“บิ๊กโอ ก้องเกียรติ”สส.คนที่ 26 พรรคกล้าธรรม รายงานตัว-ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“บิ๊กโอ ก้องเกียรติ”สส.คนที่ 26 พรรคกล้าธรรม รายงานตัว-ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“บิ๊กโอ ก้องเกียรติ”สส.คนที่ 26 พรรคกล้าธรรม รายงานตัว-ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้ว

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

“บิ๊กโอ ก้องเกียรติ”สส.คนที่ 26 พรรคกล้าธรรม รายงานตัว-ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่แล้ว 

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่อาคารรัฐสภา นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ สส. นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม (กธ.) เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตามที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568

โดยมี น.ส.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และน.ส.ปิยะธิดา อินทวารี ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ให้การต้อนรับ

จากนั้น นายก้องเกียรติ ได้กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ สส.  ทำให้ขณะนี้พรรคกล้าธรรมมี สส.รวม 26 คน – 002

‘วุฒิชาติ’ยันวิปวุฒิ​ไม่ได้ลักไก่ ตั้งกมธ.ตรวจประวัติกกต.-ศาลรธน.โยนดูกฎหมายทำได้หรือไม่ถอดวาระเลือกองค์กรอิสระ

'วุฒิชาติ'ยันวิปวุฒิ​ไม่ได้ลักไก่ ตั้งกมธ.ตรวจประวัติกกต.-ศาลรธน.โยนดูกฎหมายทำได้หรือไม่ถอดวาระเลือกองค์กรอิสระ

‘วุฒิชาติ’ยันวิปวุฒิ​ไม่ได้ลักไก่ ตั้งกมธ.ตรวจประวัติกกต.-ศาลรธน.โยนดูกฎหมายทำได้หรือไม่ถอดวาระเลือกองค์กรอิสระ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

‘วุฒิชาติ’ยันวิปวุฒิ​ไม่ได้ลักไก่ตั้ง กมธ.ตรวจประวัติ​ กกต.-ศาลรธน.โยนดูกฎหมายทำได้หรือไม่ถอดวาระเลือกองค์กรอิสระ แต่ยืนยัน รธน.ให้อำนาจเต็ม

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นายวุฒิชาติ​ กัลยาณมิตร​ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา​(วิปวุฒิสภา)​ กล่าวถึงการประชุม วันนี้ที่มีนายมงคล​ สุระสัจจะ​ ประธานวุฒิสภาเป็นประธานการประชุมว่า​ จะมีวาระการตั้ง คณะกรรมการติดตาม ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 คู่ขนานไปกับสภาผู้แทนราษฎร และยังมี พ.ร. ก. และร่างพ.ร.บ. ที่สภาฯจะส่งมา​

ส่วนเรื่องที่มีความพยายามคัดค้านไม่ให้สมาชิกวุฒิสภา เดินหน้าพิจารณาบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ​ เนื่องจากขณะนี้สว.บางส่วนถูกตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก​สว.​นั้น​ นายวุฒิชาติ​ กล่าวว่า ต้องดูว่า กฎหมายสามารถทำได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าไม่ฟังเสียงคัดค้าน แต่ต้องดูการทำงาน ว่ากฎหมายให้อำนาจ หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือเลื่อนวาระได้หรือไม่​ และเมื่ออ่านรัฐธรรมนูญแล้วพบว่า วุฒิสภายังมีอำนาจเต็ม ในการเดินหน้าพิจารณา และจะหยิบยกเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมวิปวุฒิวันนี้ด้วย

สำหรับกรณีที่​ นพ.เปรมศักดิ์​ เพียยุระ​ สว. ออกมาแฉว่า​วิปวุฒิสภาเตรียมลักไก่ตั้ง กรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวุฒิชาติยืนยันไม่ใช่การลักไก่แต่เป็นการทำงานที่ถูกต้องตามระเบียบ ทุกอย่างวาระการประชุมออกไปหมดแล้ว และแนวทางเหล่านี้เราเคยปฏิบัติมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำ ส่วนความเห็นของ​นพ. เปรมศักดิ์ก็ต้องเคารพ แต่ต้องมาดูว่าเรามีอำนาจหรือไม่ 

ทั้งนี้ เมื่อมีการบรรจุระเบียบวาระไปแล้ว สามารถเลื่อน หรือถอดวาระออกไปได้​ หรือไม่นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ทำได้หมด แต่ก็ต้องไปดูข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ 

‘ประชาคมแพทย์’เดือด!! ลั่นผู้นำแพทยสภาต้อง’ปกป้อง’เกียรติยศ หลัง’ทักษิณ’ฉะไร้จริยธรรม

'ประชาคมแพทย์'เดือด!! ลั่นผู้นำแพทยสภาต้อง'ปกป้อง'เกียรติยศ หลัง'ทักษิณ'ฉะไร้จริยธรรม

‘ประชาคมแพทย์’เดือด!! ลั่นผู้นำแพทยสภาต้อง’ปกป้อง’เกียรติยศ หลัง’ทักษิณ’ฉะไร้จริยธรรม

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

‘ประชาคมแพทย์’้เดือด!! หลัง’ทักษิณ’ซัดแพทยสภาไร้จริยธรรม โพสต์หาผู้นำเงียบหายไปไหน ซัดต้อง’ปกป้อง’เกียรติยศวิชาชีพแพทย์ ยามถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่ทำตัวเป็นพิธีกรเล่าสิ่งที่คนรู้อยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “ประชาคมแพทย์  (Medical Civil Society) ” ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุว่า

“ใครคือเบอร์หนึ่งและเบอร์สอง ผู้ที่หายไปจากบทบาทการนำของแพทยสภา นายก…….?    เลขา……?

เมื่อ “ความเงียบ” กลายเป็นสัญญาณที่ดังที่สุด ในโลกที่ความคาดหวังต่อผู้นำไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารจัดการ แต่รวมถึงการยืนหยัดปกป้องหลักการและศักดิ์ศรีขององค์กร 

“ความเงียบ” ของผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเสียงของสังคมดังขึ้นเพื่อท้วงติง หรือแม้แต่ตำหนิสภาวิชาชีพอย่างรุนแรงหลายครั้ง 

ความเงียบอาจถูกใช้เป็นกลยุทธ์ — เพื่อไม่สร้างความขัดแย้ง เพื่อรักษาระยะห่าง หรือเพื่อ “ลอยตัว” เหนือความวุ่นวาย แต่ในบริบทของวิชาชีพที่ตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม ความเงียบของผู้นำ กลับสะท้อนการละเลยหน้าที่ และเป็นการยินยอมโดยปริยายต่อสิ่งที่ควรถูกทักท้วง

