‘ศาลปกครอง’แจงยิบข้อกฎหมายคดี’ยิ่งลักษณ์’ ปมชดใช้ค่าสินไหมจำนำข้าว

'ศาลปกครอง'แจงยิบข้อกฎหมายคดี'ยิ่งลักษณ์' ปมชดใช้ค่าสินไหมจำนำข้าว

‘ศาลปกครอง’แจงยิบข้อกฎหมายคดี’ยิ่งลักษณ์’ ปมชดใช้ค่าสินไหมจำนำข้าว

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.44 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 สำนักงานศาลปกครอง เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่อง ข้อกฎหมายคดีฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โครงการรับจำนำข้าวเปลือก รายละเอียดดังนี้

สำนักงานศาลปกครอง ขอชี้แจงข้อกฎหมายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ อผ.160-163/2568 ระหว่าง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 นายกรัฐมนตรีกับพวกรวมเก้าคน ผู้ถูกฟ้องคดี ดังนี้

1.คดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นั้น มีมูลเหตุมาจากกรณีที่มีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ให้ผู้ ฟ้องคดีที่1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ ให้ชำระเงิน ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่ชำระ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินตามคำสั่งได้ โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล

ทั้งนี้ ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม และมาตรา 63/7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีในส่วนนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลปกครอง มีอำนาจเพียงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 โดยศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้คู่กรณีฝ่ายผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคดีนี้

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า คำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายบางส่วน จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพิพาท เฉพาะส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 10,028,861,880.83 บาท โดยศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำพิพากษาและออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าแต่อย่างใด

2.คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่นั่งพิจารณาได้ลงลายมือชื่อในร่างคำพิพากษาครบทั้งห้าคนเรียบร้อยแล้ว ต่อมาประธานศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งในการประชุมใหญ่นั้น จะประกอบด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่พ้นจากราชการไปแล้วจึงไม่อาจเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ จะเป็นไปตามเสียงข้างมากของที่ประชุม ต่อมา เมื่อมีการจัดทำคำพิพากษาตามมติของที่ประชุมใหญ่แล้ว ตุลาการในองค์คณะ สองคนที่พ้นจากราชการไปแล้วจึงไม่อาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้ ซึ่งประธานศาลปกครองสูงสุดได้มี บันทึกกรณีตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีเหตุจำเป็นไม่อาจลงลายมือชื่อได้ไว้ในคำพิพากษาแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาและจัดทำคำพิพากษาดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 68 และมาตรา 69 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

3.ส่วนการทำความเห็นแย้งนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนในที่ประชุมใหญ่มีสิทธิทำความเห็นแย้ง ได้ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยปรากฏความเห็นแย้งและรายชื่อของตุลาการที่มี ความเห็นแย้งอยู่ในคำพิพากษาแล้ว

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

– 006

แทรกแซง ขรก.ประจำ! ‘สว.สำรอง’บุกป.ป.ช. จี้สอบจริยธรรม 92 สว.ยื่นร้อง’ภูมิธรรม-ทวี’

แทรกแซง ขรก.ประจำ! 'สว.สำรอง'บุกป.ป.ช. จี้สอบจริยธรรม 92 สว.ยื่นร้อง'ภูมิธรรม-ทวี'

แทรกแซง ขรก.ประจำ! ‘สว.สำรอง’บุกป.ป.ช. จี้สอบจริยธรรม 92 สว.ยื่นร้อง’ภูมิธรรม-ทวี’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.21 น.

“สว.สำรอง”บุกป.ป.ช. จี้สอบจริยธรรม 92 สว.ยื่นร้อง”ภูมิธรรม-ทวี”ปมสอบฮั้วสว. ชี้ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติแทรกแซงข้าราชการประจำ พร้อมยื่นศาลรัฐธรรมนูญสั่ง สว.พ้นหน้าที่

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว นำคณะ สว.ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับ สว.จำนวน 92 คน ที่ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องการทำคดีฮั้วเลือก สว.ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนคิดว่าการยื่นร้องนั้น เป็นการก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการประจำ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (1) ดังนั้น วันนี้คณะ สว.สำรอง จึงเดินทางมายื่นต่อ ป.ป.ช.ในฐานความผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ท่านก้าวก่ายการทำงานของนายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี แม้พวกท่านจะเป็นข้าราชการฝ่ายการเมือง แต่ก็ถือว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งในฐานะประธาน และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ จึงถือเป็นการดำเนินงานของฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนั้น การที่ท่านมาก้าวก่ายฟ้องร้อง คิดว่าท่านใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติกระทำการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ถือเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 185 (1) และอาจถือว่าผิดตามมาตรา 111(7) ทำให้หมดสมาชิกสภาพการเป็น สว.ได้เลย เมื่อขาดจริยธรรม” พล.ต.ท.คำรบ กล่าว

