุยยื่น’สภาวิศวกร-กระทรวงอุดมศึกษาฯ’ตรวจสอบปม’มหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ’เปิดหลักสูตรนานาชาติบังหน้า เบื้องหลังขายวุฒิการศึกษา เปิดช่องนำวิศวกรจีนทำงานผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ  เพื่อให้กระทรวงตรวจสอบมหาวิทยาลัยทุกแห่งกรณีการรับนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาในทุกคณะวิชา แต่ใช้กลไกดังกล่าวในการลักลอบเข้าทำงาน ตลอดจนวางแนวทางในการควบคุมคุณภาพทางการศึกษา การป้องกันการเปิดวิทยาลัยนานาชาติหรือเปิดหลักสูตรขึ้นมาบังหน้า แต่เบื้องหลังอาจเข้าข่ายการขายวุฒิการศึกษา โดย น.ส
ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อุดมศึกษาฯ รับหนังสือด้วยตัวเอง

โดยนายวิโรจน์กล่าวว่า เหตุการณ์โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงิน (สตง.) แห่งใหม่ พังถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นในวิชาชีพวิศวกรที่รับผิดชอบโครงการและการควบคุมงานก่อสร้างที่อาจไม่มีใบประกอบวิชาชีพที่ต้องได้รับจากสภาวิศวกร ตนจึงขอให้ รมว.อุดมศึกษาฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 51 และให้คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา 2562 ตรวจสอบมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันการศึกษาที่อาจเข้าข่ายลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย ผ่านการออกวีซ่านักศึกษาให้กับชาวต่างชาติ เพื่อลักลอบเข้ามาประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรืออาชีพอื่นๆ ในประเทศไทย โดยผิดกฎหมาย 

โดยก่อนหน้านี้ นายวิโรจน์ยังได้ยื่นหนังสือต่อสภาวิศวกร ขอให้พิจารณาตรวจสอบรวมทั้งเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อแก้ไขและวางกลไกป้องกันปัญหาวิศวกรต่างชาติอาศัยช่องว่างของวีซ่านักศึกษาเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทั้งตำแหน่งวิศวกรที่ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ใบ กว.) และวิศวกรโรงงานที่ไม่ต้องใช้ใบ กว. โดยมีโรงงานศูนย์เหรียญ ผู้รับเหมาศูนย์เหรียญ เปิดตำแหน่งไว้รองรับ และ มีมหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญเป็นกลไกในการนำเข้า รวมทั้งการพิจารณาการควบคุมคุณภาพหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) ที่เปิดการเรียนการสอนโดยวิทยาลัยนานาชาติ หรือสถาบันที่ตั้งขึ้นมาภายในมหาวิทยาลัยศูนย์เหรียญ โดยการเรียนการสอนทุกอย่างเป็นภาษาจีน คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์เป็นชาวจีน – 002

คิกออฟ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน ‘สังคมสูงวัย’

คิกออฟ TU Care & Ageing Society 'ธรรมศาสตร์' ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน 'สังคมสูงวัย'

คิกออฟ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน ‘สังคมสูงวัย’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

มธ. เปิดโครงการ “TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย” ประกาศ ระดมทรัพยากรทั้งมหา’ลัย เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้บริการวิชาการ-บริการสังคม ดูแลประชาชนรับมือสังคมผู้สูงอายุ พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการเฟสแรก จับมือ ‘จ.ปทุมธานี’ กำหนดพื้นที่ sandbox ยกระดับกำลังคนด้านสุขภาพ คลี่คลาย Pain Point นทำงานด่านหน้า-ชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันประชาชน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานแถลงข่าว KICK OFF โครงการ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ประกาศความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลประชาชนและรับใช้สังคมท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายสังคมสูงวัย ด้วยการบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายคณะและหน่วยงานเป็นหนึ่งเดียวตามค่านิยม ONE TU เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทางด้านบริการวิชาการ บริการสังคม ตลอดจนการสื่อสารสังคม ณ มิวเซียมสยาม กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมีสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และคาดการณ์กันว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประชากรไทยราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 20 ล้านคนจะเป็นผู้สูงอายุ เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่อัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลง ประเทศไทยก็จะมีประชากรวัยทำงานน้อยลงตาม ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย นำไปสู่ความท้าทายทางการคลัง การจัดเก็บภาษี การพัฒนาประเทศ การจัดสวัสดิการให้ประชาชน ฯลฯ

