จับตา 13 มิ.ย.ถ้า‘ทักษิณ’จบเห่ การเมืองร้อนแรงถึงขั้น‘ยุบสภา’

จับตา 13 มิ.ย.ถ้า‘ทักษิณ’จบเห่ การเมืองร้อนแรงถึงขั้น‘ยุบสภา’

จับตา 13 มิ.ย.ถ้า‘ทักษิณ’จบเห่ การเมืองร้อนแรงถึงขั้น‘ยุบสภา’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

จับตา 13 มิ.ย.ถ้า‘ทักษิณ’จบเห่ การเมืองร้อนแรงถึงขั้น‘ยุบสภา’

27 พฤษภาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์เมื่อคืนวันที่ 26 พ.ค.68 โดยมั่นใจว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข จะวีโต้มติแพทยสภา เพราะต้องทำเพื่อความสบายใจและปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยทางการเมือง แล้วปล่อยให้แพทยสภามีมติยืนยันใหม่วันที่ 12 มิ.ย. นี้ หากนายสมศักดิ์ ยังมีสติอยู่ต้องไม่วีโต้ แต่วิถีทางการเมืองย่อมแตกต่างจากโลกความจริง เพราะทางการเมืองในระยะแรกต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ส่วนระยะสุดท้ายปล่อยให้ตัวใครตัวมัน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยทุกฝ่าย รมว.สาธารณสุข จะวีโต้มติแพทยสภาไปก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร มีกำหนดการไปปรากฏตัวพูดถึงการปราบปรามยาเสพติดอาชญากรข้ามชาติ ซึ่ง ป.ป.ส.จัดขึ้นในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จึงเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ซึ่งทางการเมืองมองว่ายังมีเวลาแสดงถึงจิตใจเข็มแข็งในช่วง 16 วันก่อนถึงวันที่ 13  มิ.ย. ที่ศาลฎีกาฯ นัดพร้อมหรือไต่สวนการบังคับโทษตามหมายจำคุกแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ตนอยากให้นายทักษิณ ไปศาล แต่ยังเชื่อว่า นายทักษิณจะไม่ไปศาล

“ช่วงเวลาที่เหลือ 2 สัปดาห์เศษนั้น สิ่งหนึ่งในทางการเมืองแล้ว ทักษิณต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในเผ่าทั้งหลายเห็นแสนยานุภาพ ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางการเมืองแล้ว ย่อมคาดคะเนปลายทางที่เปราะบางกันได้”

นายจตุพร กล่าวว่า  ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยและนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ยืนยันว่า นายทักษิณไปศาลฎีกาฯ แม้การสัมภาษณ์ช่วงหลังๆ นายกฯ ออกอาการยืนยันเบาบางลง ซึ่งแสดงถึงความไม่มั่นใจถดถอยลง แต่มีภาษากายผิดธรรมชาติออกมาในช่วงนายกฯ ไปอังกฤษไม่เป็นทางการจึงสะท้อนถึงความผิดปกติทางการเมือง ตนคาดสถานการณ์การเมืองว่าถ้านายทักษิณหนีอีกครั้ง นายกฯ อุ๊งอิ๊ง ก็อยู่ไม่ได้ และสิ่งสำคัญจะกล้าหักกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ โดยมีข่าวปล่อยระบุว่า ก่อน 13 มิ.ย. จะถอดภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ไม่คำนึ่งถึงอนาคตและเสถียรภาพบริหารประเทศ

“ข่าวปล่อยระบุถึงขั้นว่า ถ้า 13 มิ.ย. ทักษิณมีอันเป็นไป โดยหนีหรือติดคุก ย่อมทำให้การเมืองหลัง 13 มิ.ย.ร้อนแรงถึงขั้นยุบสภา แต่ปัญหาใหญ่มีว่า ถ้าถอดภูมิใจไทยออกจากรัฐบาลแล้ว ผลกระทบจะลามมาเป็นปัญหาหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ว่า จะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร”

นายจตุพร ประเมินว่า หลัง 13 มิ.ย.ความไม่แน่นอนทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาลและนายกฯ จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญการยื่น ป.ป.ช. กรณีฝ่าฝืน รธน. มาตรา 144 ปมโยกงบประมาณจ่ายหนี้มาแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทจะกวาดล้างรัฐบาลแบบถอนรากถอนโคนกันเลย เพราะมีข้อเท็จจริงสามารถเอาผิด ครม.และพรรคการเมืองได้ชัดเจน

“กรณีปัญหา ม.144 ของ รธน. 2560 นั้น ป.ป.ช.และธนาคารแห่งประเทศไทยเคยเตือนมาแล้ว เมื่อ ป.ป.ช.ยื่นเรื่องไปศาล รธน. ซึ่งมีเวลาพิจารณา 15 วัน ถ้าคำวินิจฉัยออกมาจะกวาดเรียบทั้งกระดาน”

นายจตุพร กล่าวว่า ดังนั้นตนและนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่จำเป็นต้องจับมือโค่นล้มรัฐบาลเลย เพราะยังไม่ทันจับมือพวกนี้ก็ล้มอยู่ดี และไม่จำเป็นต้องลงถนน รัฐบาลและทักษิณก็ไปอยู่แล้ว สิ่งที่น่าห่วงคือ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจปากท้องแย่ๆ ในปัจจุบัน จนจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว แต่ประชาชนต้องไม่ล้มเหลวเพื่อเป็นทางออกให้อนาคตของบ้านเมือง

ส่วนเสียงโจมตีว่า ต้องการเรียกรัฐประหารออกมาจัดการรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ช่วง 20 ปีผ่านมา นักการเมืองฉ้อฉลและหลอกลวงประชาชนเป็นพวกเรียกรัฐประหารออกมายึดอำนาจกันเอง สิ่งสำคัญ ในช่วงหาเสียง เพื่อไทยโจมตีการยึดอำนาจอย่างบ้าคลั่งและรุนแรง แต่หลังเลือกตั้งต้องจับมือข้ามขั้วมาตั้งรัฐบาลกับพรรคพวกยึดอำนาจ เหมือนทหารยึดอำนาจคืนอำนาจกลับให้ผู้ถูกยึดอำนาจ

นายจตุพร กล่าวว่า ไม่เพียงเท่านั้น พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะมีเสียง สว. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งจำนวน 152 เสียงมาลงมติเลือกนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ถัดจากนั้นก็นำพรรคการเมืองรัฐประหารมาตั้งรัฐบาล พฤติกรรมการเมืองเช่นนี้เป็นการตระบัดสัตย์ต่อประชาชน แล้วยังหลอกเสื้อแดงจะเสนอกฎหมายคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง แต่จนถึงบัดนี้ไม่มีกฎหมายนี้เข้าสภาเลย

“เมื่อนักการเมือง พรรคการเมืองตระบัดสัตย์ไปคืนดีกับฝ่ายยึดอำนาจแล้ว ยังจะให้ประชาชนทะเลาะกันต่อไปอีกเหรอ ยังจะให้ประชาชนแต่ละสีเสื้อทะเลาะกันด้วยเหรอ นอกจากนี้ทักษิณ ได้สารภาพผิด ยอมรับทุจริตจริง แล้วยังจะให้ประชาชนมาเรียกร้องหาความยุติธรรมให้อีกเหรอ”

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนพวกเห็นภาพนายจตุพรกอดกับนายสนธิ แล้วทนไม่ได้ แต่กลับทนกันได้กับการตั้งรัฐบาลตระบัดสัตย์ข้ามขั้วไปจับมือกับพวกยึดอำนาจ อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจนายทักษิณ แล้วต่อมานายทักษิณ ไปจับมือกับพล.อ.สนธิ ให้ช่วยทำเรื่องปรองดอง จากนั้นยังจับมือกับพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดอำนาจปี 2557 และตั้งรัฐบาลข้ามขั้วอีก ดังนั้นพฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้พวกเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยยังทนกันได้

“เมื่อผมกอดกับนายสนธิ พวกเสื้อแดงพรรคเพื่อไทยบอกรับไม่ได้ แต่การตระบัดสัตย์ข้ามขั้วไปจับมือกับคณะยึดอำนาจกลับทนกันได้ แบบนี้ไม่ทุเรศกันเหรอ ไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอเมื่อคุณตระบัดสัตย์คืนดีกันแล้ว แต่ยังจะให้ประชาชนทะเลาะขัดแย้งกันอีก” นายจตุพร กล่าว

ลิสต์เป็นข้อๆ !! ‘ประชาคมแพทย์’โพสต์บทความ’คุณสมบัติกรรมการบริหารแพทยสภายุคใหม่’

ลิสต์เป็นข้อๆ !! 'ประชาคมแพทย์'โพสต์บทความ'คุณสมบัติกรรมการบริหารแพทยสภายุคใหม่'

ลิสต์เป็นข้อๆ !! ‘ประชาคมแพทย์’โพสต์บทความ’คุณสมบัติกรรมการบริหารแพทยสภายุคใหม่’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.24 น.

