‘เจ๊แมว’ไม่ยอมนะจ๊ะ!!! ย่องเงียบสภาฯยื่นสอบจริยธรรม‘เสี่ยหนู’ ขู่ฟ่อเล่นยันป.ป.ช.

'เจ๊แมว'ไม่ยอมนะจ๊ะ!!! ย่องเงียบสภาฯยื่นสอบจริยธรรม‘เสี่ยหนู’ ขู่ฟ่อเล่นยันป.ป.ช.

‘เจ๊แมว’ไม่ยอมนะจ๊ะ!!! ย่องเงียบสภาฯยื่นสอบจริยธรรม‘เสี่ยหนู’ ขู่ฟ่อเล่นยันป.ป.ช.

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

ศึกทอมแอนด์เจอรี่! ‘ป้าแมว’ ย่องเงียบบุกสภาฯ ลามยื่นสอบฟันจริยธรรม ‘ลุงหนู’ พลิ้วบอกสื่อไม่อยากดังเลยแอบมา จะได้หายซ่า ฉะไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ ด่าฉัน ทำร้ายฉัน ก็ต้องรักษาศักดิ์ศรี เตรียมยื่น ‘ผู้ตรวจฯ-ป.ป.ช.’ ต่อ

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเดินทางมาแบบไม่แจ้งสื่อมวลชนประจำรัฐสภาล่วงหน้า แต่ปรากฎว่าผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาได้บังเอิญไปซื้อกาแฟแล้วเจอพอดี 

นางกุสุมาลวตี จึงกล่าวว่า วันนี้แมวไม่อยากดัง จึงแอบมายื่นร้องจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย การรักษาศักดิ์ศรีเพราะเป็นปฏิบัติการรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 

“คุณจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ คุณต้องเข้าใจหลักการ คุณต้องเป็นสุภาพบุรุษ การทำแบบนี้คือมันฟ้องศาลอาญาแล้ว ก็เลยมาแจ้งจริยธรรมในฐานะที่นายอนุทิน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยผิดจริยธรรม และพี่ก็จะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึง ป.ป.ช.ด้วย เอาให้หายซ่าไปเลย รู้จักแมวน้อยไป” นางกุสุมาลวตี กล่าว

เมื่อถามว่า  เดินหน้าเต็มที่ไม่มีถอยใช่หรือไม่ นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ไม่มี ใครจะห้ามเขาไม่ได้ ตอนนี้ก็มีคนห้ามตน ไม่ใช่มาสนับสนุน บอกว่าอย่าไปทำเขา เขาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตนจึงบอกว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไหนทั้งนั้น คุณทำผิดคุณก็ต้องรับผิด 

“คุณด่าฉัน คุณทำร้ายฉัน ก็ต้องมีบทลงโทษ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้นะจ๊ะ” นางกุสุมาลวตี กล่าว

‘ดร.เสรี’เดือด!!! จวก’ด้อมแดงมนุษย์ป้า’ ตรรกะวิบัติ หลงคนโกง จี้คนไทยตื่น

'ดร.เสรี'เดือด!!! จวก'ด้อมแดงมนุษย์ป้า' ตรรกะวิบัติ หลงคนโกง จี้คนไทยตื่น

‘ดร.เสรี’เดือด!!! จวก’ด้อมแดงมนุษย์ป้า’ ตรรกะวิบัติ หลงคนโกง จี้คนไทยตื่น

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568  ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า ด้อมแดงมนุษย์ป้าคนหนึ่งบอกว่า”โกงไม่เป็นไร ประชาชนมีกินมีใช้” ตรรกะวิบัติแบบนี้แหละที่ทำให้บ้านเมืองเราได้รัฐบาลอย่างที่เป็น

อีกป้าหนึ่งบอกว่า “ท่านเก่งที่สุดแล้ว ไม่ใครเก่งสู้ท่านได้” คงมองความเก่งที่คิดโครงการประชานิยม มาแจกโน่นให้นี่สินะ ไม่สนใจว่าคนเก่งที่ว่านั้นโกงเก่งไหม

พรรคหาเสียงว่าเป็นพรรคที่ “คิดใหญ่” ทำเป็น เจ้าของพรรคก็โม้ว่าเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่ใช่เขา ก็ไม่มีใครจะแก้ได้ แล้วตอนนี้เป็นไง แก้อะไรได้บ้าง

หุ้นตก ตลาดเหงา ร้านค้าแย่ต้องปลดคนงาน ต้องปิดตัวลง ยอดขายร่วง ส่งออกทรุด ท่องเที่ยวหด ข้าวของราคาแพง ผู้คนตกงาน แก้อะไรได้บ้าง

ที่แหกปากตะโกนบนเวทีหาเสียงว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล ประชาชนจะ “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไปพร้อมๆกัน” มันเป็นจริงไหมล่ะ หาเสียงไว้ ทำอะไรได้บ้าง

ที่สัญญาไว้ ไม่ได้ทำ ที่ไม่ได้สัญญาไว้กลับเร่งรัดที่จะทำ วาระแก่งชาติไม่สนใจ แต่กลับพยายามที่จะทำสิ่งที่เป็นวาระส่วนตัว เป็นประโยชน์ส่วนตัว

ตอนนี้โอดครวญไปตามๆกัน ทั้งคนที่เลือกพวกเขามา และคนไม่ได้เลือก เดือดร้อนไปตามๆกัน ในระดับแสนสาหัส

แต่เชื่อเถอะ คนที่เคยเลือกเขา เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็จะเลือกพวกเขาอีก เพราะอยากได้จองแจก อยากแ_กของฟรี ไม่จำ ไม่เข็ด เห็นแก่ได้ต่อไป

จะหวังอะไรกับชาวบ้าน ขนาด สส. ผู้ทรงเกียรติ มีความรู้ มีประสบการณ์ยังยินดีเป็นขี้ข้ารับใช้คนชั่วแบบถวายหัวโดยไม่มีความละอาย

ถ้าหากคนไทยจำนวนหนึ่ง (จำนวนมากเสียด้วย) ยังต้องการผลประโยชน์จากคนชั่ว ยกย่องคนชั่ว นับถือคนชั่ว บ้านเมืองเราคงเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ

ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา จะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเช่นนี้กันอีกนานแค่ไหน จะต้องรอให้ประเทศพินาศก่อนที่จะรู้สึกกันใช่ไหม

