ไม่ได้สั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว ศาลปค.แจงข้อก.ม. พิพากษาให้จ่ายแค่หมื่นล.

ไม่ได้สั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว  ศาลปค.แจงข้อก.ม.  พิพากษาให้จ่ายแค่หมื่นล.

ไม่ได้สั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว ศาลปค.แจงข้อก.ม. พิพากษาให้จ่ายแค่หมื่นล.

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่ได้สั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว ศาลปค.แจงข้อก.ม. พิพากษาให้จ่ายแค่หมื่นล. ชี้เป็นหน้าที่‘นายกฯ-คลัง’ ออกคำสั่งใหม่บังคับ‘ปู’ หมอวรงค์ฉะพท.หยุดมั่ว

ศาลปกครองแจงไม่ได้มีคำสั่ง-คำบังคับให้ “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้สินไหมทดแทน“โครงการจำนำข้าว”แต่พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของ ก.คลังที่ให้“ปู”จ่ายส่วนที่เกิน 10,028 ล้าน ย้ำจากนี้เป็นหน้าที่นายกฯ-คลัง ออกคำสั่งใหม่คดีชดใช้จำนำข้าว ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ขณะที่“หมอวรงค์”ฝากถึงนายกฯ‘อิ๊งค์-ยิ่งลักษณ์’เปิดใจเป็นธรรมรับคำตัดสินศาลปกครองสูงสุดคดีจำนำข้าว ซัดเด็ก ป.4 ยังรู้ขายข้าวเก่าชดเชยระบายข้าวจีทูจี ไม่ได้ ฉะเพื่อไทย ตรรกะฟังไม่ขึ้น

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 สำนักงานศาลปกครองเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่อง ข้อกฎหมายคดีฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 นายกรัฐมนตรีกับพวกรวมเก้าคน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยสำนักงานศาลปกครองขอชี้แจงข้อกฎหมายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ อผ.160-163/2568 ระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และนายอนุสรณ์ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 นายกรัฐมนตรีกับพวกรวมเก้าคน ผู้ถูกฟ้องคดี ดังนี้

ศาลปค.แจงยิบไม่ได้สั่งบังคับใช้หนี้จำนำข้าว

1.คดีในส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีมูลเหตุมาจากกรณีมีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ชำระเงิน ถ้าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่ชำระ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินตามคำสั่งได้ โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล

ทั้งนี้ ตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และมาตรา 57 แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม และมาตรา 63/7 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีในส่วนนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองมีอำนาจเพียงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน

“ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้คู่กรณีฝ่ายผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายบางส่วน จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพิพาทเฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 10,028,861,880.83 บาท โดยศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำพิพากษาและออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าแต่อย่างใด”

ที่ประชุมวินิจฉัยตามเสียงข้างมาก

2.คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่นั่งพิจารณาได้ลงลายมือชื่อในร่างคำพิพากษาครบทั้งห้าคนเรียบร้อยแล้ว ต่อมาประธานศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้นำคดีเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งในการประชุมใหญ่นั้น ประกอบด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ขณะนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่พ้นราชการไปแล้ว จึงไม่อาจเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่จะเป็นไปตามเสียงข้างมากของที่ประชุม

ต่อมา เมื่อจัดทำคำพิพากษาตามมติของที่ประชุมใหญ่แล้ว ตุลาการในองค์คณะสองคนที่พ้นจากราชการไปแล้ว จึงไม่อาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้ ซึ่งประธานศาลปกครองสูงสุดมีบันทึกกรณีตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีเหตุจำเป็นไม่อาจลงลายมือชื่อได้ไว้ในคำพิพากษาแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาและจัดทำคำพิพากษาดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 68 และมาตรา 69 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

3. ส่วนการทำความเห็นแย้งนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนในที่ประชุมใหญ่มีสิทธิทำความเห็นแย้ง ได้ตามมาตรา 67 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยปรากฏความเห็นแย้งและรายชื่อของตุลาการที่มี ความเห็นแย้งอยู่ในคำพิพากษาแล้ว

ย้ำแค่เพิกถอนคำสั่งชดใช้เกินหมื่นล.

