ลุกลี้ลุกลน-ไร้แผนแม่บท! พปชร.ไม่เห็นด้วยงบฯกระตุ้น 1.57 แสนล้าน

ลุกลี้ลุกลน-ไร้แผนแม่บท! พปชร.ไม่เห็นด้วยงบฯกระตุ้น 1.57 แสนล้าน

ลุกลี้ลุกลน-ไร้แผนแม่บท! พปชร.ไม่เห็นด้วยงบฯกระตุ้น 1.57 แสนล้าน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

พปชร.ไม่เห็นด้วยงบกระตุ้น 1.57 แสนล้าน ลุกลี้ลุกลน-ไร้แผนแม่บท ส่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ด้าน”ธีระชัย”ซัดโปรยเงินอย่างไร้ประโยชน์-เปิดช่องคอรัปชั่น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พปชร. , นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร และรองหัวหน้าพรรค และนายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สส.และคณะทำงานนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธานในที่ประชุม

โดย นายอัคร กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 28 – 30 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะการเสนอโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบซึ่งพรรคพลังประชารัฐมองว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนในการดำเนินการที่ชัดเจนในการนำไปใช้ประโยชน์ให้กับท้องถิ่นและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

นายธีระชัย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้เน้นย้ำกับทาง สส.ของพรรคว่า ให้พิจารณางบประมาณในที่ประชุมสภาฯอย่างจริงจัง และให้เกิดผลเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง มีผลในการแก้ปัญหาปากท้องแก้ปัญหา การครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง งบกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ตามความเห็นของตนยังไม่เป็นงบที่แก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ขอเรียกว่าเป็นแผนการ 3 ไม่ ไม่ที่หนึ่งคือ ไม่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เวลานี้เราเหลือกระสุนการคลังอยู่น้อย การจะใช้กรอบวงเงินถึง 1.57 แสนล้านบาทอย่างนี้ ควรจะเน้นทำให้ชุมชนระดับรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้ ควรจะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง แต่ดูกระบวนการในการพิจารณานั้นเห็นชัดว่า ไม่ได้เข้าไปสอบถามความต้องการของชุมชนเลย เพราะเริ่มต้นโดยให้หน่วยงานงบประมาณเป็นผู้พิจารณาโครงการ เสนอไปที่รัฐมนตรีที่กำกับดูแล เสนอไปที่รองนายกรัฐมนตรี และเข้าไปในคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ไม่ได้เปิดฟังเสียงของประชาชน

นายธีระชัย กล่าวว่า ไม่ที่สอง คือ ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพของชาติ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท กระจายหลายหัวข้อยิ่งกว่าหัวข้องบประมาณโดยรวมของประเทศ เป็นลักษณะการเสนอโครงการที่แตกกระจาย ไม่มียุทธศาสตร์องค์รวม ลักษณะเช่นนี้น่าสงสัยว่า มันมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ และไม่ที่สามคือ ไม่ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น เห็นได้ว่า ครม.อนุมัติแผนเมื่อวันที่ 20 พ.ค.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 21 พ.ค.โดยกำหนดให้ยื่นโครงการอย่างกระชั้นภายในวันที่ 23 พ.ค.อันเป็นการส่อพิรุธว่า อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อควักเอาโครงการเดิมที่ไม่สำคัญและถูกพักค้างเอาไว้ออกมาใช้เป็นหลัก ขาดการแสวงหาข้อมูลปัญหาล่าสุด จึงขอแนะนำแทนที่จะเน้นโครงการขนาดใหญ่ ควรทำโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนมากกว่า เช่น เครื่องมือหรือเครื่องจักรการเกษตรขนาดเล็ก และโครงสร้างที่ลดต้นทุนการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ให้ชุมชนโดยตรง เกณฑ์การคัดเลือกโครงการก็คลุมเครือ ไม่โปร่งใส โดยเกณฑ์ 8 ข้อที่รัฐบาลตั้งไว้ไม่ระบุน้ำหนักคะแนนที่ชัดเจน เสี่ยงต่อการเลือกตามใจนักการเมืองหรือพวกพ้อง จึงเสนอแนะให้ปรับเกณฑ์ให้มีน้ำหนักคะแนนชัดเจนเสียก่อน เช่น เน้นผลประโยชน์ต่อชุมชนและความคุ้มค่า 70% ความโปร่งใส 30% เป็นต้น พร้อมทั้งให้เปิดผลคะแนนต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนรับทราบและสามารถติดตามได้ การใช้กระสุนการคลังในช่วงเวลานี้ ควรจะเน้นเตรียมความพร้อมให้แก่ชาวบ้านและชุมชนรากหญ้ามากที่สุด และจะต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์แก่ สส.หรือพรรคการเมืองใด

