‘ทีมสภานายกพิเศษ’แง้ม! บางเรื่องเห็นต่างแพทยสภา-บางเรื่องควรเฆี่ยนซ้ำ

'ทีมสภานายกพิเศษ'แง้ม! บางเรื่องเห็นต่างแพทยสภา-บางเรื่องควรเฆี่ยนซ้ำ

‘ทีมสภานายกพิเศษ’แง้ม! บางเรื่องเห็นต่างแพทยสภา-บางเรื่องควรเฆี่ยนซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

ทีม”รมว.สาธารณสุข”นัดสรุปความเห็นส่งสภานายกพิเศษ 27 พ.ค.นี้ แง้มบางเรื่องเห็นต่างแพทยสภา-ควรใส่ข้อกฎหมายเพิ่ม ขณะที่บางเรื่องควรเฆี่ยนซ้ำ แต่บางเรื่องแค่ดีดมะกอกยังไม่ได้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) การประชุมคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณามติของแพทยสภา ที่มีการลงโทษแพทย์ 3 คน ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวและรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 14.00 น.โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 8 คน เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม 2 คน คือ นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ และนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ กรรมการ หลังจากประชุมซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯ ก็มีการออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ขณะที่ นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ ประธานคณะกรรมการ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ร่วม โดยระบุว่าติดธุระ

นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า หลังมีการพิจารณาวันนี้สรุปว่า กรรมการแต่ละคนจะทำความเห็นต่อแพทย์ที่ถูกร้องเรียนทั้ง 4 คน (รวมแพทย์ 1 คนที่ถูกยกคำร้อง) แยกเป็นรายคน ซึ่งกรรมการจะกลับไปแก้เอกสารให้ความเห็นหลังจากพูดคุยกันวันนี้จนเกิดความเข้าใจแล้ว และนัดคุยกันนัดสุดท้ายในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 14.00 น.เพื่อส่งให้กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ พิจารณาและตัดสินใจว่าจะวีโต้มติของแพทยสภา หรือไม่ อย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครไปชี้นำได้ และนายสมศักดิ์ ก็มีเวลาราวๆ 2 – 3 วัน ในการดูเรื่องนี้ก็จะครบ 15 วันที่ต้องส่งกลับแพทยสภา จึงไม่มีเรื่องของการยื้อเวลาอะไรทั้งนั้น

เมื่อถามว่า ทิศทางหลังการพิจารณาของกรรมการเป็นไปในทิศทางไหน นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า แต่ละคนก็มีความเห็นแตกต่างกัน บางอย่างคล้ายกับความเห็นของแพทยสภา บางอย่างเห็นคล้ายกันแต่ควรปรับเปลี่ยนบางเรื่องก็มี หรือบางเรื่องก็จะชี้ให้แพทยสภาเห็นว่า ควรมีการเอากฎหมายบางอย่างเข้าไปเพิ่ม แต่การตัดสินว่าจะไปทางไหน คือนายสมศักดิ์ และทุกวันนี้นายสมศักดิ์ก็ไม่ได้มาสอบถามอะไร

นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า ส่วนที่แพทยสภาบอกว่า ส่งเอกสารมาครบทั้งหมดแล้ว แต่เราตรวจสอบแล้ว เห็นว่าที่ขอไปนั้น เป็นเอกสารสำคัญ แต่ไม่เป็นไร ไม่ส่งมาเราก็ยังพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ท่านควรคิดว่า เมื่อมีการตั้งกรรมการมา 1 ชุด ขอเอกสารไปท่านก็น่าจะส่งมา แน่นอนว่าเอกสารนั้นมีผลเกี่ยวกับการลงโทษ ส่วนเรื่องวิกฤติหรือไม่วิกฤตไม่ได้อยู่ในเนื้อหา เอกสารของแพทยสภาไม่มีคำว่าวิกฤต

เมื่อถามว่า เอกสารที่แพทยสภาไม่ได้ให้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้พิจารณาหรือไม่ นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า มันเปรียบเสมือนว่ามี 10 ขั้นตอน เมื่อข้าวโพดหายไปเม็ดหนึ่ง ทั้งที่ควรมีให้ครบ จึงขอไป อย่างไรก็ตาม จากที่ดูแพทยสภา ทำครบ 7 ขั้นตอนในการพิจารณาเรื่องจริยธรรม เพียงแต่เราเห็นว่ามีเอกสารบางส่วนหายไป เมื่อบอกว่าให้มาครบแล้ว เมื่อท่านยืนยันว่าให้มาครบแล้วก็ไม่เป็นไร เราไปโต้แย้งไม่ได้ แต่วันนี้เรายังคุยกันประเด็นนี้ และดูข้อกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นนี้อยู่ว่า ท่านตั้งกรรมการชุดของท่าน ท่านก็ควรมีรายงานของท่านเช่นกัน แล้วนี่เป็นเอกสารสำคัญในการลงมติด้วย รวมถึงรายชื่ออนุกรรมการกลั่นกรองด้วย

