ซัดเดือดแพทยสภาไร้จริยธรรม ‘แม้ว’โวยังอยู่ดีกินดี ยังกั๊ก13มิ.ย.ไปศาลหรือไม่

ซัดเดือดแพทยสภาไร้จริยธรรม ‘แม้ว’โวยังอยู่ดีกินดี  ยังกั๊ก13มิ.ย.ไปศาลหรือไม่

ซัดเดือดแพทยสภาไร้จริยธรรม ‘แม้ว’โวยังอยู่ดีกินดี ยังกั๊ก13มิ.ย.ไปศาลหรือไม่

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัดเดือดแพทยสภาไร้จริยธรรม ‘แม้ว’โวยังอยู่ดีกินดี ยังกั๊ก13มิ.ย.ไปศาลหรือไม่ ไม่เปลี่ยนนายกฯ/ไม่ยุบสภา เมิน‘จตุพร-สนธิ’จับมือโค่น ลั่นอย่าไปสนใจ-ขนไม่ลุก

เทวดาทักษิณ โชว์ตัวสยบข่าวลือดำดินหนีออกนอกประเทศ บอกสื่อใจเย็นๆ แก่อายุ 70 แล้ว ยังอยู่ดีกินดีไม่ได้ไปไหน ซัดเดือดแพทยสภา ไม่มีจริยธรรมเสียเอง หลังแฉไลน์หลุดแพทยสภาด่าเทวดายังอุบไต๋ 13 มิย.ไปศาลหรือไม่ ทั้งเมิน”จตุพร-สนธิ”จูบปาก ยันยังเนียวแน่นกับเสี่ยหนู-เนวิน เชื่อไม่มีเปลี่ยนตัวนายกฯ กลางคัน ยุบสภายังอีกนาน รัฐบาลไม่มีสั่นคลอน โชว์วิชั้นปราบยาเสพติดจี้รัฐบาลไทยเปิดศึกกับว้าแดง

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เวลา 13.10 น.นายทักษิณ ชินวัตร จำเลยคดีม.112 ที่ปรึกษาประธานอาเซียน เดินทางไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อปาฐกถาพิเศษ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้นายทักษิณ เดินทางมาด้วยรถยนต์โรลส์-รอยซ์ สีกรมท่า ทะเบียน ฐฐ 267 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยพ.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการป.ป.ส.ให้การต้อนรับ

“ทักษิณ”แม้วยันยังกินดีอยู่ดี

ก่อนที่ นายทักษิณ จะโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวพร้อมพูดว่า“ยังอยู่ดีกินดีไม่ได้ไปไหน“ จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาลงโทษแพทย์ตามมติแพทยสภา ของคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษของนายสมศักดิ์ โดยนายทักษิณ ตอบว่า ”แก่แล้ว 70 กว่าแล้วนะ ใจเย็นๆ ”

จากนั้น คณะผู้บริหารสำนักงานป.ป.ส. ได้เชิญนายทักษิณ เข้าห้องรับรอง ก่อนที่จะขึ้นปาฐกถาพิเศษ

ทั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของนายทักษิณ ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดพร้อมและนัดไต่สวนกรณีการพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 13 มิถุนายนและหลังมีข่าวลือหลบหนีออกนอกประเทศ

มั่วปล่อยข่าวหนี

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวลือหลบหนีออกนอกประเทศ ว่า ก่อนอื่นจะแปลให้ฟังก่อนว่า ข่าวลือ แปลว่าอะไร ข่าวลือแปลว่า ข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็นจริง ซึ่งส่วนใหญ่คือ ไม่จริง ส่วนใครที่เป็นคนปล่อยนั้นก็มีอยู่ไม่กี่คน อย่าไปสนใจมาก ตนไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากมาย

เมื่อถามว่า วันที่ 13 มิ.ย.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีการนัดพร้อม และไต่สวนกรณีการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จะเดินทางไปเองหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ถามทนายอยู่ว่าเขาให้ไปหรือไม่ เพราะความจริงแล้วจะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ต้องมีทนายไป

ยังกั๊ก13มิย.ไปศาลหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่า จะเดินทางไปเองหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ มีเวลาตั้งหลายวัน วันที่ 12 มิ.ย.ตอนเที่ยงคืนค่อยตัดสินใจ ต่อข้อถามว่า เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จำเป็นต้องไปศาลเองเพื่อเรียกความเชื่อมั่นหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ”ไม่มีอะไรเลย จริงๆแล้วจะไปหรือไม่ไป ก็เป็นเรื่องของความร่วมมือกับศาล ถ้าศาลต้องการข้อมูลเราก็ให้ได้ ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่จะไปตื่นเต้น อย่ามาตื่นเต้นแทนผมซิ“ เมื่อถามว่า มีการเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ กับสถานการณ์การเมืองหรือรัฐบาล นายทักษิณ กล่าวว่า หากไม่จำเป็นตนก็ไม่อยากออกมา อยากอยู่เงียบๆสบายๆ อายุมากแล้ว อย่าใช้งานตนเยอะ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีการมองว่านายทักษิณจะไม่ไปไหน เพราะลูกสาวเป็นนายกฯ นายทักษิณ กล่าวว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรเลย แหม่ อุตส่าห์กลับมาแล้วก็มาทำงาน และมีพระบรมราชโองการ มีพระมหากรุณาธิคุณ ลดโทษแล้ว บอกให้ผมใช้ความรู้ ความสามารถช่วยเหลือประชาชนในบ้านเมือง ผมก็ต้องรับด้วยเกล้าฯ รับใส่เกล้าฯไว้ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ผม“

ซัดแพทย์สภาไม่มีจริยธรรม

นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทยสภา 3 คน กรณีการพักรักษาตัวนายทักษิณ ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า “แพทยสภามีหน้าที่ดูเรื่องจริยธรรมของแพทย์ บางทีแพทยสภาก็ไม่มีจริยธรรมเสียเองก็มี ไลน์กลุ่มหลุดออกมา แพทยสภาบางคนด่าผมอยู่ในไลน์กลุ่ม แล้วแพทยสภาอีกคนหนึ่งก็ตอบเป็นสติกเกอร์ไปว่า YES ซึ่งยังไม่ทันพิจารณาเลย อย่างนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหาซะเอง” นายทักษิณ กล่าว เมื่อถามว่า แสดงว่าในแพทยสภามีไส้ศึกใช่หรือไม่ ท่านถึงได้ไลน์ที่หลุดออกมา นายทักษิณ กล่าวว่า ทุกฝ่ายถ้ารักษากติกา และรักษาจริยธรรมในวิชาชีพ ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ตอบได้หรือไม่ เพราะต้องตัดสินเรื่องวีโต้แล้ว นายทักษิณ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ มีข้อมูลทุกอย่าง และต้องคิดเยอะหน่อย

อย่าไปคาดเอาอะไรล่วงหน้า

เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ที่แพทยสภาได้ตัดสินออกมาเช่นนี้ นายทักษิณ กล่าวว่า ก่อนมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซื้อเป็ดโฟร์ซีซั่นมาฝาก สบาย ได้กินข้าวหมดจาน สบายๆ ไม่ได้คิดเยอะเลย เพราะอายุขนาดนี้จะไปคิดอะไรเยอะ อย่ามาชวนตนคิดเยอะสิ ตนไม่คิดเยอะ