ลิสต์เป็นข้อๆ !! ‘ประชาคมแพทย์’โพสต์บทความ’คุณสมบัติกรรมการบริหารแพทยสภายุคใหม่’ ต้องไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง-มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยกแพทย์ระดับคณบดี เป็นมืออาชีพด้านการบริหาร หวังเป็นกำลังสำคัญบริหารแพทยสภา 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “ประชาคมแพทย์ (Medical Civil Society)” ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊กกลุ่มแพทย์ ที่รวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมวงการแพทย์ ในทุกๆด้าน ทั้ง กิจการแพทยสภา งานวิชาการ งานบริการ งานบริหาร งานวิจัย ความรู้ด้านอื่นๆเพื่อเสริมวิชาชีพแพทย์ในทุกสาขาและทุกภาคส่วน ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “คุณสมบัติของกรรมการบริหารแพทยสภาในยุคใหม่” ที่เขียนโดย นพ.ชาติชัย อติชาติ โดยเนื้อหาบทความระบุว่า 

“แพทยสภาไม่ใช่เพียงองค์กรบริหารวิชาชีพแพทย์ แต่คือเสาหลักของความน่าเชื่อถือและความศรัทธาของทั้งแพทย์และประชาชน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการแพทยสภาจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่รอบด้าน และยืนหยัดอยู่บนหลักวิชาชีพอย่างมั่นคง

ความเป็นมืออาชีพสูงสุด                                                                                                                                                                                                                                                                                        กรรมการแพทยสภาต้องเป็นผู้ที่เข้าใจโครงสร้าง ระบบ และปัญหาของวิชาชีพแพทย์อย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพอย่างไม่สั่นคลอน การวางนโยบายหรือวินิจฉัยข้อพิพาท ต้องตั้งอยู่บนหลักวิชาการที่ถูกต้อง ไม่อิงอารมณ์หรือแรงกดดันภายนอก

ความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจ
ผู้ดำรงตำแหน่งต้องเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และมีภาพลักษณ์ที่ประชาชนเชื่อถือได้ การดำเนินงานของแพทยสภาจะต้องไม่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ หรือข้อสงสัยในความโปร่งใสและความยุติธรรม

ความเป็นกลางอย่างแท้จริง
แพทยสภาต้องเป็นองค์กรอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากการเมือง อำนาจ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น กรรมการต้องสามารถแยกแยะบทบาทส่วนตัวออกจากบทบาทองค์กรได้อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของวิชาชีพ และประชาชนอย่างเป็นธรรม

ความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ระบบต่างๆ ของแพทยสภาควรต้องปรับตัว เช่น ระบบลงคะแนนแบบ E-Vote ธุรกรรมอิเลคทรอนิคส์ การออกข้อสอบ และประมวลผลสอบต่างๆ ในระบบการสอบทุกระดับที่จัดทำโดยแพทยสภา ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ และประชาคมแพทย์ต้องมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับการตัดสินใจขององค์กร ในประเด็นสำคัญ เช่นการแก้กฏหมาย ระเบียบต่างๆ สิทธิการให้แพทย์ที่รับผล หรือเกี่ยวข้อง เข้าถึงบันทึกการประชุมที่ไม่ถูกจำกัดด้วย พรบ.ข้อมูลข่าวสาร

การบริหารจัดการที่ทันสมัยและคล่องตัว
แม้องค์กรจะต้องรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นทางการ แต่การบริหารงานไม่ควรติดอยู่กับความล่าช้าของระบบราชการ การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ต้องทันเวลา มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลและระบบสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและบริหารงาน กำหนดไทม์ไลน์ให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ และควบคุมให้เป็นไปตามกำหนด

ความกล้าหาญทางจริยธรรม
กรรมการแพทยสภาควรกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญแรงต้านหรือความไม่เป็นที่นิยม หากสิ่งนั้นยืนอยู่บนหลักคุณธรรมและประโยชน์ของส่วนรวม

การมีวิสัยทัศน์และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง
โลกของแพทย์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การบริหารโรงพยาบาล ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ป่วย กรรมการควรเป็นผู้มองไกล และสามารถนำพาแพทยสภาไปสู่บทบาทที่ทันสมัย และตอบโจทย์ยุคใหม่

แพทย์ระดับคณบดี คือ มืออาชีพ
คณบดี และ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ หัวข้อหลายข้อที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยสภามหาวิทยาลัย และ ด้วยความรู้ความสามารถ ในทุกองค์ประกอบด้านการบริหารแพทย์ ในทุกมิติ และเป็นความหวังในความมีอิสระ ในการตัดสินใจ ถือเป็น “มืออาชีพด้านการบริหาร” ในทุกมิติของแพทย์ เราจึงหวังให้ท่านที่เกษียณจากตำแหน่งดังกล่าว หันมาเป็นกำลังสำคัญ ในการบริหารแพทยสภา ให้ทันสมัย และก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นให้วงการแพทย์ ซึ่งประชาคมแพทย์พร้อมให้การสนับสนุน”

ไขปริศนาเพราะอะไร!? ‘นายกปู’รู้100% ว่ามีการ‘ทุจริตข้าว’แต่ไม่ออกมาห้ามปราม

ไขปริศนาเพราะอะไร!? ‘นายกปู’รู้100% ว่ามีการ‘ทุจริตข้าว’แต่ไม่ออกมาห้ามปราม

ไขปริศนาเพราะอะไร!? ‘นายกปู’รู้100% ว่ามีการ‘ทุจริตข้าว’แต่ไม่ออกมาห้ามปราม

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.04 น.

ไขปริศนาเพราะอะไร!? ‘นายกปู’รู้100% ว่ามีการ‘ทุจริตข้าว’แต่ไม่ออกมาห้ามปราม

27 พฤษภาคม 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

นายกปู รู้ 100% ว่ามีการทุจริตข้าวแต่ก็ไม่ได้ออกมา ห้ามปราบ เพราะอะไร

คนในพรรคเพื่อไทย ต่างก็ออกมาช่วยแก้ตัวให้ นายก ปู โดยอ้างเหตุผลมุ่งไปสู่ “เรื่องการรัฐประหาร” เพื่อกลั่นแกล้งครอบครัวชินวัตร นั้น

ซึ่งผมว่าเลิกพูดได้แล้ว เพราะ

(1) คุณทักษิณ ก็ยอมรับว่าทำผิดเอง ถึงขนาดประกาศลงในราชกิจจานุเบกษามาแล้ว

(2) ผู้ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็รู้ดี แต่น่าจะแค่เอาใจ นายก อิ๊ง เท่านั้น 

(3) คดี นายก ปู นี้ ศาลก็ชี้ให้เห็นอย่างก็ชัดเจน ยิ่งกว่าตำราเรียนเสียอีก ดังนั้น ก่อนจะพูดอะไร ก็ควรจะได้ อ่านคำพิพากษา กันสักนิดเดียวก็พอ  จะได้รู้4รู้8กับเขาบ้าง

ส่วนคนนอกพรรค เช่น คุณปิยบุตร ออกมาพูดไปไกลถึง คดีนี้ทำนองว่า ต่อไป คนเป็นนายก จะทำอะไรไม่ได้  นี่ก็เป็นพวกที่ไม่ได้อ่านคำพิพากษาอีกคนหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่ไม่อ้างเรื่องรัฐประหาร เพราะเรื่องนี้ ศาลไม่ได้บอกว่า “ห้าม” นายก ปู ทำ แต่บอกว่า ทำให้รอบคอบ อย่าปล่อยปละละเลย ทั้งๆที่รู้ว่าเสียหาย จนถึงขั้นตัวนายกถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยังไม่หาทางป้องกันการทุจริต  