เมื่อถามว่า กรรมการชุดนี้พิจารณาจากเอกสารชุดเดียวกันกับแพทยสภา แต่กรรมการชุดนี้มีความเห็นต่างกัน ซึ่งความเห็นที่ต่างกันนั้น มองว่าไม่ควรลงโทษแพทย์ หรือลงโทษไม่สมควรผิด หรือลงโทษหนักไป นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า เรื่องนี้อย่างที่บอก เราเป็นคนให้ความเห็น บางเรื่องก็อาจจะต้องโดนเฆี่ยนแรงๆ ก็ได้ เฆี่ยนหนักอีกหน่อยก็ได้ แต่บางเรื่องแค่ดีดมะกอกยังไม่ได้เลย แต่สุดท้ายอยู่ที่นายสมศักดิ์ เพราะกฎหมายไม่ได้อนุญาตให้กรรมการไปทำความเห็นว่าอย่างไร หรือไปโหวตไม่ได้ แค่แต่ละคนคิดอย่างไรแล้วส่งให้นายสมศักดิ์ ไปตัดสิน

– 006

‘ภูมิธรรม​’ รับอาจระงับใช้ ฮ.รุ่นเบลล์ 212 บางส่วน หลังเกิดอุบัติเหตุ

'ภูมิธรรม​' รับอาจระงับใช้ ฮ.รุ่นเบลล์ 212 บางส่วน หลังเกิดอุบัติเหตุ

‘ภูมิธรรม​’ รับอาจระงับใช้ ฮ.รุ่นเบลล์ 212 บางส่วน หลังเกิดอุบัติเหตุ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

ภูมิธรรม​ สั่งตรวจสภาพอากาศยานกองทัพ​ ยกเซ็ต หลังเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตก รับอาจชะลอใช้เบล​ 212 หลังมีอายุใช้งานกว่า 50 ปี

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)  นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ กล่าวถึงกรณีญาติตำรวจผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์​เฮลิคอปเตอร์ รุ่น​เบล​ 212​ ซึ่งมีอายุใช้งานกว่า 50 ปีตก​ โดย ระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่เก่า หลานก็คงไม่ต้องมาเสียชีวิต​ ว่า​ ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจ กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคนได้ทำหน้าที่ ไม่มีข้อบกพร่องอะไร ในขณะที่ยุทโธปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ อากาศยานต่างๆ เราได้มีการเช็คตามวงรอบพอสมควร ซึ่งตนกำลังคิดว่า จะให้มีการระงับการใช้บางส่วน ที่ยังไม่ชัดเจน และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ ก็อยากจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ก่อน

ส่วนการจัดซื้อใหม่นั้น​ นาย​ภูมิธรรม​ ยอมรับว่า ต้องใช้เวลามาก แต่ตนจะดำเนินการ ในเรื่องการตรวจสอบ เช็คสภาพ การซ่อม ยุทโธปกรณ์ต่างๆ​

‘อดิศร’ร่ายกลอนเจ็บจี๊ด หลังเห็นภาพ‘จตุพร-สนธิ’สวมกอดกัน

‘อดิศร’ร่ายกลอนเจ็บจี๊ด หลังเห็นภาพ‘จตุพร-สนธิ’สวมกอดกัน

‘อดิศร’ร่ายกลอนเจ็บจี๊ด หลังเห็นภาพ‘จตุพร-สนธิ’สวมกอดกัน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ทวีตข้อความผ่าน X ระบุว่า

รักกันปานจะกลืนกิน
พลิกลิ้นธรณินทร์แหลกสลาย
ตะกวดคางคกตะเกียกตะกาย
สร้างความชิบหายให้แผ่นดิน…
25 พฤษภาคม 2568

พร้อมภาพ นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน สวมกอดกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล บนเวทีอภิปรายความจริงมีหนึ่งเดียว