เมื่อถามว่า หมายความว่าถ้าผลออกมาเป็นลบจริงๆ นายทักษิณก็พร้อมใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “โอ้ อย่าพึ่งสรุป ไม่มีอะไรต้องสรุปล่วงหน้า ตนเชื่อว่าผู้พิพากษาที่พิจารณา ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะต้องดูพยานหลักฐาน ดูการสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย ฉะนั้น อย่าไปสืบเอง อย่าไปทำนายอะไรล่วงหน้า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า ไม่มีอะไร”

เมิน”สนธิ-จตุพร”จูบปาก

นายทักษิณ รี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปรากฏภาพ ระหว่างนายจตุพร พรหมพันธ์ุ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน และอดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สวมกอดกันบนเวทีในงาน “ความจริงมีหนึ่งเดียว ครั้งที่ 2/2568” ที่หอประชุมเล็ก (ศรีบูรพา) ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า “ก็หลากหลายอารมณ์”

ผู้สื่อข่าวถามว่าการจับมือกันระหว่างนายสนธิกับนายจตุพร ที่มีการประกาศว่าจะร่วมมือกันต่อต้านระบอบทักษิณ เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้วมีความรู้สึกขนลุกหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าอะไรลุก ขนไม่ลุก ก่อนบอกว่าอย่าไปสนใจอย่าไปใส่ใจ ตนมีลูกเมียมีหลานต้องเลี้ยงเอง ตนไม่ต้องเลี้ยงลูกเมียคนอื่น

เจอกับเนวินเป็นประจำ

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่ามีโอกาสที่จะเห็นภาพ ระหว่างนายทักษิณกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ได้สวมกอดกันบ้างหรือไม่ ทำให้นายทักษิณ ตอบว่า “ผมเจอกันหลายรอบ เจอกันเป็นประจำ”

เมื่อถามว่าเจอกันล่าสุดเมื่อไหร่ นายทักษิณ หันหน้าไปมองนายอนุทิน ที่ยืนอยู่อยู่ข้างๆ ก่อนพูดว่าเดือนกว่าเองมั้ง แต่นายทิน ตอบนายทักษิณว่า สองเดือน ทำให้นายทักษิณ หันมาพูดกับสื่อใหม่ว่า สองเดือน

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่ามีสงครามตัวแทนระหว่างพรรค นายทักษิณ กล่าวว่าอย่าไปสนใจ อย่าไปใส่ใจ ทุกอย่างมีกติกาของมันอยู่แล้ว หนึ่งมีกติกา สองเราก็ต้องมีมารยาทในการร่วมรัฐบาลต่อกันอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกระแสการ ที่ขณะนี้เจอปั่นทั้งซ้ายทั้งขวา นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่เป็นไร บังเอิญตนเป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะแก่แล้ว แต่ตนห่วงคนปั่น กลัวจะเครียดแล้วเส้นโลหิตในสมองแตก ติดเตียงตนเป็นห่วง ขี้เกียจไปเยี่ยม

เมื่อถามว่ากระแสปั่นนี้ ปั่นไปถึงเรื่องความสั่นคลอนของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายทักษิณ กล่าววาาไม่มีไม่เกี่ยวเลย พรรคร่วมรัฐบาลจะไปสั่นคลอนได้อย่างไร ไม่มีอะไรเลยก็อยู่ด้วยกันทุกวันนี้

ส่วนจะอยู่ด้วยกันจนจบสมัย เลยหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า อยู่กันจนจบแน่นอน ไม่ต้องห่วงเลย

ไม่เปลี่ยนนายกฯไม่ยุบสภา

เมื่อสื่อมวลชนถามว่า จะไม่มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีกลางคันใช่หรือไม่ นายทักษิณตอบว่า ไม่มี ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน แต่ยังอีกนาน ยังไม่ใช่ตอนนี้

ส่วน พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยจะกอดคอไปด้วยกันจนจบใช่หรือไม่ นายทักษิณตอบทันทีว่า “ก็ตอนนี้ยังกอดได้อยู่” พร้อมยกมือขึ้นโอบไหล่นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินยิ้มแล้วยกมือไหว้

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องสงครามตัวแทน และพุ่งเป้าไปถึงผู้อยู่เบื้องหลัง เช่นกรณีของนาง กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.ที่ไปยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย นายทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่ได้เจอนางกุสุมาลวตี มากี่ปีแล้วเนี่ย เขาออกจากพรรคไทยรักษ์ไทยไปตั้งนานแล้ว ออกไปย้ายไม่รู้กี่พรรค ไม่เจอตั้งนานยังไม่รู้เลย

เมื่อถามย้ำว่าเป็นห่วงนายอนุทินหรือไม่ เพราะตอนนี้โดนร้องเรื่องจริยธรรมด้วย นายทักษิณ กล่าวว่า โอ้ยเขาเอาตัวรอดไม่ต้องห่วง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดนี้ไม่หวั่นไหวหรอก

เมื่อถามว่า ได้เห็นภาพพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลื่นล้มแล้วหรือยัง นายทักษิณ กล่าวว่า “สงสาร ไม่รู้เป็นไงบ้าง”

ไม่ควรปราณีพวกค้ายาเสพติด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำปาฐกถาปราบยาเสพติดนั้น นายทักษิระบุ ยาเสพติดเป็นภัยคุกคามปัจจุบันและอนาคต คือ ทำลายลูกหลานเรา เยาวชนเรากำลังถูกทำลาย ไม่มีอะไรเกินมือและสมองเรา วันนี้ต่างคนต่างทำงานไปเรื่อยๆ ไม่สำเร็จขาดการบูรณาการที่มีทิศทางที่ชัดเจนและสมัยก่อนพ่อค้ารายใหญ่อยู่ในประเทศไทย การผลิตอยู่ต่างประเทศครึ่งหนึ่ง ไทยครึ่งหนึ่ง แต่วันนี้การผลิตแทบจะ 100% อยู่ที่ว้าแดง รู้จุดแล้วแปลว่าเฉยไม่ได้ พ่อค้ารายใหญ่หลบหนีไปอยู่ข้างบ้านหมด แต่ยังมีเครือข่ายในประเทศไทย เจ้าหน้าที่แกล้งไม่รู้เรื่องหรือไม่อยากรู้เรื่อง วันนี้การแก้ปัญหาต้องประยุกต์จากของเก่ากลับมาเป็นเรื่องใหม่ ทุกหน่วยงานต้องมีใจ เพราะอันตรายเหล่านี้กำลังมาถึงลูกหลานเรา

ต้องประกาศศตรูว้าแดง

“แหล่งผลิตอยู่ในว้าแดง เขตติดต่อสามเหลี่ยมทองคำ รัฐฉาน วันนี้ผมมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านค่อนข้างดี เพราะเป็นคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงพยายามไล่ตามความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านให้เกิดประโยชน์ แต่บังเอิญไปไหนไม่ค่อยได้ ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องขอความร่วมมืออย่างจริงจังกับประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งผลิตถ้าเมียนมาบอกว่าจัดการไม่ได้ เพราะเป็นชนกลุ่มน้อย เราคงต้องขอจัดการเองมั้ง เพราะเป็นศัตรูของเรา อยู่ในพื้นที่ไหน ถ้าเขาจัดการไม่ได้ เราต้องขออนุญาต วิธีจัดการของเราก็มีวิธี ที่สากลรับได้ และต้องจัดการเรื่องแหล่งผลิต คิดว่าอีกไม่กี่เดือน 1-2 เดือนนี้ รมว.ต่างประเทศ ต้องไปพบปะกับเพื่อนบ้านทั้งหมด เพื่อผนึกกำลังกันให้ว้าแดงเลิกผลิตยาเสพติด ถ้าคุณยังผลิต คุณคือศัตรูของประเทศไทย เราไม่ควรมีความปราณีกับศัตรู นี่เป็นสิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนต้องเกิดขึ้น”

ชี้ช่องยุบ กอ.รมน.