ด้านน.ส.สายทิพย์ สุรคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะกรรมการประชาพันธ์ ศาลปกครองเปิดเผยว่า การออกมาชี้แจงนี้ เพื่อให้สังคมประชาชนเข้าใจกระบวนการพิจารณาของศาลว่า เป็นพิจารณาเฉพาะประเด็นคำสั่งที่เป็นข้อพิพาทระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายกรัฐมนตรีกับพวกทั้ง 9 เท่านั้น เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคำกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เฉพาะส่วนที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวน 10,028,861,880.83 บาทแล้ว บทบาทหน้าที่ของศาลปกครองถือว่ายุติแล้ว การดำเนินการใดๆจากนี้ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง รมช.คลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร ต้องไปดำเนินการออกคำสั่งใหม่และปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา

‘หมอวรงค์’ขึ้นศาลสู้คดีแม้วฟ้องหมิ่นฯ

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญารัชดา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เดินทางไปขึ้นศาลกรณีนัดสอบคำให้การจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.1961/2567 ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาฯกรณีโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก หมิ่นประมาท ใส่ร้ายโจทก์ให้ได้รับความเสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำนองว่า โจทก์ใช้เล่ห์เหลี่ยมยื่นร้องขอความเป็นธรรมคดีหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ถุงขนม 2,000 ล้านภาค 2 เพื่อวิ่งเต้นให้ได้รับการประกันตัวรวม 5 กรรม แต่ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ 1 กรรม ส่วนอีก 4 กรรมศาลยกฟ้อง เพราะเห็นว่าไม่ยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งนายทักษิณให้ทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง 4 กระทง ดังนั้น วันนี้จึงยังไม่ได้พิจารณาคดี

ฝากถึง‘อุ๊งอิ๊งค์-ปู’เคารพศาล

นพ.วรงค์ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า ฝากถึงนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า การที่นายทักษิณฟ้องตน แสดงว่านายทักษิณเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น คดีอื่นที่กำลังถูกพิจารณา เช่น ในคดีศาลฎีกานักการเมืองวันที่ 13 มิถุนายน หรือคดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ พวกคุณก็ต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมถึงจะแฟร์ โดยเฉพาะกับน.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่ต้องเคารพกฎหมายอย่างที่สุด

“ถ้าจำได้ 2-3 วันที่ผ่านมา ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา แล้วน.ส.แพทองธาร โพสต์ว่า ความยุติธรรมถูกปล้น แต่วันนี้คุณพ่อของคุณฟ้องผม แสดงว่าพ่อคุณเคารพกระบวนการยุติธรรม เวลาเสียประโยชน์ กลับไปโพสต์ว่าความยุติธรรมถูกปล้นอย่างนี้มันไม่แฟร์กับประชาชน”นพ.วรงค์ระบุ

เด็กป.4ยังรู้หักหนี้ขายข้าวใช้จีทูจีไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่นำข้าวไปขายและจะนำเงินมาใช้หนี้ให้แทนนั้นมีความเห็นว่าอย่างไร นพ.วรงค์ได้ชี้แจงโดยยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจว่า สมมุติมีส้ม 2 เข่ง 1 เข่งลูกน้องแอบเอาไปขาย แน่นอนว่าลูกน้องต้องชดใช้หนี้ ไม่ใช่ การเอาส้มเข่งที่เหลือมาขายเพื่อใช้หนี้ที่ลูกน้องทำผิดเหมือนกันกับเรื่องข้าว ถ้าเราแบ่งข้าวเป็น 2 กอง กองหนึ่งเป็นข้าวที่เหลือที่รัฐบาลนำมาขาย เพื่อไปใช้หนี้ต้นทุน อีกกองหนึ่งไปขายข้าวแบบจีทูจี แต่ศาลจะให้คุณรับผิดชอบเฉพาะเรื่องข้าวจีทูจี ดังนั้น ส่วนที่โกง ศาลบอกให้รับผิดชอบก็ควรจบตรงนี้ ไม่มีสิทธิ์เอาข้าวที่เหลือไปขายเพื่อมาใช้หนี้แทนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ดังนั้น การจะเอาข้าวมาขายได้ ต้องเอามาใช้หนี้แทนภาษีประชาชนที่คุณเป็นหนี้อยู่หลายแสนล้านบาทเท่านั้น

“อธิบายให้เด็ก ป.4 ฟังยังเข้าใจว่า ตรรกะคุณทำไม่ได้ ฟังไม่ขึ้น เป็นการหลอกลวงประชาชนที่ไม่ได้ตามข่าวสาร เอาข้อมูลมาพูดให้คนสับสนทั้งที่ศาลบอกชัดเจนว่า สิ่งที่พวกคุณโกงคุณต้องมาใช้หนี้ แล้วส่วนที่เหลือก็ขายเพื่อมาใช้หนี้เงินต้น ที่เราใช้ไปกว่า 8.7 แสนล้านกว่า”นพ.วรงค์ระบุ

จี้คลังฟันผิดจีทูจีอีก4สัญญาใหม่14ล.ตัน

ถามถึงกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยื่นสู้คดีใหม่ เพื่อจะให้หักหนี้ในส่วนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยขายได้กับหนี้ที่ต้องจ่ายคืน นพ.วรงค์กล่าวว่า ถ้าเป็นข้อมูลที่สัมพันธ์กันที่เกี่ยวกับจีทูจียังฟังขึ้น แต่จะเอาของที่ค้างไว้มาใช้หนี้ ตนมองว่าถ้าเป็นการเสนอข้อมูลใหม่ควรเป็นฝ่ายรัฐบาลคือ ข้าวจีทูจีอีก 4 สัญญาใหม่คือ สัญญาที่ 6-8 อีก 14 ล้านตัน เรื่องนี้ยังเงียบอยู่ ถ้ากระทรวงการคลังต้องการเอาเพิ่ม ควรเอาสัญญาดังกล่าวไปร้องและเรียกชดใช้จากการโกงกับน.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่ม แต่สิ่งที่ทนายความอ้างมาเป็นข้อมูลมั่ว เพราะข้าวที่เหลือต้องไปชดใช้ต้นทุนไม่ใช่มาชดใช้แทนคนโกง

ย้ำกรมยังคับคดีทำหน้าที่ยึดทรัพย์“ปู”

ส่วนประเด็นถ้าต้องยึดอายัดทรัพย์นั้น นพ.วรงค์กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด เพราะขนาดทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์เองยังตอบไม่ได้ว่า ตอนนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินทั้งหมดเท่าใด เห็นว่ามีประมาณ 30 รายการ ควรต้องเรียกหามาเติม คาดว่าทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์มีแค่หลักร้อยล้านบาทและไม่แน่ใจว่าตอนนี้ทรัพย์สินจริงเหลือเท่าไหร่ แล้วต้องกันส่วนหนึ่งเป็นสินสมรสไว้คืนให้สามีตามที่ศาลกำหนดไว้ด้วย ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ถือว่าเรารับได้ ดังนั้น จึงต้องหาทรัพย์สินมาเติม ไม่ใช่เอาไปคืน ซึ่งประเด็นการยึดทรัพย์นั้นเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัย ถือว่าสิ้นสุดแล้ว แต่ถ้าคุณยิ่งลักษณ์มีเงินไม่พอก็ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย

วาทะเด็ด : 27 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 27 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 27 พฤษภาคม 2568

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“สัญญาณจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูไม่ค่อยดีนั้น ผมในฐานะวิปรัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างพร้อม ไม่มีปัญหาอะไร ช่วงนี้กระแสการเมือง คนอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีคนไปยุแยงบ้าง แต่ขอให้เชื่อมั่นในการทำงาน”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ประธานวิปรัฐบาล

นายกฯอิ๊งค์ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

นายกฯอิ๊งค์ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

นายกฯอิ๊งค์ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.29 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/หัวหน้ารัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุมฯ และคู่สมรส โดยมีดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim)นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และดาโตะ เซอรี ดร. วัน อาซีซะฮ์ บินตี วัน อิซมาอิล(Dato’ Seri Dr. Wan Azizah binti Wan Ismail) ภริยา เป็นเจ้าภาพ ณ ห้องโถงจัดแสดง 4-5 (Exhibition Hall 4-5) ศูนย์การประชุมฯ

นายกฯเข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารบาห์เรน ขยายความร่วมมือ ศก.-ท่องเที่ยว ให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์

นายกฯเข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารบาห์เรน ขยายความร่วมมือ ศก.-ท่องเที่ยว ให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์

นายกฯเข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารบาห์เรน ขยายความร่วมมือ ศก.-ท่องเที่ยว ให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

นายกฯ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท มกุฎราชกุมารบาห์เรน หารือขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว ไทยพร้อมให้รายละเอียดโครงการ  ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมอ่าวไทย- อันดามัน 

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ ห้องซัมเมอร์ (Summer Room) ชั้น 6A โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท เจ้าชายซัลมาน บิน ฮะมัด อาล เคาะลีฟะฮ์  มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ทั้งนี้ บาห์เรนถือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและสำคัญในตะวันออกกลาง มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ชื่นชมความสัมพันธ์ ไทย – บาห์เรน โดยทั้งสองฝ่ายยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสถานการณ์ต่างๆ อาทิ ภาษีศุลากรระดับสูงของสหรัฐ ฯ เป็นต้น 

ไทย- บาห์เรน เห็นว่าทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือระหว่างกันด้านการท่องเที่ยว  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงคมนาคม และการขนส่ง โดยนายกรัฐมนตรี พร้อมส่งรายละเอียดโครงการ Landbridge ที่เชื่อมโยงอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นยกระดับศักยภาพด้านโลจิสิกต์  ให้แก่ทางบาห์เรน โดยบาห์เรน มีศักภาพเป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้า (Cargo hub)  เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศและทะเล (Air to Sea)ที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคด้วย 

ป.ป.ช.รับสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ‘ทวี-ยุทธนา’โดนร้องจงใจกลั่นแกล้งคดี’ฮั้ว’

ป.ป.ช.รับสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น 'ทวี-ยุทธนา'โดนร้องจงใจกลั่นแกล้งคดี'ฮั้ว'

ป.ป.ช.รับสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ‘ทวี-ยุทธนา’โดนร้องจงใจกลั่นแกล้งคดี’ฮั้ว’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.15 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้เผยแพร่ข่าวที่น่าสนใจ ป.ป.ช.รับสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ‘ทวี-ยุทธนา’ โดนร้องจงใจกลั่นแกล้งคดีฮั้วเลือก สว. มีเนื้อหาดังนี้

ป.ป.ช.ลงมติรับเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กลุ่ม สว. ร้องเรียน ‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม – ‘พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ’ อธิบดีดีเอสไอ จงใจกลั่นแกล้งคดีฮั้วเลือก สว. ให้ได้รับความเสียหายถึงขั้นล้มล้างการปกครอง เผย 4 ขั้นตอน ถ้าไม่มีมูลโดนตีตก

จากกรณีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดึเอสไอ) ตั้งข้อกล่าวหาฟอกเงินในการเลือก สว. หรือคดีฮั้ว สว. นำโดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อดีตผู้บังคับการตำรวจภูมิธร จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมคณะสว. ประมาณ 10 คน ยื่นหนังสือถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการสืบสวนไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นการจงใจกลั่นแกล้ง ทำให้ สว.ได้รับความเสียหายและอาจถึงขั้นล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯนั้น

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้รับเรื่องที่กลุ่ม สว. ร้องเรียน พ.ต.อ.ทวี และ พ.ต.ต.ยุทธนา ไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในขั้นตอนการรับเรื่องไว้ไต่สวนของ ป.ป.ช. มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนแรก คือ การรับเรื่องร้องเรียนซึ่งจะมีการพิจารณาว่าเรื่องที่ร้องเรียนมีมูลที่น่าจะรับเรื่องไว้ตรวจสอบหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็ให้ตีตกไป

ขั้นตอนที่สอง หลังจากพิจารณาเรื่องร้องเรียนแล้ว ถ้าเห็นว่ามีมูลเพียงพอก็จะเสนอคณะกรรมการให้พิจารณาว่าจะมีมติรับเรื่องไว้ตรวจสอบเบื้องต้นหรือไม่

ขั้นตอนที่สาม เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้รับเรื่องไว้ตรวจสอบเบื้องต้น ทางสำนักที่มีหน้าที่ในการดำเนินการ เช่น สำนักไต่สวนการเมือง ก็จะเข้าไปดำเนินการหากข้อเท็จจริง เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนให้ได้ข้อมูลประมาณ 70 – 80% ถ้าเห็นว่า ข้อมูลเพียงพอก็จะเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งคณะขึ้นมาไต่สวน

ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมีระดับรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีกรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อยสองคนเป็นองค์คณะ หรือถ้าเรื่องสำคัญมาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะจะเป็นองค์คณะไต่สวนเอง ทั้งนี้ในการไต่สวนสามารถใช้ข้อเท็จจริงที่ได้จากตรวจสอบเบื้องต้นมาใช้ในสำนวนได้ด้วย

ขั้นตอนที่สี่ ถ้าการไต่สวน เห็นว่าข้อกล่าวหามูลก็จะแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและชี้แจงข้อกล่าวหา จากนั้นจะสรุปสำนวนเพื่อชี้มูลความผิดต่อไป

ขอบคุณที่มาจาก : https://www.isranews.org/article/isranews/138260-invesnewsds-3.html

นายกฯพร้อมผู้นำอาเซียน ร่วมพิธีลงนาม ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: วางอนาคตร่วมกันของเรา

นายกฯพร้อมผู้นำอาเซียน ร่วมพิธีลงนาม ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: วางอนาคตร่วมกันของเรา

นายกฯพร้อมผู้นำอาเซียน ร่วมพิธีลงนาม ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: วางอนาคตร่วมกันของเรา

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.59 น.

นายกฯพร้อมผู้นำอาเซียน ร่วมพิธีลงนาม “ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: วางอนาคตร่วมกันของเรา” รับรองร่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 17.15 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมพิธีลงนาม “ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา” (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future) ณ ห้อง Conference Hall 3 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม Kuala Lumpur Convention Center (KLCC) กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ก่อนการลงนาม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวสุนทรพจน์ จากนั้นได้เชิญผู้นำอาเซียนบนเวที เพื่อร่วมลงนามนามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน ๒๐๔๕: อนาคตร่วมกันของเรา (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future)

โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ปี ๒๕๖๘ ลงนามเป็นลำดับแรก และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ปี ๒๕๖๙ ตามด้วยประเทศสมาชิกอื่น ๆ ตามลำดับชื่อประเทศภาษาอังกฤษ โดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ลงนามเป็นลำดับที่ ๖ ต่อจากนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ปี ๒๕๖๘ มอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน ๒๐๔๕: อนาคตร่วมกันของเรา ที่ลงนามแล้วให้แก่เลขาธิการอาเซียน และถ่ายภาพการจับมือแบบวิถีอาเซียน (ASEAN Way) ร่วมกัน

นายจิรายุ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 พร้อมทั้งแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าว ซึ่งจะรวมเป็นชุดเอกสารเรียกว่า “ASEAN 2045: Our Shared Future” มีความครอบคลุมในด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านความเชื่อมโยงและด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งเชิงสถาบัน เพื่อให้บรรลุการเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง มีนวัตกรรม มีพลวัต และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“การลงนามในวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและกับประเทศนอกภูมิภาคในประเด็นที่ไทยต้องการเพิ่มพูนศักยภาพ เช่น การเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคง การพัฒนาแรงงาน การส่งเสริมการสาธารณสุขการเสริมสร้างความเชื่อมโยง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป็นสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว” นายจิรายุ กล่าว

‘ทนายนกเขา’ซัดจิตสำนึกรัฐมนตรี เชิญ’ทักษิณ’จ้อแก้ยาเสพติด ทั้งที่เคยสังหาร 2 พันศพ

'ทนายนกเขา'ซัดจิตสำนึกรัฐมนตรี เชิญ'ทักษิณ'จ้อแก้ยาเสพติด ทั้งที่เคยสังหาร 2 พันศพ

‘ทนายนกเขา’ซัดจิตสำนึกรัฐมนตรี เชิญ’ทักษิณ’จ้อแก้ยาเสพติด ทั้งที่เคยสังหาร 2 พันศพ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

“ทนายนกเขา”ซัดจิตสำนึกรัฐมนตรี เชิญ”ทักษิณ”จ้อแก้ยาเสพติด ทั้งที่เคยสังหารกว่า 2,000 ศพ เหน็บ”เพื่อไทย”พา”แม้ว”กลับมายำ “ชาญชัย-สมชาย”เล็งส่งข้อมูลเอกสารเพิ่ม 29 พ.ค.นี้ ลั่น 13 มิ.ย.หากไม่มาขึ้นศาลฎีกาเจอออกหมายจับแน่

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา กล่าวถึงภาพที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จับมือกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ชัดเจนว่าวันนี้มาร่วมกันทำงานให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ได้พุ่งตรงต่อรัฐบาล แต่พุ่งตรงต่อปัญหาของบ้านเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาคประชาชนจะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าจะมาล้มระบอบทักษิณ หรือไม่นั้น ตนมองว่า ระบอบทักษิณมีอยู่จริง และถ้ามีอยู่จริงและเลวร้ายจริงไม่ว่าจะเป็นนายสนธิ หรือนายจตุพร หรือไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องกำจัดระบอบนี้ แต่ถ้าไม่มีอยู่จริงก็ไม่ต้องกังวล ดังนั้น ส่วนของนายสนธิกับนายจตุพร สิ่งที่เราได้เห็นคือภาพประชาชนขยับเข้าหากันมากขึ้น แต่ก็ต้องมีการหารือกันว่าบ้านเมืองจะเดินในทิศทางอย่างไร รัฐบาลกลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ปัญหาใหญ่และวันนี้ชัดเจนว่านักการเมืองทุกพรรคการเมืองแก้ไขไม่ได้ บางพรรคไม่ยอมแก้ไข ขณะที่บางพรรคทำให้เรื่องเลวร้ายขึ้น