‘ภูมิธรรม’เผย​ รัฐบาลเมียนมายอมรับเป็นต้นตอปล่อยสารพิษ เร่งแก้ไขปัญหา

'ภูมิธรรม'เผย​ รัฐบาลเมียนมายอมรับเป็นต้นตอปล่อยสารพิษ เร่งแก้ไขปัญหา

‘ภูมิธรรม’เผย​ รัฐบาลเมียนมายอมรับเป็นต้นตอปล่อยสารพิษ เร่งแก้ไขปัญหา

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

‘ภูมิธรรม’เผย​ รัฐบาลเมียนมายอมรับเป็นต้นตอปล่อยสารพิษ เร่งแก้ไขปัญหา เป็นเจ้าของพื้นที่รู้ดีว่าต้องดำเนินการอย่างไร ขอประชาชนสบายใจ ค่าน้ำยังไม่อันตราย

26 พ.ค.2568 ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกก ว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาพอสมควร และทางเจ้ากรมกิจการพลเรือนชายแดน ก็ได้หารือกับความฝั่งเมียนมาเช่นกัน และรับปากว่าจะช่วยกันแก้ไขปัญหา เพราะเกิดจากพื้นที่ต้นน้ำ​ในฝั่งประเทศเมียนมา แต่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สบายใจขอให้สบายใจว่าค่าที่ตรวจได้ ยังไม่เป็นอันตรายยังควบคุมได้อยู่ เร็วๆนี้ทางเจ้ากรมกิจการพลเรือนชายแดน จะมีการประชุม หารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฝั่งเชียงตุง​ ประเทศเมียนมา​ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะทางเมียนมาก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาจริง ที่จะต้องช่วยกัน 

นายภูมิ​ธรรม​ ยังกล่าวว่า​ ขณะนี้ได้ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ หรือ​ สทนช. ได้ร่วมกันสำรวจ แนวเรื่องการสร้างเขื่อน ซึ่งขณะนี้ไปดูในพื้นที่ที่กว้างที่สุดว่าบริเวณดังกล่าวค่าน้ำเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้กว้างมากจนถึงขนาดทำไม่ได้ หรืออาจจะสร้างเป็นฝาย​ เพื่อกรองสารพิษให้ตกตะกอน และมองว่าต้องรีบดำเนินการ​

เมื่อถามว่าทางรัฐบาลกลางเมียนมารับทราบหรือไม่ ว่ามีการใช้พื้นที่แล้วปล่อยสารพิษลงมา นายภูมิธรรม​ ระบุว่า เขายอมรับว่าสารพิษดังกล่าวมาจากเมียนมา และพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ส่วนเขาจะแก้ไขปัญหาอย่างไรในพื้นที่ทำเหมืองนั้น คนไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้​ และเขาเป็นเจ้าของพื้นที่น่าจะรู้ดีที่สุด ว่าควรดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ในเรื่องผนังกั้นน้ำ​ ทางเมียนมาพร้อมที่จะดำเนินการ เพียงแต่รอการสั่งการจากรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่ในส่วนของเรา ได้ดำเนินการไปหลายส่วนแล้ว

‘ภูมิธรรม’ยัน ​พร้อมรับมือน้ำท่วมแม่สาย​ ชี้​เป็นน้ำหลากไม่ท่วมขังเหมือนครั้งที่ผ่านมา

'ภูมิธรรม'ยัน ​พร้อมรับมือน้ำท่วมแม่สาย​ ชี้​เป็นน้ำหลากไม่ท่วมขังเหมือนครั้งที่ผ่านมา

‘ภูมิธรรม’ยัน ​พร้อมรับมือน้ำท่วมแม่สาย​ ชี้​เป็นน้ำหลากไม่ท่วมขังเหมือนครั้งที่ผ่านมา

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

26 พ.ค. 68 ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่​ อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย​ ว่า​ ขณะนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลมาก เพราะทางกองทัพได้ระดมกำลังพลและทรัพยากร ไปป้องกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งขณะนี้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ และเรามีบทเรียนมาจากครั้งก่อน ขณะที่ปริมาณน้ำถือว่าไม่น่าห่วงอะไร และเรามีตัววัดปริมาณน้ำ ซึ่งสามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ เพื่อจะนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งลักษณะการมาของน้ำมาเป็นระลอก ไหลผ่านไปไม่ได้ท่วมขังเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