นายทักษิณ กล่าวว่า ที่สำคัญวันนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีทุกพื้นที่ โดยมี 3 ส่วน 1.คือกำลังของ กอ.รมน. ส่วนที่ 2. คือกำลังของการช่วยราชการ และส่วนที่ 3. คือตามตำแหน่งงาน ซึ่งมีงบประมาณอยู่ปีละ 7,000 กว่าล้าน เอาไปใช้งานภาคใต้ 3,000 กว่าล้าน อีก 4,000 กว่าล้านใช้ทั่วไป โดยตนมองว่าเที่ยวนี้จะเป็นการพิสูจน์ เพราะมีคนบอกให้ยุบกอ.รมน.ทิ้ง แต่ตนก็ยังไม่เชื่อว่าจะยุบหรือไม่ยุบดี ดังนั้นกอ.รมน. จะเป็นคนคิดเอง ว่าควรจะยุบหรือไม่ และในพื้นที่ภาคใต้และงานยาเสพติด กอ.รมน.ต้องมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง เด็ดขาดไม่เช่นนั้นคนก็จะฟ้องอีกว่าช่วยยุบเถอะ เพราะเสียดาย 7,000 กว่าล้าน

นายทักษิณ ยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องการบำบัด ซึ่งอ้างอิงว่าครั้งนั้นการปราบปรามใช้ค่ายทหาร เพราะคลีนและไม่มีฉี่ม่วง แต่มีการตรวจจับพบว่ามีการกระจายเรื่องยาเสพติดไปยัง นายกอบต. วันนี้จึงอยากฝากว่างบประมาณ 157,000 ล้านบาทที่คิดว่าจะเอาไปทำอะไรนั้น เห็นว่าส่วนหนึ่งหากนำไปจัดการเรื่องปัญหายาเสพติดให้เด็ดขาดภายในสิ้นปี 2568 นี้ เชื่อว่าประชาชนจะไม่โกรธ เรื่องการเลื่อนดิจิทัลวอลเล็ตออกไป พร้อมเสนอแนะควรตั้งศูนย์บำบัดในแต่ละอำเภอ หรือตั้งในอำเภอที่มีความสมัครใจ จะทำให้การบำบัดผู้ติดยาเสพติดสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่การบำบัดก็ไม่เพียงพอจะต้องคลีนชุมชนให้ได้ด้วย

นายทักษิณ ยังหยิบยกกรณีในสมัยก่อนสิ่งใดทำดีทำถูกต้องจะมีการให้รางวัล เช่น ค่านำจับ ขณะนั้นเศรษฐกิจดี แต่ปัจจุบันเป็นหนี้เยอะ เสนอให้จัดทำนีวอร์ดควบคู่กับการแก้ไขปัญหายาเสพติด เชื่อว่าสามารถเอาอยู่ แล้ววันนี้คิดว่า ผบ.ตร. และรมว.มหาดไทยต้องออกไปกินข้าวกันบ่อยขึ้น เพื่อวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ว่าฯ และตำรวจทำงานร่วมกัน ซึ่งหากตรงไหนไม่ถูกกันก็ให้เปลี่ยนที่อยู่ เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างสามัคคี ซึ่งจังหวะดังกล่าวนั้น นายอนุทิน หันไปยิ้มและพยักหน้ากับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ

ต้องบำบัดผู้ติดยาเต็มที่

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขต้องเน้นเรื่องการบำบัดให้เต็มที่ อย่าคิดว่าเด็กเหล่านี้เป็นโรคจิต เพราะเด็กบางครั้งไปเจอยาที่มีปฏิกิริยากับร่างกายและไปผสมค็อกเทล กัญชาและกันชง จนทำให้เกิดภาวะทางจิตมีอาการคลั่ง ดังนั้นจะต้องให้การศึกษาเด็กควบคู่กับการบำบัดโดยกระทรวงสาธารณสุข

นายทักษิณ ยังหยิบยกการซีลชายแดนที่ต้องขอความร่วมมือจากทหารและรมว.กลาโหม ในการสกัดช่องทางขนส่งยาเสพติดทางธรรมชาติ ชี้ว่าชายแดนเป็นปัญหาหนึ่งของการค้ายา ค้าอาวุธ ปัญหาค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ขนสินค้าจากเพื่อนบ้าน วันนี้เรื่องของชายแดนต้องขอตำรวจชายแดน ทหาร และกรมศุลกากรต้องเอาจริงเอาจัง อย่าเข้าสุภาษิต “เข้าเกียร์ว่าง..ได้ตังค์ใช้” พร้อมกันนี้ฝากไปยังหัวหน้าส่วนราชการทุกคน ขอให้จริงจังกับการแก้ไขปัญหา

‘สุชาติ’จ่อชิ่งรทสช. เตรียมซบพรรค‘โอกาสใหม่’ แย้มรอคุยก๊วนหลังถกงบ’69

‘สุชาติ’จ่อชิ่งรทสช.  เตรียมซบพรรค‘โอกาสใหม่’  แย้มรอคุยก๊วนหลังถกงบ’69

‘สุชาติ’จ่อชิ่งรทสช. เตรียมซบพรรค‘โอกาสใหม่’ แย้มรอคุยก๊วนหลังถกงบ’69

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“บิ๊กอ้วน”นั่งหัวโต๊ะประธานครม.แทน“อิ๊งค์”8 รมต.ลาประชุม ยันทุกกระทรวง พร้อมชี้แจงงบประมาณ’69 ลั่น“กลาโหม”พร้อมแจงแม้ถูกฝ่ายค้านพุ่งเป้า“นฤมล”การันตี 25+11 เสียงจาก“กล้าธรรม” ยกมือหนุนงบฯ’69 แน่ ขอรอดูมีเพิ่มไหม “วราวุธ” มั่นใจถกงบฯ’69 ราบรื่น เชื่อการเมืองมิถุนายนไม่ร้อนแรงรัฐบาลจะผ่านไปได้ ด้าน“สุชาติ” รับ“พรรคโอกาสใหม่’แย้มใกล้พร้อมแล้วเหลือ‘แต่งหน้า-ทาปาก’ย้ำรอหารือก๊วนหลังถกงบฯ69 ย้ายสังกัด อุบมีกี่คน แจงชัดไม่ซบ‘กล้าธรรม’ เผยผู้ใหญ่รทสช.เข้าใจ หากย้ายพรรค

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1แทนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมครม.วันนี้ มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 8 คนประกอบด้วย 1.น.ส.แพทองธาร 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม 3.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 4.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน 5.นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ 6.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ7.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ขณะที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ยันทุกกระทรวงพร้อมแจงงบ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม ซึ่งฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่งบประมาณกระทรวงกลาโหมว่า ทุกกระทรวงในขณะนี้พร้อมชี้แจงหมดเพราะนายกรัฐมนตรีเคยประชุมและกำชับให้แต่ละฝ่ายช่วยกันชี้แจงแล้วฉะนั้นหน้าที่เราคือต้องชี้แจงว่าเราจัดงบประมาณอย่างไรและจัดงบเพื่อทำอะไรจึงขอให้เป็นไปตามกติกายืนยันด้วยว่าพร้อมที่จะชี้แจงหมด ในส่วนของกระทรวงกลาโหมเองก็พร้อม