ประเทศไม่ได้เสียหายเพราะนักการเมืองชั่วๆบางคนเท่านั้น แต่เป็นเพราะประชาชนที่โง่และเห็นแก่ได้เลือกนักการเมืองเจ้าของนโยบายประชานิยม

จะเป็นไทยเฉยกันอีกนานแค่ไหนคะ

ไม่คิดอ่านทำอะไรเพื่อ save ประเทศไทยบ้างหรือคะ

‘ปชน.’จัดให้!! ขน 50 ขุนพล ชำแหละงบฯ 69 ลั่นไม่มีซ้ำประเด็น ลุยหั่นงบไม่จำเป็น

'ปชน.'จัดให้!! ขน 50 ขุนพล ชำแหละงบฯ 69 ลั่นไม่มีซ้ำประเด็น ลุยหั่นงบไม่จำเป็น

‘ปชน.’จัดให้!! ขน 50 ขุนพล ชำแหละงบฯ 69 ลั่นไม่มีซ้ำประเด็น ลุยหั่นงบไม่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

‘ปชน.’จัดทัพ 50 ขุนพล ชำแหละงบฯ 69 บอกไม่มีซ้ำประเด็น ยันทำงานละเอียดกว่าปีก่อน ตัดงบที่ไม่จำเป็น แต่ยังกั๊กเห็นชอบหรือไม่ มอง อปท. เปิดเสนอโครงการแค่ไม่กี่วัน เสี่ยงเปิดช่องเงินทอนก้อนใหญ่ ชี้อุบัติเหตุการเมืองเกิดได้ตลอดเวลา ลั่นพร้อมเลือกตั้งเสมอ แย้มมีแคนดิเดตพร้อม

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของฝ่ายค้านในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ​2569 ว่า เราได้มีการพูดคุยกัน และแบ่งเวลากันเรียบร้อยแล้ว โดยพรรคพลังประชารัฐได้ 3 ชั่วโมง พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม ได้ไปพรรคละครึ่งชั่วโมง โดยที่เหลือจะเป็นของพรรคประชาชน 16 ชั่วโมง ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนมีผู้ที่จะอภิปรายคร่าวๆประมาณ​เกือบ 50 คน โดยที่แต่ละคนจะไม่อภิปรายซ้ำประเด็นกัน และในปีนี้เราพยายามที่จะละเอียดมาก และให้มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ทั้งในชั้นของการอภิปราย และชั้นกรรมาธิการ 

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เนื่องจากตอนนี้ประเทศกำลังประสบปัญหากับวิกฤตเศรษกิจทุกคนน่าจะทราบและรู้กันดีว่าเศรษฐกิจขณะนี้แย่ ดังนั้น การใช้งบประมาณของรัฐบาลถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ เราจึงมีการจัดผู้อภิปรายจำนวนมากเพื่อให้ลงรายละเอียดครบทุกกระทรวงครบทุกประเด็นว่ามีงบประมาณอะไรที่รัฐบาลตั้งมาแล้วเราเห็นว่าไม่จำเป็นในปัจจุบัน ทั้งนี้ การทำงานในชั้นกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ เราได้มีการกำชับเรียบร้อยว่าคนที่เข้าไปทำหน้าที่ต้องทำงานอย่างละเอียดมากๆ และต้องจดทุกไอเท็มที่มองว่าไม่มีประโยชน์และพยายามตัดให้ได้เพื่อนำมาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้ 

“สิ่งที่อยากให้ประชาชนจับตา ในตอนนี้นอกจากการอภิปรายในวาระ 1 ในชั้นกรรมาธิการที่จะใช้เวลาในการพิจารณาอีก 3 เดือนในช่วงท้ายงบทั้งหมดที่เราตัดได้ สุดท้ายจะถูกแปรโดยกรรมาธิการ ฉะนั้น จึงขอให้ช่วยกันจับตาดูเพราะต่อให้เราตัดได้มากเท่าไหร่ และรายการที่ถูกแปรไปก็เป็นโครงการที่ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เช่น งบดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกทบทวนและบอกว่าจะนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราก็พบว่ามีคำสั่งที่ให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เสนอโครงการเข้าไปแต่ให้เวลา 3 วัน แต่สุดท้ายแล้วงบก้อนมโหฬารที่บอกว่าจะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็มองไม่ออกว่าเราจะได้โครงการหน้าตาประมาณไหน และจะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจประเทศได้หรือไม่ ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำงานอย่างละเอียดมากๆ เพื่อช่วยรัฐบาลในการหางบไปกระตุ้นเศรษกิจ แต่เราจะช่วยหางบอย่างเดียวไม่พอรัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดด้วย“ นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อสังเกตว่าการตั้งงบประมาณเช่นนี้อาจจะเปิดช่องให้มีเงินทอนหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า อาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าบางครั้งคนที่ได้ประโยชน์อาจจะเป็นคนที่รู้ก่อน ว่าจะเสนอโครงการอะไรมา หรือมีเจ้าภาพอยู่แล้วหรือไม่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นช่องทางในการกอบโกยผลประโยชน์ หรือเงินทอนที่มหาศาลจากเงินก้อนนี้

เมื่อถามว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ว่าผู้อภิปรายในส่วนของพรรคประชาชนมีใครบ้าง นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ในภาพรวม จะมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเราจะมีไฮไลท์ให้กับผู้ที่สนใจติดตามในแต่ละประเด็น เช่น ด้านการเกษตร ด้านการศึกษาการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น แต่คงไม่ได้มีไฮไลท์เป็นพิเศษ แต่จะเน้นไปที่การตัดงบที่ไม่จำเป็นเพื่อนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงโจทย์ของประเทศ   

เมื่อถามว่ามีผู้อภิปรายคนไหนที่น่าสนใจบ้าง นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ”ว้าวทุกคน“ 

เมื่อถามว่า ในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.ในการอภิปรายครั้งนี้เหมือนเปิดโอกาสให้สส.หน้าใหม่มีส่วนร่วมมากขึ้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้คงไม่ได้แบ่งเป็น สส. หน้าใหม่หรือหน้าเก่า เพราะทุกคนเป็น สส. มาแล้วสองปี ทำงานละเอียดมีประสบการณ์เยอะ บางคนแม้ไม่ได้อภิปรายแต่ก็เคยทำงานในกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณมาแล้ว ทั้งนี้ เชื่อว่าในการอภิปรายคงไม่มีการประท้วงกันเยอะ และหวังว่ารัฐบาลคงไม่จ้องจะประท้วงกันให้เสียเวลา 