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า นอกจากนี้ เราได้ไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ปรากฏว่ายกคำร้อง วันนี้ตนจึงจะเดินทางไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้มีการทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง และคาดหวังว่าศาลจะมีการพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว และสั่งให้ สว.ทั้ง 92 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ก่อนที่จะมีการพิจารณาแต่งตั้งองค์กรอิสระที่มีการบรรจุวาระไว้แล้วในสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามถึงกรณีคลิปเสียงเกี่ยวกับการเสนอเงินให้เพื่อดำเนินการเพื่อเลือก สว.ในพื้นที่ จ.นครพนม มีการรับทราบเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า เรื่องคลิปเสียงนั้นตนไม่ได้มีโดยตรง แต่ที่อื่นอาจจะมีรวมถึงเรื่องคลิปเรื่องภาพต่างๆ ซึ่งมีมากมาย และที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ รวมถึงการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดตนอาจจะรู้ไม่มากนักอาจเป็นเรื่องความลับในสำนวน เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าคลิปเสียงดังกล่าวไม่ได้มาจาก สว.สำรอง

– 006

‘ครูเป็ด’ออกโรงย้อนวิสัยทัศน์‘นายกฯ’ เหน็บเจ็บๆ‘นกแก้วนกขุนทอง’

‘ครูเป็ด’ออกโรงย้อนวิสัยทัศน์‘นายกฯ’ เหน็บเจ็บๆ‘นกแก้วนกขุนทอง’

‘ครูเป็ด’ออกโรงย้อนวิสัยทัศน์‘นายกฯ’ เหน็บเจ็บๆ‘นกแก้วนกขุนทอง’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

‘ครูเป็ด’ออกโรงย้อนวิสัยทัศน์‘นายกฯ’ เหน็บเจ็บๆ‘นกแก้วนกขุนทอง’  

26 พฤษภาคม 2568 “ครูเป็ด” มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ภาพ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ครูเป็ด moncheep” ระบุว่า…

จริงอยู่…ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง

แต่ใครเคยเห็นออ. แสดงความรู้ความเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะหรือเปล่า

เคยลงลึกในเนื้องาน มีตัวเลขแบบจริงจัง มีกลยุทธ์มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในเรื่องใดบ้างหรือไม่

เคยแสดงความเห็นอย่างผู้รู้ หรือผู้มีวิสัยทัศน์ในเรื่องใดบ้างหรือยัง

นอกจากคำว่า…

…ต้องคุยกันในรายละเอียด

…ได้มอบหมายให้…ไปแล้ว

…แน่นอนว่าเรื่อง…ต้องดีขึ้น

…เราให้ความสำคัญกับเรื่อง…อยู่เสมอ

เธอก็นกแก้วนกขุนทองๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ

จริงๆเลยนะ ตั้งแต่รู้จักการเมืองมา…จะดีจะชั่ว หรือมีที่มายังไง นายกแต่ละคนเขาก็มีความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของตนเอง

…ไม่เคยเห็นนายกคนไหนว่างเปล่าขนาดนี้

นอกจากไม่แสดงว่า ในหัวเธอมีอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า…การสื่อสารก็สับสนผิดๆถูกๆไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาอะไร กาลเทศะก็ไม่ได้

การควบคุมอารมณ์ การแสดงออกเพื่อตอบโต้ วุฒิภาวะ…ก็อย่างที่เห็นกันอยู่

ต้องบอกว่านายกคนนี้…สุดจริงๆ

‘ไพบูลย์’ เผย ‘บิ๊กป้อม’ กำชับ สส.ร่วมถกร่าง พรบ.งบฯ ปี’69 เต็มที่

‘ไพบูลย์’ เผย ‘บิ๊กป้อม’ กำชับ สส.ร่วมถกร่าง พรบ.งบฯ ปี'69 เต็มที่

‘ไพบูลย์’ เผย ‘บิ๊กป้อม’ กำชับ สส.ร่วมถกร่าง พรบ.งบฯ ปี’69 เต็มที่

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.00 น.