‘นฤมล’ลั่นขอดูเปิดสมาชิกใหม่

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามแต่งตั้ง นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมว่า วันนี้จะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ถ้าที่ประชุมให้ความเห็นชอบก็ลงนามแต่งตั้งได้เลย ส่วนหลังจากนี้จะทยอยเปิดตัวสมาชิกใหม่เพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขอให้ติดตามดู ตอนนี้ต้องรอความพร้อมของผู้ที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา เขาพร้อมเมื่อไหร่ก็สามารถเปิดได้ ส่วนจะเปิดตัวรอบต่อไป จะมีประมาณกี่คนนั้น ยังตอบไม่ได้

การันตี25+11เสียงกธ.หนุนงบ

เมื่อถามว่าในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จะได้เห็นเสียงที่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ต้องรอดูเมื่อถามอีกว่าจะมีประมาณสักเท่าไหร่ นางนฤมล ตอบว่า น่าจะ 11 เสียง บวกจากของเดิมที่พรรคฯ มี 25 เสียง ซึ่งน่าจะมีมีโอกาสเห็นคนย้ายเข้ามาเพิ่มเติมนอกจาก11 เสียง และยอมรับว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้จะมาโหวตทิศทางเดียวกับรัฐบาล

เชื่อ13มิ.ย.ไม่กระทบรัฐบาล

นางนฤมลยังกล่าวถึงกรณีวันที่ 13 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนกรณีส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯรักษาตัวที่ชั้น 14รพ.ตำรวจ จะทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ว่าไม่หรอก ถึงอย่างไรก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา คิดว่าเรื่องนี้ไม่กระทบต่อรัฐบาลมันคนละส่วนกัน

‘วราวุธ’มั่นใจถกงบ69ราบรื่น

นายวราวุธศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2569ว่า พรรคพร้อมอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ในขณะที่กระทรวงพม.ที่ดูแลก็ได้มีการเตรียมข้อมูลชี้แจงซึ่งงบประมาณของกระทรวงก็ได้รับจัดสรรมาในระดับหนึ่งแต่ยังมีหลายประเด็นที่ที่ยังจะต้องขอรับการสนับสนุนในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งสามารถแปรญัตติและช่วยในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆได้ ซึ่งส.ส.พรรคจะเตรียมข้อมูลอภิปรายอย่างเต็มที่และเชื่อว่าท้ายที่สุดคงจะไม่มีอะไร เนื่องจากขณะนี้ต้องเร่งเรื่องงบประมาณให้การลงทุนต่อเนื่อง และผลักดันงบประมาณปี 69 ให้เม็ดเงินได้ทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งตนเคยได้ย้ำว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีเงินงบประมาณของภาครัฐลงมาเพื่อจับจ่ายใช้สอย

‘สุชาติ’จ่อชิ่ง‘รทสช.’

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตทางการเมืองว่าภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวันที่ 31พฤษภาคม นี้ จะนัดกลุ่มของตน กินข้าวเพื่อหารือกัน “ทั้งนี้ สื่อหลายสำนักอาจจะมองว่าผมมีเพื่อน 5-6 คน ผมบอกไม่ได้ว่าใครบ้าง แต่ยืนยันว่ามีมากกว่านั้นแน่นอน และสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงผมเป็นคนรักใครรักจริง มีเพื่อนที่อุดมการณ์ทางการเมืองคล้ายกัน” นายสุชาติ กล่าวย้ำ

แย้มรอหารือก๊วนตกผลึก

เมื่อถามว่ากลุ่มของนายสุชาติมีทั้งหมดกี่คน นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไปก็ไม่อยากให้คนที่ฟัง มองว่าตนพุ่งเป้าแต่การเมือง แต่การเมืองต้องเดินคู่กับการทำงาน จึงต้องรวบรวมคนที่เราเคยชวนมา เพราะถ้าชวนมาแล้วไม่พูดคุยกันเลยแล้วใครจะคบกับเรา

เมื่อถามต่อว่า ความชัดเจนทางการเมืองของกลุ่มนายสุชาติจะชัดเจนเมื่อไหร่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราพูดคุยปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ขณะนี้รัฐบาลผ่านมาครึ่งเทอมแล้วก็ต้องมีการพูดคุย โดยความชัดเจนจะเกิดขึ้นตามสถานการณ์ ตอนนี้ตนยังพูดไม่ได้

ยันผู้ใหญ่ในรทสช.เข้าใจ

เมื่อถามย้ำถึงความชัดเจนที่จะไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ นายสุชาติ กล่าวว่า โดยมารยาทตอนนี้เรายังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.)เราต้องเคารพผู้ใหญ่ในพรรคเพราะเราอาศัยเขาอยู่ ในทางการเมืองก็มีทั้งคนออกไปและคนเข้ามาเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกคนที่ไปไม่ได้ทะเลาะกัน เป็นเพราะอุดมการณ์และความต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อถามอีกว่ามีสัญญาณอะไรทำให้คิดเรื่องการขยับขยายจึงทำให้คิดเรื่องการขยับขยายออกจากพรรค รทสช.นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มีหรอกครับ เราเป็นสส.ที่ลงเลือกตั้งก็ต้องแอคชั่นตลอดเวลาจะมัวแต่นิ่งเฉย ไม่มองการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่าพรรคต้นสังกัดเดิมเข้าใจเหตุผลใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้เกียรติผู้ใหญ่ในพรรค เขาก็ต้องเข้าใจ ตอนปี 2566 เราเป็นแม่น้ำแต่ละสายมารวมกัน วันนี้จะหายไปสายหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เขาก็ต้องเข้าใจเมื่อถามต่อว่ายังหาโอกาสใหม่อยู่ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า“ก็โอกาสใหม่ๆ”

แจงชัดไม่ซบ‘กล้าธรรม’

เมื่อถามต่อว่าจะไปพรรคกล้าธรรม(กธ.)ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ เพราะกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมเป็นพี่ แต่เราไม่ได้คุยเรื่องนี้กัน และเราไม่ได้คิดจะไปอยู่ตรงนั้น แต่ตนไม่สามารถตัดสินใจได้คนเดียว เพราะมีเพื่อนอยู่อีกประมาณ 20 จังหวัด ก็ต้องพูดคุยกันหาโอกาสใหม่ๆ อะไรดีๆ เมื่อถามอีกว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองย้ายพรรคเพราะเตรียมพร้อมหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ รัฐธรรมนูญกำหนดอยู่แล้ว สมัยก่อนถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็ปรับเปลี่ยนกันทัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรเราทำงานให้นายกรัฐมนตรีอย่างเข้มแข็งเมื่อถามย้ำว่า โอกาสใหม่ในอนาคตต้องสดใสใช่หรือไม่ นายสุชาติ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “ต้องสดใส”

แย้ม‘โอกาสใหม่’ใกล้พร้อมแล้ว

เมื่อถามอีกว่าบ้านหลังใหม่ที่เป็น พรรคโอกาสใหม่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้วหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า “อาจจะต้องไปแต่งเติมคิ้วให้ดูดี แต่งหน้า ทาปากอีกนิด ส่วนพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้วรอตกผลึกอีกนิดกำลังคุยอยู่หลายคน ถ้ามีอะไรดีๆเดี๋ยวผมจะมาบอก” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ของนายสุชาติ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะสมาชิกพรรคกล้าธรรม(กธ.)ยืนร่วมรับฟังการสัมภาษณ์อยู่ข้างหลังด้วย ภายหลังจากนายสุชาติให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายสุชาติ และนายอิทธิ ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปพูดกัน2 คน