ในห้วงเวลาที่เกียรติยศของวิชาชีพแพทย์ถูกตั้งคำถาม ผู้นำองค์กรวิชาชีพไม่ควรนิ่งเฉย หรือ เพียงออกมาอธิบายขั้นตอนตามปกติเสมือนเป็น Messenger เพราะบทบาทของผู้นำมิใช่แค่ “บริหาร” แต่คือ “ปกป้อง” — ปกป้องความน่าเชื่อถือ ความเป็นธรรม และจิตวิญญาณของวิชาชีพ มิใช่พิธีกรรายการหนึ่ง ที่เล่าสิ่งที่หลายคนก็รู้ขั้นตอนอยู่แล้ว

และเมื่อแพทย์รุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า “แพทยสภาพูดแทนใคร?” หรือ “เหตุใดจึงเงียบ?” นั่นคือเสียงเตือนที่ชัดเจน ว่าความเงียบไม่ได้เป็นกลางอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นภาระที่ผู้นำจะต้องรับผิดชอบ”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าว ได้มีการโพสต์ภาพของนายทักษิณ ชินวิตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมภาพที่แคปข้อความที่มีการกล่าวถึงแพทยสภาของทั้ง 2 คนด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทักษิณ’ซัดเดือด! ‘แพทยสภา’ไม่มีจริยธรรมเสียเอง หลังแฉไลน์หลุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นรินท์พงศ์’ อัดแพทยสภาไร้จริยธรรม ลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว

เย้ย‘โมฆะบุรุษ’! อดีตบิ๊กข่าวกรองจับไต๋แค่ใช้เวทีป.ป.ส.โชว์ตัว รอดู 13 มิ.ย.อยู่หรือไป

เย้ย‘โมฆะบุรุษ’! อดีตบิ๊กข่าวกรองจับไต๋แค่ใช้เวทีป.ป.ส.โชว์ตัว รอดู 13 มิ.ย.อยู่หรือไป

เย้ย‘โมฆะบุรุษ’! อดีตบิ๊กข่าวกรองจับไต๋แค่ใช้เวทีป.ป.ส.โชว์ตัว รอดู 13 มิ.ย.อยู่หรือไป

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

เย้ย‘โมฆะบุรุษ’! อดีตบิ๊กข่าวกรองจับไต๋แค่ใช้เวทีป.ป.ส.โชว์ตัว รอดู 13 มิ.ย.อยู่หรือไป

28 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ฉันยังอยู่

โมฆะบุรุษไปพูดที่ ปปส.ใครจัดสรร

ไม่มีอะไรใหม่

เพ้อโชว์วิฉัน กูเก่ง

แต่ที่จริง คือ อาศัยเวที โชว์ตัว

ร้องเพลง ฉันยังอยู่ วันนี้ ยังอยู่

ยังไม่หนีไปไหน รอนะ จะไปตามนัด

แต่พรุ่งนี้ ยังไม่รู้

แต่สงครามกับว้าแดง โม้

ไปตามจับแถวภาคเหนือ จังหวัดใหญ่ๆ

เงินมันก็ฝาก ฟอกอยู่เมืองไทย

รอให้ถึงวันที่ 13 ก่อนเถอะ

จะอยู่หรือไป

ปลุกส่งกำลังใจให้‘แพทยสภา’ รักษาจริยธรรม เดินตามรอย‘พระบิดา’

ปลุกส่งกำลังใจให้‘แพทยสภา’ รักษาจริยธรรม เดินตามรอย‘พระบิดา’

ปลุกส่งกำลังใจให้‘แพทยสภา’ รักษาจริยธรรม เดินตามรอย‘พระบิดา’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.02 น.

ปลุกส่งกำลังใจให้‘แพทยสภา’ รักษาจริยธรรม เดินตามรอย‘พระบิดา’

28 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า…

#มติแพทยสภา #เกียรติและศักดิ์ศรี

#ยืนหยัดอุดมการณ์  #รักษาจรรยาบรรณ

ขอคนไทยร่วมกันส่งกำลังใจให้ ศ.นพ.ประสิทธิ วัฒนาภา และคณะกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อรักษาสถาบันแพทยสภา จริยธรรมที่ดีงาม

ในการทำหน้าที่ตัวแทนแพทย์ทั่วประเทศ 80,000 คนเดินตามรอยพระชนกพระบิดาทางการแพทย์ และพ่อหลวงรัชกาลที่9 ที่ทรงฝากไว้ให้แพทย์ทุกคนรักษาจรรยาบรรณ ทำหน้าที่เพื่อดูแลชีวิตประชาชนไทยครับ

ศรัทธาและเชื่อมั่นในจรรยาบรรณคุณความดีของแพทย์ทุกท่าน

ดร.สมชาย แสวงการ

อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน

สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

28 พ.ค.2568

ล้นหลาม!’69 แพทย์รามาธิบดี’รุ่น 1-2 หนุน‘มติแพทยสภา’ รักษาเกียรติภูมิแพทย์ทั่วประเทศ

ล้นหลาม!’69 แพทย์รามาธิบดี’รุ่น 1-2 หนุน‘มติแพทยสภา’ รักษาเกียรติภูมิแพทย์ทั่วประเทศ

ล้นหลาม!’69 แพทย์รามาธิบดี’รุ่น 1-2 หนุน‘มติแพทยสภา’ รักษาเกียรติภูมิแพทย์ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.24 น.

ล้นหลาม!’69 แพทย์รามาธิบดี’รุ่น 1-2 หนุน‘มติแพทยสภา’ รักษาเกียรติภูมิแพทย์ทั่วประเทศ

28 พฤษภาคม 2568 ยังคงมีความเคลื่อนไหวจากทุกภาคส่วน ที่ออกมาสนับสนุน “มติแพทยสภา” ที่ให้ลงโทษแพทย์ 3 ราย เนื่องจากส่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นักโทษชั้น 14

ล่าสุด แพทย์รามาธิบดี รุ่น 1 และรุ่น 2 ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ขอชื่นชมและส่งกำลังใจสนับสนุนคณะกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ที่ได้ผดุงความยุติธรรม จริยธรรม และความถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแพทย์ไทยทั่วประเทศ