ส่วนที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงเนื่องจากมีปริมาณมวลน้ำจากประเทศเมียนมากำลังไหลเข้าพื้นที่นั้น นายภูมิธรรมระบุว่า น้ำไม่ได้มาครั้งเดียวจบ เมื่อมาแล้วก็ลดลงแล้วก็จะมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งเราก็รู้ล่วงหน้า จึงได้มีการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ก่อนจะย้ำว่า สถานการณ์คล้ายน้ำหลาก​

‘ภูมิธรรม’จ่อชง​’เรือดำน้ำ​-กริพเพน’ เข้า​ครม.​เร็วๆนี้​ ยัน​เรือฟริเกตทร.​งบ69 ได้แค่​ 1 ลำ​

'ภูมิธรรม'จ่อชง​'เรือดำน้ำ​-กริพเพน' เข้า​ครม.​เร็วๆนี้​ ยัน​เรือฟริเกตทร.​งบ69  ได้แค่​ 1 ลำ​

‘ภูมิธรรม’จ่อชง​’เรือดำน้ำ​-กริพเพน’ เข้า​ครม.​เร็วๆนี้​ ยัน​เรือฟริเกตทร.​งบ69 ได้แค่​ 1 ลำ​

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

‘ภูมิธรรม’เตรียมชง​’เรือดำน้ำ​-กริพเพน’ เข้า​ครม.​เร็วๆนี้​   ยัน​เรือฟริเกตทร.​งบ69  ได้แค่​ 1 ลำ​ 

26 พ.ค.2568 ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)  นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการจัดซื้อเรือดำน้ำ​ จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ว่า ตนก็บอกไปแล้ว ว่าเป็นประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน 

ส่วนจะเข้าครม. พร้อมกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่​ (กริพเพน)​ ของกองทัพอากาศ หรือไม่​ นาภูมิธรรม​ กล่าวว่า​ ขณะนี้เรื่องมาถึงตนแล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณา เพราะที่ผ่านมา ตนเดินทางพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นก็ร่วมประชุมยังประเทศลาว และหลังจากนี้จะเดินทางไปยังมาเลเซียต่อ แต่ยืนยันว่ากำลังจะรีบทำใน 2 เรื่องนี้ ในส่วนของเรือดำน้ำ ซึ่งยืดเยื้อมานานแล้วก็ต้องตัดสินใจ และเราก็ไม่ได้ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งจะหาทางออกให้ดีที่สุด และยืนยันว่าจะตัดสินใจอย่างแน่นอน

ในส่วนของเครื่องบินกริพเพน นายภูมิธรรมยอมรับว่าอาจจะมีการเจรจา เพราะตนได้พบกับทูตสวีเดน และได้พูดคุยกันมานานพอสมควร ขณะนี้ต่อรองกันในเรื่อง​เงื่อนไขเพิ่มเติมในการซื้อ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจะส่งเรื่องมา และเราจะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่

ส่วนจะเข้าครม. คู่กันหรือไม่นั้นนายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่รู้ สิ่งไหนพร้อมก็เข้าได้เลย แต่ถ้าเสร็จพร้อมกันก็เข้าพร้อมกัน ก็ไม่มีปัญหา ไม่เกี่ยวกับเวลา ว่าต้องเข้าพร้อมกันหรือไม่

ส่วนการจัดซื้อเรือฟริเกต จำนวน 2 ลำ ของกองทัพเรือ ในงบประมาณปี 2569 นายภูมิธรรม​ ระบุว่า​ ที่ทำเรื่องของงบเข้ามามีเพียงลำเดียว​ แต่ขอดูในรายละเอียดก่อน

‘ผู้นำไทย-ฟิลิปปินส์’จับมือกัน กระชับความร่วมมือรอบด้าน

'ผู้นำไทย-ฟิลิปปินส์'จับมือกัน กระชับความร่วมมือรอบด้าน

‘ผู้นำไทย-ฟิลิปปินส์’จับมือกัน กระชับความร่วมมือรอบด้าน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

“ผู้นำไทย-ฟิลิปปินส์”จับมือกัน กระชับความร่วมมือรอบด้าน นายกรัฐมนตรียืนยันไทยสนับสนุนบทบาทประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปีหน้า

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตรงกับเวลา 13.30 น.ในประเทศไทย ณ ห้อง 406 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Center (KLCC) ประเทศมาเลเซีย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์

นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์อีกครั้ง ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปีหน้า ซึ่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กล่าวย้ำคำเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน ดังนี้

การค้าและการลงทุน ไทย – ฟิลิปปินส์ ต้องการเพิ่มปริมาณการค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งในปี 2567 ฟิลิปปินส์เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของไทยในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้ทราบว่า มีภาคเอกชนไทยหลายรายได้ให้ความสนใจเข้าไปลงทุนในฟิลิปปินส์ อาทิ บริษัท Shera ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทย ได้ตั้งโรงงานในฟิลิปปินส์และจะเริ่มการผลิตในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวชื่นชมความร่วมมือไทย – ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งการส่งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียน และความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะภาคเอกชนยังมีบทบาทผลักดันการค้าระหว่างสองประเทศ ฟิลิปปินส์พร้อมต้อนรับการลงทุนของภาคเอกชนไทยในฟิลิปปินส์

ความมั่นคงทางอาหาร ไทยมีความสามารถด้านการเกษตรและประสงค์ส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของไทยไปยังฟิลิปปินส์มากขึ้น โดยเสนอให้รัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศศึกษาความเป็นไปได้ในการค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) พร้อมผลักดันให้สองประเทศเริ่มดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ Food Terminal Incorporated (FTI) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่ได้ลงนามกันไปแล้ว

ความมั่นคงทางพลังงาน ไทยสนใจที่จะเพิ่มการทำงานร่วมกับฟิลิปปินส์ด้านพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในฟิลิปปินส์ รวมทั้งความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI รวมทั้งความร่วมมือด้านการศึกษา ซึ่งฟิลิปปินส์เองมีความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมการศึกษาและพร้อมที่จะให้ความสนับสนุนไทยในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

การท่องเที่ยว ไทย – ฟิลิปปินส์ ร่วมมือด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพร่วมกัน อาทิ การทำการตลาดร่วมกัน รวมไปถึงฟิลิปปินส์ต้องการเรียนรู้ประสบการณ์และทักษะด้านการท่องเที่ยวจากไทยด้วย

ความร่วมมือด้านการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีทั้งคนไทยและฟิลิปปินส์เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน โอกาสนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ขอบคุณที่ไทยช่วยอำนวยความสะดวกชาวฟิลิปปินส์ในเมียวดี กลับประเทศผ่านทางไทยด้วย

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ยังได้หารือถึงสถานการณ์การค้าโลกที่มีความท้าทายและไม่แน่นอนจากการขึ้นภาษีนำเข้าฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ในระดับสูง ทำให้ยิ่งเห็นถึงความจำเป็นและเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่จะต้องเร่งกระชับความร่วมมือภายในอาเซียนในเข้มแข็งขึ้น

– 006

ทนายฟันเปรี้ยง!!! ตีความ 5 ข้อ อ้าง’ยิ่งลักษณ์’ชนะคดี-ไม่มีคำบังคับต้องชดใช้จำนำข้าวหมื่นล้าน

ทนายฟันเปรี้ยง!!! ตีความ 5 ข้อ อ้าง'ยิ่งลักษณ์'ชนะคดี-ไม่มีคำบังคับต้องชดใช้จำนำข้าวหมื่นล้าน

ทนายฟันเปรี้ยง!!! ตีความ 5 ข้อ อ้าง’ยิ่งลักษณ์’ชนะคดี-ไม่มีคำบังคับต้องชดใช้จำนำข้าวหมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Norrawit Larlaeng ระบุว่า จากข่าวศาลปกครองอธิบายแบบง่ายง่าย ว่า…

1.มีคำสั่งของกระทรวงการคลัง ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงินจำนวน 35,000 ล้านบาท

2.ท่านนายกยิ่งลักษณ์ เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลังดังกล่าว

3.ศาลปกครองชั้นต้น ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชนะคดี โดยศาลเห็นว่าเป็น คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 35,000 บาท

4.แต่ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า คำสั่งชอบบางส่วนไม่ชอบบางส่วน จึงกำหนดให้รับผิดแค่ 10,028 ล้านบาท ลดไปประมาณ 25,000 ล้านบาท พูดง่ายง่ายก็คือ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชนะคดีในส่วนที่ลดไป 25,000 ล้านบาท

5.ส่วนที่ศาล ระบุว่า ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาว่ามีคำสั่งให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ให้ชดใช้ หรือออกคำบังคับให้ชดใช้เงิน เป็นเพียงการอธิบายข้อกฎหมาย จากการที่ผู้ฟ้องคดี คือ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า จึงไม่มีคำขอบังคับจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า

คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะพิพากษาหรือออกคำบังคับให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชำระหรือชดใช้ให้กับผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า