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดเป็นที่แน่นอนแล้วว่านายสุชาติ ชมกลิ่น จะพาส.ส.ในสังกัดเข้าไปสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2567โดยเปลี่ยนชื่อจาก‘พรรคไทยเป็นหนึ่ง’ที่มีนายสุปกิตโพธิ์ปภาพันธ์ เป็นหัวหน้าพรรค และนายธงชัย ลืออดุลย์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยตั้งเป้าในการลงเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในทางการเมืองก็มีทั้งคนออกไปและคนเข้ามาเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกคนที่ไปไม่ได้ทะเลาะกัน เป็นเพราะอุดมการณ์และความต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน”

นายสุชาติ ชมกลิ่น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

‘น้าเดช’โพสต์ลอยๆ บอกเป็นอะไร เอาคนโดนถอดยศ-ริบเครื่องราชฯ มาบรรยาย

‘น้าเดช’โพสต์ลอยๆ บอกเป็นอะไร เอาคนโดนถอดยศ-ริบเครื่องราชฯ มาบรรยาย

‘น้าเดช’โพสต์ลอยๆ บอกเป็นอะไร เอาคนโดนถอดยศ-ริบเครื่องราชฯ มาบรรยาย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.57 น.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 “น้าเดช” นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ สื่อสารมวลชนด้านยานยนต์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เป็นอะไร เอาคนที่โดนถอดยศ โดนริบเครื่องราชย์ มาบรรยายให้ข้าราชการฟัง”

‘ลุงป้อม’แข็งแรงดี! ฝากขอบคุณในความห่วงใย’ทักษิณ’ ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อ

'ลุงป้อม'แข็งแรงดี! ฝากขอบคุณในความห่วงใย'ทักษิณ' ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อ

‘ลุงป้อม’แข็งแรงดี! ฝากขอบคุณในความห่วงใย’ทักษิณ’ ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

“ลุงป้อม”ฝากขอบคุณในความห่วงใย’ทักษิณ’  ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อ

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า กรณีที่ท่านทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  กล่าวความห่วงใยถึงท่านพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กรณีลื่นล้ม ที่วัดพระเชตุพนฯ ที่ผ่านมา  ในการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 พ.ค.นั้น  ท่าน พล.อ. ประวิตรฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ได้รับทราบความห่วงใย  และฝากขอบคุณท่านอดีตนายกฯ ที่จะแสดงความห่วงใยครั้งนี้  ตอนนี้  ท่านกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม  และมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม เรียบร้อย 

นอกจากนี้  ยังฝากขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นห่วง  เหล่าเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.เหล่าทัพ อดีตผู้ได้บัญชา  นักธุรกิจ ตลอดจนทูตานุทูต จากสถานทูตต่างๆ  ตอนนี้  ท่านแข็งแรงดี  กลับมาทำงานปกติ  ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

‘อุ๊งอิ๊งค์’เผยประชุมอาเซียน 2 วัน ประเทศไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด

'อุ๊งอิ๊งค์'เผยประชุมอาเซียน 2 วัน ประเทศไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด

‘อุ๊งอิ๊งค์’เผยประชุมอาเซียน 2 วัน ประเทศไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

นายกฯ ชี้ ประชุมอาเซียน 2 วันประเทศไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด ทั้งกรอบความร่วมมือในการแก้ไขของอาเซียนเอง และกรอบใหญ่ที่จับเข่าคุยกับประเทศอาหรับและจีน มั่นใจผลการประชุมในทุกมิติจะสร้างความมั่นคง มั่งคั่งระหว่างกัน

วันที่ 27 พฤษภาคม 25 68 เวลา 15.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย พอใจผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลสำเร็จสำคัญ 2 ประการ คือ  1) อาเซียนได้ลงนามและตกลงในปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future) เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนในอีก 20 ปีเพื่อรับรองวิสัยทัศน์นี้ 2) เป็นครั้งแรกที่มีการประชุม 3 ฝ่าย ระหว่าง อาเซียน คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ(GCC) และจีน เพื่อสร้างพลวัตความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ  

โดยในครั้งนี้ อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการรักษาให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ของ โลก โดยเฉพาะการแข่งขันของมหาอำนาจ รวมถึงมาตรการในการรับมือกับมาตรการภาษีของอเมริกา 

ทั้งนี้ ไทยสนับสนุนการรับติมอร์-เลสเตเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน รวมถึงใช้โอกาสนี้ย้ำท่าทีของไทยต่อประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมียนมา ทะเลจีนใต้ และตะวันออกกลาง 

ด้านเศรษฐกิจ ไทยผลักดันการรวมตัวในภูมิภาคให้แน่นแฟ้น และมีเอกภาพ ควบคู่ไปกับการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเสนอให้ประเทศอาเซียนใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ และขยาย FTA กับหุ้นส่วนใหม่ ๆ รวมทั้งส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงานผ่านการจัดทำ ASEAN Power Grid 

ที่ประชุมฯ ยังได้หารือเรื่องผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำอาเซียนได้ยึดมั่นในท่าทีร่วมกัน คือ การยึดถือระบอบการค้าระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ยอมรับร่วมกัน และพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์

ด้านสังคม การส่งเสริมประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง การส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะยาเสพติด และ online scams  

ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวาระสีเขียวเพื่อบรรลุเป้าหมาย “green ASEAN” โดยเน้นเรื่อง green finance การรับมือกับภัยพิบัติ และ climate change การแก้ไขปัญหาหมอกควัน พลังงานสะอาด และ digital transformation ซึ่งไทยมีแผนที่ชัดเจนในการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานอยู่แล้ว โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ที่ไทยมีศักยภาพสูงและยังมีการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในไทยในด้าน data center 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการหารือทวิภาคีว่า ได้มีพบปะหารือกับผู้นำหลายประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ คูเวต UAE และบาห์เรน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยคูเวต UAE และบาห์เรน มีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการ Landbridge และพร้อมร่วมมือในการส่งเสริมด้านความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีศักยภาพ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสพบกับประธาน Asian Development Bank เพื่อหารือถึงการลงทุนเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคด้วย 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมฯ ในครั้งนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพของไทยในด้านต่างๆ พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียน ผ่านความร่วมมือกันภายในภูมิภาคกับกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ(GCC) และจีน ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันดังกล่าว จะเกิดผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน สร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ ๆ การพัฒนาทุนมนุษย์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล 

สำหรับประเด็นภาษีของสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าประธานอาเซียน ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของภูมิภาค โดยใช้การรวมตัวกันของอาเซียนในการพูดคุยกับสหรัฐฯ  เพื่อเป็นพลังยิ่งขึ้น 

“หลายประเทศ ได้ส่งข้อเสนอไปยังสหรัฐอเมริกาแล้วเช่นกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอนัดหมายเพื่อพูดคุยกันในรายละเอียดกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยไม่ได้ช้าเกินไป คาดว่าน่าจะมีความคืบหน้าเร็วๆ นี้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

‘นรินท์พงศ์’ อัดแพทยสภาไร้จริยธรรม ลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

‘นรินท์พงศ์’ อัดแพทยสภาไร้จริยธรรม ลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

‘นรินท์พงศ์’ อัดแพทยสภาไร้จริยธรรม ลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.23 น.