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์กันตามสถิติ ในอนาคตอีก 10-15 ปีข้างหน้า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและเข้าสู่โลกของการทำงาน จะต้องเหนื่อยกว่าคนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะจากสัดส่วนประชากรบ่งชี้ว่า นอกจากเขาจะต้องดูแลชีวิตของตัวเองแล้ว เขายังจะต้องหารายได้สำหรับดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการทำหน้าที่พลเมืองอย่างจ่ายภาษีให้กับภาครัฐ

“นี่จึงนับเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องพัฒนาทักษะให้กับนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พวกเขามีความเข้มแข็งมากที่สุด และในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน ธรรมศาสตร์มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงต่อโจทย์ใหญ่ของประเทศ เราจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะระดมสรรพกำลัง ตลอดจนทรัพยากร เพื่อเข้ามาเป็นกำแพงพิงหลังให้กับประชาชนในการรับมือกับปัญหานี้    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากความโดดเด่นด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและเป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยแล้ว ทุกวันนี้ธรรมศาสตร์กล้าที่จะประกาศว่าเรามีความเป็นเลิศและเข้มแข็งในทุกกลุ่มสาขาวิชา ซึ่งภายใต้ภารกิจ TU Care & Ageing Society กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพจะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมฝ่ามรสุมสังคมสูงวัย โดยมีทรัพยากรในระดับโครงสร้าง อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ ที่กำลังอัพเกรดเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยให้ได้ถึง 1,000 เตียง ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ ศูนย์ให้การดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายแห่งแรกของประเทศที่ให้การดูแลโดยโรงเรียนแพทย์ โครงการ EEC Md บนเนื้อที่กว่า 585 ไร่ ที่จะนำไปสู่ The Health and Wellness Innopolis และจะเป็นต้นแบบ Medical Valley ของประเทศ ศูนย์พัฒนาธุรกิจและการดูแลสังคมสูงอายุ (ABCD Centre) ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุน

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ TU Care & Ageing Society ตอนหนึ่งว่า ภายใต้โครงการจะมีการผสานความเป็นธรรมศาสตร์ลงไปเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ ผ่านทั้งการให้บริการวิชาการ การให้บริการสังคม การฝึกอบรมพัฒนาทักษะต่างๆ และการสื่อสารสังคม โดยในปี 2568 ซึ่งเป็นเฟสแรกของการดำเนินโครงการ ธรรมศาสตร์จะทำงานร่วมกับ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมี ACTION PLAN ดังนี้

ในระดับนโยบาย ธรรมศาสตร์จะให้บริการวิชาการ โดยจับมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) กำหนดพื้นที่ Sandbox แสวงหาความต้องการตลอดจน Pain Point การดูแลผู้สูงอายุระดับชุมชน จากทั้งผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าและชุมชน จากนั้นจะนำความต้องการดังกล่าวเข้าสู่เวทีสนทนานโยบาย หรือ Policy Dialogue เพื่อตกผลึกเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับ อบจ.ปทุมธานี และเป็นโจทย์ให้ธรรมศาสตร์นำทรัพยากรเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่อไป

ในระดับพื้นที่ ธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้ คณาจารย์ และงานวิจัย เข้าไปสร้างคน กล่าวคือจะสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จ.ปทุมธานี ในการดูแลผู้สูงอายุ Up-Skill ให้ผู้ที่มีบทบาทดูแลผู้สูงอายุในชุมชนโดยตรง อาทิ Care-giver, กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนการให้องค์ความรู้-การเตรียมความพร้อมสำหรับดูแลผู้สูงอายุพื้นฐานให้กับประชาชนในชุมชน ด้วยหลักสูตรที่กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ออกแบบ

ขณะเดียวกัน ธรรมศาสตร์ทราบดีว่าผู้ปฏิบัติงาน-เจ้าหน้าที่ด่านหน้า มีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน โครงการจะเข้าไปสนับสนุนการจัดกระบวนการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ช่วยปลุกไฟให้กับผู้ดูแล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุต่อไป พร้อมกันนี้ภายใต้โครงการ TU Care & Ageing Society ยังจะสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารสังคม และขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อช่วยกันบอกเล่าความสำเร็จ โมเดลต้นแบบ และดอกผลการทำงาน และนวัตกรรมต่างๆ ทั้งในส่วนของธรรมศาสตร์ และ จ.ปทุมธานี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคม และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ลุ้นต่อ! ผู้ชิงตำแหน่ง ผอ.ส.ส.ท.6 รายเตรียมแสดงวิสัยทัศน์สดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ 12 พ.ค.นี้