เมื่อถามว่า ในส่วนของฝ่ายค้านจะโหวตอย่างไร นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเราจะมีการพูดคุยกันในวันที่ 27 พ.ค. เช่นเดียวกับที่พรรคประชาชนจะมีการประชุมสส.กันโดยจะมีมติหลังการประชุม ซึ่งหากเห็นว่ารัฐบาลจัดงบมาไม่ตอบโจทย์จริงๆ และไม่สามารถเห็นชอบได้จริงๆ เราก็จะไม่เห็นชอบ  

เมื่อถามว่า รอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยได้มีการมากระซิบบอกฝ่ายค้าน ให้เตรียมอภิปรายในประเด็นใดหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวตนยังไม่มี แต่สส. คนอื่น ก็ยังไม่ทราบ 

เมื่อถามถึงความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อการผ่านงบประมาณ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองว่าเป็นผลดี หรือผลเสียในการผ่านงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการบริหาร แต่มองที่ผลดีหรือผลเสียต่อประเทศมากกว่าว่าสุดท้ายแล้วนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังตัดสินใจอยู่บนผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน หรืออยู่บนอำนาจต่อรองที่กำลังคานกันระหว่างสองพรรคใหญ่มากกว่า ต่อข้อถามว่า มองย่างไรที่มีการประเมินว่าจะมีความขัดแย้งจนทำให้มีการต้องยุบสภาหลังงบฯ ​2569 โหวตผ่าน นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า  ส่วนตัวตนคิดว่าคงไม่มีรัฐบาลไหนอยากยุบสภาก่อนหมดวาระ ถ้าไม่จำเป็น แต่พรรคประชาชนพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง หากความขัดแย้งรุนแรงจนรัฐบาลไม่สามารถตัดสินใจบนประโยชน์สูงสุดของประชาชนได้

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินหรือไม่ว่าในเร็วๆนี้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือเหตุการณ์ในวันที่ 13 มิ.ย. นี้ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เราประเมินว่าอาจมีอุบัติเหตุทางการเมืองได้ตลอดเวลา เราจึงเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเสมอ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และยืนยันว่ามีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไว้อยู่แล้วนั่นคือหัวหน้า ส่วนจะมีแค่ 1 คนหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่ยังไม่ได้พูดคุยกัน

ราชกิจจาฯ เผยข้อบังคับใหม่’ปล่อยตัวชั่วคราว’ ไม่ต้องวางหลักประกันในบางกรณี

ราชกิจจาฯ เผยข้อบังคับใหม่'ปล่อยตัวชั่วคราว' ไม่ต้องวางหลักประกันในบางกรณี

ราชกิจจาฯ เผยข้อบังคับใหม่’ปล่อยตัวชั่วคราว’ ไม่ต้องวางหลักประกันในบางกรณี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ.2565

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 40 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประธานศาลฎีกาจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568”

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 6 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ.2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 6 ศาลอาจให้พนักงานคุมประพฤติเก็บข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือพฤติการณ์อื่นที่บุคคลลักษณะ นิสัย สภาพร่างกายและจิตใจ การศึกษา การประกอบอาชีพงาน ประวัติการกระทำความผิดอาญา สภาพและฐานะของครอบครัว ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องของผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้วจัดทำรายงานหรือความเห็น หรือประเมินความเสี่ยงเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วยก็ได้

ในคดีที่มีผู้ต้องหาหรือจำเลยหลายคน การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ให้พิจารณาเป็นรายบุคคล”

ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ.2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 7 ในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวและการกำหนดผู้ต้องหาหรือจำเลยให้พิจารณาและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 และมาตรา 108/1”

ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 9 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 9 เงื่อนไขที่อาจกำหนดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติตามข้อ 8 (1) เช่น

(1) ให้มาศาลตามกำหนดนัด
(2) ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(3) ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือออกนอกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
(4) ห้ามพบหรือเข้าใกล้ผู้เสียหาย ผู้เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายหรือบุคคลที่ศาลกำหนด
(5) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัย
(6) การเปลี่ยนที่อยู่หรือที่อยู่ตามคำสั่งแจ้งให้ศาลทราบ
(7) ห้ามเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
(8) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลบางประเภท
(9) ให้รายงานตัวต่อผู้นำกับดูแลเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่ศาลกำหนด
(10) ให้เข้ารับคำปรึกษาหรือบำบัดรักษาความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ
(11) ให้เข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด
(12) ห้ามทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพบางอย่าง
(13) ห้ามพกพาอาวุธปืน
(14) ห้ามกระทำการอย่างใด เพื่อป้องกันความเสียหายอันมีลักษณะอย่างเดียวกันที่ถูกฟ้องร้อง”

ข้อ 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ การปล่อยตัวกรณีมีเหตุพิเศษและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลหรือการเรียกประกัน ข้อ 9/1 ข้อ 9/2 และข้อ 9/3 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ.2565

“การปล่อยตัวกรณีมีเหตุพิเศษและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลหรือการเรียกประกัน

ข้อ 9/1 ถ้าความปรากฏแก่ศาลว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีหรือเป็นหญิงมีครรภ์หรือเพิ่งคลอดบุตรมาไม่ถึงสามเดือน หรือเจ็บป่วยซึ่งต้องจะถึงอันตรายแก่ชีวิต หรือปรากฏเหตุอื่นซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการหลบหนี ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวอันหมดไปศาลจะออกหมายปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกขังอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 วรรคสาม ประกอบมาตรา 75 ก็ได้

ข้อ 9/2 ถ้าความปรากฏภายหลังว่า การกำกับดูแลและมาตรการกำกับดูแลที่กำหนดไว้ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือวิธีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น หรือลดลง เปลี่ยนสัญญาประกัน หรือหลักประกัน เพิ่มหรือลดหลักประกัน ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร หรืออาจสั่งเปลี่ยนแปลนการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยอาศัยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ก็ได้

กรณีที่ศาลฎีกาสั่งปล่อยชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไขและวิธีการกำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลย ศาลสูงอาจมอบหมายให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือวิธีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น หรือลดลง เปลี่ยนสัญญาประกันหรือหลักประกัน เพิ่มหรือลดหลักประกันให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ตามที่เห็นสมควร หรืออาจสั่งเปลี่ยนแปลงการปล่อยชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องส่งให้ศาลสูงพิจารณาสั่งได้