‘นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ’ อัดแพทยสภาไร้จริยธรรม ลืมนกหวีดไว้ข้างหลัง

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังจากการยื่นรายงานความเห็นต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภาว่า  ความเห็นกรรมการแต่ละคนนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ จนกว่ารมว.สาธารณสุข จะอ่าน ซึ่งมีความหลากหลายมุม ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งประกอบแล้ว 9 คนนั้นน่าจะเกิดความเป็นธรรมพอสมควร 

ทั้งนี้อาจมีการโยงว่ากรรมการฯ อยู่ทางการเมืองบ้าง อยู่กับเสื้อแดงบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเราตัดสินด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม คือความถูกต้อง เนื่องจากมีเอกสารเข้ามาจากทั้งแพทย์ และแพทยสภา เหมือนตาชั่งที่มีข้อมูลทั้งซ้ายและขวา ฉะนั้นเราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากดุลยพินิจเพื่อรายงานว่า ความเห็นของพวกเราเป็นอย่างไร แล้ววันนี้ครบถ้วน นอกจากนี้ผลดังกล่าวไม่ได้ไปมีผลต่อการตัดสินคดีของศาลฎีกาในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เพราะเป็นคนละเรื่อง  แต่การที่เราพิจารณาส่งถึงรมว.สมศักดิ์นั้น กระบวนการต่อไปก็ส่งกลับไปที่แพทยสภาที่ต้องมีการพิจารณาต่อและลงมติ 2 ใน 3 ถ้าเห็นว่าแพทย์ทำผิดก็ยืนยันตามเดิม ดังนั้นถือว่า เป็นความยุติธรรม ไม่ได้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อใคร แต่สังคมไม่มองจุดนี้

“แต่มองว่าวันนี้บ้านพวกผมเป็นคนเลวแล้ว แต่จริงๆไม่ใช่ เราเห็นปัญหาว่าบ้านเมืองขาดหลักไป เราไม่ใช่พวกใครจริงๆ แต่เรามีประสบการณ์ด้านนี้ คนที่กล้าหาญเท่านั้นที่จะมาพูดเรื่องนี้ เราช่วยปกป้องความยุติธรรม ถ้าท่านรัฐมนตรีเห็นอย่างไรก็เชื่อว่าเรื่องนี้กลับไป กลับมา ก็อยู่ในวันที่ 13 มิ.ย. อยู่แล้ว เพียงแต่จะสง่างามหรือไม่ หมอ 3 คนบอกว่า ตัวเองลงโทษก็ถือว่าแฟร์ ถ้าไม่ถูกลงโทษก็แฟร์ ดังนั้น ถ้าเราเปิดใจกว้างๆ ผมว่าดีนะที่คนให้ความสนใจและมองหลายมุม” นายนรินท์พงศ์ กล่าว 

นายนรินท์พงศ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ตนเชื่อว่าศาลฎีกาที่จะมีการพิจารณาเรื่องชั้น 14 นั้น ศาลคงไม่ไปดูว่าผลการวินิจฉัยลงโทษจริยธรรมแพทย์ 3 เดือน 6 เดือน ของแพทยสภา แล้วนำผลไปพ่วงให้คนเหล่านั้นได้รับเคราะห์ ไม่ใช่แบบนี้แน่นอน แต่วันนี้มีการปลุกกระแสทางการเมืองให้เกิดความหวาดระแวงมากกว่า ขอย้ำว่าในฐานะที่เป็นทนายความมา 42 ปี ยืนยันว่าไม่เกี่ยวแน่นอน แต่ตนมั่นใจว่าผลจะเป็นอย่างไร แพทยสภาก็ต้องนำเรื่องนี้ไปประกอบ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการส่งตัวของนายทักษิณ เข้าเรือนจำในวันแรก และเชื่อมต่อกลางคืนที่มีปัญหา และเชื่อมต่อวันที่ออกมา แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้เกี่ยวกันมาก ทั้งนี้การตัดสินคดีของศาล จะเอาใครลงโทษในคดีอาญาคงไม่ได้เอาเรื่องที่หมอโดนภาคทัณฑ์แล้วให้นายทักษิณกลับมาติดคุกนั้นคงไม่ใช่ แต่นายทักษิณก็ต้องมีเหตุผลว่าป่วยเพราะไร อยู่ยาวเพราะอะไร

เมื่อถามว่า กรณีแพทย์ที่ถูกลงโทษไม่ได้ส่งเอกสารบางอย่างถึงแพทยสภา พอถูกตัดสินโทษแล้วค่อยนำส่งเอกสารนั้นมาให้สภานายกพิเศษ แบบนี้ทำได้หรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า จะบอกให้ฟังว่าวันนี้ แพทย์ที่ถูกร้องเรียนทั้ง 4 คน จะใช้คำสั่งนี้ไปต่อสู้ที่ศาลปกครอง เขาจะเอาเรื่องราวที่มาทำที่นี่ไปอุทธรณ์ไว้ การที่เป็นหมอใหญ่แล้วโดนสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือนเสียชื่อที่ทำมาทั้งชีวิต ดังนั้นถ้าหมอในแพทยสภาก็ไปสู้กันที่ศาลปกครอง แต่ก็ไม่มีผลกับการพิจารณาของศาลฎีกาในวันที่ 13 มิ.ย.นี้อยู่ดี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง หมอเขาไม่หมูหรอก แพทย์ให้การรักษาโดยไม่ปล่อยให้คนไข้ตาย

เมื่อถามว่า แพทย์ทั้ง 3 คนนี้ ได้มีการมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับการฟ้องศาลปกครองหรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนยืนยันได้ว่า ตนไม่ได้ถูกล็อบบี้จากใครเลย แต่เชื่อมั่นว่าถ้าพี่น้องไปป่วยอยู่ในคุก แล้วคนบอกว่าเอาออกไปทำไม เขายังไม่ตายเลย แต่สุดท้ายเขากลับตาย ดังนั้นแพทย์ต้องคำนึงถึงความเจ็บป่วย ไม่ใชว่าหัวใจเต้นแล้วไม่เอาเข้าไป แล้วพอตายก็ไปฟ้องหมอ แล้วหมอบอกว่าเขายังไม่วิกฤติ แต่พอคนตายแล้วใครรับผิดชอบ คือวันนี้ที่ต้องโดนด่าคือจริยธรรมของแพทยสภาไม่มี เพราะลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

สรุปแล้ว! คกก.ถกมติแพทยสภา ส่งถึงมือ’สมศักดิ์’วีโต้กลับ ปมลงโทษ 3 หมอ

สรุปแล้ว! คกก.ถกมติแพทยสภา ส่งถึงมือ'สมศักดิ์'วีโต้กลับ ปมลงโทษ 3 หมอ

สรุปแล้ว! คกก.ถกมติแพทยสภา ส่งถึงมือ’สมศักดิ์’วีโต้กลับ ปมลงโทษ 3 หมอ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

สรุปแล้ว กก.ถกมติแพทยสภาส่งถึงมือ ‘สมศักดิ์’ วีโต้กลับ ปมลงโทษหมอ 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรีนายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล กรรมการผู้แทนประธานคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 พร้อมด้วย นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการ ร่วมยื่นรายงานความเห็นของคณะกรรมการฯ ต่อกรณีมติแพทยสภาให้มีการลงโทษแพทย์จำนวน 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากรพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาตัวที่รพ.ตำรวจ โดยสรุปส่งถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา โดยนางปวีณ์ริศา  สกุลเกียรติศรุต หัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนวิชาการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีเป็นผู้รับมอบ 