ผมจึงขอคัดคำพิพากษาย่อๆ มาให้อ่านกันนิดหนึ่งครับ ในข้อความต่อไปนี้

+ ส.ต.ง.และ ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการตรวจสอบต่อนายก สอดคล้องต้องกันโดยสรุปว่า ”โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก มีการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นในหลายขั้นตอน ขอให้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่อไปด้วย” แต่นายก ปู ไม่ได้ดำเนินการใดๆ

แม้นายก  ตั้งคณะอนุกรรมการแล้ว แต่ก็มิได้ติดตามให้คณะอนุกรรมการรายงานผลการดำเนินการให้ทราบว่า มีปัญหาในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามที่ได้รับรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและสำนักงาน ป.ป.ช.หรือไม่

และสภายังมีการตั้งกระทู้ถามและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยกล่าวหา และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการทุจริตในการระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) อีก

จึงถือว่า นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ “ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาลว่า มีปัญหาการทุจริตทุกขั้นตอน” แต่ก็มิได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบว่ามีปัญหาการทุจริตหรือไม่

จึงเป็นกรณีที่ “ไม่คำนึงถึงข้อทักท้วงและข้อเสนอของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการตามโครงการต่างๆของรัฐ รวมทั้งการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด” แต่กลับปล่อยให้ดำเนินโครงการต่อไป

จึงถือได้ว่า “ปล่อยปละละเลย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการทุจริต จึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ กระทำการทุจริตได้โดยง่าย”

เป็นการที่คุณยิ่งลักษณ์ ละเมิดต่อกระทรวงการคลัง ทำให้ได้รับความเสียหายตาม ป.พ.พ.มาตรา 420

อ่านจบแล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า  นายก ปู รู้ว่ามีการทุจริต แต่กลับวางเฉย ไม่ออกมาห้ามปราม ปล่อยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ครับ

‘อดีตสว.สมชาย’จี้‘อิ๊งค์-คลัง’สั่งบังคับ‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้าน เตือนละเว้นโดน‘ม.157’

‘อดีตสว.สมชาย’จี้‘อิ๊งค์-คลัง’สั่งบังคับ‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้าน เตือนละเว้นโดน‘ม.157’

‘อดีตสว.สมชาย’จี้‘อิ๊งค์-คลัง’สั่งบังคับ‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้าน เตือนละเว้นโดน‘ม.157’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.40 น.

‘อดีตสว.สมชาย’จี้‘อิ๊งค์-คลัง’สั่งบังคับ‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้าน เตือนละเว้นโดน‘ม.157’

27 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชัดเจนแล้ว ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายคดีทุจริตจำนำข้าว จีทูจีเก๊ 10,028 ล้านบาท ผู้มีหน้าที่คือกระทรวงคลัง นายกฯอุ๊งอิ๊งมีหน้าที่สั่งบังคับชดใช้เงินหมื่นล้านทันที ละเว้นโดน ม.157 อย่าบิดเบือน”

สรุป 5 ข้อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี‘ยิ่งลักษณ์’แบบ‘ภาษาชาวบ้าน’

สรุป 5 ข้อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี‘ยิ่งลักษณ์’แบบ‘ภาษาชาวบ้าน’

สรุป 5 ข้อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี‘ยิ่งลักษณ์’แบบ‘ภาษาชาวบ้าน’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

สรุป 5 ข้อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดี‘ยิ่งลักษณ์’แบบ‘ภาษาชาวบ้าน’

27 พฤษภาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมาย ทนายความ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้คุณยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้าน เข้าใจยากหรือ?

มีนักกฎหมายและผู้อ้างตนว่าเป็นผู้รู้จำนวนมาก แสดงภูมิรู้ และ “รู้มาก” เรื่องคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำวินิจฉัยให้คุณยิ่งลักษณ์ใช้ค่าเสียหายกรณีมีการทุจริตจำนำข้าว 10,028.86ล้านบาท (ผมเรียกกลมๆเข้าใจง่ายๆว่า 10,028 ล้านบาท)          

นักกฎหมายบางคนบอกว่า คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องจ่าย

บางคนบอกว่าศาลไม่ได้บังคับให้จ่าย

ยิ่งต่อมาศาลปกครองมีเอกสารเผยแพร่ ระบุว่า ศาลปกครองไม่ได้มีคำพิพากษาให้จ่าย คนก็ยิ่งงงกันไปใหญ่ ฝ่ายที่รู้(มาก)อยู่แล้ว  ก็ฟันธงเลยว่า นั่นไง คุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องจ่ายแล้ว

ผมไม่ใช่นักกฎหมายปกครอง แต่สรุปง่ายๆเป็น “ภาษาชาวบ้าน” ดังนี้        

1. เดิม กระทรวงการคลัง กับพวก รวม 9 คน มีคำสั่งทางปกครองให้คุณยิ่งลักษณ์ จ่ายค่าเสียหายจากการทุจริตจำนำข้าว 35,717 ล้านบาท

2. ต่อมา คุณยิ่งลักษณ์ และ นายอนุสรณ์ (สามี) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนใช้ค่าเสียหาย 35,717 ล้านบาท

3. ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่า มีความเสียหายเพียง 20,057 ล้านบาท และในจำนวนนี้ ให้คุณยิ่งลักษณ์จ่ายเพียงครึ่งเดียว คือ 10,028 ล้านบาท

4. ทรัพย์สินของคุณยิ่งลักษณ์ ให้กันส่วนของสามี(นายอนุสรณ์) ออกครึ่งหนึ่ง เพราะเป็นสินสมรส

5. ที่ศาลปกครองแถลงข่าวว่า ศาลปกครองมิได้มีคำพิพากษาให้คุณยิ่งลักษณ์จ่าย 10,028 ล้านบาท

ความหมาย คือ ศาลปกครองเห็นว่าที่กระทรวงการคลังให้คุณยิ่งลักษณ์จ่าย 35,717 ล้านบาทนั้น ศาลไม่เห็นด้วย และศาลเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์ต้องจ่ายเพียง 10,028 ล้านบาทเท่านั้น

ก็สรุปว่า คุณยิ่งลักษณ์ ต้องจ่าย 10,028 ล้านบาท ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร

เพียงแต่ “ผู้รู้” และ“ผู้รู้มาก” แสดงความเห็นทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยาก

ชัดไหมครับ

‘ศึกแดง-น้ำเงิน’เปรียบไก่ในเล้าจิกตีกัน รอวัดใจ‘รัฐพันลึก’

‘ศึกแดง-น้ำเงิน’เปรียบไก่ในเล้าจิกตีกัน รอวัดใจ‘รัฐพันลึก’

‘ศึกแดง-น้ำเงิน’เปรียบไก่ในเล้าจิกตีกัน รอวัดใจ‘รัฐพันลึก’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

‘ศึกแดง-น้ำเงิน’เปรียบไก่ในเล้าจิกตีกัน รอวัดใจ‘รัฐพันลึก’

27 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ศึกแดง-น้ำเงิน วัดใจรัฐพันลึก” ระบุว่า…

ศึกแดง-น้ำเงิน วัดใจ“รัฐพันลึก”

ถ้าพูดถึงการต่อสู้ทางการเมือง ศึกระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงิน ที่กำลังฟาดฟันกันอยู่ในขณะนี้ ก็เปรียบเสมือนไก่ในเล้าหรือไก่ในเข่ง หรือไก่ในคอก ที่จิกตีกัน รอเจ้าของคอก เจ้าของเล้ามาจับแยก ถ้าหากเจ้าของเล้า เจ้าของคอกไม่จับแยก ก็ตีกันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ชนะกันไป  หรืออาจจะบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย

การเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ ทั้งฝ่ายสีแดงและฝ่ายสีน้ำเงิน ต่างก็บาดเจ็บพอๆกัน

ฝ่ายสีแดงโดนคดีจำนำข้าว ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวG to G 4สัญญา เป็นเงิน 10,028 ล้านบาท เป็นสัญญาณให้เห็นว่า ฝ่ายสีแดงกำลังมีปัญหากับเจ้าของดีล ซึ่งยังไม่นับรวมไปถึงคดีที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนวันที่ 13 มิถุนายน 2568 นี้

ถ้าหากผลออกมาเป็นบวกกับฝ่ายสีแดง ก็ดีไป แต่ถ้าหากผลออกมาเป็นลบ ก็จะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า สีแดงก็อยู่ในฐานะที่ลำบากเช่นเดียวกัน ยังคดีมาตรา 112 ที่ศาลอาญาจะเริ่มพิจารณาอยู่ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ และยังการร้องเรียนเอาผิดกับนางสาวแพทองธารอีกหลายคดี

ในขณะเดียวกันฝ่ายสีน้ำเงิน ก็ถูกดีเอสไอ รุกไล่เล่นงาน จับมือกับกกต.ดำเนินคดีกับส.ว.สายสีน้ำเงิน 138 คน +2  ในข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงการยุบพรรคสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทยได้

เหนื่อยกันทั้ง 2 สีทั้ง 2 พรรค ซึ่งสีแดงก็คือพรรคเพื่อไทย สีน้ำเงินก็พรรคภูมิใจไทย ต่างก็อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เป็นการสู้กันทางการเมือง โดยมีรัฐพันลึก เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ ในฐานะผู้สนับสนุนที่เป็นแบ็คอัพให้ทั้ง 2 พรรค และทั้งพรรคก็พร้อมรับใช้รัฐพันลึกเช่นเดียวกัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ อยู่ที่การตัดสินใจของรัฐพันลึก ว่าจะสนับสนุนพรรคไหนหรือสีไหน และให้มีบทบาทเหนือกว่ากัน ต้องรอดูและวัดใจว่าการเมืองในวันข้างหน้า

รัฐพันลึกต้องการเลือกใช้บริการสีไหน พรรคไหนทางการเมืองมากกว่ากัน

‘แมว’บุกสภาร้องสอบจริยธรรม‘หนู’ เอาให้หายซ่า เตรียมยื่นผู้ตรวจการฯ-ปปช.ฟันต่อ

'แมว’บุกสภาร้องสอบจริยธรรม‘หนู’  เอาให้หายซ่า  เตรียมยื่นผู้ตรวจการฯ-ปปช.ฟันต่อ

‘แมว’บุกสภาร้องสอบจริยธรรม‘หนู’ เอาให้หายซ่า เตรียมยื่นผู้ตรวจการฯ-ปปช.ฟันต่อ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แมว’บุกสภาร้องสอบจริยธรรม‘หนู’ เอาให้หายซ่า เตรียมยื่นผู้ตรวจการฯ-ปปช.ฟันต่อ ‘อนุทิน’ยันฟ้อง‘กุสุมาลวตี’ เรื่องอยู่ในศาล/ให้ว่าตามก.ม. ย้ำปมฮั้วสว.ไม่ใช่ศึกตัวแทน

“อนุทิน”ลั่นฟ้องกลับ“กุสุมาลวตี” เรื่องอยู่ในศาลแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ปัดไม่รู้เรื่อง “คลิปเสียงดีลลับนครพนม” จ่ายรายเดือน 6 หลักชี้กระทรวงมหาดไทยไม่ต้องตรวจสอบ-ไร้เกี่ยวข้อง ยัน ปม “ฮั้วสว.”ไม่มีตัวแทน ด้าน“เจ๊แมว”ย่องเงียบสภาฯ ยื่นสอบฟันจริยธรรม“เสี่ยหนู” บอกไม่อยากดังเลยแอบมา จะได้หายซ่า ฉะไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ เตรียมยื่น ‘ผู้ตรวจฯ-ป.ป.ช.’ ต่อ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการดำเนินการฟ้องนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.ในฐานที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย และใส่ร้ายบิดเบือนพรรคว่าตอนนี้ทนายความของพรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการแล้ว เป็นการป้องกันการว่ากล่าวให้ร้ายของผู้อื่น ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ที่ศาลแล้ว ส่วนผู้ฟ้องก็ได้ฟ้องไปที่ศาลแล้วเช่นกัน ทางพรรคจะไปดำเนินการให้การแก้ข้อกล่าวหา ส่วนที่ฟ้องกลับ ก็ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อเรื่องไปอยู่ที่ศาลแล้ว ก็ต้องหุบปากแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่เราต้องเคารพ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เตรียมฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาทต่อนายอนุทินนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ในคำฟ้องอยู่แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างรอว่าศาลจะให้ไปเบิกความอย่างไร แต่ก็ต้องเตรียมตัวหาทนายความไปเป็นตัวแทนให้

เมื่อถามว่า กรณีคดีการให้เลือกสว.ที่มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นเกมตัวแทนระหว่างฝ่ายสีแดงและสีน้ำเงิน นายอนุทิน ตอบกลับว่า มันไม่มีตัวแทน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ตนเป็นสส.และรัฐมนตรี ส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับ สว.มีเพียงแค่การถูกเรียกไปตอบกระทู้ชี้แจงและพบกรรมาธิการเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่มีคลิปเสียงดีลการเลือกสว.ในพื้นที่จ.นครพนมโดยมีเงินเดือนให้ 6 หลัก นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่เกี่ยวข้อง ตนไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะ สว. กับตนเป็นเส้นคู่ขนานกันอยู่แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ จะถามกี่ที ก็ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่า ในส่วนกระทรวงมหาดไทยจะต้องตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ไม่ตรวจสอบ เพราะไม่เกี่ยวข้อง และเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมา จนกว่าจะมีหลักฐาน หรือมีผู้ร้องเรียนที่มีหลักฐานมายืนยัน หากเกี่ยวข้องกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อันนั้นจึงจะเกี่ยวข้อง แต่เราไม่ได้มีหน้าที่สอบสวน

ส่วนความเข้มข้นในการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะเบาลงหรือไม่หลังเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ เพราะงานที่กำกับดูแลก็ไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับส่วนนี้ กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อำนวยการเลือกตั้ง ทั้ง สส. สว. เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เกิดความเรียบร้อยและตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย ก็ดำเนินการมาไม่รู้กี่ครั้ง ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและ

“ในส่วนที่พรรคภูมิใจไทยส่ง แล้วแพ้ไม่เห็นมีใครพูดเลย ทำไมไม่ถามว่าผมใช้อำนาจกระทรวงมหาดไทย เพราะหากมีอำนาจเช่นนั้นจริงสั่งการอะไรได้จริงเลือกตั้งซ่อม สส. นครศรีธรรมราช เขต8 ผมก็ต้องชนะสิ นี่ก็แพ้ตั้งเป็น 10,000 คะแนน จะไปโทษใครได้ ก็ต้องโทษตัวเอง ว่ายังทำดีไม่พอ ชาวบ้านยังไม่ให้ความไส้วางใจ ขนาด สส. ยังไม่มีปัญญาจะเอากลับเข้ามาได้ ทั้งที่เป็นแชมป์เก่าด้วยซ้ำ ฉะนั้นเวลาเสพข่าวก็ต้องมีการพิจารณาเหตุผลและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใครพูดอะไรมาก็เป็นไปอย่างนั้นทั้งหมด” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงการร่วมงานโชว์วิสัยทัศน์ “ปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ในวันที่ 27 พ.ค.นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้ไป เพราะเขาไม่ได้เชิญ และในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ตนจะไปส่งพี่น้องชาวมุสลิมร่วมพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปีนี้ได้ลดค่าใช้จ่าย จากที่ใช้งบกว่า 200,000 บาทเหลือประมาณ 180,000 บาท

ที่รัฐสภา นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. เดินทางมายื่นหนังสือต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเดินทางมาแบบไม่แจ้งสื่อมวลชนประจำรัฐสภาล่วงหน้า แต่ปรากฎว่าผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาได้บังเอิญไปซื้อกาแฟแล้วเจอพอดี

นางกุสุมาลวตี จึงกล่าวว่า วันนี้แมวไม่อยากดัง จึงแอบมายื่นร้องจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย การรักษาศักดิ์ศรีเพราะเป็นปฏิบัติการรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

“คุณจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คุณต้องเข้าใจหลักการ คุณต้องเป็นสุภาพบุรุษ การทำแบบนี้คือมันฟ้องศาลอาญาแล้ว ก็เลยมาแจ้งจริยธรรมในฐานะที่นายอนุทิน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยผิดจริยธรรม และพี่ก็จะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึง ป.ป.ช.ด้วย เอาให้หายซ่าไปเลย รู้จักแมวน้อยไป” นางกุสุมาลวตี กล่าว