ข้อ 7/3 กรณีที่มีการอนุมัติสัญญาประกันหรือถอนหลักประกัน หรือผู้ต้องหาหรือจำเลยขอยกเลิกการปล่อยชั่วคราว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราวต่อไปได้

โดยนำพฤติการณ์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวมาประกอบการพิจารณากำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมแทนการทำสัญญาประกันหรือวางหลักประกันก็ได้”

ข้อ 7 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ 14 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565

“กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวภายใต้มาตรการกำกับดูแล แต่มีเหตุขัดข้องไม่อาจใช้มาตรการกำกับดูแลดังกล่าวได้เป็นการชั่วคราว ศาลพึงปล่อยชั่วคราวโดยใช้มาตรการกำกับดูแลอื่นไปพลางก่อนกว่าจะสามารถดำเนินการตามคำสั่งศาลได้”

ข้อ 8 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 15 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ในกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศขอปล่อยชั่วคราว ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวต่อเมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยยินยอมส่งมอบหนังสือเดินทางไว้ต่อศาลด้วย และให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ต้องหาหรือจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ศาลเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น”

ข้อ 9 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 19/1 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ.2565

“ข้อ 19/1 ในกรณีที่จำเลยซึ่งศาลพิพากษาต้องแก้คืนหรือจำเลยระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง หากมีความจำเป็นต้องมีประกันในการปล่อยชั่วคราว อาจกำหนดวงเงินประกันต่ำกว่าบัญชีมาตรฐานวงเงินประกันสำหรับการปล่อยชั่วคราวจำเลยตามที่ศาลเห็นสมควรและจะไม่มีหลักประกันก็ได้”

ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2568 ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา

‘เพื่อไทย’ไร้กังวล! ศาลนัดไต่สวนชี้ชะตา‘ทักษิณ’คดีชั้น 14

‘เพื่อไทย’ไร้กังวล! ศาลนัดไต่สวนชี้ชะตา‘ทักษิณ’คดีชั้น 14

‘เพื่อไทย’ไร้กังวล! ศาลนัดไต่สวนชี้ชะตา‘ทักษิณ’คดีชั้น 14

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

“เพื่อไทย”ปัดประเมินปมศาลฯนัดไต่สวนชี้ชะตา”ทักษิณ”คดี”ชั้น 14″ 13 มิ.ย.นี้ ยันมั่นใจในกระบวนการ ไร้ผลกระทบการเมือง เหตุเป็นเพียง”พ่อนายกฯ” ไม่ใช่”นายกฯ”หรือ”รัฐมนตรี” มองบวก”ป.ป.ส.”เชิญจ้อโชว์วิชั่น”แก้ยาเสพติด”เป็นเรื่องดี เปล่าด้อยค่า”แพทองธาร”

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการประเมินกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีชั้น 14 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ว่า พวกเราไม่ได้ทำการประเมินอะไร มั่นใจในทีมงาน เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพราะนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีอะไร ไม่ได้กังวลอะไรเลย คนที่คิดก็เป็นคนที่คิดได้ทุกอย่าง เรามองในแง่ดี จากสิ่งที่ท่านได้ทำมา ตามกระบวนการเราเชื่อว่าถูกต้อง

เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบทางการเมืองหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรทางการเมือง นายทักษิณไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นพ่อนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลภายนอก วันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่นายกฯ โดยไม่มีใครบังคับ แต่นายทักษิณเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เรื่องที่ท่านทำก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ก็เป็นธรรมดาที่นายกรัฐมนตรีต้องมีไปปรึกษา ความดีของท่านมีเยอะ ความรู้ความสามารถท่านมากมายที่ให้ประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นธรรมดาที่นายกรัฐมนตรีจะมีการเข้าไปหารือ โดยเฉพาะเร็วๆ นี้ ที่จะมีการเสวนา นายทักษิณยังอยู่ในประเทศไทย ไม่ไปไหน อย่าไปเชื่อข่าวลือ สร้างข่าวเท็จ สร้างความวุ่นวายทางการเมือง เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ไม่มี เชื่อว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เชิญนายทักษิณ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.) จะเป็นการด้อยค่านายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ในอดีตนายทักษิณปราบปรามยาเสพติด คนไทยทั้งประเทศก็รู้ เกือบจะหมดอยู่แล้วในขณะนั้น ถ้าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ในเมื่อท่านมีความรู้ ความสามารถในเรื่องนี้ การที่ ป.ป.ส.จะเชิญไป ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้ด้อยค่านายกรัฐมนตรีอะไร เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ใครมีความรู้ความสามารถอะไร ก็มาแสดงออก รัฐบาลก็ต้องรับฟัง ว่าสิ่งไหนทำแล้วสำเร็จ อะไรที่ดีก็ควรสานต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

“ขณะนี้ยอมรับว่ายาเสพติดจากประเทศรอบข้างเต็มไปหมด ฉะนั้น หากมีแนวทางใหม่ที่ท่านเคยทำแล้ว ก็เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่าไปมองแบบนั้น มองในแง่ดี คิดบวกเข้าไว้ ประเทศชาติจะได้เดินหน้าได้” นายวิสุทธิ์ กล่าว

โฆษก รบ.คุยฟุ้ง ทั่วโลกจับตาไทยแลนด์ หลัง‘นายกฯอิ๊งค์’บินเยือนอังกฤษ-โมนาโก

โฆษก รบ.คุยฟุ้ง ทั่วโลกจับตาไทยแลนด์ หลัง‘นายกฯอิ๊งค์’บินเยือนอังกฤษ-โมนาโก

โฆษก รบ.คุยฟุ้ง ทั่วโลกจับตาไทยแลนด์ หลัง‘นายกฯอิ๊งค์’บินเยือนอังกฤษ-โมนาโก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

“จิรายุ” ชี้ทั่วโลกจับตา “ไทยแลนด์” หลัง”นายกฯ แพทองธาร” บินเยือนอังกฤษ-โมนาโกแค่ 4 วัน ฮือฮาระดับโลกหลังปิดเจรจาไทยจัด “เอฟวัน” คาดปี 2028 มีโอกาสลุ้นติดขอบสนามในกรุงเทพฯ ด้านศิลปะ ”มวยไทย“ต้องทำให้เป็นสินค้าในยุโรปที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วน Soft Power อาหารไทยเร่งปั้นให้เป็นมาตรฐานครัวโลก ขณะที่ส่งออกสินค้าจากไทยเร่งเปิดโต๊ะเจราจา FTA กับอังกฤษเพิ่ม ด้านการท่องเที่ยวไทยในตลาดไฮเอนด์ luxury tourism จากยุโรปกำลังนิยม สั่ง ททท.ทำตลาดเชิญรุก