นายธนกฤต กล่าวว่า คณะกรรมการฯ แต่ละคนมีความเห็นเป็นอิสระในการลงความเห็นเสนอสภานายกพิเศษฯ มีทั้งเหมือนและต่างจากกรรมการบางคน โดยพิจารณาความเห็นรายบุคคลตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย แต่คณะกรรมการฯ ทุกคนมีความเห็นว่าข้อมูลที่แพทยสภาส่งมานั้นยังไม่ครบ เพราะนอกจากกฎหมายของแพทยสภาแล้ว ยังต้องพิจารณากฎหมายของกรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมด้วย เพราะกฎหมายแต่ละหน่วยงานมีศักดิ์ที่เทียบเท่ากันได้ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานต่างกัน จึงต้องเอาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา และข้อเท็จจริงอีกเรื่องที่ขอเอกสารเพิ่มเติมไป แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับ ซึ่งทางแพทยสภาอาจมองว่าไม่สำคัญหรือไม่ แล้วแต่ท่านพิจารณา ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องลงโทษหมอ ไม่ใช่เรื่องการเมือง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ยังไกลเกินไปกับการทำหน้าที่ของตนที่พิจารณาข้อกฎหมายเป็นหลัก

“ผมทำหน้าที่ผู้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่ามีองค์ประกอบบางอย่างที่ควรเข้ามาให้สมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายความสิ่งที่ผมพูด คือการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสภานายกพิเศษฯ แต่เป็นมุมมองของตัวเองที่ทำหน้าที่ครบถ้วน หรืออย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ การให้สัมภาษณ์ข่าว มีอะไรที่ไม่ตรงกับเอกสารหรือข้อเท็จจริงที่เรามีอยู่ หรือที่เราไปพิสูจน์ทราบเอง เช่นบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ อย่างคำว่า วิกฤตหรือไม่วิกฤต ที่มีความสำคัญ เพราะถ้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มันเพราะอะไร หรือคลาดเคลื่อนเพราะอะไร เชื่อว่าขั้นตอนสุดท้ายสภานายกพิเศษฯน่าจะเอาความเห็นไปพิจารณาประกอบด้วย แต่ท่านไม่ใช่คนตัดสินคนสุดท้าย เป็นแพทยสภาตัดสินคนสุดท้าย” นายธนกฤต กล่าว และว่า ไม่ได้นำข้อมูลของผู้ร้องขอความเป็นธรรมมาพิจารณาด้วย 

ด้านนายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ความเห็นกรรมการแต่ละคนนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ จนกว่ารมว.สาธารณสุข จะอ่าน ซึ่งมีความหลากหลายมุม ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งประกอบแล้ว 9 คนนั้นน่าจะเกิดความเป็นธรรมพอสมควร ทั้งนี้อาจมีการโยงว่ากรรมการฯ อยู่ทางการเมืองบ้าง อยู่กับเสื้อแดงบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเราตัดสินด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม คือความถูกต้อง เนื่องจากมีเอกสารเข้ามาจากทั้งแพทย์ และแพทยสภา เหมือนตาชั่งที่มีข้อมูลทั้งซ้ายและขวา ฉะนั้นเราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากดุลยพินิจเพื่อรายงานว่า ความเห็นของพวกเราเป็นอย่างไร แล้ววันนี้ครบถ้วน นอกจากนี้ผลดังกล่าวไม่ได้ไปมีผลต่อการตัดสินคดีของศาลฎีกาในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เพราะเป็นคนละเรื่อง  แต่การที่เราพิจารณาส่งถึงรมว.สมศักดิ์นั้น กระบวนการต่อไปก็ส่งกลับไปที่แพทยสภาที่ต้องมีการพิจารณาต่อและลงมติ 2 ใน 3 ถ้าเห็นว่าแพทย์ทำผิดก็ยืนยันตามเดิม ดังนั้นถือว่า เป็นความยุติธรรม ไม่ได้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อใคร แต่สังคมไม่มองจุดนี้

“แต่มองว่าวันนี้บ้านพวกผมเป็นคนเลวแล้ว แต่จริงๆไม่ใช่ เราเห็นปัญหาว่าบ้านเมืองขาดหลักไป เราไม่ใช่พวกใครจริงๆ แต่เรามีประสบการณ์ด้านนี้ คนที่กล้าหาญเท่านั้นที่จะมาพูดเรื่องนี้ เราช่วยปกป้องความยุติธรรม ถ้าท่านรัฐมนตรีเห็นอย่างไรก็เชื่อว่าเรื่องนี้กลับไป กลับมา ก็อยู่ในวันที่ 13 มิ.ย. อยู่แล้ว เพียงแต่จะสง่างามหรือไม่ หมอ 3 คนบอกว่า ตัวเองลงโทษก็ถือว่าแฟร์ ถ้าไม่ถูกลงโทษก็แฟร์ ดังนั้น ถ้าเราเปิดใจกว้างๆ ผมว่าดีนะที่คนให้ความสนใจและมองหลายมุม” นายนรินท์พงศ์ กล่าว 

นายนรินท์พงศ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ตนเชื่อว่าศาลฎีกาที่จะมีการพิจารณาเรื่องชั้น 14 นั้น ศาลคงไม่ไปดูว่าผลการวินิจฉัยลงโทษจริยธรรมแพทย์ 3 เดือน 6 เดือน ของแพทยสภา แล้วนำผลไปพ่วงให้คนเหล่านั้นได้รับเคราะห์ ไม่ใช่แบบนี้แน่นอน แต่วันนี้มีการปลุกกระแสทางการเมืองให้เกิดความหวาดระแวงมากกว่า ขอย้ำว่าในฐานะที่เป็นทนายความมา 42 ปี ยืนยันว่าไม่เกี่ยวแน่นอน แต่ตนมั่นใจว่าผลจะเป็นอย่างไร แพทยสภาก็ต้องนำเรื่องนี้ไปประกอบ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการส่งตัวของนายทักษิณ เข้าเรือนจำในวันแรก และเชื่อมต่อกลางคืนที่มีปัญหา และเชื่อมต่อวันที่ออกมา แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้เกี่ยวกันมาก ทั้งนี้การตัดสินคดีของศาล จะเอาใครลงโทษในคดีอาญาคงไม่ได้เอาเรื่องที่หมอโดนภาคทัณฑ์แล้วให้นายทักษิณกลับมาติดคุกนั้นคงไม่ใช่ แต่นายทักษิณก็ต้องมีเหตุผลว่าป่วยเพราะไร อยู่ยาวเพราะอะไร

เมื่อถามว่า กรณีแพทย์ที่ถูกลงโทษไม่ได้ส่งเอกสารบางอย่างถึงแพทยสภา พอถูกตัดสินโทษแล้วค่อยนำส่งเอกสารนั้นมาให้สภานายกพิเศษ แบบนี้ทำได้หรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า จะบอกให้ฟังว่าวันนี้ แพทย์ที่ถูกร้องเรียนทั้ง 4 คน จะใช้คำสั่งนี้ไปต่อสู้ที่ศาลปกครอง เขาจะเอาเรื่องราวที่มาทำที่นี่ไปอุทธรณ์ไว้ การที่เป็นหมอใหญ่แล้วโดนสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือนเสียชื่อที่ทำมาทั้งชีวิต ดังนั้นถ้าหมอในแพทยสภาก็ไปสู้กันที่ศาลปกครอง แต่ก็ไม่มีผลกับการพิจารณาของศาลฎีกาในวันที่ 13 มิ.ย.นี้อยู่ดี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง หมอเขาไม่หมูหรอก แพทย์ให้การรักษาโดยไม่ปล่อยให้คนไข้ตาย