เมื่อถามว่า เดินหน้าเต็มที่ไม่มีถอยใช่หรือไม่ นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ไม่มี ใครจะห้ามเขาไม่ได้ ตอนนี้ก็มีคนห้ามตน ไม่ใช่มาสนับสนุน บอกว่าอย่าไปทำเขา เขาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตนจึงบอกว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไหนทั้งนั้น คุณทำผิดคุณก็ต้องรับผิด

“คุณด่าฉัน คุณทำร้ายฉัน ก็ต้องมีบทลงโทษ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้นะจ๊ะ” นางกุสุมาลวตี กล่าว

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะสว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว นำคณะ สว.ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับสว.จำนวน 92 คน ที่ยื่นคำร้อง ต่อ ป.ป.ช.เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในเรื่องการทำคดีฮั้วเลือกสว. ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนคิดว่าการยื่นร้องนั้นเป็นการก้าวก่าย การทำงานของข้าราชการประจำ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (1) ดังนั้นวันนี้คณะ ส.วสำรองจึงเดินทางมายื่นต่อป.ป.ช. ในฐานความผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ท่านก้าวก่ายการทำงานของนายภูมิธรรม พ.ต.อ.ทวี แม้พวกท่านจะเป็นข้าราชการฝ่ายการเมืองแต่ก็ถือว่า ท่านได้ดำรงตำแหน่งในฐานะประธาน และรองประธาน คณะกรรมการคดีพิเศษ จึงถือเป็นการดำเนินงานของฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนั้นการที่ท่านมาก้าวก่ายฟ้องร้อง คิดว่าท่านใช้ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ กระทำการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ถือเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 185 (1) และอาจถือว่าผิดตามมาตรา 111(7) ทำให้หมดสมาชิกสภาพการเป็นสว.ได้เลย เมื่อขาดจริยธรรม”พล.ต.ท.คำรบ กล่าว

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่านอกจากนี้ เราได้ไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ปรากฏว่าศาลยกคำร้อง วันนี้ตนจึงจะเดินทางไปยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้มีการทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งและคาดหวังว่าศาลจะมีการพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว และสั่งให้ สว.ทั้ง 92 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวก่อน ที่จะมีการพิจารณาแต่งตั้งองค์กรอิสระที่มีการบรรจุวาระไว้แล้วในสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่า กรณีคลิปเสียงเกี่ยวกับการเสนอเงินให้เพื่อดำเนินการเพื่อเลือกสว. ในพื้นที่จังหวัดนครพนม มีการรับทราบเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า เรื่องคลิปเสียงนั้นตนไม่ได้มีโดยตรง แต่ที่อื่นอาจจะมีรวมถึงเรื่องคลิปเรื่องภาพต่างๆ ซึ่งมีมากมาย และที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ รวมถึงการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดตนอาจจะรู้ไม่มากนักอาจเป็นเรื่องความลับในสำนวน เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าคลิปเสียงดังกล่าวไม่ได้มาจากสว.สำรอง

รบ.โว324เสียงปึ้ก ปธ.วิปฯลั่นดันพรบ.งบฉลุย! ปชน.จัด50ขุนพลลุยชำแหละ

รบ.โว324เสียงปึ้ก  ปธ.วิปฯลั่นดันพรบ.งบฉลุย!  ปชน.จัด50ขุนพลลุยชำแหละ

รบ.โว324เสียงปึ้ก ปธ.วิปฯลั่นดันพรบ.งบฉลุย! ปชน.จัด50ขุนพลลุยชำแหละ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อนุทิน”มั่นใจสภาผ่านร่างพ.ร.บ.งบ’69 ลั่น“ภูมิใจไทย”ไม่โหวตสวนคว่ำ ลั่นทำงบมากับมือ 4 กระทรวง งบ 1 ล้านล้านบาท ยันไร้สัญญาณปรับครม.ยังย้ำสัมพันธ์นายกฯอิ๊งค์ มีแต่แน่นแฟ้นขึ้น ปัดข่าว“หนูไม่ยอม”ทวงเก้าอี้มท.1 ด้าน‘วิสุทธิ์’ปธ.วิปรัฐบาล ยัน324เสียง’พรรคร่วมฯแน่นปึ้ก พร้อมโหวตฉลุย’งบฯ69 เชื่อไม่มียุบสภา ยันยังกินได้-นอนหลับสบาย ไม่ตั้ง ‘องครักษ์’แค่เตรียมข้อมูลวิชาการ ‘ปชน.’จัดทัพ50ขุนพลชำแหละงบฯไม่มีซ้ำประเด็น ทำงานานละเอียดกว่าปีก่อน ตัดงบที่ไม่จำเป็น แต่ยังกั๊กเห็นชอบหรือไม่ จับตา‘อปท.’เปิดเสนอโครงการแค่ไม่กี่วัน เสี่ยงเปิดช่องเงินทอนก้อนใหญ่

เมื่อวันที่ 26พ.ค. 68นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่1ระหว่างวันที่ 28-31พ.ค.ว่า ไม่มีปัญหาอะไร เพราะงบประมาณนี้ ผ่านการพิจารณาทั้งระดับกระทรวง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้ถือว่าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบด้วย ส่วนเขาหรือที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทย จะขวางและโหวตสวนนั้น ไม่ทราบว่าใครพูด แต่ยืนยันไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน เพราะเราทำงบประมาณในส่วนนี้ขึ้นมาเอง ทั้ง 4กระทรวง ที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลอยู่ ซึ่งงบประมาณกว่า 1ล้านล้านบาท ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สนับสนุนและต้องเร่งเพื่อถดำเนินการให้กับประชาชน

‘อนุทิน’มั่นใจทุกฝ่ายพร้อมแจงงบ

เมื่อถามว่า ทุกเสียงของพรรคภูมิใจไทยจะยกมือสนับสนุนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็เป็นรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่า ส่วนงบประมาณนี้จะราบรื่นไม่มีสะดุดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ไม่มีสะดุดอยู่แล้วเพราะเราทำมากับมือและผ่าน ครม.มาเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นต้องไม่พูดเพื่อให้เกิดความกังวล หรือทำให้คนเห็นว่ารัฐบาลขัดแย้งกัน ซึ่งไม่ได้มี เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่ หลังจากที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมขุนพลกว่า 50คน ในการอภิปรายชำแหละงบประมาณปี69 นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องชี้แจง กระทรวงใดๆ ที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นเจ้ากระทรวงก็ต้องพร้อม ก็เกิดขึ้นทุกปีและตนผ่านมาแล้ว และในส่วนของตนครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งที่ 6 ที่ได้ชี้แจงแล้ว ฉะนั้นก็ต้องมีความพร้อมและรู้ว่าคู่ซักฟอกต้องการทราบอะไร ซึ่งเราก็ต้องชี้แจง อย่าไปมองว่าเขามีเจตนาร้าย หากเขามีข้อสงสัยอะไรมา เราก็ต้องเตรียมข้อมูลเพื่อไปหักล้างก็จะทำให้คนถามและคนตอบเคลียร์

ปัดข่าว‘หนูไม่ยอม’ทวงเก้าอี้มท.1’

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26พ.ค.ได้พบปะและมอบโอวาทให้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ซึ่งล่าสุดได้เข้าไปร่วมกัน ปราบปรามบ่อนการพนันที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะเปิดบ่อนกลางเมือง ไม่มิดชิด เป็นการท้าทายด้วยกฎหมาย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะยอมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ จึงส่งทีมไปนับร้อยคนดำเนินการด้วยความสำเร็จสามารถจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายทั้งเจ้ามือและคนเล่นพนัน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีสำนักข่าวหนึ่งออกมาตีข่าวมีเจ้ากระทรวงเรียกผู้บริหารกระทรวงไป เคลียร์ใจ ถึงการปรับครม. เปลี่ยนกระทรวง ที่จังหวัดที่มองเห็นดาวเหนือชัดเจน ทำนองว่า”กูไม่ยอม”แต่เห็นว่าคำไม่สุภาพจึงเปลี่ยนเป็น”หนูไม่ยอม”นายอนุทินฟังแล้วกล่าวว่า”ไม่ใช่หนูนี้มั้ง”นักข่าวจึงย้อนถามว่า จะมีหนูไหน นายอนุทิน ระบุว่า ไม่รู้ว่าหนูไหน แต่หนูนี้ไม่มี ไม่เคยไปเรียกใคร มันจะเกี่ยวข้องอะไรไปเรียกข้าราชการ ตนว่าข่าวนี้คงไม่ได้รับการกรอง อะไรมาก แต่คงไม่เกี่ยวกับตน เมื่อถามว่าส่วนตัวยอมหรือไม่ถ้าผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนมีเหตุผล

‘วิสุทธิ์’โว324เสียงแน่นปึ๊กผ่านงบแน่

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระรับหลักการ ระหว่างวันที่ 28-31พ.ค.ว่า ฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดพร้อม รวมทั้งหมด 324เสียง พร้อมโหวตแน่นอน ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนสัญญาณจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูไม่ค่อยดีนั้น ตนในฐานะวิปรัฐบาลยืนยันว่า ทุกอย่างพร้อม ไม่มีปัญหา ช่วงนี้กระแสการเมืองคนอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีคนไปยุแยงบ้าง แต่ขอให้เชื่อมั่นในการทำงาน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่า ไม่มียุบสภา การผ่านงบประมาณ69 เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศของเราเองก็มีเรื่องแผ่นดินไหว รวมทั้งภาษีสหรัฐอเมริกา ดังนั้นงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องตัด1.57แสนล้านบาท ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจะเห็นว่างบปี67 ที่ให้งบประมาณไป แต่บางโครงการอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง จะเห็นว่าการใช้เงินยังไม่เต็มที่ หากช้าไป 2-3เดือนก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ทุกคนอยากให้ประเทศชาติบ้านเมืองไปรอดไปได้ เชื่อว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่และทุกคนจะให้ความร่วมมือในเรื่องนี้

ไม่มีอุบัติตุการเมือง-พร้อมตอบทุกข้อ

เมื่อถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่น่ามีอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้ยังกินได้ นอนหลับสบาย เมื่อถามถึงการเตรียมองครักษ์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเตรียม สส.พรรคเพื่อไทย เตรียมทีมวิชาการ เตรียมอภิปราย เตรียมแผนภาพข้อมูลไว้อยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าการจัดสรรปันส่วนเวลา เมื่อลงตัวแล้ว แต่ละพรรคก็จะไปดำเนินการ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อถามถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่า จะโยกงบที่แต่เดิมเตรียมไว้สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไปกระจายในส่วนอื่นนายวิสุทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถตอบได้ มีเหตุผลความจำเป็น หลายฝ่ายมองว่ายังไม่ต้องทำ ให้ชะลอไปก่อน แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งรีบ และเชื่อมั่นว่า ทีมรัฐบาลพร้อมชี้แจงตอบคำถามนี้ได้แน่นอน

‘ธนกร’มั่นใจสภาฯผ่านร่างงบฯ69

นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ในการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท ระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการพิจารณาต่อเนื่องร่างกฎหมายงบประมาณปี 2569 รวมเป็นเวลาแล้ว 41 ชั่วโมง ตนมั่นใจว่าทุกกระทรวงจะสามารถชี้แจงเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละส่วนได้ และเป็นไปอย่างรอบคอบ และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบันด้วย โดยตนเชื่อว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะได้รับการสนับสนุนโหวตเห็นชอบผ่านร่างดังกล่าว เพราะถือเป็นกฎหมายสำคัญต่อการบริหารประเทศ

‘บิ๊กป้อม’กำชับสส.พปชร.ถกเต็มที่

นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการอภิปรายการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ 28-31 พ.ค.นี้ว่า พรรคจะประชุมวันที่ 27พ.ค.เพื่อกำชับประเด็นต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่างบประมาณมีปัญหาทั้งหมด 1.57แสนล้านบาท ที่ฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคจับตามองเป็นพิเศษ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้กำชับว่า ให้ สส.ไปร่วมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเต็มที่ ส่วนมีการเตรียมคนอภิปรายฯไว้ทั้งหมดกี่คนนั้น จะประชุมกันวันที่ 27พ.ค.แล้วจะแถลงข่าวให้ทราบต่อไป พล.อ. ประวิตรอาจจะไม่ได้ร่วมการอภิปราย แต่จะไปร่วมโหวตแน่นอน

ปชน.จัด50ขุนพลชำแหละพรบ.งบ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมฝ่ายค้านในการอภิปรายร่างพรบ.งบ2569 ว่า เราได้รพูดคุยกันและแบ่งเวลากันเรียบร้อยแล้ว โดยพรรคพลังประชารัฐได้ 3 ชั่วโมง พรรคไทยสร้างไทยและพรรคเป็นธรรม ได้ไปพรรคละ30นาที ส่วนที่เหลือเป็นของพรรคปชน.16 ชั่วโมง ซึ่งพรรคปชน.มีผู้จะอภิปรายประมาณ50คน แต่ละคนจะอภิปรายไม่ซ้ำประเด็นกันและปีนี้เราพยายามที่จะมีความละเอียดมากและให้มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา สิ่งที่อยากให้ประชาชนจับตาในตอนนี้คือ นอกจากการอภิปรายวาระแรกแล้ว ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ที่จะใช้เวลาในการพิจารณาอีก 3 เดือนในช่วงท้ายงบทั้งหมดที่เราตัดได้ สุดท้ายจะถูกแปรโดยกรรมาธิการ

จับตาเงินทอนก้อนโหญ่ผ่านทางอปท.

‘ฉะนั้นขอให้ช่วยกันจับตาดูเพราะต่อให้เราตัดได้มากเท่าไหร่และรายการที่ถูกแปรไปก็เป็นโครงการที่ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เช่น งบดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกทบทวนและบอกว่าจะนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราพบว่า มีคำสั่งที่ให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เสนอโครงการเข้าไปแต่ให้เวลา 3วัน สุดท้ายแล้วงบก้อนมโหฬารที่บอกจะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็มองไม่ออกว่า เราจะได้โครงการหน้าตาประมาณไหน จะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่ ยืนยันว่าพรรคปชน.จะทำงานอย่างละเอียดมากๆ เพื่อช่วยรัฐบาลในการหางบไปกระตุ้นเศรษกิจ แต่เราจะช่วยหางบอย่างเดียวไม่พอรัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดด้วย“ นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อสังเกตว่าการตั้งงบประมาณเช่นนี้อาจจะเปิดช่องให้มีเงินทอนหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า อาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าบางครั้งคนที่ได้ประโยชน์อาจจะเป็นคนที่รู้ก่อน ว่าจะเสนอโครงการอะไรมา หรือมีเจ้าภาพอยู่แล้วหรือไม่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นช่องทางในการกอบโกยผลประโยชน์ หรือเงินทอนที่มหาศาลจากเงินก้อนนี้

รบ.ลุ้นไทยจัดF1โกยเงินแสนล้าน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรและราชรัฐโมนาโก ระหว่างวันที่ 21–25พฤษภาคม 2568 ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดวาระแห่งชาติSoft Power สร้างชาติสู่เวทีโลกและเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่บทบาทเจ้าภาพงานระดับนานาชาติ ผลสัมฤทธิ์ผลเรื่องที่ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกจับตาคือ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับโลกอย่างF1 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศในโลกพยายามจะเป็นเจ้าภาพให้ได้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งมีปัจจัยหลายประการ ถือเป็นกิจกรรมอเตอร์สปอรต์สำคัญระดับโลกที่จะทำให้ประเทศไทยมีการลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนภาคเอกชน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศในทุกมิติ โดยการจัดการแข่งขันF1จะสร้างรายได้มหาศาล ทั้งจากการขายตั๋ว ค่าธรรมเนียมสนาม ค่าสิทธิการออกอากาศและรายได้จากสปอนเซอร์ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่นๆรายได้จากการจัดการแข่งขันF1ไม่ได้มาจากการขายตั๋ว หรือสปอนเซอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนแบ่งจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสนาม การจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งคอนเสริต์ งานโชว์ ยานยนต์และอื่นๆอีกกว่า1แสนล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเข้าสู่เวทีมอเตอร์สปอร์ต

‘จตุพร’สับรัฐบาล‘พท.’ใกล้อวสาน ‘อิ๊งค์-แม้ว’อาการหนัก หึ่ง!เขี่ยภท.ก่อน13มิ.ย. รอจังหวะสองยุบสภา