“เลขาฯพปชร.” เผย “พล.อ.ประวิตร” กำชับ สส.ร่วมถกร่างพ.ร.บ.งบ’69 เต็มที่ ยัน เจ้าตัวร่วมโหวตแน่ แต่คงไม่ได้ร่วมอภิปรายฯ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึง การเตรียมความพร้อม การอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วันที่ 28-31 พ.ค.นี้ ว่า พรรคจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.) เพื่อกำชับประเด็นต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่างบประมาณมีปัญหา โดยเฉพาะงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคจับตามองเป็นพิเศษ

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐได้กำชับให้ สส.ไปร่วมอภิปราย และแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ส่วนผู้อภิปรายจะกี่คน และเป็นใครบ้างนั้น พรุ่งนี้ (27 พ.ค.) พรรคจะมีการประชุม และจะแถลงข่าวให้ทราบต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ พล.อ. ประวิตร อาจจะไม่ได้ร่วมการอภิปรายในครั้งนี้  แต่ท่านจะไปร่วมโหวตแน่นอน

‘ดนุพร‘ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ YPP ปั้น New Gen พา’พท.’กลับเป็นพรรคอันดับ 1 ในเลือกตั้งปี 70

‘ดนุพร‘ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ YPP ปั้น New Gen พา'พท.'กลับเป็นพรรคอันดับ 1 ในเลือกตั้งปี 70

‘ดนุพร‘ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ YPP ปั้น New Gen พา’พท.’กลับเป็นพรรคอันดับ 1 ในเลือกตั้งปี 70

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘ดนุพร‘ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมโครงการ YPP พร้อมปั้น New Gen พาเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 การเลือกตั้ง 70 

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเชิญชวนคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 21-40 ปี สมัครเข้าร่วมโครงการ Young Professionals Program (YPP) โดยเน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่หลักสูตรอบรมทั่วไป แต่คือ “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่จะเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง โดยโครงการ YPP สำหรับตนนั้น เป็นโปรเจ็คที่มุ่งจะเขียนฝันของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นจริงด้วยความจริง นี่ไม่ใช่แค่หลักสูตรอบรมเหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เคยทำกันมา แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ลงมือทำ สร้างนโยบายจริง สู้ในสนามจริง และทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2570

นายดนุพร กล่าวเสริมว่า พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมา ยังทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ยังมีผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากในกลุ่มนี้ โครงการ YPP จึงถือเป็นการเติมช่องว่าง และสร้างการเติบโตทั้งให้กับตัวผู้เข้าร่วม และพรรคเพื่อไทยเอง กำลังมองหาเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ๆ ของสังคมที่จะมาร่วมกันสร้าง และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราจะใช้เป็นสนามแรกของการฝึกฝนและลงมือทำ

โครงการ YPP เปิดรับคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 21 – 40 ปี ไม่ว่าจะเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน หรือมีประสบการณ์ระดับอาวุโสในองค์กรต่างๆ ขอเพียงยังมีพลัง และฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม ก็สามารถสมัครเข้าร่วมได้ โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ พบปะกับรัฐมนตรี นักนโยบายระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และเตรียมพร้อมสู่การเป็นกำลังหลักของพรรคนี่คือการเตรียมทีมสำหรับอนาคต เตรียมว่าที่นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพาพรรคเพื่อไทยกลับมาชนะการเลือกตั้งในปี 2570” 

นายดนุพร กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มีเป้าหมายเพื่อ Empowering Thais และโครงการ YPP ก็คืออีกหนึ่งการเดินหน้าในภารกิจนี้ โดยเชื่อมั่นว่าเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ๆ จะช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งอีกครั้ง

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียด และสมัครได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก YPP – Young Professionals Program หรือ https://linktr.ee/PTPAcademy

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

แนวหน้าวิเคราะห์ : เมื่อ‘สนธิ’จับมือ‘จตุพร’ อดีตคนสองขั้วรวมตัวเพื่อเป้าหมายเดียว

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง

ภาพของผู้ชายสองคนที่เคยอยู่กันคนละขั้วการเมือง มายืนกอดกันบนเวที พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

หนึ่งคือ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการและเจ้าของรายการสนธิทอล์ค อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