เมื่อถามว่า แพทย์ทั้ง 3 คนนี้ ได้มีการมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับการฟ้องศาลปกครองหรือไม่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนยืนยันได้ว่า ตนไม่ได้ถูกล็อบบี้จากใครเลย แต่เชื่อมั่นว่าถ้าพี่น้องไปป่วยอยู่ในคุก แล้วคนบอกว่าเอาออกไปทำไม เขายังไม่ตายเลย แต่สุดท้ายเขากลับตาย ดังนั้นแพทย์ต้องคำนึงถึงความเจ็บป่วย ไม่ใชว่าหัวใจเต้นแล้วไม่เอาเข้าไป แล้วพอตายก็ไปฟ้องหมอ แล้วหมอบอกว่าเขายังไม่วิกฤติ แต่พอคนตายแล้วใครรับผิดชอบ คือวันนี้ที่ต้องโดนด่าคือจริยธรรมของแพทยสภาไม่มี เพราะลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

‘หมอเปรม’ แฉ ‘วิปวุฒิ’ เรียกประชุมด่วน หวังลักไก่ตั้งกมธ.สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อ กกต.-ตุลาการศาล รธน.

'หมอเปรม' แฉ 'วิปวุฒิ' เรียกประชุมด่วน หวังลักไก่ตั้งกมธ.สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อ กกต.-ตุลาการศาล รธน.

‘หมอเปรม’ แฉ ‘วิปวุฒิ’ เรียกประชุมด่วน หวังลักไก่ตั้งกมธ.สอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อ กกต.-ตุลาการศาล รธน.

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.57 น.

“สว.เปรมศักดิ์” แฉ“วิปวุฒิฯ”เรียกประชุมด่วนพรุ่งนี้หวังลักไก่ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกกต.และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จี้ให้ชะลอออกไปก่อนเพื่อความสง่างามในกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ย้ำสว.ที่ดีต้องมีหูฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ฟังแต่เสียงตัวเอง

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ว่า มีหนังสือด่วนที่สุดออกเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ส่งจากนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุมิสภา (วิปวุฒิ) ถึงกรรมาธิการวิสามัญฯทุกคน เรียกประชุมด่วนในวันพรุ่งนี้ ( 28 พ.ค.)เวลา 09.00 น.ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งมีวาระเรื่องที่เสนอพิจารณาคือ การตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอให้ชะลอการเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯออกไปก่อน เพราะการพิจารณาเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมายังวุฒิสภาแล้ว จำนวน 2 คน ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ แต่กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมากที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบมาแล้ว

นอกจากนั้น ในช่วงเวลาต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไรือดีเอสไอได้มีมติให้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เรื่อง ฟอกเงินและอั้งยี่อันเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ขณะเดียวกันคณะกรรมการเลือกตั้งก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน กรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือการฮั้ว สว.
ด้วย ล่าสุดคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้มีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่สมาชิกวุฒิสภาแล้วกว่า 60 คน และจะทยอยมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกประมาณ 90 กว่าคน ทำให้มีสมาชิกวุฒิสภาจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาเกือบ 150 คน ขณะเดียวกันดีเอสไอก็เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาในคดีอาญากับสมาชิกวุฒิสภาเหล่านี้อีกส่วนหนึ่งด้วย

“แม้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายจะถือว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกดำเนินดีเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภาต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากข่าวสาร ตามผลการตรวจสอบของกกต.และดีเอสไอพบว่ามีบุคคลอยู่เบื้องหลังในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจนมีการตั้งฉายาว่า “สว.สีน้ำเงิน” ด้วยเหตุนี้ทำให้สังคมเข้าใจไปได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเหล่านี้ อาจทำตามความต้องการของบุคคลที่อยู่เบื้องหลังได้ ดังนั้นการลงมติใดๆ ของสมาชิกวุฒิสภาจึงอาจมิได้เป็นไปโดยอิสระอย่างแท้จริง”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า กรรมการการเลือกตั้ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญ จึงควรได้บุคคลที่เป็นกลางและทำหน้าที่ได้อย่างอิสระแท้จริง ไม่เป็นบุคคลที่มีฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากถูกกล่าวหาและอยู่ระหว่างสอบสวน โดยมีข้อมูลว่า มีฝ่ายการเมืองสนับสนุน ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ตลอดจนกระบวนการลงมติของสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยอิสระ ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสุจริตเที่ยงธรรม และเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงสมควรให้ชะลอการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯ ทั้งสองคณะดังกล่าวไว้ก่อน และชะลอการเสนอชื่อต่อวุฒิสภาเพื่อให้เห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งและตุลการศาลรัฐธรรมนูญไว้ก่อน จนกว่าจะได้ความชัดเจนในผลการดำเนินการของกกต.และดีเอสไอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับวุฒิสภาตามมาภายหลัง 

” วุฒิสภาเป็นสารตั้งต้นขององค์กรอิสระ ส่วนองค์กรอิสระเป็นสารตั้งต้นของประชาธิปไตยหากมาอย่างไม่สง่างามก็จะเกิดทางตันของประชาธิปไตยได้ จะเกิดข้อครหามีผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้ เพราะสว.ส่วนหนึ่งกำลังพัวพันเรื่องฮั้วสว.อยู่ ถ้าการสอบสวนเรื่องนี้กระจ่างค่อยมาเลือกภายหลังได้ไม่เสียหาย ส่วนการไม่เลือกองค์กรอิสระในช่วงนี้ก็ไม่เกี่ยวกับทำผิดมาตรา 157 ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เหมือนที่สว.บางคนออกมาทักท้วงเลย แต่การฝ่าฝืนมติมหาชนที่มองสว.อย่างไม่สง่างามต่างหากที่จะทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาสว.ดิ่งเหว การไม่เลือกวันนี้ ไม่ได้แปลว่าทำผิด แต่เลือกผิดวันนี้ จะเสียหายในระยะยาว การฟังเสียงประชาชน คือหัวใจของการทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย สว.ที่ดี ต้องมีหูฟังประชาชน ไม่ใช่ฟังแต่เสียงตัวเองในห้องประชุม ” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

‘ภท.’ไม่มีขวาง! ยันยกมือฉลุยผ่านงบฯ69วาระแรกแน่นอน

‘ภท.’ไม่มีขวาง! ยันยกมือฉลุยผ่านงบฯ69วาระแรกแน่นอน

‘ภท.’ไม่มีขวาง! ยันยกมือฉลุยผ่านงบฯ69วาระแรกแน่นอน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

“ภท.”ไม่มีขวาง! ยันยกมือฉลุยผ่านงบฯปี 69 วาระแรกแน่นอน ย้ำเรื่องสำคัญประเทศ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมใจไทย กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ตามขั้นตอนแรก เป็นไปตามปกติ ยืนยันผ่านแน่นอน เพราะงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ต้องการขวางการทำงานซึ่งการประชุมพรรควันนี้ เราประชุมว่า สส.ท่านไหนสนใจอภิปรายประเด็นไหน ซึ่งพรรคให้ความสำคัญเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ เช่น เรื่องภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น