ด่วนที่สุด!!! ศาลปกครองแจงเป็นหน้าที่‘นายกฯอิ๊งค์’ ออกคำสั่งใหม่คดี‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว

ด่วนที่สุด!!! ศาลปกครองแจงเป็นหน้าที่‘นายกฯอิ๊งค์’ ออกคำสั่งใหม่คดี‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว

ด่วนที่สุด!!! ศาลปกครองแจงเป็นหน้าที่‘นายกฯอิ๊งค์’ ออกคำสั่งใหม่คดี‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้จำนำข้าว

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

ศาลปกครองแจงย้ำเป็นหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกคำสั่งใหม่คดีชดใช้จำนำข้าว ให้เป็นไปตามคำพิพากษา

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่ สำนักงานศาลปกครอง เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่อง ข้อกฎหมายคดีฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โครงการรับจำนำข้าวเปลือก นั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ศาลปกครอง’แจงยิบข้อกฎหมายคดี’ยิ่งลักษณ์’ ปมชดใช้ค่าสินไหมจำนำข้าว)

ล่าสุด น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง เปิดเผยว่า การออกมาชี้แจงนี้ เพื่อให้สังคมประชาชนเข้าใจกระบวนการพิจารณาของศาล ว่าเป็นการพิจารณาเฉพาะประเด็นคำสั่งที่เป็นข้อพิพาทระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายกรัฐมนตรีกับพวกทั้ง 9 เท่านั้น

เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคำกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เฉพาะส่วนที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวน 10,028,861,880.83 บาท แล้ว บทบาทหน้าที่ของศาลปกครองถือว่ายุติแล้ว การดำเนินการใดๆ จากนี้ไป เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ต้องไปดำเนินการออกคำสั่งใหม่ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำพิพากษา

เชียงใหม่เจ้าภาพ’ไพรด์พาเหรด’ครั้งแรก ‘มาดามหยก’ชูธง’ก้าวอิสระ’หนุนความหลากหลายทางเพศ

เชียงใหม่เจ้าภาพ'ไพรด์พาเหรด'ครั้งแรก 'มาดามหยก'ชูธง'ก้าวอิสระ'หนุนความหลากหลายทางเพศ

เชียงใหม่เจ้าภาพ’ไพรด์พาเหรด’ครั้งแรก ‘มาดามหยก’ชูธง’ก้าวอิสระ’หนุนความหลากหลายทางเพศ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

“มาดามหยก” ร่วมงาน “Chiang Mai Pride 2025” จัดที่แรกในประเทศไทย ยิ่งใหญ่ อลังการ สมกับเมืองท่องเที่ยว ย้ำ “ก้าวอิสระ” หนุนความเท่าเทียม ทุกเพศ ทุกวัย

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.68 ที่ลานอเนกประสงค์ ช่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดงาน “Chiang Mai Pride 2025” ซึ่งมีการจัดเดินขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความเท่าเทียม โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ หรือ มาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (indy party) ประธานชมรม Change Together & Indy Team และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมสตรีดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ สภาสตรีดีเด่นแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าร่วมงานนี้ด้วย ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่จัดเทศกาล Chiang Mai Pride เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมระหว่างเพศ พร้อมส่งเสริมเทศกาลChiang Mai Pride สู่เวทีระดับโลก 

นางสาวกชพร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่งาน Chiang Mai Pride 2025 ได้จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่แรก ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเมือง ศิลปะ ประเพณี ที่โดดเด่น พร้อมอวดสายตาชาวโลก ซึ่งพรรคก้าวอิสระ (Indy) ได้สนับสนุนในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ของทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ มาโดยตลอด ไม่มีการแบ่งปักแบ่งฝ่าย หรือแบ่งแยกสี ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองนักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน หรือภาคเอกชนต่างๆ

นางสาวกชพร กล่าวว่างาน Chiang Mai Pride 2025 เป็นงานสำคัญอีกงานหนึ่งที่เราจะร่วมกันเดินหน้าไปสู่สังคมที่เคารพในศักดิ์ศรี และความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง พรรคก้าวอิสระ พร้อมผลักดัน สนับสนุน ให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ก้าวข้ามความขัดแย้งในสังคม อยากให้ทุกคนภูมิใจในตัวเอง เคารพคุณค่า และเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
และจงเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่มั่นคง พรรคก้าวอิสระ จะยืนหยัดเคียงข้างทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ขอทุกคนได้มารวมพลังกันทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ และเพื่อคนเชียงใหม่

009