อีกหนึ่งคือ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ทั้งคู่เคยห้ำหั่น เชือดเฉือนกันมาอย่างยาวนานเมื่อครั้งอดีต ยุคที่มีความคิดเห็นและเคลื่อนไหวต่อ ทักษิณ ชินวัตร แตกต่างกัน คนหนึ่งขับไล่ อีกคนสนับสนุน

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ภาพนี้เกิดขึ้นบนเวทีเสวนาในงาน “ความจริงมีหนึ่งเดียว” ครั้งที่ 2/2568 ที่หอประชุมเล็ก (ศรีบูรพา)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568

สรุปคำพูดบางช่วงบางตอนของทั้งสองคน

สนธิ บอกว่า รู้จักจตุพร พรหมพันธุ์ มาตั้งแต่สมัยเค้ายังเป็นศัตรูกัน ตอนนั้นตนลุกขึ้นมาเพื่อสู้กับทักษิณ ส่วนจตุพรยืนข้างทักษิณ ชินวัตร เราปะทะกันมากมายหลายยก จากนั้น วิถีชีวิตของแต่ละคนก็ต้องจากกันไปจากกันมา จนกระทั่งเรามาพบกันอีกทีหนึ่งที่ศาลอาญา แล้วก็ในเรือนจํา หลังจากนั้น จตุพร ประกาศว่าจะสู้กับทักษิณทั้งๆ ที่เคยทำงานให้แบบถวายหัว ตนก็เลยติดตามจตุพรมาโดยตลอด ซึ่งก็สงสัยว่าที่เขาทํางานแล้วออกมาต่อต้านทักษิณนั้น มันเป็นของจริงหรือของปลอม ติดตามดูประมาณ 2-3 ปี แล้วก็ในช่วงที่เค้าไปประท้วงร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่มี นิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา เขาได้มีโอกาสมาขอเข้าพบตนกับนิติธร ชักชวนให้ตนออกมานําประชาชน

สนธิ บอกว่า สัมผัสจตุพรแล้ว มีความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดิมจริงๆ นะ เค้าเป็นคนที่มุ่งมั่น เขาไม่ใช่คนที่จะทําลายทักษิณเพียงอย่างเดียว เขาเป็นคนที่พร้อมที่จะทํางานเพื่อส่วนรวม เขาไม่มีสี และยังบอกว่า เขาเจ็บปวดกับการเมืองมามาก เจอของปลอมมามาก ทุกวันนี้ผมยืนหยัดขึ้นมาเพื่อเปิดโปงของปลอมพวกนี้ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบ

สนธิ ยังขอให้ผู้ที่มาร่วมในงานเสวนา เปิดใจให้กว้าง คนที่เคยหลงผิดแล้วเขาเข้าใจอะไรผิดแล้วเขาไปเจอความเลวความชั่วร้ายของจริง เราต้องให้โอกาส จตุพร ขอให้พ่อแม่พี่น้องให้โอกาสกับเขา เพราะการที่เขากล้ามาขึ้นเวทีนี้ แสดงว่าเขามีความกล้าหาญในใจแล้ว เราต้องให้โอกาสเขา การที่เขาต่อสู้เรื่องโรงพยาบาลตํารวจชั้น 14 มาตลอดเวลา โดยไม่หยุด มันก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งพิสูจน์ว่าจตุพร พรหมพันธุ์ วันนี้ไม่ใช่จตุพร พรหมพันธุ์ คนเก่า “ตอนนี้ผมรับเขาเป็นน้องแล้ว”

ขณะที่ จตุพร บอกว่า ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีมานี้ ภาพที่ท่านทั้งหลายได้เห็นขณะนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะคำว่าทวงความถูกต้องให้กับคนไทยเป็นหัวใจหลักนำพาให้ตนมาพบกับนายสนธิ  ในวันนี้ ซึ่งนายสนธิได้ชวนตนในขณะที่พบกันที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ว่าเราจะได้มีโอกาสถ้อยแถลงพร้อมกัน โดยผ่านมา 7 ปีเพิ่งประสบความสำเร็จในวันนี้ วันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าประเทศไทย เรื่องใหญ่ของบ้านเมืองในวันนี้คือจะนำพาให้ประเทศไทยเดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง และพลิกฟื้นประเทศชาติขึ้นมาได้อย่างไร