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร พยายามโชว์ว่าตัวเองมีบทบาทอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แม้จะยังมีคดีเรื่องชั้น 14 ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ทนายนกเขา กล่าวว่า รัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่เชิญนายทักษิณไปต้องไปอ่านมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ ว่าจะเป็นการผิดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ ที่เชิญนายทักษิณไปบรรยายเรื่องการแก้ไขยาเสพติด โดยการใช้กำปั้นสังหารไป 2,000 กว่าศพ แล้ววันนี้เชิญคนอย่างนี้มากล่าวเรื่องนี้ ขณะเดียวกันยังมีข้อกังขาคดีเกี่ยวกับการติดคุกหรือไม่ ป่วยหรือไม่ นี่เป็นจิตสำนึกของรัฐมนตรี จะชั้นต่ำชั้นสูงก็ไปคิดเอา ทำแบบนี้บ้านเมืองดีขึ้นหรือเปล่า กลไกนี้ไปต่อได้หรือเปล่าก็คิดดู

เมื่อถามว่า สังคมมองว่าการที่นายทักษิณออกมาแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้เพื่อสยบขาวหนีออกนอกประเทศ ทนายนกเขา กล่าวว่า ตนคิดว่านายทักษิณจะอยู่หรือจะไป จะหนีหรือไม่หนีก็จบแล้ว ไม่หนีก็กลับเข้าคุก คำว่า “ทักษิณ” ก็จะจบไป วันนี้บ้านเมืองกำลังเดินเข้าสู่ฉากใหม่ นักการเมืองจะร่วมกับประชาชนหรือไม่หรือจะจมปลักอยู่กับพฤติกรรมของนายทักษิณ ซึ่งจริงภาคประชาชนก้าวข้ามทักษิณตั้งนานแล้ว พรรคการเมืองหลายพรรคก็ก้าวข้ามนานแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยต่างหากที่นำนายทักษิณเข้ามา และรอบนี้ก็นำเข้ามาให้เหยียบย่ำ และจะพาประเทศไทยติดกับไปด้วย

ทนายนกเขา กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาของศาลฎีกา ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ถ้านายทักษิณมา เชื่อว่าศาลซึ่งมีการรวบรวมหลักฐานพยานเสร็จสิ้น และน่าจะเพียงพอที่จะมีคำวินิจฉัยออกมาในวันนั้น ถ้าไม่มีประเด็นใหม่จริงๆ ศาลน่าจะออกคำวินิจฉัยได้ แต่ถ้านายทักษิณไม่มาแล้วมีเหตุอันสมควร ศาลจะพิจารณาตรงนั้นและอาจจะพิจารณาให้เลื่อนไปอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้ามาแล้วไม่มีประเด็นใหม่จริงๆ เชื่อว่าฉันจะออกคำวินิจฉัยได้

ด้าน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจริงที่ศาลท่านมีคำสั่งให้นายทักษิณ นำคำร้องของตนไปแก้ข้อกล่าวหา และจะมีการถามซ้ำด้วยวาจาในการแก้ข้อกล่าวหา เพราะท่านไม่ได้ฟังจากปากคำของทนายความ หรือเอกสารเพียงเท่านั้น ดังนั้น ถ้านายทักษิณไม่เดินทางไปขึ้นศาล ก็เท่ากับว่าสละสิทธิ์ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และตรงนี้จะเป็นผลเสียหายต่อนายทักษิณ ดังนั้น ตนจึงคิดว่านายทักษิณควรไป

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เราจะมีการยื่นพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีชั้น 14 เพิ่มเติมในวันที่ 29​ พฤษภาคม​นี้ ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และชัดเจนมาก​ว่า​ การส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ กระทำการอย่างไร​ เอกสารที่กรรมาธิการเรียกไป​ ซึ่งนำมาตรวจสอบ รวมไปถึงมติแพทยสภาที่ออกมาก็ชัดเจน​ตรงกัน​ ว่า​ไม่พบอาการป่วยวิกฤต​ ถ้าจะอ้างว่าเป็นการรักษาเฉพาะทาง​ ก็ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์​ ดังนั้น​ หลักฐานที่จะยื่นต่อศาลเป็นการรักษาตลอด 180 วัน ที่ยืนยันชัดเจนว่า​มีการป่วยแต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต​ ถ้านายทักษิณไม่เดินทางไปศาลในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ สิ่งที่ศาลจะดำเนินการก็คือการออกหมายจับ

‘ภูมิธรรม’โยนถาม’อันวาร์’ หลังชม’ทักษิณ’จัดการปัญหาเมียนมาได้ดี

'ภูมิธรรม'โยนถาม'อันวาร์' หลังชม'ทักษิณ'จัดการปัญหาเมียนมาได้ดี

‘ภูมิธรรม’โยนถาม’อันวาร์’ หลังชม’ทักษิณ’จัดการปัญหาเมียนมาได้ดี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

“ภูมิธรรม” โยน ถาม “อันวาร์ ”หลัง เจ้าตัวชม“ทักษิณ”จัดการปัญหาประเทศเมียนมาได้ดี  พร้อมร่วมฟัง“ทักษิณ”ขึ้นเวที ป.ป.ส. ปาฐกถาพิเศษแก้ปัญหายาเสพติดพรุ่งนี้ 
 
วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติมุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ในวันพรุ่งนี้ (27พ.ค.) ว่า ตนนั้นยังไม่เห็นกำหนดการดังกล่าว ทางพ.ต.อ.ทวี สอดส่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังไม่ได้มีการส่งกำหนดการและรายละเอียดมา แต่ตนกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว หากดูแล้วมีความสำคัญ ตนก็จะไปร่วมด้วย

พร้อมมองว่า นายทักษิณ นั้นเป็นผู้ที่มี ประสบการณ์และความสามารถ ในการปราบปรามยาเสพติด และนายทักษิณ ยังมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียนด้วย

ส่วนกรณีที่ล่าสุดนาย อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนนั้น กล่าวชมนายทักษิณ ว่าสามารถแก้ไขปัญหา ในประเทศเมียนมาร์ได้ดี โดยนายภูมิธรรมระบุว่าตนไม่เกี่ยว ต้องถามนายอันวาเองในเรื่องนี้ 

‘สมชาย-ชาญชัย-ทนายนกเขา’บุก​ทวงถาม​ ป.ป.ช. ยื่นศาลถอดถอน​’ครม.เศรษฐา-อุ๊งอิ๊งค์’

'สมชาย-ชาญชัย-ทนายนกเขา'บุก​ทวงถาม​ ป.ป.ช. ยื่นศาลถอดถอน​'ครม.เศรษฐา-อุ๊งอิ๊งค์'

‘สมชาย-ชาญชัย-ทนายนกเขา’บุก​ทวงถาม​ ป.ป.ช. ยื่นศาลถอดถอน​’ครม.เศรษฐา-อุ๊งอิ๊งค์’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.26 น.

“สมชาย-ชาญชัย-ทนายนกเขา”บุก​ทวงถาม​ ป.ป.ช.หลังพ้น​ 30 วัน​ ที่ยื่นขอส่งศาลรธน.ถอดถอน​”ครม.เศรษฐา-อุ๊งอิ๊งค์” พ่วง สส.-สว.ชุดปัจจุบันยกกระจาด​ ฐานกระทำผิดปรับงบ​’68 ส่วนที่ต้องใช้หนี้​มาแจกเงินหมื่น​ พร้อมส่งเอกสารงบเพิ่ม​ ​เพื่อเป็นบรรทัดฐานไม่ให้ผลาญ​งบไปแจก​เห็นแต่คะแนนเสียง

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต​ ​สส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.​และนายนิติธร ล้ำเหลือ นักเคลื่อนไหว เดินทางมาติดตาม​ หลัง​ยื่นคำร้องต่อ​ ป.ป.ช.ให้เป็นความปรากฏ เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย​ ถอดถอน​ คณะรัฐมนตรี​ สส.และ​ สว.​หลังพบว่าการกระทำผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา​ 144 และมาตรา 88 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต​ กรณี​ตัดงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ที่เป็นส่วนของการเงินชำระเงินต้นของเงินกู้​ ตามมาตรา 28 ของ​ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้แตะต้องเงินงบประมาณดังกล่าว จากนั้น​นำเงิน​ 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ปรับรถมาแล้วไปเป็นงบกลางเพื่อใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เติมเงิน 10,000 บาท​ ผ่านดิจิตอลวอลเล็ต​ โดยยื่นร้องไปเมื่อวันที่​ 25 เมษายน​ ที่ผ่านมา​ ซึ่งวันนี้ครบ​ 30 ​​วันแล้ว​ จึงมาทวงถาม​

โดย นายชาญชัย​ กล่าวว่า​ วันนี้นอกจากมาติดตามคำร้องเดิมแล้ว​ ยังมาถามความเห็นของ 3 หน่วยงานสำคัญ คือ​ สำนักงานกฤษฎีกา​ , ธนาคารแห่งประเทศไทย และ​ ป.ป.ช.​เนื่องจากรัฐบาล​เคยส่งไปถามความคิดเห็น​ของทั้ง 3 หน่วยงานมาแล้ว​ ก่อนจะย้ำว่า​ มีการนำเงินงบประมาณ​ที่กำหนดไว้ใช้หนี้ ตามมาตรา 28 ในส่วนที่​ ธกส.กู้ยืมมา​ โดยการตัดงบตรงนี้ออกไป​ ธกส.จึงไม่มีเงินไปใช้หนี้​ ส่งผลให้เพดานเงินกู้เต็ม​ ธกส.ไม่สามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้​ เพื่อมาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ​ตอนนี้ได้​ เกษตรกร​จึงต้องรับกรรม​ เพราะโครงการนี้​ ถือเป็นการบริหารที่ผิดพลาด​ ส่งผลกระทบไปหมด​ ดังนั้น​ อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ​วินิจฉัย​เรื่องนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้นักการเมืองรู้​ว่า​ ต้องทำอะไรที่ถูกต้อง​ เหตุการณ์ไปตีความข้อกฎหมายเองและเห็นแก่ประโยชน์พรรคพวก เห็นแต่คะแนนเสียงแล้วทำให้บ้านเมืองเสียหายต้องหยุด​ ก็หวังว่า​ ป.ป.ช.​และศาลรัฐธรรมนูญ​ จะทำหน้าที่ของตัวเอง​ เพื่อให้เป็นมาตรฐาน

“วันที่ 28 พฤษภาคม นี้ เขาจะพิจารณาเรื่องงบประมาณปี 2569 ถ้ากรณีแบบนี้ไม่ผิดปีหน้า ตัดได้อีกมากมายเลย ก็จะเอาเงินที่จะไว้ใช้หนี้ไปผลาญเล่นกับโครงการอื่นๆ ประเทศไทยจะพบกับหายนะและวินาศ​ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่รัฐบาลนี้กล้าทำ​ ผิดรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับตั้งแต่ปี 40 50 และ 60​ เขาสั่งไว้ห้ามทำ แต่พอมาถึงต้องการเอาเงินไปแจก เพื่อหาคะแนนเสียงอย่างเดียว วันนี้ก็มาอ้างว่าทรัมป์บ้ามาจนหยุดแจก”

ขณะที่ นายสมชาย​ กล่าวว่า วันนี้ครบ 1 เดือน​ จึงมาติดตามให้กำลังใจและนำเอกสารมายื่นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการย้ำว่า มาตรา 144 สำคัญ ที่เขาห้ามตัดเงินใช้หนี้ มาใช้ในลักษณะอื่น และมีการกระทำการเป็นมติคณะรัฐมนตรีและมติคณะกรรมาธิการ เอาเงินส่วนนี้ไปแจก แล้วตอนนี้ก็เห็นชัดแล้วว่าการแจกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว เพราะเรามายื่น​ เขาจึงรู้ว่า​เขากระทำความผิด

– 006

‘ภูมิธรรม’ปัดไม่รู้! มีคลิปเสียงจ่ายเงิน 6 หลัก ฮั้ว สว. โยนคนดูคดีเอาไปประกอบพิจารณาคดี

'ภูมิธรรม'ปัดไม่รู้! มีคลิปเสียงจ่ายเงิน 6 หลัก ฮั้ว สว. โยนคนดูคดีเอาไปประกอบพิจารณาคดี

‘ภูมิธรรม’ปัดไม่รู้! มีคลิปเสียงจ่ายเงิน 6 หลัก ฮั้ว สว. โยนคนดูคดีเอาไปประกอบพิจารณาคดี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.26 น.

“ภูมิธรรม”บอกไม่รู้ปมมีคลิปเสียงจ่ายเงิน 6 หลัก ฮั้ว สว. โยนคนดูคดีเอาไปประกอบพิจารณาคดี  ชี้ชักนำไม่ได้ หวั่นโดนสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมกล่าวถึงกรณีคลิปหลุดเสียงกรณีฮั้ว สว. ความยาวคลิปประมาณ 1 นาที  ที่ จังหวัดนครพนม โดยเสนอเงินมอบเงิน 6 หลักให้ว่าและมีการจ่ายตั๋วเครื่องบินให้ไปพบที่โรงแรมนั้น ว่า ตนเองยังไม่ทราบในเรื่องดังกล่าวเนื่องจากพึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งต้องไปดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ 

ส่วนจะมีการนำคลิปเสียงดังกล่าว ไปใช้ในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. หรือไม่นั้น นายภูมิธรรม มองว่า ผู้ที่ทำคดีนี้ก็คงจะต้องนำหลักฐานที่มีไปประกอบการพิจารณาหลักฐาน ซึ่งตนจะไปพูดชักนำไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะโดนข้อหาและถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หากมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็คงนำไปเป็นหลักฐานเพิ่มเติม