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เสร็จสิ้นภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรและราชรัฐโมนาโก ระหว่างวันที่ 21–25 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการเดินทางคณะเล็กเพียงแค่ 4 วัน แต่ถือว่านายกรัฐมนตรี  ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจทั้งการเจรจาการค้าและพบปะกับนักธุรกิจเพื่อช่วยกันสนับสนุน และแก้ไขปัญหาสินค้า บริการของไทย ที่มีในยุโรปได้เป็นผลสำเร็จอย่างงดงาม ถึง 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกังวลใจกับบุคคลที่ไม่เห็นด้วยที่พยายามใช้โซเชียลมีเดียโจมตี เพราะเรื่องที่โจมตีก็ไม่เป็นความจริง และการเดินทางในครั้งนี้ นายกฯ มีจุดโฟกัส อยู่ที่ผลของงานมากกว่า เพราะหากไม่มีสมาธิจะทำให้การเจรจาเรื่องสำคัญใน 3-4 วันที่ผ่านมา  จะพลาดไปอย่างน่าเสียดายสำหรับโอกาสของประเทศไทย โดยภารกิจในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดวาระแห่งชาติ Soft Power สร้างชาติสู่เวทีโลก และเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่บทบาทเจ้าภาพงานระดับนานาชาติ

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า สัมฤทธิ์ผลเรื่องที่ 1 ที่ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก จับตาคือการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระดับโลกอย่าง F1 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศในโลก พยายามจะเป็นเจ้าภาพให้ได้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง  Formula 1 มีปัจจัยหลายประการ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมมอเตอร์สปอรต์สำคัญระดับโลกที่จะทำให้ประเทศไทยมีการลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนภาคเอกชนซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท  ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศในทุกมิติ โดยการจัดการแข่งขัน Formula 1 (F1) จะสร้างรายได้มหาศาล ทั้งจากการขายตั๋ว ค่าธรรมเนียมสนาม ค่าสิทธิการออกอากาศและรายได้จากสปอนเซอร์ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่น ๆ รายได้จากการจัดการแข่งขัน F1 ไม่ได้มาจากการขายตั๋วหรือสปอนเซอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนแบ่งจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสนาม การจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งคอนเสริต์ งานโชว์ ยานยนต์ และอื่นๆอีกกว่า 1 แสนล้านบาท

โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดจัดงานในแนวทาง “Sustainable F1” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวควบคู่ไปกับกีฬา มอเตอร์สปอร์ต  ซึ่งผู้บริหารระดังสูง F1 มีการตอบรับที่ดีในแนวทางที่เสนอ  ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเข้าสู่เวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก และการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์

ทั้งนี้ หลังการเจรจามีผลสัมฤทธิ์โดยรัฐบาล จะทำการศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยจะขออนุมัติหลักการในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการและการศึกษาการเป็นเจ้าภาพ โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 4 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ เพื่อขออนุมัติหลักการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.2571  หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยหวังว่าประเทศไทยจะเป็น1 ใน 24 สนามระดับโลก ที่มีโอกาสจัดการแข่งขัน FORMURA ONE ในกรุงเทพ

  นายจิรายุ กล่าวต่อไป สำหรับผลสัมฤทธิ์เรื่องที่ 2 คือการขยายตลาด สร้างการรับรู้ Softpower ไทย “มวยไทย -อาหารไทย -สปาไทย” โดยเฉพาะมวยไทย นายกรัฐมนตรีมีแนวทางให้มีสถาบัน/องค์กรที่เป็นยอมรับในระดับสากล มาร่วมกำหนดมาตรฐานกลางสำหรับการฝึกสอนและการแข่งขันมวยไทย เพื่อขยายโอกาสวิชาชีพสำหรับคนในวงการมวยไทย ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ “มวยไทย” ในฐานะ “มรดกวัฒนธรรมของชาติ” ที่สามารถสร้างรายได้ ส่งออกทักษะ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า จะต้องมีสถาบันสากลให้การรับรองหลักสูตรฝึกสอนมาตรฐานสากล ทั้งระบบ  ครูมวย นักมวย กรรมการ พี่เลี้ยง ผู้จัดการ รวมไปถึงอุปกรณ์ สถานที่ฝึกสอน โรงยิมค่ายมวย เพื่อสร้างมาตรฐาน ขยายโอกาส วงการมวยไทยในต่างแดน  รวมถึงผลักดันการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เชื่อมโยงโรงยิมมวยไทยในต่างประเทศกับประเทศไทยโดยตรง

สัมฤทธิ์ผลเรื่องที่ 3 นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ ขจัดอุปสรรคทางการค้า-การนำเข้าสินค้าไทยใน อังกฤษ โดยการเร่งรัดให้เกิดการเจรจา FTA ระหว่างไทย -อังกฤษ หรือ รูปแบบ mini-FTA เพี่อ อำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์  ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร และลดข้อจำกัดโควต้าและภาษีศุลกากร โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางแนวทางการส่งออกอย่างยั่งยืนทั้งในอังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรปอีกด้วย

สัมฤทธิ์ผลเรื่องที่ 4 นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวจากตลาดยุโรป  โดยได้รับการตอบรับจาก บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เช่น Trailfinders, Emirates และสายการบินระหว่างประเทศ ที่จะเพิ่มเที่ยวบิน ระหว่างไทยและยุโรป ซึ่งนักท่องเที่ยวยุโรปมองไทย เป็น Hub  ที่จะเดินทางต่อไปในประเทศอี่น  ปัจจุบัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปเดินทางเข้าเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น เป็นกลุ่ม ”ไฮเอนด์ luxury tourism “ที่มีการใช้จ่ายสูง โดยนิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหรา มีระดับ สร้างรายได้การท่องเที่ยวในระดับตลาดพรีเมี่ยม  ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนการจัด แพคเกจ การท่องเที่ยวร่วมกันระหว่าง ททท. และเอกชนบริษัทท่องเที่ยวในยุโรป เพื่อขยายตลาดการท่องเที่ยวทันที