‘จตุพร’สับรัฐบาล‘พท.’ใกล้อวสาน  ‘อิ๊งค์-แม้ว’อาการหนัก  หึ่ง!เขี่ยภท.ก่อน13มิ.ย.  รอจังหวะสองยุบสภา

‘จตุพร’สับรัฐบาล‘พท.’ใกล้อวสาน ‘อิ๊งค์-แม้ว’อาการหนัก หึ่ง!เขี่ยภท.ก่อน13มิ.ย. รอจังหวะสองยุบสภา

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘จตุพร’สับรัฐบาล‘พท.’ใกล้อวสาน ‘อิ๊งค์-แม้ว’อาการหนัก หึ่ง!เขี่ยภท.ก่อน13มิ.ย. รอจังหวะสองยุบสภา ‘อันวาร์’ชมเทวดาแม้ว พท.โวคุณภาพคับแก้ว

พายุถล่มจันทร์ส่องหล้า! สะพัด“อิ๊งค์-แม้ว” รับมือไม่ไหว รัฐบาลส่อแตกหัก “จตุพร พรหมพันธุ์” แนะจับตาก่อน 13 มิถุนายน เขี่ยทิ้ง“ภูมิใจไทย” คาดดิ้นตั้งรัฐบาลใหม่ หากไปไม่ไหวรอจังหวะสองยุบสภา ส่วน “ชาญชัย-สมชาย”บุกป.ป.ช.เติมหลักฐาน เทวดาชั้น 14 ป่วยทิพย์ด้าน ‘เพื่อไทย’เมินวิจารณ์ ‘สนธิ-จตุพร’ กอดผนึกกำลังรบ ‘ระบอบทักษิณ’ครวญแค่หายใจแรง ก็ผิดแล้ว เชื่อเปิดศาลคดีชั้น14 ไม่กระทบการเมืองเพราะ แม้วไม่ได้เป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 25 พ.ค.68 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยและรัฐบาลข้ามขั้วกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านทั้งปัญหาภายในและนอกประเทศจนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร ยากจะรับมือไหว

ส่วนทักษิณ ชินวัตร กำลังฝ่าอุปสรรคขวากหนามและสุ่มเสี่ยงจะถูกนำตัวกลับไปติดคุก ยิ่งทำตัวเงียบหาย จนเกิดข่าวลือหนาหูว่าหนีออกจากประเทศไทยเพื่อหลบเลี่ยงไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งนัดพร้อมหรือไต่สวนการละเมิดหมายจำคุกหรือไม่ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้

“สิ่งที่น่าสังเกต คือ ก่อนถึงวันที่ 13 มิ.ย.ที่ศาลฎีกาฯ นัดนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาล เพราะมีข่าวแว่วเริ่มถี่ขึ้นว่าก่อน 13 มิ.ย.นี้จะมีการปรับ ครม. โดยเอาพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล ซึ่งไม่สนใจว่า รัฐบาลตั้งใหม่จะมีเสียงเท่าไร จากนั้นให้จับตาดูหลัง 13 มิ.ย. ถ้าเห็นว่ารัฐบาลไปไม่รอดจะตัดสินใจยุบสภา เพราะการประกาศศึกกับ “พลเอก ส.” ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่สงครามยิ่งดูเหมือนพร้อมจะแตกหักกันแล้ว” นายจตุพร กล่าว

เผยรัฐบาลใกล้อวสาน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า รัฐบาลกล้าตัดพรรคภูมิใจไทยออกนั้น สะท้อนถึงเสถียรภาพรัฐบาลกำลังจบลงจึงต้องทำอะไรสนองความสะใจส่วนตัวของคนชักใยอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้วันที่ 13 มิ.ย. นี้ แม้ตนเชื่อว่า ทักษิณจะไม่ไปศาลฎีกาฯ แต่ตนอยากให้ไป และอยากหน้าแตกกับการคาดการณ์ผิด

“ผมไม่อยากให้ทักษิณ หนีอีกรอบ แม้ผมเชื่อว่าทักษิณหนี และยังเชื่อว่าทักษิณไม่ไปศาลฎีกาฯ ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ แต่ให้จับตาดูว่า ข่าวยุบพรรคเพื่อไทยในคดีถูกครอบงำที่อยู่ในขั้นการสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมาก่อนหรือไม่ อีกไม่นานถัดจากนี้คงได้รู้กัน” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ย้ำว่า หากสถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 13 มิ.ย.นี้มีปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาลกันมาก ขอให้จับตาดูการยื่นคำร้องกล่าวหารัฐบาลฝ่าฝืน รธน.มาตรา 144 ที่อยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งจะกวาดพรรคฝ่ายรัฐบาลแทบหมดสิ้นในคราวเดียวกัน ดังนั้นให้ดูปรากฏการณ์เหล่านี้ไว้ เพราจะเกิดแรงเหวี่ยงในทางการเมือง

ดูดงูเห่าไม่เข้าเป้า

นายจตุพร ระบุว่า บางพรรคมีความพยายามจะดึงหรือดูดงูเห่ามาร่วมกับฝ่ายรัฐบาล สถานการณ์ขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเคยมั่นใจจะได้ สส. ฝ่ายค้านมาร่วม แต่ขณะนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากความบาดหมางของพรรครัฐบาล และอุปสรรคขวากหนามมีมากมายหลายชั้นจนยากและเกินมือของนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ จะเอาอยู่เสียอีก ย่อมทำให้ สส.จะถูกดูดเกิดลังเล

ส่วนศาลปกครองสูงสุดสั่งให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้เงินจำนำข้าว 10,000 ล้านบาทเศษนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นการชดใช้ในส่วนที่เกิดจากการระบายข้าวแบบจีทูจีที่รัฐทำเสียหายจากการประมาทเลินเล่อกว่า 20,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องชดใช้คืน 50% คือ 10,000 ล้านเศษ อย่างไรก็ตามการชดใช้คืนรัฐของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่มีวันจะเกิดขึ้น เพราะได้แสดงบัญชีทรัพย์สินเพียง 600 ล้านบาท

พท.ไม่ให้ราคา”ตู่-สนธิ”

ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงกรณีปรากฏภาพระหว่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธานนปช. และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการสนธิทอล์ค อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สวมกอดกัน และมีการพาดพิงไปถึงนายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีว่า ปรากฏการณ์นี้ เราเห็นอยู่แล้ว ไม่อยากวิจารณ์เขา เพราะทั้ง2ท่านนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าเราจะทำอะไร หายใจแรงก็ผิดอยู่แล้ว บ้านตนเรียกว่า น้ำไหลไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรไม่กอดกันก็รู้อยู่แล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เป็นไร ไปกอดกันบ่อยๆ ก็ดีแล้ว เชิญเลยตามสบาย เป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง คนพอใจก็อยู่ด้วยกันได้ คนที่ติดค้างในใจก็มีหลายเรื่อง บางคนมาขอแล้วไม่ได้ก็เป็นฝ่ายตรงข้าม คนที่ไม่สมประโยชน์ก็มี ไม่ใช่เฉพาะคู่นี้ มีหลายคู่หลายคน ถ้าทำใจให้ดีๆ ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง ทำใจสบายๆ ให้ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่นั้นก็อยู่ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสมประโยชน์ ตนเองกับนายจตุพรก็ไม่มีอะไรกัน ไม่วิพากษ์วิจารณ์

นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการรวมกันแล้วบอกว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่เขาประกาศนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา แต่อย่าทำให้การเมืองกลับไปอยู่แบบเดิมในอดีต เกิดความแตกแยก เดินชุมนุมประท้วง

มั่นใจ13มิย.ไม่มีอะไร

นายวิสุทธิ์กล่าวถึงการประเมินกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวน คดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ว่า พวกเราไม่ได้ทำการประเมินอะไร มั่นใจในทีมงาน เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพราะนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีอะไร ไม่ได้กังวลอะไรเลย คนที่คิดก็เป็นคนที่คิดได้ทุกอย่าง เรามองในแง่ดี จากสิ่งที่ท่านได้ทำมา ตามกระบวนการเราเชื่อว่าถูกต้อง

เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบทางการเมืองหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรทางการเมือง นายทักษิณไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นพ่อนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลภายนอก วันนี้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่นายกฯ โดยไม่มีใครบังคับ แต่นายทักษิณเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เรื่องที่ท่านทำก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ก็เป็นธรรมดาที่นายกรัฐมนตรีต้องมีไปปรึกษา ความดีของท่านมีเยอะ ความรู้ความสามารถท่านมากมายที่ให้ประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นธรรมดาที่นายกรัฐมนตรีจะมีการเข้าไปหารือ โดยเฉพาะเร็วๆ นี้ ที่จะมีการเสวนา นายทักษิณยังอยู่ในประเทศไทย ไม่ไปไหน อย่าไปเชื่อข่าวลือ สร้างข่าวเท็จ สร้างความวุ่นวายทางการเมือง เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ไม่มี เชื่อว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ชมเทวดาทักษิณคนเก่ง

เมื่อถามถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เชิญนายทักษิณ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ในวันที่ 27 พ.ค.จะเป็นการด้อยค่านายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ในอดีตนายทักษิณปราบปรามยาเสพติด คนไทยทั้งประเทศก็รู้ เกือบจะหมดอยู่แล้วในขณะนั้น ถ้าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ในเมื่อท่านมีความรู้ ความสามารถในเรื่องนี้การที่ ป.ป.ส. จะเชิญไป ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้ด้อยค่านายกรัฐมนตรีอะไร เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ใครมีความรู้ความสามารถอะไร ก็มาแสดงออก รัฐบาลก็ต้องรับฟัง ว่าสิ่งไหนทำแล้วสำเร็จ อะไรที่ดีก็ควรสานต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

“ขณะนี้ยอมรับว่า ยาเสพติดจากประเทศรอบข้างเต็มไปหมด ฉะนั้น หากมีแนวทางใหม่ที่ท่านเคยทำแล้ว ก็เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่าไปมองแบบนั้น มองในแง่ดี คิดบวกเข้าไว้ ประเทศชาติจะได้เดินหน้าได้” นายวิสุทธิ์ กล่าว

แฉแม้วไม่ได้ป่วยวิกฤต

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อขอสอบถามการดำเนินการตรวจสอบของป.ป.ช.ต่อกรณีที่มีการนำเงินส่วนที่ปรับลดยอด 3.5 หมื่นล้านบาท เสนอเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลางเพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการเติมเงิน 10,000บาท ดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ซึ่งเป็นการกระทำความผิดกรณีฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 144ที่บัญญัติไว้ว่าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เราจะมีการยื่นพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีชั้น 14 เพิ่มเติมในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และชัดเจนมาก ว่า การส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ กระทำการอย่างไร เอกสารที่กรรมาธิการเรียกไป ซึ่งนำมาตรวจสอบ รวมไปถึงมติแพทยสภาที่ออกมาก็ชัดเจนตรงกัน ว่า ไม่พบอาการป่วยวิกฤต ถ้าจะอ้างว่าเป็นการรักษาเฉพาะทาง ก็ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ดังนั้น หลักฐานที่จะยื่นต่อศาลเป็นการรักษาตลอด 180 วันที่ยืนยันชัดเจนว่ามีการป่วยแต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต ถ้านายทักษิณไม่เดินทางไปศาลในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ สิ่งที่ศาลจะดำเนินการก็คือการออกหมายจับ

ไม่มีวงจรปิดคุมขังไม่ได้

ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา(อดีตสว.)โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศาลไต่สวนเพียงหลักฐานเดียวก็พบความผิดและคนทำผิดแล้วครับ” “หลักฐานเดียวที่ชั้น 14 ก็เพียงพอแยกคนทำทุจริตมาลงโทษได้ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดก็นับเป็นที่คุมขังไม่ได้” “คนทำเสีย ไม่ซ่อม ไม่รายงาน และผบ. ก็จงใจทำทุจริตช่วยเหลือให้นักโทษแหกกฎ ทำอะไรได้ตามใจ เล่นโทร นัดพบใครหรือไม่อยู่เลยก็ได้ ฯลฯ”

หนูวอนจะโกรธกันทำไม

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงได้เห็นภาพประวัติศาสตร์นายจตุพรพรหมพันธุ์ อดีต ประธานนปช. และวิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนขึ้นเวทีความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวสวมกอด และประกาศร่วมมือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการสนธิทอล์ค นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่เห็นเลย

เมื่อถามว่าอยู่คนละขั้วแล้ววันนี้จับมือกันเพื่อล้มระบอบทักษิณ นายอนุทิน ร้องโอ๊ย และกล่าวว่า ถ้าคนเคยอยู่คนละขั้วแล้วสามัคคีกันได้ เข้าใจกันได้ ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ ก็ขอให้เข้ามารวมกัน ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ประชาชนก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่ดี จะไปโกรธกันทำไม

เมื่อถามว่าส่วนน้ำเงินกับแดงจะจับมือกันหรือไม่นายอนุทิน กล่าวย้อนว่า ทุกวันนี้ก็จับกันอยู่ เมื่อถามอีกว่าส่วนจะกอดโชว์ผ่านสื่อหรือไม่ นายอนุทิน บอกว่ากอดไม่ได้เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นสุภาพสตรี นักข่าวจึงแซวว่าแล้วพ่อนายกฯจะกอดหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะบอกว่าถามอะไรก็ไม่รู้ไม่เกี่ยวกับข่าวเลย

‘อันวาร์’ชม‘ทักษิณ’

ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปืดเผยว่า ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้นายกฯมาเลเซียได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณ คณะที่ปรึกษาประธานอาเซียนที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งการประชุมในครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ มีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันการแก้ไขวิกฤตการณ์ในเมียนมา ด้วย แม้จะเป็นก้าวๆ เล็กที่ยังคงมีความเปราะบาง แต่ก็เป็นความพยายามของอาเซียน ในการขับเคลื่อนการแก้วิกฤตเมียนมา

มท.1ยันมิ.ย.รู้ผล สอบตึกสตง.ถล่ม รอข้อมูลครบถ้วน เคาะสาเหตุตรงกัน

มท.1ยันมิ.ย.รู้ผล  สอบตึกสตง.ถล่ม  รอข้อมูลครบถ้วน  เคาะสาเหตุตรงกัน

มท.1ยันมิ.ย.รู้ผล สอบตึกสตง.ถล่ม รอข้อมูลครบถ้วน เคาะสาเหตุตรงกัน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มท.1” เผยมิถุนายนนี้รู้เรื่อง ผลสอบ ตึกสตง.ถล่ม ชี้ดีเอสไอส่งคดีให้ป.ป.ช.เป็นไปตามกฎหมายคดีฮั้ว แต่มท.ดูเรื่องสาเหตุ ยันต้องมีข้อมูลครบถ้วนจึงพูดได้ เผย คกก.หลายหน่วยเคาะสาเหตุถล่มเหมือนกัน

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนสาเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่ม หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าภายหลังมีกระแสข่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมจะส่งสำนวนคดีฮั้ว 3 สัญญา (ก่อสร้าง ออกแบบและควบคุมงาน) ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป ว่าในส่วนนั้นเป็นเรื่องกฎหมายฮั้ว แต่กระทรวงมหาดไทย ดูแลในเรื่องสาเหตุที่ทำให้อาคารดังกล่าวพังถล่มลงมา ขณะที่การประชุมของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวน ก็มีหลายวาระ และดำเนินการก็งวดเข้ามาทุกที

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวมีผลกระทบเกี่ยวกับการให้ข้อมูล เราต้องมั่นใจ 100% ว่าอะไรผิดตรงไหน จึงจะออกมาพูด คนที่ออกมาพูดก็ต้องกังวล เพราะจะเป็นเรื่องภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ อีกทั้งต้องรอการพิสูจน์ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เมื่อมีข้อมูลการพิสูจน์ออกมาแล้ว ก็ต้องให้เหมือนกันทุกหน่วยที่เข้าตรวจสอบด้วย

“ขณะนี้ข้อมูลจากการสอบสวน ผมทราบว่าสาเหตุของตึก สตง.ถล่ม เป็นไปในทางเดียวกันแล้ว ข้อสรุปน่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายนนี้ เพราะกำหนดกรอบไว้ให้ระยะเวลา 3 เดือน ขณะนี้ก็งวดเข้ามาเต็มทนแล้ว” นายอนุทิน กล่าว