“ผมผ่านมาหลายเหตุการณ์  มารู้ตัวอีกทีก็อายุ 60 ปี แต่ทันทีที่ผมประกาศรบกับนายทักษิณ ทุกคนก็กลับมาญาติดีกับผมเหมือนเดิม ทั้งนี้วันที่นายทักษิณ กลับมาประเทศไทยและยื่นถวายฎีกา ยอมรับว่ากระทำความผิดตามคำพิพากษา มองว่าไม่ใช่ผลพวงการยึดอำนาจหรือตุลาการภิวัฒน์ แต่เขายอมรับว่าทุจริตจริง ไม่ว่าระบอบการเมืองใดทุจริตคือทุจริต โกงก็คือโกง ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย”

จตุพร กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทย และทำให้แต่ละฝ่ายสามัคคีกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรื่องราวของบ้านเมืองจากนี้ไปภาคประชาชนต้องให้กำลังใจกัน เราเจอการบริหารประเทศแบ่งแยกและปกครอง รัฐบาลทั้งโลกและประเทศไทยล้วนแต่ชั่วทั้งสิ้น วิธีจัดการรัฐบาลนี้คือประชาชนต้องสามัคคีเท่านั้น

จตุพร ระบุว่า หลังวันที่ 13 มิถุนายนนี้ บ้านเมืองนี้คงเจริญและรวดเร็วขึ้นทุกกระบวนการ เพราะผลนั้นจะเป็นน้ำมันหล่อลื่น เรื่องที่หนืดใน กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. จะมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะทุกขบวนการทำหน้าที่จะเริ่มต้นในการคิดใหม่ แต่ถ้าทุกคนรอคนใหม่มาทำหน้าที่จะทำให้บ้านเมืองจะย่อยยับ ตนมองว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยน แต่ปัญหาคือจะเปลี่ยนไปเป็นแบบเดิมได้หรือไม่ขออย่าหนีจิ้งจกมาเจอตุ๊กแก

“วันนี้ถึงเวลาของประชาชนที่เห็นบ้านเมืองไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม ประเทศนี้เป็นของเรา ต้องมีสิทธิ์กำหนดอนาคต ไม่ใช่ให้นายทักษิณคิดคนเดียว แต่ประชาชนสามารถคิดในแผ่นดินนี้ได้เหมือนกัน และสุดท้ายเวลาที่ต้องการความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจมาถึงแล้ว”

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของบุคคลที่ในอดีตเคยยืนกันอยู่คนละขั้วมาสู่การจับมือต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกันครั้งนี้ถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากทั้งคู่มีประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน จึงต้องคอยดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแวดวงการเมืองไทยนับจากนี้

ทีมข่าวแนวหน้า

‘รัฐบาล’ประกาศพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่ง F1 ปี 71 เตรียมชงครม.ไฟเขียว สัปดาห์หน้า

'รัฐบาล'ประกาศพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่ง F1 ปี 71 เตรียมชงครม.ไฟเขียว สัปดาห์หน้า

‘รัฐบาล’ประกาศพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่ง F1 ปี 71 เตรียมชงครม.ไฟเขียว สัปดาห์หน้า

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

‘โฆษกรบ.’เผยเร่งศึกษาแนวคิด’Sustainable F1’ จัด F1 เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเสร็จภายในปีนี้ ชงครม.อนุมัติหลักการเสนอตัวจัดแข่ง 4 มิ.ย.นี้ ในกทม.คาดเป็นจริงปี 71 หวังสร้างรายได้แสนล้าน

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลสัมฤทธิ์ในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรและราชรัฐโมนาโก ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ระหว่างวันที่ 21–25 พ.ค.ซึ่งเป็นการเดินทางคณะเล็กเพียงแค่ 4 วัน  โดยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระดับโลกอย่าง F1  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศในโลก พยายามจะเป็นเจ้าภาพให้ได้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์  Formula 1 มีปัจจัยหลายประการ โดยการจัดการแข่งขัน Formula 1 จะสร้างรายได้มหาศาล รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่นๆ รายได้จากการจัดการแข่งขัน F1 ไม่ได้มาจากการขายตั๋วหรือสปอนเซอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนแบ่งจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสนาม การจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งคอนเสิร์ต งานโชว์ ยานยนต์ และอื่นๆ อีกกว่า 1 แสนล้านบาท

โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า โดยนายกฯ ได้เสนอแนวคิดจัดงานในแนวทาง “Sustainable F1” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวควบคู่ไปกับกีฬา มอเตอร์สปอร์ต  ซึ่งผู้บริหารระดังสูง F1 มีการตอบรับที่ดีในแนวทางที่เสนอ ทั้งนี้ รัฐบาลจะทำการศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยจะขออนุมัติหลักการในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการและการศึกษาการเป็นเจ้าภาพ โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เพื่อขออนุมัติหลักการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.2571  หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยหวังว่าประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 24 สนามระดับโลก ที่มีโอกาสจัดการแข่งขัน F1 ในกรุงเทพฯ

‘อาเซียน’เห็นทางสว่าง ทางออกปัญหา‘เมียนมา’

‘อาเซียน’เห็นทางสว่าง ทางออกปัญหา‘เมียนมา’

‘อาเซียน’เห็นทางสว่าง ทางออกปัญหา‘เมียนมา’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

‘มาริษ’เผยวงถก‘รมต.ต่างประเทศอาเซียน’เชื่อมั่นเห็นทางออกปัญหา‘เมียนมา’ พร้อมขอบคุณไทยสนับสนุนบทบาท‘ประธานอาเซียน’พูดคุยกับฝ่ายต่างๆ เผยกลุ่มประเทศอาหรับพร้อมจับมืออาเซียนพัฒนาพลังงานทางเลือก

26 พฤษภาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 46 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่า ที่ประชุมฯ ได้ชื่นชมและขอบคุณไทยที่ได้สนับสนุนมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน แสดงบทบาทสำคัญเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสนับสนุนข้อเสนอจัดตั้งกลไกประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมา ระหว่างทางการเมียนมา อาเซียน และองค์การระหว่างประเทศ ตามที่ไทยผลักดัน โดยให้ AHA Centre เป็นจุดประสานงานหลัก เพื่อระดมการสนับสนุนการฟื้นฟูประเทศเมียนมาอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาเวทีพูดคุยที่สร้างสรรค์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นบทบาทนำของอาเซียน ในการแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในเมียนมา และทำให้เกิดพัฒนาการสำคัญในทางที่ดี โดยหลายประเทศเชื่อมั่นว่า เริ่มมีทางออกที่จะนำไปสู่การเจรจาพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาของเมียนมาได้ในอนาคต

นายมาริษ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยได้ริเริ่มเกี่ยวกับการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์กับเมียนมา โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดการพูดคุยระหว่างเมียนมาและประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว รวมถึงความพยายามให้เกิดการพูดคุยระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเมียนมา จนขณะนี้อาเซียนก็เห็นร่วมกันว่า การแก้ไขปัญหาเมียนมาต้องการการเปิดกว้างสำหรับการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์กับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือ

นายมาริษ ระบุอีกว่า ประเทศไทยยังพยายามขับเคลื่อนให้เปลี่ยนความเห็นที่แตกต่าง ไปสู่กิจกรรมที่เป็นความร่วมมือระหว่างกันของทุกๆ ภาคส่วน โดยริเริ่มการเจรจาพูดคุย 3 ฝ่ายระหว่างไทย เมียนมา และอินเดีย และการพูดคุย 4 ฝ่ายระหว่างไทย เมียนมา จีน และลาว รวมถึงล่าสุดไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการหารือ 6 ฝ่ายระหว่างเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเน้นการแก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันด้านการบริหารจัดการน้ำภายใต้กรอบของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อริเริ่มที่ไทยเสนอเพื่อดึงให้ฝ่ายต่างๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบรุนแรงแก่ประชาชนร่วมกัน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ในท้ายที่สุด

ส่วนในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) นั้น นายมาริษ เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางถึงสาขาที่อาเซียน และ GCC มีศักยภาพร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน เช่น การค้าและการลงทุน เนื่องจาก GCC เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในเรื่องเงินทุน มีกองทุนจำนวนมากในแต่ละประเทศ และมีความพยายามที่จะดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มประเทศ GCC เข้ามายังอาเซียน และมีหลายประเทศ กล่าวถึงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง 2 กลุ่มประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกัน พร้อมยังมีการเสนอความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน ซึ่งกลุ่มประเทศ GCC พร้อมร่วมมือกับอาเซียนพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

‘นายกฯ’ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนอีก 20 ปีข้างหน้า

'นายกฯ'ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนอีก 20 ปีข้างหน้า

‘นายกฯ’ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนอีก 20 ปีข้างหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

“นายกฯ”ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่อาเซียน เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนอีก 20 ปีข้างหน้า ผ่าน”การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ย้ำสมาชิกอาเซียนจะเป็นปึกแผ่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันของโลก

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตรงกับเวลา 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 ณ ห้องประชุม Conference Hall 1 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม Kuala Lumpur Convention Center (KLCC)

การประชุมอาเซียนครั้งนี้ มาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และความยั่งยืน” (Inclusivity and Sustainability) ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ชาติ ได้แก่ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม , ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย , ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ , นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย , นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ , นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม , นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมี ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน และนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์

ก่อนการประชุม ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เชิญผู้นำอาเซียน ถ่ายภาพร่วมกันก่อนกล่าวเปิดการประชุม จากนั้นที่ประชุมฯ ได้หารือ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ทิศทางการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนให้มั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนของโลก รวมถึงแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ของอาเซียนกับภาคีภายนอก

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาที่ภูมิทัศน์โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่นโยบายที่แข็งกร้าวและมุ่งผลประโยชน์ตอบแทน ถอยห่างจากแนวทางความร่วมมือพหุภาคีไปสู่การปฏิบัติฝ่ายเดียว มาตรการด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพลวัตทางการค้าโลก และต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนโดยรวม พัฒนาการดังกล่าวได้ท้าทายบรรทัดฐานโลก ทำให้อาเซียนต้องประเมินยุทธศาสตร์ของอาเซียนอีกครั้ง เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสนี้ ขอบคุณต่อความพยายามของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการส่งเสริมจุดยืนอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียน

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน อาเซียนจำเป็นต้องสร้าง เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร และทำงานร่วมกันมุ่งไปสู่การบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้อาเซียนยังคงมีบทบาทความสำคัญ ที่น่าดึงดูด และแข่งขันได้ จึงต้องมีการสนับสนุนการค้าภายในอาเซียน ใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้เต็มที่ พิจารณาจัดทำ FTA กับภาคีใหม่ๆ ควบคู่กับส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบ MSMEs เพื่อให้สามารถต่อสู้กับความท้าทายในอนาคตได้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ประเทศไทยสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อระบบการค้าพหุภาคีที่โปร่งใส เสรี ยุติธรรม และมีกฎเกณฑ์ที่คาดเดาได้ โดยประเทศไทยจะเร่งรัดการจัดทำ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อปลดล็อคการเติบโตครั้งใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในอนาคต และแสดงให้เห็นว่า อาเซียนไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาความก้าวหน้า ควบคู่กับการตอบสนองต่อภูมิทัศน์ของการค้าและการลงทุนระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุการบูรณาการที่มีประสิทธิผล อาเซียนต้องส่งเสริมกลไกการเจรจาจากทั้งภายในและภายนอกที่ตรงไปตรงมา ครอบคลุม สร้างสรรค์ และมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหา ผ่านการเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่มีพื้นฐานที่มั่นคง ยึดมั่นตามหลักการของอาเซียน การให้ความสำคัญในเรื่องเดียวกัน และขับเคลื่อนในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของพลเมืองอาเซียนอย่างแท้จริง ซึ่งไทยจะยังคงส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างแข็งขัน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับครอบครัวและหุ้นส่วนอาเซียน เพื่อให้แน่ใจว่าอาเซียนจะบรรลุถึง “การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน” ที่สะท้อนอยู่ในหัวข้อของอาเซียนในปีนี้

ดังนั้น เพื่อสร้างอนาคตที่ครอบคลุมสำหรับภูมิภาคอาเซียน ประชาคมอาเซียนจะต้องเน้นที่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนอาเซียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และต้องเพิ่มความพยายามเพื่อปกป้องความมั่นคงของมนุษย์ในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ หมอกควันข้ามพรมแดน และภัยพิบัติต่างๆ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า การคุ้มครองประชาชน ไม่อาจล้าช้าได้

ขณะเดียวกัน อาเซียนควรริเริ่มส่งเสริมเครื่องยนต์ตัวสำคัญที่จะ สนับสนุนการเติบโตของอาเซียนร่วมกัน เช่น ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนต่างๆ ของสังคมอาเซียน และความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน ปรับปรุงแนวทางปฎิบัติในการเดินทางระหว่างกัน และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายร่วมกัน ตามข้อริเริ่มของไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน

นอกจากนี้ อาเซียนควรมุ่งเน้นแนวทางในการสร้างความยั่งยืนในทุกภาคส่วน และในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน พร้อมกันสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมความยั่งยืนสำหรับอนาคต และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อผลักดันอาเซียนสีเขียว ให้มีความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต ประเทศไทยจะแสดงบทบาทนำขับเคลื่อนอาเซียนสู่เป้าหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในความปรารถนาอาเซียน ที่ระบุไว้ใน “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ.2045” (ASEAN Community Vision 2045) โดยเน้นเรื่องการเงินสีเขียว การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมนำ “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ.2045” มาขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่อนาคตร่วมกัน และเชื่อว่า วิสัยทัศน์ใหม่นี้จะทำให้อาเซียนเติบโตที่นำไปสู่สันติสุข ความเป็นหุ้นส่วน และก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ภายหลังการประชุมผู้นำอาเซียน ยังได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ 9 ฉบับ ได้แก่

1.ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการครบรอบ 10 ปี ของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (KL Declaration on the 10th Anniversary of the Establishment of the ASEAN Community)

2.ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045 : อนาคตร่วมกันของเรา (KL Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future)

3.วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2045 “อาเซียนที่เข้มแข็ง มีนวัตกรรม มีพลวัติและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (ASEAN Community Vision 2045: “Resilient, Innovative, Dynamic and People-Centred ASEAN”)

4.แผนยุทธศาสตร์ประชาคม การเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community Strategic Plan)

5.แผนยุทธศาสตร์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Strategic Plan)

6.แผนยุทธศาสตร์ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Strategic Plan)

7.แผนยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงอาเซียน (ASEAN Connectivity Strategic Plan)

8.กรอบความยั่งยืนสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (ASEAN Creative Economy Sustainability Framework)

9.ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความมุ่งมั่นเพื่อความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านยา (ASEAN Declaration of Commitment on ASEAN Drug Security and Self-Reliance : ADSSR)

– 006

‘ชวน–นิพนธ์’นำคณะเยี่ยมชมตลาดทุเรียนไทยในเฉิงตู ย้ำการรักษาคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีน

'ชวน–นิพนธ์'นำคณะเยี่ยมชมตลาดทุเรียนไทยในเฉิงตู ย้ำการรักษาคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีน

‘ชวน–นิพนธ์’นำคณะเยี่ยมชมตลาดทุเรียนไทยในเฉิงตู ย้ำการรักษาคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

‘ชวน–นิพนธ์’นำคณะเยี่ยมชมตลาดทุเรียนไทยในเฉิงตู ย้ำการรักษาคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีนขยายโอกาสตลาดผลไม้ไทย

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ที่เฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเยี่ยมชมร้านจำหน่ายทุเรียนไทยในเมืองเฉิงตู หนึ่งในตลาดบริโภคทุเรียนที่เติบโตเร็วที่สุดในจีนตอนตะวันตกเฉียงใต้

การเยี่ยมชมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมบริโภค “ทุเรียนไทย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลนำเข้าปี 2568 ซึ่งข้อมูลล่าสุดระบุว่าประเทศจีนสามารถนำเข้าทุเรียนไทยได้เฉลี่ย มากกว่า 600 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน โดยแต่ละตู้มีน้ำหนักประมาณ 17 ตัน คิดเป็นปริมาณรวมกว่า 10,000 ตันต่อวัน ซึ่งปัจจุบันระบบขนส่งมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งทางบก ทางทะเลจากท่าเรือในภาคตะวันออกของไทย และทางอากาศสู่เมืองเป้าหมาย ทำให้สามารถกระจายผลผลิตเข้าสู่พื้นที่ปลายทางในจีนได้รวดเร็วและสดใหม่กว่าในอดีต ส่งผลให้ร้านจำหน่ายทุเรียนในเมืองใหญ่ เช่น เฉิงตู เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างชัดเจน

นายนิพนธ์ กล่าวให้กำลังใจผู้ส่งออกและเกษตรกรไทยว่า ทุเรียนไทยยังคงได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดจีน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการ รักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานโดยเฉพาะ “หมอนทองไทย” ที่เป็นที่รู้จักในด้านรสชาติ เนื้อแน่น และความสม่ำเสมอของผลผลิต

ขณะเดียวกัน คณะฯ ได้สอบถามความคิดเห็นจากผู้บริโภคในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบรสชาติของทุเรียนไทย แต่ก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ “Durian Thailand” ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อทั้งผู้ปลูก ผู้ส่งออก และภาพลักษณ์ของผลไม้ไทยในตลาดโลก