ทั้งนี้การเยือนประเทศอังกฤษและโมนาโกเพียงแค่ 4 วันทำให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำของประเทศไทยได้เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งการสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าธุรกิจในทุกประเภทของไทยในสหภาพยุโรปให้มียอดขายที่สูงขึ้น  อีกทั้งประเทศไทยจะถูกนับเป็นประวัติศาตร์ที่ประสบผลสำเร็จในการเจรจาจัดการแข่งขันระดับโลกในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายสำคัญที่จะจัดทำกิจกรรมการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือ(Man-made Destination )อันเป็นต้นทางสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆได้ในภาวะความกดดันทางเศรษฐกิจของโลกได้ นายจิรายุกล่าว

‘วิสุทธิ์’เมินวิจารณ์‘สนธิ-จตุพร’ กอดผนึกกำลังรบ‘ระบอบทักษิณ’

‘วิสุทธิ์’เมินวิจารณ์‘สนธิ-จตุพร’ กอดผนึกกำลังรบ‘ระบอบทักษิณ’

‘วิสุทธิ์’เมินวิจารณ์‘สนธิ-จตุพร’ กอดผนึกกำลังรบ‘ระบอบทักษิณ’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

น้ำไหลไปทางเดียวกัน! “วิสุทธิ์”เมินวิจารณ์”สนธิ-จตุพร” กอดผนึกกำลังรบ”ระบอบทักษิณ” โอดแค่หายใจแรงก็ผิดแล้ว เชื่อ”นายกฯ”รับฟังทุกปัญหา หากเป็นประโยชน์ประเทศ ขู่เตือนอย่าทำขัดแย้งเหมือนอดีต

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีปรากฏภาพระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธาน นปช.และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการสนธิทอล์ค อดีตแกนนำ พธม.สวมกอดกัน และมีการพาดพิงไปถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ปรากฏการณ์นี้เราเห็นอยู่แล้ว ไม่อยากวิจารณ์เขา เพราะทั้ง 2 ท่านนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าเราจะทำอะไร หายใจแรงก็ผิดอยู่แล้ว บ้านตนเรียกว่า น้ำไหลไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ไม่กอดกันก็รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เป็นไร ไปกอดกันบ่อยๆ ก็ดีแล้ว เชิญเลยตามสบาย เป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง คนพอใจก็อยู่ด้วยกันได้ คนที่ติดค้างในใจก็มีหลายเรื่อง บางคนมาขอแล้วไม่ได้ก็เป็นฝ่ายตรงข้าม คนที่ไม่สมประโยชน์ก็มี ไม่ใช่เฉพาะคู่นี้ มีหลายคู่หลายคน ถ้าทำใจให้ดีๆ ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง ทำใจสบายๆ ให้ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่นั้นก็อยู่ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสมประโยชน์ ตนเองกับนายจตุพรก็ไม่มีอะไรกัน ไม่วิพากษ์วิจารณ์

นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการรวมกันแล้วบอกว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่เขาประกาศนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา แต่อย่าทำให้การเมืองกลับไปอยู่แบบเดิมในอดีต เกิดความแตกแยก เดินชุมนุมประท้วง วันนี้ควรบอกว่า อะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง การยึดสนามบิน สุดท้ายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เป็นความยุ่งยากของประชาชน เพราะฉะนั้น มีอะไรอยากพูดอย่างแนะนำบอกได้ เชื่อว่านายกรัฐมนตรี รับฟังทุกปัญหา ในแนวทางที่ไม่มีอคติ

โหวตฉลุย‘งบฯ69’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน 324 เสียง​‘พรรคร่วมรัฐบาล’ปึ้ก

โหวตฉลุย‘งบฯ69’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน 324 เสียง​‘พรรคร่วมรัฐบาล’ปึ้ก

โหวตฉลุย‘งบฯ69’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน 324 เสียง​‘พรรคร่วมรัฐบาล’ปึ้ก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“วิสุทธิ์”ยัน 324 เสียง”พรรคร่วมรัฐบาล”ปึ้ก พร้อมโหวตฉลุย”งบฯปี 69” เชื่อยังไม่มียุบสภา ยันยังกินได้-นอนหลับสบาย ไร้ตั้งองครักษ์โต้ แค่เตรียมข้อมูลวิชาการ ชี้รัฐบาลปมโยกงบดิจิทัลวอลเล็ต กระจายเพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระรับหลักการ ระหว่างวันที่ 28 – 31 พ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดพร้อม รวมทั้งหมด 324 เสียง พร้อมโหวตแน่นอน ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนสัญญาณจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูไม่ค่อยดีนั้น ตนในฐานะวิปรัฐบาล ยืนยันว่า ทุกอย่างพร้อม ไม่มีปัญหาอะไร ช่วงนี้กระแสการเมือง คนอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีคนไปยุแยงบ้าง แต่ขอให้เชื่อมั่นในการทำงาน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่ายังไม่มีการยุบสภา การผ่านงบประมาณปี 69 เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศของเราเอง ก็มีเรื่องแผ่นดินไหวเป็นเรื่องใหญ่ รวมทั้งภาษีทรัมป์ ดังนั้น งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องตัด 1.57 แสนล้านบาท ออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจะเห็นว่างบปี 67 ที่ให้งบประมาณไป แต่บางโครงการอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง จะเห็นว่าการใช้เงินยังไม่เต็มที่ หากช้าไป 2 – 3 เดือน ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เชื่อว่า ทุกคนอยากให้ประเทศชาติบ้านเมืองไปรอด ไปได้เชื่อว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ และทุกคนจะให้ความร่วมมือในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่น่ามีอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้ยังกินได้ นอนหลับสบาย

เมื่อถามถึงการเตรียมองครักษ์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเตรียม สส.พรรคเพื่อไทย เตรียมทีมวิชาการ เตรียมอภิปราย เตรียมแผนภาพข้อมูลไว้อยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าการจัดสรรปันส่วนเวลา เมื่อลงตัวแล้ว แต่ละพรรคก็จะไปดำเนินการ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เมื่อถามถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่า จะโยกงบที่แต่เดิมเตรียมไว้สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไปกระจายในส่วนอื่น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถตอบได้ มีเหตุผลความจำเป็น หลายฝ่ายมองว่ายังไม่ต้องทำ ให้ชะลอไปก่อน แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งรีบ และเชื่อมั่นว่า ทีมรัฐบาลพร้อมชี้แจงตอบคำถามนี้ได้แน่นอน

นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 วาระแรกนั้น เราเตรียมเวลาไว้ 40 ชั่วโมง ได้หารือกันว่าจะให้ความร่วมมือทุกฝ่าย เพื่อให้อยู่ในเวลาที่เหมาะสม เชื่อว่าในการพิจารณาตลอดทั้ง 4 วัน น่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 22.00 – 23.00 น.และคาดว่าจะได้โหวตวาระแรกในเวลา 17.00 น.ของวันที่ 31 พ.ค.นี้ เพื่อให้ทุกคนที่ดูและติดตามเรื่องงบประมาณได้ประโยชน์ที่สุด พยายามไม่ให้ดึกเกินไป และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีต้องมาอยู่แล้ว และอาจจะยกทีมมาทำงานที่นี่เลย ซึ่งในวันที่ 28 พ.ค.นั้น คาดว่าจะมาตั้งแต่เวลา 13.00 น.