ลุ้นต่อ! ผู้ชิงตำแหน่ง ผอ.ส.ส.ท.6 รายเตรียมแสดงวิสัยทัศน์สดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ 12 พ.ค.นี้

ลุ้นต่อ! ผู้ชิงตำแหน่ง ผอ.ส.ส.ท.6 รายเตรียมแสดงวิสัยทัศน์สดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ 12 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

ไทยพีบีเอส ประกาศรายชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. 6 ราย ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พร้อมเชิญชวนรับฟังวิสัยทัศน์ผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์ สู่ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.คนใหม่ วันที่ 12 พ.ค.นี้

คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศฉบับที่ 4/2568 เรื่อง รายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ระบุว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาตรวจสอบและกลั่นกรองคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ประกอบกับประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ ประวัติ พฤติการณ์ หรือความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ของผู้สมัครจากสาธารณะ ใบสมัคร และเอกสารประกอบการสมัคร

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาผู้สมัครเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึง 1. ประวัติผลงาน ความรู้ ความสามารถ 2. วิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของผู้สมัคร และ 3.วิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของผู้สมัครรายประเด็น จึงประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ จำนวนทั้งสิ้น 6 คน (เรียงตามตัวอักษร) ดังนี้
1. นายนพพร วงศ์อนันต์ 
2. รองศาสตราจารย์ปัทมาวดี โพชนุกูล
3. นายรัฐศาสตร์ กรสูต
4. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
5. นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์
6. นายอรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ

โดยให้คำวินิจฉัยและมติที่ประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ถือเป็นที่สุด ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ผ่านการคัดเลือกตามลำดับจากการจับสลาก จะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ห้องคอนเวนชันฮอลล์ ชั้น 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส ซึ่งจะดำเนินการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ของไทยพีบีเอส

นอกจากนี้ ประกาศยังมีรายละเอียดแนบท้าย หลักเกณฑ์การพิจารณาผู้เหมาะสมได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พิจารณาจากการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครใน 4 ประเด็น รวม 100 คะแนนประกอบด้วย 1.ประวัติ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ 2.ภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหาร 3.วิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของผู้สมัคร 4.การนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ และพิจารณาจากข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการรับสมัคร และการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ จะเสนอชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ไปยังคณะกรรมการนโยบาย ทั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่เกิน 5 คน เพื่อพิจารณาต่อไป
 

ครบ 6 ปี สอวช.!‘ดร.สุรชัย’เดินหน้า‘อววน.’ปี 68-71 รับมือโลกเปลี่ยนไว ใช้ Foresight นำไทยสู่อนาคต

ครบ 6 ปี สอวช.!‘ดร.สุรชัย’เดินหน้า‘อววน.’ปี 68-71 รับมือโลกเปลี่ยนไว ใช้ Foresight นำไทยสู่อนาคต

ครบ 6 ปี สอวช.!‘ดร.สุรชัย’เดินหน้า‘อววน.’ปี 68-71 รับมือโลกเปลี่ยนไว ใช้ Foresight นำไทยสู่อนาคต

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

ครบ 6 ปี สอวช. ‘ดร.สุรชัย’เดินหน้าวางยุทธศาสตร์‘อววน.’ปี 68-71 วางหมากขับเคลื่อนนโยบาย รับมือโลกเปลี่ยนไว เลือกทำเรื่องใหญ่ ใช้เครื่องมือ Foresight นำประเทศสู่อนาคต

2 พฤษภาคม 2568 ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เผยทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงาน ในโอกาสที่ สอวช. ก้าวสู่ปีที่ 6 ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 โดยมุ่งวางบทบาทเชิงรุกในฐานะผู้นำด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ สานต่อความแข็งแกร่งที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคที่เป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สวทน. รวมอายุการทำงานครบ 16 ปี