ด้าน นายชัยมงคล กล่าวว่า งบประมาณปี 69 ครั้งนี้ เป็นงบที่ลุกลี้ลุกลน นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีเลยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า จะให้หน่วยงานใดตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งไม่รู้ว่ามีเจตนาหรือผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงอยู่ หรือนำไปสู่การฮั้วระหว่างผู้มีอำนาจคือรัฐบาลกับนักการเมืองที่ในพื้นที่ เป็นการสมยอมกันในการแสวงหาผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งเป็นผลประโยชน์มิชอบ

“พรรคพลังประชารัฐ จึงมองว่า งบ 1.57 แสนล้านบาทนั้นเป็นงบที่ขาดแผนแม่บทขาดการวางแผนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาประชาชน วันนี้ทุกหย่อมหญ้าเดือดร้อนเศรษฐกิจฝืด ไม่มีกำลังซื้อ ถามว่าโครงการต่างๆได้ตอบสนองตอบปัญหาเหล่านี้หรือไม่ อีกทั้งเป็นงบที่กระจุกนำไปสู่ผลงานไม่กระจาย กระจุกไปยังกระทรวงซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาล เป็นแนวร่วมที่ดี ผลงานจึงไม่กระจาย ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หากแต่คิดถึงผลประโยชน์ของพวกพ้อง ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงไม่เห็นด้วย”

‘เพื่อไทย’ติวเข้ม! ระดม สส.ร่วมประชุมอภิปรายงบฯ69

‘เพื่อไทย’ติวเข้ม! ระดม สส.ร่วมประชุมอภิปรายงบฯ69

‘เพื่อไทย’ติวเข้ม! ระดม สส.ร่วมประชุมอภิปรายงบฯ69

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

“เพื่อไทย”ติวเข้ม! ระดม สส.ร่วมประชุมอภิปรายงบฯ69 ด้าน”รมว.คลัง”แจง สส.เหตุชะลอแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้มีประชุม สส.ภาค และประชุมรวม สส.ทุกภาค โดยมี คณะผู้บริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค พร้อมสมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม ว่า เนื่องด้วย ในวันที่ 28 พ.ค.68 จะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 28 – 31 พ.ค.นี้ ทางพรรคจึงได้เชิญ สส.มาประชุมเตรียมความพร้อม ที่ประชุมได้มีการกำชับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย 140 กว่าคน ให้มาร่วมประชุมสภาในวันที่ 28 พ.ค.นี้

โดยจะมีการประชุมกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับในช่วงเช้าตั้งแต่ เวลา 09.00 น.ส่วนการพิจารณางบประมาณนั้น คาดว่าจะเริ่มประชุมได้ในช่วงเย็นเป็นต้นไป และยาวจนถึงวันเสาร์ที่ 31 พ.ค.และคาดว่าจะมีการลงคะแนนประมาณช่วง 6 โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ของวันที่ 31 พ.ค.ถ้าไม่มีเหตุประท้วงจนยืดเยื้อก็จะสามารถลงคะแนนได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ที่ประชุมนอกจากได้มีการกำชับ สส.ขอให้มาร่วมแล้ว ได้เตรียมผู้อภิปรายสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย 2569 ไว้ประมาณ 22 คนด้วย

นายดนุพร กล่าวต่อว่า ในการประชุม สส.พรรค นั้น นายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง ได้มาชี้แจงความเข้าใจและรับเรื่องร้องเรียนของ สส.ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วในการประชุม สส.ของพรรคเพื่อไทย โดยนายพิชัย ได้อธิบายให้ สส.เข้าใจ เพราะ สส.จะต้องไปพบปะกับพี่น้องประชาชน เพื่ออธิบายในเรื่องการชะลอเงินดิจิตอลวอเล็ต 10,000 บาทออกไปก่อน และเงินเหล่านี้จะถูกนำไปทำอะไรบ้าง นำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในด้านใดบ้าง บางครั้งได้มีการร้องเรียนเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ที่มีการร้องเรียนไปที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ซึ่งรัฐมนตรีคลังก็ได้รับปากว่า จะไปพูดคุยกับ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่จะดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตรต่อไป

นายดนุพร กล่าวด้วยว่า นอกจากพิชัยได้มาชี้แจงเรื่องงบประมาณ และเรื่องการชะลอเงินดิจิตอลวอเล็ตแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยยังได้เชิญหลายหน่วยงานมาพูดคุยและลงรายละเอียด โดยทางสำนักงบประมาณ ได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 40 คน มาพูดคุยและลงรายละเอียดเรื่องงบประมาณรายจ่ายที่กำลังจะผ่านสภาฯ รวมถึงงบประมาณเกี่ยวกับซอฟพาวเวอร์ โดยในวันนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เป็นตัวแทนมาพูดคุยว่า งบเหล่านี้ที่จะเข้าไปที่จะพิจารณาในสภาฯ ที่ขอใบนั้นออกมาแล้วเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อะไรบ้าง จะนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร จะไปสร้างในเรื่องของซอฟพาวเวอร์ประเทศอย่างไรบ้าง

“นอกจากนี้ ที่ประชุมพรรคได้กำชับให้ สส.อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมสภาฯ อย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือ สส.ทุกคนให้ไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ที่อาจจะมีการเข้าใจผิดต่างๆ รวมถึงทีมสื่อสารของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นทีมโฆษกรัฐบาล โฆษกพรรค ก็จัดตั้งวอมอยู่ที่สภาฯ เพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ในประเด็นที่อาจจะมีการท้วงติงจากทางฝ่ายค้าน หรือการชี้แจงของรัฐมนตรีในรายกระทรวงนั้นๆ เพื่อชี้แจงกับพี่น้องประชาชนผ่านช่องทางของพรรคต่อไป เพื่อให้เข้าใจตรงกันไม่ให้ถูกนำเอาประเด็นผิดๆ ไปบิดเบือนกันในโลกออนไลน์ ดังนั้น จึงขอยืนยันว่า ทางพรรคมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ก็หวังว่าพี่น้องประชาชนจะติดตามช่องทางของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ วันที่ 28 – 31 พ.ค.นี้” นายดนุพร กล่าว

‘ทักษิณ’ เผย รมว.กต. คุยเมียนมา-จีน แก้ปัญหาแม่น้ำกกแล้ว

'ทักษิณ' เผย รมว.กต. คุยเมียนมา-จีน แก้ปัญหาแม่น้ำกกแล้ว

‘ทักษิณ’ เผย รมว.กต. คุยเมียนมา-จีน แก้ปัญหาแม่น้ำกกแล้ว

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 27 พ.ค. 68 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาสารปนเปื้อนเกินกว่าค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก จ.เชียงราย จะช่วยแก้ไขตรงนี้อย่างไรว่า วันนี้ทางนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ได้คุยกับทางเมียนมาและจีน เพื่อขอให้ควบคุมเรื่องนี้ให้ดี 

เมื่อถามว่า จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว ในการช่วยพูดคุยหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า แน่นอน ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้คุยกับพลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไร วันนี้เราคุยกับเพื่อนบ้านได้ทุกประเทศ

‘รทสช.’ส่ง’จุติ ไกรฤกษ์’ นำทีม 11 ขุนพลลุยอภิปรายงบ’69

'รทสช.'ส่ง'จุติ ไกรฤกษ์' นำทีม 11 ขุนพลลุยอภิปรายงบ'69

‘รทสช.’ส่ง’จุติ ไกรฤกษ์’ นำทีม 11 ขุนพลลุยอภิปรายงบ’69

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

“โฆษกรวมไทยสร้างชาติ”เผยส่ง”จุติ ไกรฤกษ์” นำทีม 11 ขุนพลลุยอภิปรายงบประมาณปี 69 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ยันมติพรรคพร้อมรับหลักการงบฯ69 ให้งบต่อเนื่อง ปิดช่องการแก้ปัญหาให้ประชาชนสะดุด เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า ในวันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 28 – 31 พฤษภาคม 2568 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นประธานการประชุม

สำหรับการพิจารณาพระราชกำหนดในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่จะมีการพิจารณาพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 หรือ Cyber Security Law และ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติเห็นชอบต่อพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับ

ในส่วนของการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. …. นั้นทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติรับหลักการกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเช่นเดียวกัน

และในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ในครั้งนี้ ตั้งแต่ 17.00 น. ของวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไปจะเป็นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

โดยที่ประชุมพรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดเตรียมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 11 ท่านเพื่อเป็นผู้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายนำและควบคุมประเด็นในการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้การอภิปรายในครั้งนี้ของ 11 ขุนพลของพรรครวมไทยสร้างชาติเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน และสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขในวาระที่ 2 ในชั้นกรรมาธิการต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการคัดเลือกกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 4 ท่าน คือในสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร และสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีอย่างละ 2 ท่าน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณรายจ่ายมีประสิทธิภาพที่สุด

และที่สำคัญพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติเห็นชอบ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้รัฐบาลได้มีเครื่องมือในการใช้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและใช้ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป การให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความต่อเนื่องสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะไม่สะดุดหยุดลงเนื่องด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ

‘อนุทิน’โชว์ปึ้ก‘ทักษิณ’ สยบร้าวเกาเหลา‘แดง-น้ำเงิน’

‘อนุทิน’โชว์ปึ้ก‘ทักษิณ’ สยบร้าวเกาเหลา‘แดง-น้ำเงิน’

‘อนุทิน’โชว์ปึ้ก‘ทักษิณ’ สยบร้าวเกาเหลา‘แดง-น้ำเงิน’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

“อนุทิน”โชว์ปึ้ก”ทักษิณ” สยบร้าวเกาเหลา”แดง-น้ำเงิน” ลั่นฟ้องด้วยภาพงานปาฐกถา”แก้ยาเสพติด”สัมพันธ์ดี โอ่ไม่ได้แค่ยืนข้างๆ แต่กอดเลย ยัน​ทำงานร่วมกันได้​”นายกฯ”สั่งงานตลอด​ ปัด​คุยการเมือง​

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่พบกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่งานปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมอง และความท้าทาย ต่อการแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืน” ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีการพูดคุยประเด็นทางการเมืองกันหรือไม่ ว่า ไม่มี ไม่มีเลย ไปฟังนายทักษิณปาฐกถา ซึ่งตนได้รับเชิญมาเมื่อเช้านี้ และเราก็ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ถือเป็นศัตรูอันดับ 1 ของประเทศ ที่ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือ แต่จริงๆทุกหน่วยงานก็ร่วมมือกันอยู่แล้ว และกระทรวงมหาดไทยก็ดำเนินการเอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ เรื่องนี้เราทำอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ถึงขั้นจะต้องประกาศนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการฆ่าตัดตอนเหมือนในอดีตด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ถึงขั้นร้องเฮ้ย ก่อนกล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และที่ผ่านมาก็จับได้ทุกรายทโดยใช้วิธีการตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือแหล่งผลิตอยู่นอกประเทศไทย เราใช้วิธีการทางการทูตหรือถ้าเค้าขอความร่วมมือมาไปช่วยดำเนินการปราบปรามแหล่งผลิต ก็ต้องใช้วิธีการที่เป็นอารยะ เราไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปได้

เมื่อถามว่า วันนี้มีความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย แต่พอถึงเวลานายอนุทินยืนข้างนายทักษิณ ถือเป็นการสยบความขัดแย้งนั้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้ามีความขัดแย้งจริง ตนเองจะไม่สามารถรับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีได้ ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรียังสั่งการแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม ด้วยความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทย ดังนั้น การทำงานไม่สามารถที่จะพิสูจน์ด้วยภาพ แต่มันคือการทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่

“วันนี้ไม่ได้แค่ยืนติดกัน แต่ท่านยังกอดผมด้วย” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า เห็นยืนแทรกกลางระหว่างนายทักษิณ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่มีอะไร ทุกคนทำหน้าที่ ถ้ามันมีอะไร ผมจะไปร่วมประชุมกระทรวงยุติธรรมได้อย่างไร งานคืองาน บางทีผู้สื่อข่าวไปรับข้อมูลจากไหนมา นักวิเคราะห์วิจารณ์ก็วิจารณ์กันไป แต่วันนี้ฟ้องด้วยภาพของการทำงานร่วมกัน เพื่อประเทศและประชาชน โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ไม่มีทางทะเลาะกันได้ ทะเลาะกันเมื่อไหร่คนเดือดร้อนคือประชาชน ถึงขนาดนี้แล้ว เราไม่เห็นอะไรสำคัญนอกจากประชาชน ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ต้องแยกออกไป เรื่องส่วนรวมสำคัญกว่าเยอะ”

‘อนุทิน’ย้อนเกล็ด‘ดีเอสไอ’ หากจับตัว‘ณฐพร’ไม่ได้ ‘กรมการปกครอง’พร้อมหนุน

‘อนุทิน’ย้อนเกล็ด‘ดีเอสไอ’ หากจับตัว‘ณฐพร’ไม่ได้ ‘กรมการปกครอง’พร้อมหนุน

‘อนุทิน’ย้อนเกล็ด‘ดีเอสไอ’ หากจับตัว‘ณฐพร’ไม่ได้ ‘กรมการปกครอง’พร้อมหนุน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

“อนุทิน”ย้อนเกล็ด”ดีเอสไอ” หากจับตัว”ณฐพร”ไม่ได้ “กรมการปกครอง”พร้อมหนุนอย่างที่เคยร้องขอมา ลั่นห้ามปล่อยหมดอายุความ”คดีฟอกเงิน ส.คลองจั่น” 15 มิ.ย.นี้ ต้องยึดกฎหมายบ้านเมือง ลามข้องใจ”ผู้บริหาร มท.ยุคก่อน”ตั้งมาเป็นที่ปรึกษาได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ถูกดำเนินคดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น แต่จนถึงขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่นำตัวส่งไปอัยการสั่งฟ้องศาล ว่า รู้สึกว่านายณฐพรไปฟ้องยุบพรรคภูมิใจไทย และฟ้องอีกหลายๆ อย่าง พร้อมย้อนถามสื่อว่า “นายณฐพรเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และหากดีเอสไอไม่จับจะหมดอายุความใช่หรือไม่”

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะมีการเร่งรัดดีเอสไอให้จับตัวนายณฐพรมาดำเนินคดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย แต่นายณฐพรเป็นคนยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย และวันนี้มีเอกสารจากอัยการ โดยเตือนอธิบดีดีเอสไอให้จัดการตัวผู้ต้องหา คือนายณฐพร และพวก เพราะเห็นว่าคดีจะหมดอายุความในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ซึ่งทางอัยการได้ขอให้มีการจัดการตัวผู้ต้องหาตั้งแต่เดือน ก.พ.68 แล้ว และเดือน พ.ค.68 ก็มีหนังสือจากอัยการเตือนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหา และออกหมายจับ ซึ่งตนคิดว่าต้องเป็นไปตามนั้น เพราะหากไม่ดำเนินการจะเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยขอให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการ

“ถ้ากำลังไม่พอ เห็นกรมการปกครองก็มีกำลังคอยช่วยสนับสนุนการทำงานของดีเอสไอ เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอก็เคยขอให้กรมการปกครองสนับสนุนหลายเรื่อง ครั้งนี้ก็อยากให้ร้องขอกรมการปกครองมาด้วย หากให้ช่วยกระทรวงมหาดไทยก็ถือเป็นเจ้าพนักงาน ไปเจอที่ไหนก็สามารถติดตามตัว นายณฐพร โตประยูร ได้ ผมคิดว่าการติดตามตัวคงไม่ยาก เพราะเขาก็ไปปรากฎตัวที่ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงที่สาธารณะหลายแห่ง เขาไม่ได้หลบ น่าจะรู้หลักแหล่งกันดี เพราะเขาก็ออกสื่อทุกวัน เบอร์โทรศัพท์ก็คงมีอยู่ ก็อยากให้ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะทุกคนต้องทำตามกฎหมาย ผมก็เห็นใจ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า หากดีเอสไอปล่อยให้หมดอายุความจะกระทบกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หมดอายุความไม่ได้ เพราะสำนักงานอัยการสูงสุดออกหนังสือเตือนแล้ว ดังนั้น เราต้องช่วยกัน เมื่อสักครู่ปลัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์มารายงานตนว่า ดีเอสไอน่าจะออกหมายเรียกได้ก่อนหมดอายุความ

“หน่วยงานต่างๆ น่าจะมีประวัติเขา เช่น หลายๆ กรมในกระทรวงมหาดไทย เพราะเขาเคยเป็นที่ปรึกษา รวมถึงกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งไม่รู้เชิญมาได้อย่างไร ต้องไปถามคนตั้ง ผมไม่ได้ตั้ง ผมไล่ออก ไม่ได้หรอกเอาคนแบบนี้มาทำงาน คนตั้งก็ไม่ค่อยดูให้ดี แต่ยุคสมัยผม และปลัดฯคนใหม่ รวมถึงอธิบดีสองสามกรมที่เคยตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาก็ให้ออกไปแล้ว ขอย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญคือเขาเป็นผู้ต้องหา ต้องทำตามกฎหมายบ้านเมือง จะปล่อยให้หมดอายุความไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

ขณะที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมใจไทย แถลงความคืบหน้ากรณีที่พรรคประกาศฟ้องผู้ยื่นเรื่องยุบพรรค และให้ข่าวใส่ร้ายพรรคเชื่อมโยงคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เบื้องต้นพรรคได้ฟ้อง นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.และอดีต สส.พรรคเพื่อไทย เรียบร้อยแล้วเป็นท่านแรก โดยศาลนัดไต่สวน วันที่ 14 ก.ค.นี้ ส่วน นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นรายต่อไปที่พรรคจะยื่นฟ้อง ทั้งนี้ พรรคยืนยันจะดำเนินการอย่างจริงจัง ส่วนการที่นางกุสุมาลวตีให้สัมภาษณ์เรื่องการได้มาของเอกสาร ตนได้ตั้งคำถามไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าต้องออกมาตอบคำถามให้ได้ว่านางกุสุมาลวตี มีการนำข้อมูลออกมาได้อย่างไร ซึ่งตนได้เคยสอบถามดีเอสไอไปแล้ว แต่ดีเอสไอยังไม่ได้ออกมาชี้แจงว่ามีคนของดีเอสไอนำข้อมูลออกมาให้กับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ส่วนการทำหน้าที่ของดีเอสไอ พรรคมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ สืบเนื่องจากอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีหนังสือส่งถึงดีเอสไอให้ติดตามตัวผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อนายณฐพรอยู่ด้วย เราในฐานะประชาชนทั่วไป และฝ่ายนิติบัญญัติ เห็นว่าในเมื่อดีเอสไอมีหนังสือฉบับนี้ แต่เหตุใดยังไม่มีการปฏิบัติอะไรทั้งสิ้น ที่สำคัญคือนายณฐพรเดินทางไปถึงดีเอสไอด้วยซ้ำ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอหรือไม่ ที่สำคัญอายุความคดีฟอกเงินจะหมดวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ปัญหาคือในเมื่อมีหนังสือจากอสส.ชัดเจน และตัวผู้ต้องหาตามหนังสือก็เดินทางไปถึงดีเอสไอเพื่อยื่นร้องเรียนพรรคภูมิใจไทยด้วย และปรากฎตัวตามสื่อหลายๆ ที่ จึงต้องถามว่าดีเอสไอว่าทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่ เพราะคดีนี้มีอายุความ 15 ปี และกำลังจะหมดอายุความแล้ว

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยวิเคราะห์หรือไม่ว่าทำไมดีเอสไอจึงปล่อยไว้โดยไม่ดำเนินคดี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราคงไม่ก้าวล่วงการทำงานทางกฎหมาย แต่ขอตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า เพราะอสส.ก็ส่งหนังสือไปยังดีเอสไอแล้วถึงสองครั้ง เมื่อถามว่า ถ้าคดีหมดอายุความพรรคจะทำอย่างไร น.ส.แนน กล่าวว่า อาจจะไม่ต้องรอให้หมดอายุความ เพราะพรรคอาจจะมีหนังสือทวงถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ เมื่อถามว่า จะใช้กลไกสภาตรวจสอบการทำงานของดีเอสไอหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เรื่องนี้ยังอีกไกลเพราะกว่าสภาจะเปิดสมัยประชุมคือช่วงเดือน ก.ค. ฉะนั้น คงต้องถามไปที่ดีเอสไอก่อน และเมื่อถึงเวลาคงใช้กลไกนิติบัญญัติ

เมื่อถามถึงคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นอดีตสส.พรรคภูมิใจไทย ดีลการเลือกสว.นครพนม จะชี้แจงอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ผู้ปล่อยคลิปมาจากแหล่งใด ที่ไหน และเป็นใคร เพราะขณะนี้มีแต่การดัดแปลงเสียง เสียงที่ออกมาก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถแปลงเสียงทำให้ใครพูดอะไรออกมาก็ได้ ซึ่งต้องถามว่าที่มาที่ไปอย่างไร จริงแบบที่กล่าวอ้างหรือไม่ เพราะตอนนี้เป็นไปตามสื่อที่ปรากฎเท่านั้น หากดัดเสียงแล้วมากล่าวอ้างว่าเป็นใครก็ง่ายไปเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยสั่นคลอนกับสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า หากย้อนดูข่าวไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนที่พรรคไหนโดนยื่นยุบพรรค ข่าวจะถาโถมไปที่พรรคนั้น ครั้งนี้อาจจะเป็นรอบของภูมิใจไทย แต่เราอยู่ในจุดที่อธิบายได้ทุกอย่าง พร้อมชี้แจงทุกประเด็น

– 006

ไม่ขาดสาย!! แพทย์จุฬาฯ รุ่น 26 แถลงการณ์หนุนมติแพทยสภา

ไม่ขาดสาย!! แพทย์จุฬาฯ รุ่น 26 แถลงการณ์หนุนมติแพทยสภา

ไม่ขาดสาย!! แพทย์จุฬาฯ รุ่น 26 แถลงการณ์หนุนมติแพทยสภา

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

27 พ.ค. 68 กลุ่มแพทย์จุฬาฯรุ่น26.( จุฬาฯ2513) ออกแถลงการณ์สนับสนุนมติแพทยสภา โดยมีเนื้อหาดังนี้ “พวกเราขอสนับสนุนมติแพทยสภาในวันที่ 8 พค.2568 ให้ลงโทษ แพทย์ 3 คน ที่เอื้อประโยชน์แก่นักโทษที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง ให้มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนทั่วไป แบบสองมาตรฐาน โดยรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ ตลอดเวลา 6 เดือน โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอจะอธิบายการเจ็บป่วย อันสมควร ด้วยการพักผ่อนอย่างสบายในห้อง VIP ชั้น 14 รพ. ตำรวจแทนการจองจำอยู่ในเรือนจำตามคำพิพากษาศาลตามกระบวนความยุติธรรมที่ได้กระทำความผิด ตามที่ศาลตัดสินคดีเสร็จสิ้นให้จำคุกแล้ว

และขอสนับสนุนการตัดสินของแพทยสภาที่ยืนหยัดต่อความยุติธรรม จริยธรรมแห่งวิชาชีพแพทย์ ต่อไปทุกกรณีด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใดๆ. เป็นตัวอย่างของสถาบันที่มีเกียรติต่อสังคม

รายชื่อแพทย์จุฬาฯรุ่น 26 ที่ร่วมแถลงการณ์นี้ :

1. นพ. ธวัช บุญยืนเวทวัฒน์
2. นพ.เกษม ทรงจิตรัตน์
3. นพ.ประพัฒน์ สุจริต
4. พญ.วิไลวรรณ วิริยะไชโย
5. พญ.วัลลี สัตยาศัย
6. พญ.เพชรศรี ศิรินิรันดร์
7. พ.ญ.สุพัตรา เอาเจริญพร
8. พญ. วิภา รัตนชัยวงศ์
9. ศ นพ อดิศร ภัทราดูลย์
10. นพ.ปพนธ์ ดำรงวงศ์


11. นพ.สำรวย ศรีตุลานนท์
12. นพ.สวัสดิ์​ เจียม​จิต​
13. นพ.เพิ่มยศ โกศลพันธุ์
14.พญ.สมลักษณ์ วัฒนวิฑูกูร
15.พล.ต.นพ.อรสิทธิ์ ปุณณะนิธิ
16.พันเอก(พิเศษ) พญ.เสาวณี ปุณณะนิธิ
17.พล.อ.ต.บรรเทิง ถนัดพจนามาตย์
18.นพ. นพดล จันทรเทพเทวัญ
19.นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์
20. นพ.วรวิทย์ วิศิษฐ์กิจการ


21. ศ. พญ. วโรชา มหาชัย
22.พญ.เจษฎี พานิช
23. รศ.นพ.วิรัตน์ วงศ์แสงนาค
24. พญ. กนกรัตน์ นันทิรุจ
25. พญ. สิรนิสถ์ ประพันธ์ศิลป์
26. พญ. มิรินทร์ เกียรติเฟื่องฟู
27. นพ.ธีรวุฒิ ศุภสัจญาณกุล
28. พญ  นิธิวดี ตียพันธ์ ทรงเดช
29. พญ. ลลิดา ปริยกนก
30. นพ. จิตเจริญ ไชยาคำ


31.พญ.ผกา วราชิต
32. พญ. บุษบา วิวัฒน์เวคิน
33. นพ. ยงยุทธ ศิริปการ
34. พญ.อุดมลักษณ์ แสงธิวงศ์
35. พญ.หัทยา ธัญลักษณากุล
36. นพ ชัยฤกษ์ ลิมปวัฒนศิริ
37.  พญ. ดาริกา บุญวิจิตร
38.  นพ. ประดิษฐ์ วินิจจะกูล
39 รศ.นพ. สิทธิพร อรพินท์
40. นพ. มานิตย์ พืชไพบูลย์


41.นพ.ชัยชาญ ธเนศสกุลวัฒนา
42.นพ.บุญชัย ภูมิบ่อพลับ
43.รศ.นพ.สมเดช พินิจสุนทร”

รัฐบาลย้ำโรงเรียนทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงฤดูฝน

รัฐบาลย้ำโรงเรียนทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงฤดูฝน

รัฐบาลย้ำโรงเรียนทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงฤดูฝน

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

รัฐบาลกำชับโรงเรียนทั่วประเทศ รับมือภัยพิบัติช่วงฤดูฝน ย้ำสถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุ ซักซ้อมรับมือภัยฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง 

28 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ จากรายงานล่าสุดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ตอนเหนือของประเทศ เช่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภาคเหนือตอนบน และจังหวัดเลย เร่งยกของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมกับเข้าไปทำการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว  

นายคารม กล่าวต่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติในภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่โรงเรียนทุกแห่งจะต้องเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุหากพบสถานการณ์น้ำท่วมหนัก 

“รัฐบาลได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของครู และนักเรียน โดยตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน สพฐ.ได้ออกมาตรการให้สถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว โดยจะต้องมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุตั้งแต่การเตือนภัย ระหว่างมีภัย และการปฏิบัติตัวหลังเกิดภัย อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงฤดูฝน เสี่ยงต่อการเกิดเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ ขอย้ำให้สถานศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เหมาะสม โดย สพฐ. จะติดตามและมอนิเตอร์สถานการณ์น้ำท่วมทุก 24 ชั่วโมง เพื่อให้โรงเรียน ครู และนักเรียน ให้มีความปลอดภัย” นายคารม กล่าว

​ม.บูรพา อบรมบุคลากร ‘การดับเพลิงเบื้องต้น’ สร้างความตระหนักรู้ รับมืออัคคีภัยอย่างถูกวิธี

​ม.บูรพา อบรมบุคลากร ‘การดับเพลิงเบื้องต้น’ สร้างความตระหนักรู้ รับมืออัคคีภัยอย่างถูกวิธี

​ม.บูรพา อบรมบุคลากร ‘การดับเพลิงเบื้องต้น’ สร้างความตระหนักรู้ รับมืออัคคีภัยอย่างถูกวิธี

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.10 น.

นางสิริวรรณ แสงอุไร ผู้รักษาการหัวหน้าสำนักงานอธิการบดีและผู้อำนวยการกองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมการดับเพลิงเบื้องต้นและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ให้แก่บุคลากรสังกัดสำนักงานอธิการบดี โดยมี นายกตัญญู อยู่เจริญ เทศบาลเมืองแสนสุข และทีมงานให้เกียรติมาเป็นวิทยากรฝึกอบรมฯ ณ ห้องประชุม PJ-301 ชั้น 3 อาคาร 50 ปี มหาวิทยาลัยบูรพา (ศาสตราจารย์ประยูร จินดาประดิษฐ์)

ซึ่งการจัดอบรมครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรมหาวิทยาลัยบูรพา ในกรณีที่เกิดอัคคีภัยหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น มหาวิทยาลัยจึงได้จัดให้มีการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมอัคคีภัยอย่างถูกวิธี อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้สนองตอบต่อนโยบายของกฎกระทรวงมหาดไทยกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอบรมดับเพลิงขั้นต้นด้วย

โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี เป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดเพลิงไหม้ การแบ่งประเภทของเพลิง และวิธีการดับเพลิงประเภทต่างๆ จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย การป้องกันแหล่งกำเนิดของการติดไฟ เครื่องดับเพลิงขนิดต่างๆ วิธีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ใช้ในการดับเพลิง แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมไปถึงการจัดระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยการประยุกต์ใช้ระบบและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในสถานประกอบการ สำหรับภาคปฏิบัติ เป็นการฝึกดับเพลิง ประเภทต่างๆ รวมไปถึงแผนรับมือแผ่นดินไหว หากเกิดความรุนแรง กรณีอยู่บนอาคารสูง และฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ โดยการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ให้เสมือนจริงด้วย

สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

สมศ.เตรียมอัปสกิลผู้ประเมินภายนอก หนุนสถานศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ประกาศความพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาผู้ประเมินภายนอก ให้มีสมรรถนะที่ทันสมัย ผ่านกระบวนการ รีสกิล” และ อัปสกิล” อย่างเข้มข้น เพื่อเสริมบทบาทสำคัญ ในการเป็น ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” ที่สมดุลและมีพลัง พร้อมร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. นับเป็น “กุญแจแห่งความสำเร็จ” ของกระบวนการประกันคุณภาพภายนอก (EQA) ที่ไม่เพียงสะท้อนสถานะคุณภาพของสถานศึกษาอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังต้องสามารถจุดประกายและสนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาได้อย่างยั่งยืน

ทิศทางการพัฒนาผู้ประเมินภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สมศ. มุ่งเน้น 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การสร้างทักษะขึ้นมาใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงาน (Reskill) ด้วยการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นใหม่ เช่น ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้ AI เข้ามาช่วยในขั้นตอนการประเมินคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การสรุปผลการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา และทักษะการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสริมพลัง คือการที่ผู้ประเมินภายนอกต้องส่งเสริม และให้คำปรึกษากับสถานศึกษาในการนำผลการประกันคุณภาพภายนอกไปปรับใช้ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนได้อย่างเหมาะสม และ 2.การพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะที่มี (Upskill) ด้วยการเสริมทักษะเดิมของผู้ประเมินภายนอกให้เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น เช่น ทักษะการวัดผลที่แม่นยำ มีความเที่ยงตรง ที่ประกอบด้วย ความเที่ยงตรงของเนื้อหา สามารถวัดเนื้อหาที่ต้องการวัดได้ครบถ้วน ตามจุดประสงค์ ความเที่ยงตรงของโครงสร้าง หมายถึงสามารถวัดพฤติกรรมและสมรรถภาพด้านต่างๆ ได้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนด ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ เป็นการตรวจสอบ สรุปอ้างอิงสมรรถนะการดำเนินงานว่าได้ผลสอดคล้องกับการดำเนินงานเพียงใด ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่น หมายถึงความคงเส้นคงวาของผลการประกันคุณภาพภายนอก ที่สามารถเชื่อถือได้ในระดับสูงจนสามารถรับประกันได้ว่า หากมีการประกันคุณภาพภายนอกซ้ำอีกครั้งก็จะได้ผลใกล้เคียงและสอดคล้องกับผลการประกันคุณภาพภายนอกเดิม

วันนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการคิดขั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาในประเทศของตน ดังนั้น สมศ. ต้องทำหน้าที่มากกว่าการประเมินเพื่อรับรอง แต่ต้องเป็น พลังหนุน” ให้สถานศึกษามุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพอย่างแท้จริง ผู้ประเมินภายนอกจึงต้องมีทักษะที่หลากหลาย เป็นทั้งนักวิเคราะห์ และผู้นำเสนอแนวทางพัฒนาสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสมกับสถานศึกษาแต่ละประเภท และบริบทของสถานศึกษา ด้วยบทบาทของผู้ประเมินภายนอกในการเป็น ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” ที่สมดุลและมีพลัง เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สมศ. มีแผนจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ประเมินภายนอกทั่วประเทศ ร่วมกับการอบรมเชิงปฏิบัติการในระดับภูมิภาค เพื่อสร้าง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” สำหรับผู้ประเมินภายนอกและสถานศึกษาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล” ศ.ดร.องอาจ กล่าว