‘ไทยสร้างไทย’ข้องใจโยกงบ‘เงินหมื่น’ 157,000 ล้านแบบ‘ฟ้าผ่า’ หรือโกงแบบFastTrack!??

‘ไทยสร้างไทย’ข้องใจโยกงบ‘เงินหมื่น’ 157,000 ล้านแบบ‘ฟ้าผ่า’ หรือโกงแบบFastTrack!??

‘ไทยสร้างไทย’ข้องใจโยกงบ‘เงินหมื่น’ 157,000 ล้านแบบ‘ฟ้าผ่า’ หรือโกงแบบFastTrack!??

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

‘ไทยสร้างไทย’ข้องใจโยกงบ‘เงินหมื่น’ 157,000 ล้านแบบ‘ฟ้าผ่า’ หรือโกงแบบFastTrack!??

26 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคไทยสร้างไทย” โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

แบบนี้ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัยได้หรือไม่ว่า อาจจะเป็นการ #โกงแบบFastTrack (จะรีบ…ไปไหน)

“อย่าแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ เฉพาะผู้มีอำนาจ ให้ประชาชนเค้ามีกินมีใช้บ้าง”

รัฐบาลโยกงบโครงการ #แจกเงินหมื่น ให้กับประชาชน เฟส 3 จำนวน 157,000 ล้าน ออกไปแบบไม่มีกำหนด โดยอ้างว่าจะนำเงินจำนวน 157,000 ล้านนี้ ไปทำงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่วางกรอบไว้สวยหรู

แต่ให้เวลาเสนองบ กลับมาเพียง 3 วัน ซึ่งไม่มีทางที่จะเสนอโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริงได้ ภายในเวลาเพียง 3 วัน

เชื่อว่าโครงการที่เสนอกลับมาก็จะเต็มไปด้วยโครงการก่อสร้าง ขุดลอกแหล่งน้ำ อบรมสัมมนา ซึ่งเป็นโครงการที่ดีทั้งหมด ถ้าไม่โกง!! เหมือนที่ผ่านมา ซึ่ง ACT ได้ทำการสำรวจแล้วพบว่างบเหล่านี้ถูกดูดเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจไม่ต่ำกว่า 30%

ในข้อเท็จจริงถ้าจะนำงบมหาศาลถึง 157,000 ล้าน มากระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนจริง มันต้องมีการศึกษาและทำแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน  ใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใสมากที่สุด

โปรดสำนึกว่า“เงิน #ภาษีประชาชน  ทุกรัฐบาลต้องใช้อย่างระมัดระวังมากกว่าเงินในกระเป๋าของตัวเอง”

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง #สร้างการเมืองสุจริต ไล่ #การเมืองทุจริต ที่ทำร้ายเศรษฐกิจและอนาคตของคนไทย

#ไทยสร้างไทย

#งบประมาณ69

#งบกลาง

#ดิจิทัลวอลเล็ต

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก – ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก - ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

มธ.ปรับ 298 หลักสูตร รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว วางทิศทางสู่ระดับโลก – ปั้นทาเลนต์เก่งรอบทิศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.13 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กางแผนความพร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำแห่งอนาคต” เดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ พัฒนาหลักสูตรทั้ง 19 คณะ 6 วิทยาลัย 2 สถาบัน 298 หลักสูตรที่เชื่อมโยงสหวิทยาการทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ พร้อมตั้งเป้าเป็นต้นแบบมหาวิทยาลัยไทยที่ผลิต “ผู้นำ” และ “แรงงานคุณภาพสูง” ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ทุกมิติ นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดหลักสูตรและรายวิชาใหม่ อาทิ จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต กลุ่มวิชา Finance & Investment ซึ่งสอดรับกับวิถีชีวิต สังคมและเศรษฐกิจในอนาคต ตลอดจนมุ่งเป้าพัฒนาทักษะบัณฑิตสู่ทาเลนต์ที่เพียบพร้อมทั้ง Hard Skills , Soft Skills , Future Skills มุ่งสู่ภาวะการมีงานทำหลังจบการศึกษาได้ 100%

.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในยุคที่ทุกบริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่อนาคต ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ปี 2024 พบว่า การคิดวิเคราะห์ เป็นทักษะหลักที่ภาคธุรกิจมองว่าจำเป็นสูงสุดในปี 2025 โดยสูงถึง 68% รองลงมาคือ ความยืดหยุ่น และความคล่องตัว” (67%) และ ภาวะผู้นำและอิทธิพลทางสังคม (61%) สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทั้งด้านความคิด การสื่อสาร และการปรับตัวในโลกที่ผันผวน ขณะเดียวกัน ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพด้านเทคโนโลยีกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2025–2030 โดยเฉพาะอาชีพ “ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่” ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึงกว่า 100% ตามด้วย “วิศวกรฟินเทค” และ “ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning” ที่ต่างเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยังมีอาชีพที่เติบโตควบคู่กัน เช่น นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้สร้างความมั่นคงไซเบอร์ และวิศวกรพลังงานหมุนเวียน และในทางกลับกัน หลายอาชีพดั้งเดิมกำลังถูกลดบทบาทลงอย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในการเสริมทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน โดยเฉพาะทักษะเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

.ธรรมศาสตร์ จึงเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยสู่ระดับโลก ด้วยการเปิดแผนยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำเพื่อสังคมแห่งอนาคต” พร้อมยังตั้งเป้าสร้าง Global Impact University เพื่อให้คนของธรรมศาสตร์ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยปรับปรุงและพัฒนากว่า 298 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ สร้างบัณฑิตที่มีความรู้รอบด้านในเชิงประจักษ์ พร้อมลงมือปฏิบัติได้จริง และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในปัจจุบันและตอบโจทย์ความต้องการสังคมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวและว่า