ดร.สุรชัย กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นของ สอวช. ว่าเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจาก สวทน. ที่มีบทบาททางนโยบายที่มีพื้นฐานจากวิชาการอย่างชัดเจน โดยมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการ สวทน. คนแรก เป็นผู้วางรากฐานและนำผลงานเชิงนโยบายเข้าสู่ระดับชาติ เช่น Talent Mobility และ Food Innopolis ต่อมา ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการฯ คนถัดมา ก็ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และพาเข้าสู่ยุค สอวช. อย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้อำนวยการคนแรก ได้สร้างความเชื่อมั่นจากภาคเอกชนอย่างกว้างขวาง

ภายใต้การนำของ ดร.สุรชัย เขาย้ำว่า สอวช. ยุคนี้ จะไม่จำกัดการทำงานเฉพาะประเด็น แต่จะเน้นการ ปรับตัวให้ทันโลกปัจจุบันและเตรียมการสำหรับโลกอนาคต โดยมี “เครื่องมือ Foresight” หรือการคาดการณ์อนาคต เป็นเรดาร์คอยจับสัญญาณล่วงหน้า และส่งต่อให้ทีมงานกำหนดนโยบายให้เสร็จภายใน 3 เดือน พร้อมนำเสนอได้ทันที ลดการทำงานที่กระจายหรือที่ไกลตัว และเน้น “งานใหญ่ งานหลัก” ที่เป็นความจำเป็นของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ต้องเร่งรับมือ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่เพียงกระทบการส่งออกผ่านกำแพงการค้าใหม่ แต่ยังสร้างความท้าทายแก่ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไทย ดร.สุรชัย ย้ำว่า เทคโนโลยีที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะต้องถูกผลักดันมาใช้แทนระบบเดิม พร้อมออกแบบเครื่องมือเตือนภัย และแนวทางป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วม น้ำแล้ง ไปจนถึงการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งมีแนวโน้มกระทบพื้นที่ชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการปฏิรูประบบ ววน. รอบใหม่ หลังจากใช้งานระบบเดิมมา 5 ปี ซึ่งพบจุดที่ควรปรับปรุง อาทิ การจัดทำนโยบายและแผนที่ต้องคมมากขึ้น งานวิจัยที่ต้องตอบโจทย์ประเทศ การจัดสรรทุนวิจัยและบริหารจัดการทุนที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อกันระหว่างงานวิจัยของหน่วยงานให้ทุนและลดการซ้ำซ้อน การติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์ต่อการจัดทำนโยบายในรอบใหม่ พร้อมทั้งย้ำเป้าหมายใหม่ของ สอวช. ว่าจะไม่ทำทุกเรื่อง แต่จะเลือกเรื่องที่ “ประเทศไทยเก่งพอ แข่งขันได้จริง” เช่น การเกษตร ท่องเที่ยว อาหาร การแพทย์ และอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน โดย สอวช. จะจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ปี 2571–2575 เพื่อกำหนดทิศทางระดับชาติร่วมกับหน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป. อว.)

#วางยุทธศาสตร์ 4 ปี ย้ำบทบาทหนุนเศรษฐกิจไทยสู่รายได้สูง

ผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้เปิดเผยถึงแผนและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. พ.ศ. 2568 – 2571 โดยมุ่งขับเคลื่อนพันธกิจตามกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับระบบ ววน. และการอุดมศึกษาไทยให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ในระยะ 4 ปีข้างหน้า สอวช. จะมุ่งเน้นการดำเนินงานตามบทบาทที่กำหนดใน พ.ร.บ. สภานโยบาย พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. ส่งเสริม ววน. พ.ศ. 2562 โดยครอบคลุมทั้งการเสนอแผนยุทธศาสตร์ด้าน ววน. และการอุดมศึกษา การบูรณาการข้อมูล การติดตามผล และการเสนอกรอบงบประมาณประจำปี พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ” ผอ.สอวช. ย้ำ

ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า สอวช. ให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) การแพทย์เชิงท่องเที่ยว เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของ สอวช. จะครอบคลุมประเด็นเร่งด่วนในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การปฏิรูปมหาวิทยาลัย (University Transformation) และการใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ชีววิทยาสังเคราะห์ (SynBio) และควอนตัมเทคโนโลยี (Quantum Technology)

#HASS มีบทบาท ขับเคลื่อนชาติด้วยพลังมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ที่เพิ่มบทบาทของสาขามนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ (HASS) ให้เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบนโยบายและพัฒนาประเทศ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว หนุนให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูง โครงการเร่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีขององค์การสหประชาชาติ (NDE Thailand) โดย สอวช. วางเป้าหมายเพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมบทบาทของไทยในเวทีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และสร้างพันธมิตรนโยบายทั่วโลก

นอกจากนี้ สอวช. ยังเตรียมขยายบทบาทศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค หรือ APEC Center for Technology Foresight (APEC CTF) ให้เป็นกลไกสนับสนุนการออกแบบนโยบายเชิงคาดการณ์ (Foresight) ทั้งระดับชาติและระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำอย่าง OECD, ASEAN และ UN ขณะเดียวกัน ได้ตั้งเป้าจัดตั้ง Thailand Foresight Alliance การประชุมวิชาการประจำปี และรางวัลนักนโยบาย ววน. ดีเด่นแห่งชาติ รวมถึงการจัดตั้ง NXPO Consultancy Unit เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาด้านนโยบายที่เข้มแข็งและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ดร.สุรชัย ได้สรุปกรอบการดำเนินงานของ สอวช. โดยขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง 2. Digital Transformation เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และ 3. Carbon Neutrality Transformation สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงานยิ่งใหญ่ เชิดชูเกียรตินักเรียนทุนดีเด่นและดาวรุ่ง

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงานยิ่งใหญ่ เชิดชูเกียรตินักเรียนทุนดีเด่นและดาวรุ่ง

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงานยิ่งใหญ่ เชิดชูเกียรตินักเรียนทุนดีเด่นและดาวรุ่ง

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.24 น.

30 เมษายน 2568 สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย (TGS) ได้จัดงาน “DINNER TALK: DREAM TO FUTURE สานฝัน สร้างสรรค์อนาคตไทย” ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายนักเรียนทุนฯ และเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนฯ รุ่นใหม่ ได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนแนวคิดกับรุ่นพี่นักเรียนทุนฯ ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ในการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกันระหว่างนักเรียนทุนฯ และร่วมกันเป็นพลังในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป โดยบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม มีนักเรียนทุนรัฐบาลไทยและผู้เข้าร่วมงานกว่า 600 คน จากกว่า 200 หน่วยงานทั่วประเทศ ทั้งนักเรียนทุนฯ รุ่นเก่า รุ่นใหม่ เพื่อนฝูง ได้มาพบปะกัน ขยายเครือข่าย เกิดมิตรภาพใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจดีๆ เติมความรู้และพลังใจกลับไปให้ทุกคนพาตัวเองไปสู่อนาคตที่อยากจะสร้างสรรค์อนาคตให้กับสังคมไทย

โดยภายในงานประกอบด้วย การบรรยายพิเศษในหัวข้อ Future of AI โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย และการเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์ แนวคิดและแรงบันดาลใจ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง “Dream to Inspire : Vision to Action” โดยนักเรียนทุนฯที่เป็นผู้นำองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคมและนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย และดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน โดยมี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการและเติมสีสันภายในงาน ต่อด้วยพิธีประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นและดาวรุ่ง ประจำปี พ.ศ. 2567 เพื่อเชิดชูเกียรตินักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์มาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 จำนวน 3 ท่าน ได้แก่

1.ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน

2.ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

3.ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต

รายชื่อนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี พ.ศ. 2567 จำนวน 6 ท่าน ได้แก่

1.พ.ต.ท. ปริญญา ศรีบุญสม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

2.ดร.มณีขวัญ จันทรศร ผู้อำนวยการส่วนนโยบายภาษีศุลกากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

3.ดร.ชิดชนก เทพสุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนามาตรฐานดิจิทัล สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

4.ดร.ธีราพร แก่นทรัพย์ นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตร

5.นายศิรพันธ์ ยงวัฒนานันท์ นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

6.ดร.ภาศิริ มนัสวรกิจ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม

นอกจากนั้น ภายในงานมีการเปิดช่องทางรับสมัครสมาชิกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยผ่านเว็บไซต์ https://www.thaigovscholar.org/ เพื่อขยายเครือข่ายสมาชิกของสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเปิดตัว LINE Official Account “TGS Connect” เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ ต่อยอดจาก Facebook ที่มีอยู่เดิม เพื่อกระชับการติดต่อกับนักเรียนทุนทุกกลุ่มให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตบท้ายด้วย Mini Concert จากศิลปินขวัญใจวัยรุ่น Bowkylion และศิลปินวง Pause ที่มาร่วมสร้างความสนุกและความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย กล่าวว่า “การรวมตัวของนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงทรัพยากรมนุษย์คุณภาพจากหลากหลายสาขา เป็นมันสมองของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จะเป็นสื่อกลางในการสร้างเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาลไทย และให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำกับน้องๆ นักเรียนทุนรัฐบาลรุ่นใหม่ที่เพิ่งไปศึกษาต่อแล้วจบกลับมารับราชการ ให้มีที่พึ่ง มีพี่เลี้ยง ช่วยประคับประคองให้มีกำลังใจที่จะยืนอยู่ในระบบราชการอย่างแข็งแรงต่อไป สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จะอยู่เคียงข้างทุกคนเสมอ เป็นพื้นที่ให้พวกเรากลับมาพบกัน เติบโตไปด้วยกัน ร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ให้เกิดกับประเทศของเรา”

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ยังกล่าวเสริมอีกว่า “เครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาลไทยต้องไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่ม แต่ต้องพัฒนาให้เป็นระบบที่มีชีวิต เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง ผมขอเชิญชวนนักเรียนทุนรัฐบาลไทยทุกท่านที่กำลังอยู่ระหว่างการใช้ทุนหรือสำเร็จการใช้ทุนแล้ว หรือทำงานในองค์รัฐของภาครัฐหรือไม่ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมฯ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เครือข่ายที่แข็งแรง และดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน”

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2522 โดยมีพันธกิจในการส่งเสริมความสามัคคีระหว่างนักเรียนทุนรัฐบาลไทย รวมถึงเป็นสื่อกลางระหว่างนักเรียนทุนฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน สมาคมฯ ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 46 โดยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน มีความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายนักเรียนทุนฯ ที่เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกันระหว่างนักเรียนทุนฯ และร่วมกันเป็นพลังในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป

แม้ในปัจจุบันยังมีนักเรียนทุนรัฐบาลไทยจำนวนมากที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศกว่า 2,122 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 จากศูนย์จัดการศึกษาในต่างประเทศและบริหารความรู้ สำนักงาน ก.พ.) แต่เครือข่ายนักเรียนทุนที่สำเร็จการศึกษากลับมาแล้วและปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทยก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยจึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงนักเรียนทุนทุกกลุ่ม เพื่อสร้างเครือข่ายที่มีชีวิต และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกภาคส่วน

ช่องทางติดตามข่าวสารและการสมัครสมาชิก

เว็บไซต์สมาคม : www.thaigovscholar.org

Facebook: https://facebook.com/Thaigovscholars

LINE Official Account “TGS Connect” : https://lin.ee/7dx6NbZ

รัฐบาลผลักดัน’ข้าวหมาก’ของดีของไทย แหล่งโพรไบโอติกไปตลาดโลก

รัฐบาลผลักดัน'ข้าวหมาก'ของดีของไทย แหล่งโพรไบโอติกไปตลาดโลก

รัฐบาลผลักดัน’ข้าวหมาก’ของดีของไทย แหล่งโพรไบโอติกไปตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

รัฐบาลผลักดัน “ข้าวหมาก” ของดีของไทย แหล่งโพรไบโอติก ไปตลาดระดับโลก หนุนไทยเป็น ศูนย์กลาง Gastronomy & Wellness Tourism

2 พฤษภาคม 2568 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการ Thai Power Probiotics & Flavor of Thai Food Health Wellness เพื่อประกาศศักยภาพของอาหารหมักดองไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่ง “อาหาร” เป็นหนึ่งใน Soft Power หลักของไทย อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเป็นทุนวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

นายอนุกูล กล่าวว่า นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ประกาศศักยภาพของอาหารหมักดองไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านโครงการ Thai Power Probiotics ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริม Soft Power ไทย โดยใช้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณค่าของอาหารหมักดองไทยสู่ตลาดโลก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Power หลักของไทย อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเป็นทุนวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
 
ทั้งนี้ ปัจจุบันอาหารหมักดองเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโพรไบโอติก (Probiotics) และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับโลก ที่สำคัญอาหารหมักดองไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน ดังนั้นโครงการดังกล่าวจึงมีเป้าหมายในการพัฒนาอาหารหมักดองของไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะเมนู “ข้าวหมากไทย”  

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายฉบับจากทั้งในและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่า สุขภาพลำไส้ มีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิต หรือ Mental Health ได้อีกด้วย จึงเชื่อได้ว่า “ข้าวหมากไทย” สามารถก้าวไปไกลกว่าที่เคย ในฐานะ Functional Food ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและศักยภาพทางสุขภาพที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ อีกทั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ Gastronomy & Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหารและสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก และช่วย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ผ่าน Soft Power อย่างเป็นรูปธรรม

“โครงการ Thai Power Probiotics เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริม Soft Power ไทย ช่วยยกระดับคุณค่าของอาหารหมักดองไทยสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเป็นทุนวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล” นายอนุกูล กล่าว

ห้องเรียนอาชีวะพร้อมรองรับ! ผู้เรียนสู่เส้นทางอาชีพ สร้างอนาคตที่ชอบ

ห้องเรียนอาชีวะพร้อมรองรับ! ผู้เรียนสู่เส้นทางอาชีพ สร้างอนาคตที่ชอบ

ห้องเรียนอาชีวะพร้อมรองรับ! ผู้เรียนสู่เส้นทางอาชีพ สร้างอนาคตที่ชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

1 พฤษภาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สถานศึกษาในสังกัด สอศ. หลายแห่งยังมีห้องเรียนรองรับนักเรียน นักศึกษาทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งทุกคนมีสิทธิได้รับโอกาสทางการศึกษา และเป็นความมุ่งมั่นของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ในการสนับสนุนนโยบาย ‘เรียนดี มีความสุข’ ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกคนได้มีที่เรียน 

นายยศพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาชีวศึกษาเป็นสถานศึกษาสำหรับผู้เรียน และเยาวชนในการค้นพบตัวตนและพัฒนาทักษะที่ตรงกับความถนัด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสุขในการเรียนและการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะเยาวชนที่กำลังค้นหาเส้นทางชีวิตที่เหมาะสม การศึกษาสายอาชีพนอกจากความสำเร็จทางคุณวุฒิทางการศึกษาแล้ว ยังเป็นการเรียนที่บ่มเพาะ ฝึกทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพที่สามารถนำไปประกอบอาชีพ ซึ่งตรงกับความต้องการในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ยังไม่มีที่เรียน หรือรอเลือกสถานที่เรียนสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ใกล้บ้าน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาขาวิชาที่เปิดรับและคุณสมบัติผู้สมัคร สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://admission.vec.go.th

‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย – แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย - แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย – แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล/นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะ “รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)” ว่า…

จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย พบว่ามีศิษย์เก่าเข้ามาช่วยสนับสนุนโรงเรียน โดยมี พลเอก มานะ รัตนโกศเศศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ได้มาร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนด้วย โดยตนได้สื่อสารกับทางโรงเรียนว่าให้มีการแบ่งปันทรัพยากรไปช่วยดูแลโรงเรียนอื่นๆที่คุณภาพอาจจะเป็นรอง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น ไม่ว่าโรงเรียนระดับมัธยมฯ หรือ โรงเรียน ระดับประถมฯ และให้นักเรียนช่วยเหลือแบบ พี่สอนน้อง หรือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ส่วนคุณครูก็อาจจะไปช่วยครูโรงเรียนอื่น ทำให้เกิดมิติในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น

“ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จถ้าหากกลับมาช่วยพัฒนาโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะตนก็มีนโยบายเรื่องครูคืนนถิ่น โดยให้ครูได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและพัฒนาโรงเรียนในถิ่นของตนเองให้ดียิ่งขึ้น” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

ระดมสมองรับมือวิกฤตประเทศ แก้ ‘น้ำแล้ง-น้ำท่วม’ ระดับพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ระดมสมองทบทวนแผน ววน. เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาท้าทายของประเทศ รวมถึงการร่วมหารือปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมทำงานแบบบูรณาการ

นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ รศ.ดร.สุจริต ธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ ห้องประชุมราชบพิธ อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมในการประชุมคณะทำงานการขับเคลื่อนการดำเนินการความร่วมมือแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระดับพื้นที่ ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สกสว.

นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัด มท. กล่าวว่า งบประมาณของกระทรวงกระจายอยู่หลายส่วน แต่จะพยายามให้อยู่ในแผนเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาค่อนข้างมีความซับซ้อนโดยจะต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในแต่ละพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีกระทรวงอื่น ๆ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้แผนงานน้ำจะสำเร็จหรือไม่ต้องดูอุปสรรคหน้างานด้วย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหลักในการรวบรวมข้อมูลจากท้องถิ่นและภาคเอกชน โดยทุกหน่วยงานในกระทรวงมหาดไทยยินดีสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับ อว. และ สกสว.

ด้าน รศ.ดร.สุจริต ระบุว่า สกสว.ได้รับโจทย์จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการนำ ววน. มาเป็นเครื่องมือแก้จน บริหารจัดการน้ำ บนฐานองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมแก่ฝ่ายนโยบาย เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีประกาศแต่งตั้งคณะทำงานฯ โดยมี สกสว. เป็นโซ่ข้อกลาง และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมทำงานแบบบูรณาการ ปรับตัวเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ภายใต้เครือข่ายการทำงานร่วมกันของทั้งสองกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่

ทั้งนี้ แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” มีเป้าหมายน้ำไม่ท่วมไม่แล้งใน 100 ตำบลเป้าหมายใน 8 จังหวัดเป้าหมาย คือ เชียงใหม่-ลำพูน พะเยา-เชียงราย ชัยภูมิ-ขอนแก่น สงขลา-พัทลุง โดยมีจังหวัดน่านและกำแพงเพชรเป็นพื้นที่ต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทดลองในลุ่มน้ำแม่กลองและเขื่อนใหญ่ ประกอบด้วย กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยประชาชนได้รับความเดือดร้อนลดลง 1.2 แสนครัวเรือน และมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ 900 ล้านบาท ในปี 2569

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เปิดนโยบาย ‘ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์’ ดัน สมศ. เป็น ‘ONESQA Academy’ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เผยวิสัยทัศน์และบทบาทของ สมศ. ในระบบการศึกษาไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบายที่มีความเป็นเลิศด้านการประเมินและการประกันคุณภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่สากล เสริมสร้างชีวิตและสังคม ที่มั่นคง ปลอดภัยและยั่งยืนในโลกของครูผู้สอน การบริหารทรัพยากร และการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ส่วนเป้าหมายระยะยาว มุ่งพัฒนาระบบ Dashboard Presentation ให้สามารถนำเสนอข้อมูลคุณภาพการศึกษาแบบ Real-time เข้าใจง่าย และใช้ในการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้นวัตกรรมด้านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อประเมินผลและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย

บทบาทของ สมศ. ในระบบการศึกษาไทย ต้องไม่ใช่เพียง “ผู้ประเมิน” แต่ต้องเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ทำงานร่วมกับสถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดที่ว่า “การประกันคุณภาพไม่ใช่งานเฉพาะเทศกาล แต่ต้องทำทุกวัน เหมือนการดูแลบ้านของเรา” โดยยึดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในการขับเคลื่อนการพัฒนา และวางรากฐานวัฒนธรรมคุณภาพในสถานศึกษาทุกระดับ

สำหรับเป้าหมายในอนาคต สมศ. จะเดินหน้าเป็น ONESQA Academy โดย สมศ.จะเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา ภายใต้ความเป็นกัลยาณมิตร พร้อมยืนหยัดบนหลักจริยธรรมในการเผยแพร่ข้อมูล เปิดเผยข้อมูลสารสนเทศเท่าที่จำเป็นให้ผู้ปกครองชุมชนและสังคมทราบอย่างโปร่งใส

“ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว สมศ. ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบ Dashboard Presentation ให้ครอบคลุม เข้าใจง่าย และแสดงผลแบบเรียลไทม์ ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและโปร่งใส เพื่อเร่งขับเคลื่อน สมศ. สู่ความเป็น ONESQA Academy อย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือร่วมสร้างวัฒนธรรมคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยอย่างแท้จริง ภายใต้ความท้าทายที่การศึกษาของไทยต้องเผชิญ ทั้งจากความแตกต่างของบริบทประเภทสถานศึกษาในเมืองและพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการแข่งขันในระดับสากล” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าว