แพทย์รามาธิบดี รุ่น 1 และรุ่น 2

1. นพ.กฤษฎา บานชื่น

2. นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร

3. นพ.กอบชัย พัววิไล

4. พญ.จิตรา ผ่องสุวรรณ

5. นพ.ชัยสิทธิ์ ภิญโญวิทยะกูล

6. นพ.ชัยเกียรติ  ณ ป้อมเพชร

7. นพ.ชัยเลิศ กุลกลการ

8. นพ.ชุติพร มาลยมาน์

9. นพ.ธนวัฒน์ สิงคาลวณิช

10. นพ.ธนะสาร มงคลสมัย

11. พญ.นิตยา วงศ์เสงี่ยม

12. นพ.นิสัย ตงศิริ

13. นพ.บุญชู กุลประดิษฐารมณ์

14. นพ.ปรีชา ยุวรี

15. พญ.พรรณวจี ถนอมสิงห์

16. พญ.พวงเพชร จันทร์บุษราคัม

17. พญ.พูลสุข  สุวีรานนท์

18. นพ.มานพ  ฮันตระกูล

19. พญ.รวิพรรณ วิทูรพณิชย์

20. นพ.รังสรรค์ รัตนปราการ

21. นพ.วัชรินทร์ อริยประกาย

22. นพ.วิเศษ สุพรรณชาติ

23. นพ.วีระ ผ่องสุวรรณ

24. นพ.ศิริเกียรติ  ประเสริฐศรี

25. พญ.ศิริเพ็ญ  พัววิไล

26. พญ.สมบูรณ์สุข  ตู้จินดา

27. นพ.สมศักดิ์  ตั้งตระกูล

28. พญ.สินีนาฏ ประเสริฐศรี

29. พญ.สิริมานะ รัตนปราการ

30. พญ.อรณี เอกมหาชัย

31. พญ.สุรางค์ เจียมจรรยา

32. พญ.สุรางค์  เมฆดี

33. นพ.สุรเกียรติ  อาชานานุภาพ

34. พญ.อรวรรณ  สุวจิตตานนท์

35. พญ.เครียวพันธ์  บุญศิริ

36. พญ.เฉลิมลาภ มงคลสมัย

37. พญ. ยุพดี ประเสริฐวณิช  

38. นพ.โกวิท ด่านวิริยะทรัพย์

39. นพ.กำธร เผ่าสวัสดิ์

40. นพ.ชัยชาญ บุญอาภา

41. นพ.ธีรวุฒิ  โกมุทบุตร

42. พญ.นฤมล ชรากร

43. ดร.นัยพินิจ  คชภักดี

44. พญ.บุปผา เผ่าสวัสดิ์

45. นพ.ประสาร ประภาวงศ์

46. นพ.ประสิทธิ์ บุญวิสุทธิ์

47. พญ.ปราณี บุญอาภา

48. พญ.พรพิมล พัวประดิษฐ์

49. นพ.พรเทพ เปรมโยธิน

50. นพ.ยงยศ จริยะวิทยาวัฒน์

51. นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์

52. พญ.วรพินทร์ โกมุทบุตร

53. นพ.วัฒนา วัฒนายากร

54. นพ.วิชัย ไชยภักดิ์

55. นพ.วิญญู มิตรานันท์

56. พญ. ศรีประภา ชัยสินธพ

57. นพ.ศุภชัย  โชติบุตร

58. นพ.สกล พันธุมโกมล

59. นพ.สมศักดิ์ มุนีพีระกุล

60. นพ.สุรวุฒิ ปรีชานนท์

61. พญ.สุรีรัตน์  ศรีสวัสดิ์

62. นพ.สุโรจน์ พลาลิขิต

63. ดร.หรรษา จรรย์แสง

64. พญ.อรวรรณ ปฐมวาณิชย์

65. พญ.อุไรวรรณ จิตติวาณิชย์

66. นพ.แสงชัย สีมาขจร

67. นพ.ไพบูลย์ จิตติวาณิชย์

68. พญ.สิริชา สุกุมลนันทน์

69. พญ.กุณฑล ศรีวิศาล

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘กล้าธรรม’ยุทธศาสตร์เจาะตัดฐานเสียงแทน‘เพื่อไทย’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

แม้ในขณะที่วงการเมืองไทยกำลังไหลวนอยู่ในกระแสของรัฐบาลผสมและการจัดวางอำนาจใหม่ พรรคการเมืองที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง‘พรรคกล้าธรรม’กลับเป็นจุดสนใจขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด จากการที่มีส.ส.จากหลายพรรคหลายภูมิภาค ทยอยเข้าสังกัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่พรรคยังไม่มีฐานเสียงชัดเจนไม่มีผลงานในสภา และเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน

ภายใต้แกนนำคนสำคัญ‘ผู้กองธรรมนัส’ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมี ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั่งเป็นหัวหน้าพรรคฯ

สังคมแวดวงทางการเมือง มองการตั้งขึ้นคือ“กล้าธรรม”เป็นพรรคเกิดใหม่จริง หรือ เป็นพรรคสาขาในเงาของเพื่อไทย เป็นการรวมตัว เน้นทำพรรคเชิงจุดยุทธศาสตร์โดยตรง โดยพรรคกล้าธรรม สามารถดึง ส.ส.และอดีตส.ส.เข้าร่วมสังกัดพรรคได้จำนวนมากทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่ไม่เคยปักธงส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ได้

จึงเป็นเรื่องน่าจับตา ปกติพรรคการเมืองใหม่มักเริ่มจากการตั้งฐานในท้องถิ่นก่อนแต่พรรคกล้าธรรมเลือกเดินทางลัดโดยใช้“ทุนทางเครือข่าย”เพื่อดึงบุคลากรและส.ส.นั่นชี้ให้เห็นถึงการมี“กลไกสนับสนุนเบื้องหลัง”ที่แข็งแรงพอสมควร

บุคคลที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่ใครอื่นร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรี และนักการเมือง ที่ถูกเชื่อมโยงกับทุกขั้วอำนาจ โดยเฉพาะกับตระกูล‘ชินวัตร’และกลุ่มการเมืองสายทักษิณ เพราะเคยมีบทบาทเป็น“มือจัดการในภาคเหนือ”ให้พรรคเพื่อไทยมาก่อน

แม้ตลอดที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทยทุกระดับต่างยืนยันหนักแน่นว่า“พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคสาขา”และไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผู้สังเกตการณ์การเมืองต่างมองเห็นภาพซ้อนที่เชื่อมโยงชัดเจนผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง‘นายใหญ่’ทักษิณ ชินวัตร กับ ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเคยลูกน้องเก่ากันมาก่อน ยังมีความสัมพันธ์เหนียวแน่นให้ความเคารพมาตลอด

ทั้งสองมีประวัติการทำงานทางการเมืองร่วมกัน มีภาพการพบปะและมีแนวโน้มทางนโยบายที่ใกล้เคียงกันโดยเฉพาะตัว ร.อ.ธรรมนัสเอง ก็เป็นบุคคลที่มีความสามารถ เรียกว่า“เดินได้ทุกขั้ว”หรือ“มือประสานสิบทิศ”และมักถูกใช้เป็น“ตัวแทนเจรจาเงา”ในหลายโอกาสสำคัญลงนำไปช่วยในบางพื้นที่

 สิ่งสำคัญ หากพรรคเพื่อไทยต้องการเจาะฐานใน“พื้นที่ภาคใต้”ซึ่งเป็นภารกิจที่เพื่อไทยทำเองไม่ได้

มีข้อจำกัดในการลงพื้นที่อย่างเปิดเผย ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์ทางอุดมการณ์ที่ยังฝังใจคนปักษ์ใต้กับการเลือกปฏิบัติในการจัดสรรงบประมาณลงไปพัฒนาภาคใต้

พรรคเพื่อไทยจึงมักใช้ยุทธศาสตร์“พันธมิตรเงา”หรือ“พรรคพันธมิตรจำเป็น”เพื่อเจาะพื้นที่เหมือนเช่นการส่งเสริมให้“พรรคประชาชาติ”ตรึงปักหลักพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อเจาะกลุ่มมุสลิม โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนฯ อดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นแกนนำ กลุ่มวาดะห์ซึ่งในอดีตเคยสังกัดไทยรักไทย แม้วันนี้ลาออกพ้นหัวหน้าพรรคฯ เปิดทางให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นั่งหัวหน้าพรรคประชาชาติ แทนและนั่งคุม รมว.ยุติธรรม มีบทบทโดดเด่นช่วยงานรัฐบาลชุดนี้

พรรคกล้าธรรมอยู่ในบริบทเดียวกันซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังเป็น“พรรคพันธมิตร”เจาะพื้นที่ภาคใต้ลุยขยายฐานการเมืองแทนเพื่อไทยที่ไม่สามารถเติบโตขยายฐานมานานกว่า 20 ปี  

โดยพรรคกล้าธรรม มีเป้าหมายชัดเจน คือ เจาะขยายฐานการเมืองทุกระดับ“แย่งคะแนน”ทั้งประชาธิปัตย์รวมถึงเดินหน้าตัดทอนฐานเสียงภูมิใจไทย ที่กำลังครองอิทธิพลในท้องถิ่นภาคใต้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะเห็นได้ชัดจากผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 นครศรีธรรมราช ที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคกล้าธรรมก็คว้าชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น เหนือผู้สมัครทั้งภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ เห็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นส่งสัญญาณในอนาคต 

และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 พรรคกล้าธรรม ได้เปิดตัวน.ต.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม.เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายทะเบียนพรรคและนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค ให้การต้อนรับ

 โดยนายอรรถกร ยืนยันว่านี่คือการเสริมทัพที่“ตรงจุด”พร้อมได้รับมอบหมายจากนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค ให้เร่งแต่งตั้ง น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อวางยุทธศาสตร์ใหญ่ในการขับเคลื่อนการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญยังปูทางขยายฐานหวังปักธงส.ส.พื้นที่ในกทม.

ยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมยังเดินหน้าขยายฐานทั่วประเทศ หวังผลทางการเมืองในระยะยาว หากพรรคกล้าธรรมสามารถรักษาทิศทางกับพรรคเพื่อไทยได้โดยไม่เปิดเผยมากจนเกินไปก็อาจเป็นเหมือนยุทธศาสตร์“แตกแบงค์พัน”ที่ได้ผล โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียวคะแนนของพรรคใหม่ อาจช่วยตัดคะแนนฝ่ายตรงข้ามและดึงเสียงบัญชีรายชื่อให้กับกลุ่มพันธมิตรทางอ้อมได้มากกว่าที่คาดด้วย

ในแง่นี้พรรคกล้าธรรมก็กลายเป็น“ฟันเฟืองเงียบ”แผนสร้างอำนาจทางการเมืองรอบใหม่ โดยไม่ต้องให้พรรคเพื่อไทยออกหน้าทำเอง ในฐานเสียงเดิมในพื้นที่อื่น

แม้จะไม่สามารถฟันธงได้อย่างเป็นทางการว่าพรรคกล้าธรรม คือ“พรรคสาขาเพื่อไทย”แต่เมื่อพิจารณาจากบริบททางบุคคล เส้นทางการเคลื่อนไหวของส.ส.และยุทธศาสตร์ในพื้นที่แล้ว บทบาทของพรรคกล้าธรรมมีลักษณะคล้าย“หน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์”ที่ได้รับไฟเขียวให้เคลื่อนไหวในพื้นที่เฉพาะที่เพื่อไทยไม่สามารถไปเองได้เต็มที่

พรรคกล้าธรรมคือ พรรคใหม่ในโครงสร้างเดิม หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็น “หมากสำคัญ”ในเกมการเมืองรอบหน้า และหากไม่สำเร็จเพื่อไทยก็ไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองใดๆแต่ได้พรรคใหม่ไปเจาะฐานเสียงคู่แข่ง การันตีล่วงหน้า ยังเป็นพันธมิตรพร้อมร่วมจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่แปลกใจที่จะสามารถดึงสส.เข้าร่วมงานอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีใครไม่อยากอยู่ซีกรัฐบาล เพื่อหวังเติมต้นทุนงบลงไปพัฒนาพื้นที่

ล่าสุด นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกพูดการันตีว่า เสียงเดิมที่พรรคฯมี 25 เสียง น่าจะมีบวก11เสียง พร้อมยกมือหนุนร่างพ.ร.บ.งบฯแน่ และบอกว่าขอให้รอดูมีเพิ่มหรือไม่  ถึงตอนนี้เท่าที่เห็นชัดกล้าธรรมมีเสียงส.ส.ในมือถึง 36 เสียง และเป็นไปได้อาจมากมะลุถึง 40 เสียง

พรรคกล้าธรรมจึงกล้าเปิดหน้าทำการเมืองแบบใจถึงๆ จึงขอให้จับตาการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี69ให้ดีๆ ซึ่งจะเห็นภาพชัดๆจาก‘สส.งูเห่า’ฝากเลี้ยงในพรรคฝ่ายค้านที่กล้าธรรมคุมเอาไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในมือโหวตเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพียงพอ รองรับอุบัติเหตุทางการเมืองในสภา

แต่ในสถานการณ์ทางการเมืองไทยช่วงนี้ อย่ากระพริบตาเด็ดขาด มีประเด็นร้อนแรง รุมเร้ารัฐบาลรอบด้าน  ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้หรือมีตัวแปรใหม่ๆอาจทำให้เกมการเมืองพลิกเปลี่ยนแปลงได้เสมอทันที 

ทุบเปรี้ยง!ยก 5 เหตุผล‘ทักษิณ’ไม่หนี หวั่น‘ปิดประตูตาย’

ทุบเปรี้ยง!ยก 5 เหตุผล‘ทักษิณ’ไม่หนี หวั่น‘ปิดประตูตาย’

ทุบเปรี้ยง!ยก 5 เหตุผล‘ทักษิณ’ไม่หนี หวั่น‘ปิดประตูตาย’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ทุบเปรี้ยง!ยก 5 เหตุผล‘ทักษิณ’ไม่หนี หวั่น‘ปิดประตูตาย’

28 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ทักษิณไม่หนี เพราะอะไร?” ระบุว่า …

ทักษิณ ไม่หนี เพราะอะไร?

มีการปล่อยข่าวจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า นายทักษิณ ชินวัตร ได้หนีคดีชั้น 14 และคดีมาตรา112 ออกจากประเทศไทยไปแล้ว จนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องออกมายืนยันว่า นายทักษิณยังอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า และเพิ่งโทรคุยกันหลังจากลงเครื่องบินเดินทางกลับจากอังกฤษและโมนาโก

ไม่ว่านางสาวแพทองธาร จะออกมายืนยันอย่างไรก็ตาม ข่าวลือว่านายทักษิณหนีจากประเทศไทย ก็ยังมีอยู่ จนเป็นกระแสข่าวที่ดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านายทักษิณจะปรากฏตัวในการบรรยาย เกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดที่ ป.ป.ส.แล้วก็ตาม ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายทักษิณ สับขาหลอก อาจจะหนีไปก่อนวันที่ 13 มิถุนายนนี้ก็ได้

ผมในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายทักษิณ มาโดยตลอด มีความเชื่อว่า นายทักษิณ จะไม่หนีออกนอกประเทศอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผล คือ

1.นายทักษิณ รู้ดีว่าการหนีคดีออกจากประเทศไทยเมื่อ 17 ปีที่ผ่านมาได้เผชิญชะตากรรมอะไรบ้าง จนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกลับสู่ประเทศไทยให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกหรือเดิมพันด้วยอะไรก็ตาม ยอมได้ทุกอย่าง

2.ถ้าหากการหนีออกนอกประเทศในครั้งนี้อีก ก็เท่ากับว่าปิดประตูตายที่จะกลับประเทศไทยอีกแล้ว เพราะไม่มีเงื่อนไขใดดีกว่าดีลการเมืองกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

3.ถ้านายทักษิณ ไม่อยู่ในประเทศไทย จะเกิดปัญหากระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลแพทองธาร และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น จนรัฐบาลล้ม และพรรคเพื่อไทยฟื้นตัวได้ยาก

4.ตอนนี้นางสาวแพทองธาร เป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่ นายทักษิณเป็นผู้กุมอำนาจรัฐสูงสุด สามารถเปลี่ยนแปลงต่อรองเงื่อนไขกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้มากที่สุด

5.หากสถานการณ์เลวร้ายจนต้องถูกจำคุกใหม่อีก 1 ปี จะไม่เป็นปัญหาเรื่องการจำคุกในเรือนจำ เพราะมีระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เรื่องการคุมขังนอกเรือนจำ ประกาศใช้แล้ว และ นายทักษิณ ก็เข้าเงื่อนไขตามประกาศกรมราชทัณฑ์ทุกประการ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะหนีไปทำไม 

จากเหตุผล 5 ข้อนี้ จึงมั่นใจว่า นายทักษิณ จะไม่หนีออกนอกประเทศอีกแน่นอน

ชดใช้จำนำข้าวต้องสู้คดีกันไป ‘แม้ว’ปลอบ’น้องปู’ รอเหตุการณ์สงบค่อยกลับไทย

ชดใช้จำนำข้าวต้องสู้คดีกันไป  'แม้ว'ปลอบ'น้องปู'  รอเหตุการณ์สงบค่อยกลับไทย

ชดใช้จำนำข้าวต้องสู้คดีกันไป ‘แม้ว’ปลอบ’น้องปู’ รอเหตุการณ์สงบค่อยกลับไทย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชดใช้จำนำข้าวต้องสู้คดีกันไป ‘แม้ว’ปลอบ’น้องปู’ รอเหตุการณ์สงบค่อยกลับไทย เหน็บมีพวก‘คอยปั่นพายุอยู่’ พท.ชงคำนวณค่าเสียหายใหม่

เข้าทาง“เพื่อไทย”“ชูศักดิ์”ชี้ค่าเสียหายจำนำข้าว“ยิ่งลักษณ์”ต้องคำนวณอีกรอบ เหตุข้อเท็จจริงเปลี่ยน ระบุเป็นหน้าที่คณะกรรมการชุดใหม่ ที่ตั้งขึ้นภายใน 60 วัน ด้าน “พิชัย” รอคุยฝ่ายกฎหมาย ปมตั้งกก.เรียกค่าชดใช้ 10,028 ล้านจากอดีตนายกฯ“ปู’ขณะที่“ภูมิธรรม”โวข้าว10ปียังขายได้! ใช้เป็นข้อมูลใหม่ต่อสู้ทางคดีได้ ชี้คลังคำนวณตัวเลขผิดพลาดตั้งแต่แรก ศาลฯไม่มีคำสั่งบังคับชดใช้จำนำข้าวด้าน’ทักษิณ’รับคุย’น้องปู’บ้าง บอกคดีต้องสู้กันไป เผยรอดูสถานการณ์ได้กลับไทยหรือไม่ ฉะตอนนี้มีคนปั่นพายุอยู่

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าวกว่า 3.5 หมื่นล้าน แต่ให้จ่ายค่าเสียหายในการระบายข้าวจีทูจี เพียง 10,028 ล้านบาท โดยให้นายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังต้องออกคำสั่งให้ชดใช้ว่า คำสั่งดังกล่าวหมายความว่าเป็นการเริ่มต้นดำเนินการใหม่ ยกเลิกคำสั่งเดิม และต้องมีคณะกรรมการเข้าไปดูแลความเสียหาย คำสั่งฉบับเก่าผ่านมาหลายปีแล้ว ศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2566 ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ทนายความต้องไปดูว่าคณะกรรมการบังคับคดีของกระทรวงการคลังในเวลานั้น เขาคิดค่าเสียหายอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียด

ต้องคำนวณค่าเสียหายจำนำข้าวใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ต้องคำนวณค่าเสียหายหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต้องคิด เพราะมีข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การขายข้าว สำนวน และคำบังคับคดีขณะนั้น เป็นอย่างไร เป็นเรื่องรายละเอียด ถามถึงทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่อายัดไปแล้ว จะต้องคำนวณใหม่ด้วยหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าถึงปัจจุบันมีความเสียหายเท่าไหร่ รัฐได้เงินไปแล้วเท่าไหร่ ต้องไปดูทั้งหมด เมื่อถามว่า กระทรวงการคลังต้องทำคำสั่งใหม่ภายในกี่วัน นายชูศักดิ์กล่าวว่า คำพิพากษาในข้อ 3 ระบุว่าให้ดำเนินการภายใน 60 วัน เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องไปดู

คลังรอฝ่ายกม.ตรวจข้อเท็จจริงก่อน

ด้านนายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า เรื่องนี้ตนสั่งการให้ฝ่ายกฎหมายนำข้อเท็จจริงมาดูรายละเอียดให้หมด ฉะนั้น ขอดูเรื่องย้อนหลังก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่เพื่อคำนวณค่าเสียหายหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า ขอดูรายละเอียดในคำสั่งก่อน ส่วนจะใช้ระยะเวลากี่วันขอดูรายละเอียดก่อนที่จะดำเนินการอะไร เพราะต้องให้ฝ่ายกฎหมายตรวจดูข้อเท็จจริงก่อน ถามถึงทรัพย์สิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เคยยึดทรัพย์ไว้ก่อนหน้านี้ต้องนำมาพิจารณาใหม่หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า ก็นี่ไง ตนยังไม่รู้ข้อเท็จจริง อายัดไว้เท่าใดตนทราบเพียงข่าวเท่านั้น ซึ่งมีทั้งอายัดแล้วและจำหน่ายแล้ว แต่เรื่องอื่นตนยังไม่ทราบ ขอหารือฝ่ายกฎหมายก่อน

ยังไม่ได้รับเรื่อง-ว่าตามกระบวนการ

ส่วนกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ออกมาระบุว่าการคำนวณราคาข้าวไม่เหมือนเดิม จึงต้องคำนวณค่าเสียหายใหม่ นายพิชัยกล่าวว่า ก็ต้องลงไปดู ส่วนจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเฉพาะหรือไม่ ตนขอปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อน

ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวถึงการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาเพื่อคำนวณค่าชดเชยใหม่ จะชัดเจนเมื่อใดว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับเรื่อง

ชี้คลังคำนวณผิด-ศาลไม่สั่งบังคับจ่าย

ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกล่าวถึงกรณีศาลปกครองชี้แจงข้อกฎหมายกรณีเพิกถอนคำสั่งกระทรวงคลังให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้าน โดยให้จ่ายชดเชยไม่เกิน 10,028 ล้านบาทว่า ถูกต้อง เรื่องนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นโจทก์ยื่นศาลปกครอง เพราะเห็นว่า การกำหนดรายละเอียดงบประมาณต่างๆไม่มีความชัดเจน เมื่อศาลฯได้ดูรายละเอียด และมีคำตัดสินออกมาจากต้องชดใช้ค่าสินไหมโครงการรับจำนำข้าวที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 10,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากคิดไม่ตรงและเกิดความผิดพลาด แต่ศาลฯไม่ได้สั่งบังคับว่าต้องไปจ่ายอะไร แสดงให้เห็นว่า การคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายผิดพลาดตั้งแต่แรกที่กำหนดมามีปัญหา จึงมีช่องให้พิจารณา

โวข้าว10ปียังขายได้ข้อมูลใหม่ชงศาล

“นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นหลักฐาน ในยุคที่ผมเป็นรมว.พาณิชย์ มีการตรวจสอบข้าว 10 ปี ชี้ให้เห็นว่า ผมสามารถขายข้าวได้กิโลกรัมละ 18 บาท จึงเป็นคำถามว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการขายข้าวในราคา 3-5 บาทต่อกิโลกรัม ก็ต้องไปพิสูจน์กันว่าข้าวเสียได้อย่างไร ในเมื่อข้าว 10 ปียังขายได้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า มีความคลาดเคลื่อนพอสมควร วิธีบริหารจัดการ”นายภูมิธรรมกล่าว และว่า ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้สำหรับคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ตอนนี้ ทนายความกำลังยื่นข้อมูล ซึ่งอาจนำหลักฐานจากที่ตนดำเนินการไปประกอบให้ศาลฯ พิจารณาว่า เป็นข้อมูลใหม่ เพื่อพิจารณาหักลบค่าใช้จ่าย ต้องว่าไปตามกระบวนการ ขณะที่กระทรวงการคลัง ก็มีหน้าที่กำหนดข้อมูลและฟ้อง ส่วนนายกฯ โดยตำแหน่งในฐานะที่มีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศ ก็ต้องกำกับดูแล แต่ศาลฯไม่ได้สั่งให้นายกฯหรือกระทรวงการคลังดูแล

ชี้คำนวณผิดค่าเสียหายลดลงอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลขายข้าวไปก่อนหน้านี้สามารถนำไปชดเชยกับค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า หากคิดตัวเลขผิด ยอดเรียกค่าเสียหายก็ไม่ถึง และช่วงหลังที่ขายข้าวได้ราคาดีกว่า ค่าเสียหายก็ต้องลดลงไปอีกจะเห็นว่าที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาตัวเลขหายไป20,000 กว่าล้านบาท

ถามว่า การขายข้าวในราคา 3-5 บาทจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าขายต่ำกว่าราคา นายภูมิธรรมระบุว่า อยู่ในดุลพินิจของศาลฯ ถามว่าพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ขายในราคาต่ำกว่าก็ต้องดูว่า ในอดีตสื่อฯ พยายามขอเข้าไปดูโกดังข้าว แต่ไม่ได้รับอนุญาต ต้องดูว่า ทนายความไปยื่นเรื่องในเงื่อนไขประเด็นใดอย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ตนเห็นว่าต้องรอให้ครบกระบวนการทั้งหมดจะดีกว่า ก่อนดำเนินการใดๆ

แม้วคุยปูบอกเรื่องคดีต้องสู้กันไป

ขณะที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลปกครองสูงสุดชี้แจงคำพิพากษาชดใช้จำนำข้าว 1 หมื่นล้านบาทว่า ศาลได้อธิบายอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นโจทก์เขาไม่ได้เป็นจำเลย คือน.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องว่า กระทรวงการคลังทำไม่ถูก ใช้มติศาลปกครองไม่ถูก และจะปรับเงิน 35,000 ล้านบาท แต่เท่าที่มีการตรวจสอบพบบางอย่างที่ถูกและไม่ถูก แต่สรุปแล้วปรับได้ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท และการจะปรับได้ต้องไปตกลงกันว่ากระทรวงการคลังได้รับการชดเชยมาจากคนอื่นแค่ไหน อย่างไร ถ้าขายได้อย่างไร เบ็ดเสร็จแล้วเสียหายจริงหรือไม่ หากเสียหายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ก็ปรับได้ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท นี่คือกติกาที่ออกมาเช่นนั้น ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเสนอพิจารณาใหม่ได้ ภายใน 90 วัน

บอกให้รอพายุสงบก่อนค่อยกลับไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ บ้างหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า คุยบ้าง ในเรื่องคดีก็ต้องสู้ไป ซึ่งเป็นเรื่องของแพ่ง ไม่เกี่ยวกับอาญาถามต่อว่า จะเป็นอุปสรรคการเดินทางกลับประเทศไทยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า “รอให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบ ตอนนี้มีคนปั่นพายุอยู่ เดี๋ยวพายุก็หมด ส่วนคนที่ปั่นพายุนั้นไม่ทราบว่าเป็นใคร เป่าอยู่นั่น แต่เดี๋ยวก็จบแล้วไม่มีอะไร”

คปท.บี้‘อิ๊งค์-คลัง’เร่ง‘ปู’ชดใช้หมื่นล.

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก“PichitChaimongkol” ระบุภารกิจวันนี้1.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องเร่งดำเนินการทวงถาม เร่งรัดให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 50 % มูลค่า 10,028 ล้านบาท 2.ให้นายพิชัย ชุณหวชิร และปลัดกระทรวงการคลัง เร่งติดตาม ทวงถามความเสียหายอีก 50% ที่เหลือว่าใครต้องรับผิดชอบ3.ให้คณะรัฐมนตรี ติดตามเรื่องนี้และเร่งให้ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐโดยด่วน

‘อดีตสว.สมชายเตือนละเว้นโดน‘ม.157’

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเช่นกันว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชัดเจนแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าเสียหายคดีทุจริตจำนำข้าว จีทูจีเก๊ 10,028 ล้านบาท ผู้มีหน้าที่คือกระทรวงคลัง นายกฯอุ๊งอิ๊งมีหน้าที่สั่งบังคับชดใช้เงินหมื่นล้านทันที ละเว้นโดน มาตรา 157 อย่าบิดเบือน

กกต.เรียกลอต4 16สว.รับข้อกล่าวหาคดีฮั้ว4มิ.ย.

กกต.เรียกลอต4  16สว.รับข้อกล่าวหาคดีฮั้ว4มิ.ย.

กกต.เรียกลอต4 16สว.รับข้อกล่าวหาคดีฮั้ว4มิ.ย.

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.เรียกลอต4 16สว.รับข้อกล่าวหาคดีฮั้ว4มิ.ย. ‘ณฐพร-เจ๊แมว’โดนแล้ว ภท.ยื่นฟ้อง2ข้อหาหนัก

กกต.เรียกสว.ลอต 4 จำนวน 16 คน รับทราบข้อกล่าวหาคดี“ฮั้วเลือกสว.” รอบนี้“หมอเกศ”โดนด้วย ด้าน “ทักษิณ”ชี้ปมฮั้วเลือกสว. เป็นไปตามกระบวนการ เชื่อหากบริสุทธิ์ก็อธิบายให้บริสุทธิ์ ไม่มีปัญหา บอก เรื่องหยุดกลางกระบวนการไม่ได้ ไม่งั้นคดีค้าง ส่วน “นภินทร”ระบุพร้อมไปชี้แจงกกต.28พฤษภาคมนี้ มั่นใจพยานหลักฐานแน่น ขณะที่“ณฐพร-กุสุมาลวตี” โดนแล้วภูมิใจไทยฟ้อง2ข้อหาหนัก“หมิ่นประมาท-แจ้งความเท็จ”ซัดมือไม่สะอาด ยอมตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง “เสี่ยหนู”เมิน“เจ๊แมว” จ้องดับซ่าเล่นงานยื่นสอบจริยธรรม ขอปล่อยตามกระบวนการ ไม่ชี้นำอะไร

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากวุฒิสภา ว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา สว.ลอต 4 จำนวน 16 คน ได้รับหนังสือเชิญจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะที่ 26 ลงวันที่ 22 พ.ค.ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) โดยให้ชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 4 มิ.ย.นี้

โดย สว.ทั้ง 16 คน ประกอบด้วย 1.นายภมร เชาว์ศิริกุล 2.พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ 3.นายจรุณ กลิ่นตลบ 4.นายประเทือง มนตรี 5.นายนฤพล สุคณธนชาติ 6.นายอะมัด อายุเคน 7.น.ส.สายฝน กองแก้ว 8.นายชาญชัย ไชยพิศ 9.นายนิรุตติ สิทธินนท์ 10.นายศุภโชค ศาลากิจ 11.นางอารีย์ บรรจงธุรการ 12.นายจำลอง อนันตสุข 13.น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย 14.นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช 15.นายอเนก วีระพจนานันท์ และ 16.นางวลีรักษณ์ พัชระเมธาพัฒน์

ด้าน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการฮั้วสว. ว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพราะมีการร้องเรียนไปที่กกต. จึงตั้งกรรมการขึ้นมาโดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร่วมด้วยโดยมีพยานหลักฐานต่างๆไหลไปที่ดีเอสไอ เขาจึงทำตามหน้าที่ ไม่ต้องมีใครไปสั่ง ถ้าไม่ทำเขาอาจจะโดนมาตรา 157 เมื่อเขามีพยานหลักฐาน ส่วนสว. หรือผู้ถูกกล่าวหาก็แก้ไปตามประมวลกฎหมาย ทุกอย่างเมื่อมีกระบวนการเข้าไปแล้ว ก็ต้องจบที่กระบวนการ เหมือนตนที่ถูกทหารเกี่ยวเบ็ดไว้ 112 ตอนสมัยปฏิวัติ เมื่อตนกลับมาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการให้จบ เราบริสุทธิ์ก็อธิบายให้บริสุทธิ์ ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องนี้เมื่อมีกระบวนการแล้ว การจะหยุดกลางกระบวนการไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนก็ยังมีปัญหาหรือคดีค้างอยู่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหมายเรียกให้ชี้แจงคดีฮั้ว สว.ว่า กกต.ออกหมายเรียกให้ตนไปชี้แจงรับทราบข้อกล่างหาในวันที่ 28 พ.ค. ก็ยืนยันว่าไป พร้อมอำนวยความสะดวก พร้อมในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า มั่นใจในหลักฐานใช่หรือไม่ นายนภินทรกล่าวว่า ทราบคร่าวๆว่าเป็นเรื่องของพยานบุคคล ซึ่งตนเองนั้นก็มีพยานเป็นผู้ใหญ่ในภาคเอกชนจำนวนมาก พร้อมให้การยืนยันว่าข้อความที่ใส่ร้ายตนไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นตนมั่นใจในข้อมูล มั่นใจในพยานหลักฐานของตน ถ้าถามว่าข้อหาที่โดนแจ้งมีอะไรบ้าง นายนภินทรกล่าวว่า มาตรา 77 (1) ซึ่งตนมีพยานหลักฐานพร้อม เพียงแต่ว่าจะไปขอทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมบางอย่าง เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกันในพรรค ถึงผลกระทบของเรื่องนี้บ้างหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็ไม่มีผลกระทบอะไรเพราะตนเองก็พยายามทำงานในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เมื่อถามต่อว่า ได้มีการคุยหรือไม่เพราะเพราะว่าเป็นรัฐมนตรีคนเดียวที่โดน นายนภินทร กล่าวว่า ก็แล้วแต่ อย่าไปคิดอะไรมาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และตนมั่นใจในพยานหลักฐานที่ตนมีอยู่ว่าสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้ว่าไม่ได้อยู่ในขบวนการฮั้วเลือกสว.ใช่หรือไม่ นายนภินทรกล่าวว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. แต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าการที่โดนเรียกไปนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายนภินทรกล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องแบบนี้ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ และวิเคราะห์เอา แต่อยากให้สังคมคิดอย่างมีสติว่า สิ่งเหล่านี้มีทั้งโทษการตัดสิทธิ์ทางการเมืองและโทษคดีอาญา ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ขอให้ดูเรื่องของพยานหลักฐานเป็นหลัก อย่าวินิจฉัยด้วยกระแสหรือความรู้สึก

นายศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยได้ยื่นฟ้องนายณฐพรโตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสว.และอดีตสส.พรรคเพื่อไทย ต่อศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว

พรรคภูมิใจไทยไม่ได้กระทำผิดตามที่จำเลยทั้งสองได้ร้องเรียน ทั้งคู่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มือไม่สะอาด มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายพรรคภูมิใจไทย อันเป็นสถาบันทางการเมืองเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองอื่น บุคคลใด องค์กรใด โดยมีกลุ่มใดได้ประโยชน์จากการทำลายล้างพรรคภูมิใจไทย จึงจำต้องฟ้องคดีทั้งสองคดี ส่วนสมาชิกพรรคที่ได้รับความเสียหายจากการกล่าวหาระบุในคำร้อง สมาชิกนั้นๆ ก็จะยื่นฟ้องแยกเป็นคดีอื่นต่างหาก

นายศุภชัย เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่าสำนักงานอัยการสูงสุดได้หนังสือจากนายไวยกาญจน์ จามิกรณ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 จำนวน 2ฉบับ ถึง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อนำตัวผู้ต้องหา มาดำเนินคดี ฟอกเงินการขายที่ดิน ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษรอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน477 ล้านบาท โดยมี นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็น 1ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย โดยหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 4ก.พ.2568 เรื่อง “ขอให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหา” โดยมีรายละเอียดว่า พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้วมีคำสั่งฟ้อง นายณฐพร ผู้ต้องหาที่ 2 และ ผู้เกี่ยวข้อง ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และประมวลกฎหมายอาญา แต่เนื่องจากนายณฐพร มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มารายงานตัวต่อพนักงานอัยการตามกำหนดนัด

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงขอให้ท่านจัดการติดตามให้ได้ตัวนายณฐพร มาฟ้องต่อศาล หากไม่สามารถติดตามตัวนายณฐพร มาได้ให้ดำเนินการขอออกหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว เพื่อให้ได้ตัวมา ยื่นฟ้องต่อศาล ภายในกำหนดอายุความ15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด และหากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ต้องหา ดังกล่าวอยู่ต่างประเทศให้จัดการให้ได้ตัวมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเคร่งครัด และตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดให้ครบถ้วน อนึ่ง คดีนี้มีกำหนดขาดอายุความในวันที่ 15มิถุนายน2568

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นมีหนังสือฉบับที่สอง ลงวันที่ 1 พ.ค. 2568 ถึง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง “เตือนให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหาและขอออกหมายจับ” ที่ได้ขอให้ ดำเนินการจัดการให้ได้ตัวนายณฐพร และ ผู้เกี่ยวข้อง มาดำเนินคดี “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน” หรือขอออกหมายจับ เพื่อพนักงานอัยการจะได้นำตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาลต่อไปและบัดนี้ระยะเวลาได้ล่วงเลยมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่พนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใด้ ทั้งมิได้รายงานหรือแจ้งผลการดำเนินการให้พนักงานอัยการทราบ เนื่องจากคดีนี้จะครบ กำหนดอายุความในการกระทำความผิดตามบทกฎหมายข้างต้นในวันที่15 มิ.ย. 2568 ดังนั้น จึงขอให้ท่านดำเนินการจัดการให้ได้ตัว นายณฐพร และผู้เกี่ยวข้อง มาเพื่อฟ้องต่อศาล

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า จากเอกสารดังกล่าว ที่สำนักงานอัยการพิเศษ 4 สอบถามถึง2 ครั้ง แสดงว่าดีเอสไอ เพิกเฉยที่จะนำตัวนายณฐพร มาให้อัยการ ดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ทั้งที่คดีดังกล่าวจะหมดอายุความในวันที่ วันที่15 มิ.ย.2568 และทั้งๆที่ดีเอสไอก็พบเห็นบุคคลดังกล่าวอยู่ตลอด โดย นายณฐพร มาปรากฎตัวยื่นร้องเรียนเรื่องตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่รับรู้โดยตัวไป นอกจากนี้นายณฐพรยังยืนยันด้วยว่าได้ข้อมูลเรื่องการสอบสวนคดีฮั้วสว. มาจากดีเอสไอ โดยแสดงเอกสารให้เห็น จึงชี้ให้เห็นว่า อธิบดีเอสไอ หรือพนักงานสอบสวน ดีเอสไอพบกับ นายณฐพรดังนั้นการที่มีเหตุการดังกล่าวขึ้น แต่ไม่ดำเนินจับกุมตัวมาดำเนินคดี จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ

“ขอเรียกร้องนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้ดีเอสไปนำตัว นายณัฐพร เพื่อส่งให้อัยการเพื่อดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ขณะเดียวกันให้เรียกร้อง กระทรวงยุติธรรม สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้ในทันทีและแถลงให้ประชาชนทราบ หากยังมีการเพิกเฉยอยู่ตนก็จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษอธิบดีดีเอสไอในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในทันที’

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานอำนวยพรผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้สื่อข่าวได้พยายามเข้าไปสอบถามถึงกรณีนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสว. ยื่นสอบจริยธรรมนายอนุทิน โดยทันทีที่นายอนุทิน ได้ฟังคำถาม ได้เดินฝ่าออกจากวงสัมภาษณ์ทันที พร้อมระบุว่า ที่นี่สุวรรณภูมิ มางานบุญ ไม่คุยเรื่องงานบาป

ผู้สื่อข่าวจึงพยายามมาดักสัมภาษณ์นายอนุทินบริเวณหน้าประตูทางออกสนามบิน โดยถามว่าทางฝ่ายของนางกุสุมาลวตี มีท่าทีแข็งกร้าว โดยระบุว่า จะทำให้นายอนุทินหายซ่าให้ได้ นายอนุทิน จึงกล่าวว่า ทุกอย่างพอมันเข้ากระบวนการ เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ มีขั้นตอนของมันอยู่ เราไม่ควรไปชี้นำอะไร

เมื่อภามถึงกรณีที่มีสำนักข่าวหนึ่งออกมาวิเคราะห์การเมือง ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) หากผลักพรรคภูมิใจไทย ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล จะมีทฤษฎีอกแตก สส. ส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย ไปสังกัดพรรคใหม่ และร่วมรัฐบาลทันที นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ทำข่าวก็มีหน้าที่วิเคราะห์ไปเรื่อย การวิเคราะห์ก็มีฉากทัศน์ที่ดีที่สุด กับที่แย่ที่สุด เป็นเรื่องปกติ เราไปห้ามเขาไม่ได้ แต่คนที่รู้เรื่องที่สุดคือคนที่ทำงานอยู่ ที่เป็นครม. และครม.ก็มีความสมัครสมานสามัคคีกันดี เมื่อคืนยังได้มีการรายงานเรื่องเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากฝนและน้ำท่วม

เมื่อถามว่าในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยทฤษฎีอกแตกพาภูมิใจไทยเป็นสองฝั่งเป็นไปได้หรือไม่ นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวย้อนว่า“เคยไหมล่ะ ผ่าแล้วมีแต่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้กังวลอะไร ภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น”