โดยยุทธศาสตร์ใหม่นี้ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ การเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ชั้นนำแห่งอนาคต มุ่งบูรณาการองค์ความรู้หลากศาสตร์และการพัฒนาทักษะทางการวิจัยให้ตอบสนองต่อการเรียนรู้ยุคใหม่ การเป็นมหาวิทยาลัยของสังคม โดยเน้นการผลิตบัณฑิตจิตสาธารณะ พร้อมสร้างความเข้าใจเชื่อมโยงกับชุมชนด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ การสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับประชาคมธรรมศาสตร์ ผ่านการใช้ระบบการบริหารแบบยั่งยืน และแผนงานเชิงระบบที่เน้นการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) การยกระดับทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills พร้อมผลักดันการเรียนรู้แบบ Experiential Learning และ Co-operative Education ให้เกิดขึ้นในทุกคณะ

แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และการร่วมออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับหลักสูตรในปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้าใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 โดยมีการออกแบบโครงสร้างหลักสูตรตามแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ครอบคลุมการจัดทำผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งระดับหลักสูตร และรายวิชาตามมาตรฐานของ กกอโดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในรายวิชาต่าง  ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและฝึกทักษะจริงในสถานประกอบการมากกว่า 405 ชั่วโมง รวมถึงการพัฒนากลุ่มหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้แบบ Experiential Learning ผ่านโครงงานและปัญหาจริงจากภาคสนาม สอดรับกับเป้าหมายการสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปรับปรุงทุกหลักสูตรยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรด้านเทคโนโลยี พร้อมยกระดับการเรียน e-Learning และสร้าง Common Core ภายในคณะเพื่อประโยชน์ร่วมกันทุกหลักสูตร ในขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการมีวิชาที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้” อธิการบดี มธ. ระบุ

.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการผลักดัน รายวิชาเสริมทักษะเชิงลึกเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต โดยเร็วๆนี้จะมีการเปิดสอน รายวิชา TU280 จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต” (Artificial Intelligence Ethics for Leader of the Future) ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับใหม่ทันกับกระแส AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตโดยตรง มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้เข้าใจในประเด็นจริยธรรม เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นการใช้ AI อย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่องถึงการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ความแตกต่างของรายวิชานี้คือ      ไม่ได้สอนเพียงการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการฝึกนักศึกษาให้เข้าใจโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยน พร้อมตั้งคำถามอย่างมีจริยธรรมต่อการใช้ AI ในชีวิตมนุษย์ สังคม และระบบเศรษฐกิจในอนาคต เป็นการบ่มเพาะผู้นำที่คิดเป็น ทำเป็น และรับผิดชอบต่อผลกระทบในระดับโลกได้จริง และเป็นหัวใจของการสร้าง “Ethical Leaders” แห่งยุค AI ที่จะไม่ยึดติดเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยพร้อมเปิดสอนในภาคการศึกษา 2568 นำโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ยังเปิดหมวดวิชา Finance & Investment ครอบคลุมหัวข้อที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ อาทิ ความรู้การเงินในชีวิตประจำวัน การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี การวางแผนภาษี ต้นทุนโอกาส และการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมออกแบบหลักสูตรกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำ เช่น SET SCB GULF และ Bangkok Bank เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้แบบ Online หรือ E-learning ได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะกับการพัฒนาทักษะควบคู่กับการเรียนหลักสูตรปกติ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากการที่ได้มีการเปิดหลักสูตร SET E-learning ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 มีนักศึกษาลงเรียนวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรแล้วกว่า 22,000 คน

อย่างไรก็ดี ธรรมศาสตร์ยังวางทิศทางการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการเน้น ทักษะอาชีพที่สำคัญ ทั้ง ‘Hard Skill’ เช่น ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ กฎหมาย และการเงิน ‘Soft Skill’ เช่น การสื่อสาร แก้ปัญหา และการเป็นผู้นำ รวมถึง ‘Adaptability Skill’ ได้แก่ ความยืดหยุ่น การทำงานเป็นทีม และการวิเคราะห์ความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมทักษะเฉพาะด้าน เช่น ความเข้าใจจริยธรรม AI และการทำงานข้ามวัฒนธรรม เพื่อให้บัณฑิตธรรมศาสตร์เป็น Talent ที่โดดเด่นพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนในทุกมิติ

ในภาพรวม มหาวิทยาลัยวางเป้าหมายให้บัณฑิตมีความรู้เชิงวิชาการควบคู่กับทักษะปฏิบัติจริง และมีประสบการณ์วิชาชีพ โครงการ หรือฝึกงานอย่างน้อย 6 หน่วยกิต โดยคาดหวังให้ทุกหลักสูตรสามารถพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีทักษะแห่งอนาคต เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงในโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังได้ตั้ง “ศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ” (TUCEEC) เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาและศิษย์เก่า ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่าง Hard Skills , Soft Skills รวมถึง Future Skills เรื่องของ AI และการตลาดดิจิทัล โดยมีเป้าหมายจัดอบรมและกิจกรรมกว่า 100 รายการในช่วงปี 2568–2570 เพื่อสร้างแรงส่งสู่การมีงานทำทันทีหลังจบการศึกษาให้ได้ 100%” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

การวางกลยุทธ์ด้านบุคลากร มหาวิทยาลัยยังเร่งยกระดับศักยภาพอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญสู่การเป็น “ผู้นำการเรียนรู้” อย่างเป็นระบบ ผ่านแนวทาง Professional Standard Framework (PSF) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลเพื่อส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับสูง โดยตั้งเป้าหมายให้อาจารย์ผ่านการรับรองมาตรฐาน PSF ระดับ 2 ขึ้นไป (PSF 2+) อย่างน้อย 100 คนภายในปีงบประมาณ 2568–2570 ทั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาอาจารย์ให้เป็นผู้มีบทบาทผู้นำการสร้างการเรียนรู้เชิงรุก และออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคใหม่อย่างแท้จริง ทั้งในระดับปริญญาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ และความร่วมมือหลักสูตรแบบ Dual Degree กับสถาบันพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายวิชาการระดับสากลที่เชื่อมโยงการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดนได้