‘ภูมิธรรม’ย้ำ ฟ้องผู้นำเขมร ยังใช้ศาลไทย แต่ไม่ปิดช่องฟ้อง ‘อาชญากรสงคราม’ ต่อศาลโลก

'ภูมิธรรม'ย้ำ ฟ้องผู้นำเขมร ยังใช้ศาลไทย แต่ไม่ปิดช่องฟ้อง 'อาชญากรสงคราม' ต่อศาลโลก

‘ภูมิธรรม’ย้ำ ฟ้องผู้นำเขมร ยังใช้ศาลไทย แต่ไม่ปิดช่องฟ้อง ‘อาชญากรสงคราม’ ต่อศาลโลก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.41 น.

“ภูมิธรรม” ย้ำ ฟ้องผู้นำเขมร ยังใช้ศาลไทย แต่ไม่ปิดช่องฟ้อง ”อาชญากรสงคราม” ต่อศาลโลก ขอส่งเรื่องมาเป็นทางการ เมิน “ฮุนเซน” จ้องย้อนศรจับผู้นำไทย บอกไม่รู้คิดอะไรอยู่

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 19 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ดำเนินการฟ้องร้องสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งแพ่งและอาญา ต่อศาลไทยกรณีสร้างความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนไทย จะสามารถไปถึงอาชญากรสงครามต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้หรือไม่ ว่า การฟ้องร้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเงื่อนไข ซึ่งฝ่ายกฎหมายของสมช. กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพได้ร่วมกันพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ ตนคิดว่าเหมาะสมตามสภาพ ถ้าทำได้เขาก็คงทำ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เราเริ่มสตาร์ทเรื่องนี้ก่อน

เมื่อถามว่า หากมีช่องทางที่จะนำเรื่องไปสู่ภายนอกประเทศได้ก็จะทำใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ไปถึงตรงนั้น ขณะนี้ยังเป็นเรื่องภายในประเทศ 

เมื่อถามว่า นักวิชาการแสดงความเห็นว่า เราสามารถรับเขตอำนาจศาลโลกได้บางเรื่อง เพราะเป็นเรื่องเข้าข่ายอาชญากร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ให้เขาทำเรื่องเสนออย่างเป็นทางการมา ตนจะให้ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ สมเด็จฮุนเซน ระบุว่าถ้าเจอผู้นำไทยในประเทศประเทศกัมพูชา จะดำเนินแจ้งจับเหมือนกัน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าสมเด็จฮุนเซน จะทำอะไร หรือคิดอะไร มติสมช.วานนี้ (18 ส.ค.) เป็นสิ่งที่เราคิดภายในประเทศเรา ดูจากความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่

‘แพทองธาร’ขึ้นศาลฯ เวทีนี้ไม่มี’ไอแพด-ผู้ช่วย’ บทพิสูจน์ความสามารถ

'แพทองธาร'ขึ้นศาลฯ เวทีนี้ไม่มี'ไอแพด-ผู้ช่วย' บทพิสูจน์ความสามารถ

‘แพทองธาร’ขึ้นศาลฯ เวทีนี้ไม่มี’ไอแพด-ผู้ช่วย’ บทพิสูจน์ความสามารถ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เวทีนี้ไม่มีไอแพด

การไต่สวนคุณแพทองธารโดยศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 นี้  หากมีการไปขึ้นศาล  จะเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวคุณแพทองธาร ว่า เป็นทองหรือเป็นธาร

ในห้องไต่สวน ตุลาการศาล 9 ท่านนั่งบนบัลลังก์  ผู้ถูกไต่สวนยืนในคอก สาบานตนต่อพระแก้วมรกตว่าหากพูดความจริงชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง หากกล่าวเท็จความพินาศวายวอดจะเกิดแก่ตัวเองและครอบครัว

ตุลาการ 9 ท่าน มีภูมิหลังแตกต่างกัน บางท่านเป็นอดีตผู้พิพากษา บางท่านเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง  บางท่านเคยเป็นทูต บางท่านเป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์  คำถามการไต่สวนจึงพรั่งพรูจากทุกทิศทาง ยากต่อการเก็งข้อสอบ ยากต่อการมีข้อสอบรั่ว

การไม่ไปชี้แจงของนายกแพทองธาร นั้นเป็นสิทธิของผู้ถูกร้อง แต่การไปชี้แจงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้องยิ่งกว่า

ยกเว้นว่า ทุกครั้งที่ท่านเข้าสอบจะมีตัวช่วย แต่คราวนี้ไม่มีทั้งผู้ช่วย ไม่มีทั้งไอแพด ต้องใช้สมองและความจริงใจล้วน ๆ ครับ

ประเมินแล้วได้อะไร? ‘ไอซ์’ซัดแรง ระบบประเมิน ITA ปม สตง.คว้าที่ 1 ‘ความโปร่งใส’

ประเมินแล้วได้อะไร? 'ไอซ์'ซัดแรง ระบบประเมิน ITA ปม สตง.คว้าที่ 1 'ความโปร่งใส'

ประเมินแล้วได้อะไร? ‘ไอซ์’ซัดแรง ระบบประเมิน ITA ปม สตง.คว้าที่ 1 ‘ความโปร่งใส’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

กลายเป็นกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยสำนักประเมินคุณธรรรมและความโปร่งใส จัดงานประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ได้ทำการประเมิน ITA ปี 2568 สร้างความฮือฮาอย่างมาก หลังพบว่า กลุ่มองค์กรอิสระนั้น “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)” ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 คะแนน 94.64 ซึ่งทาง สตง. ถึงขั้นต้องออกหนังสือชี้แจ้ง กรณีดังกล่าว

ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความร่ายยาว โดยระบุข้อความว่า “วันนี้ทุกคนคงได้ขำกันไปแล้ว กับข่าว สตง. คว้าอันดับ1 ความโปร่งใส เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า คะแนน ITA คืออะไร? วัดแล้วดี แปลว่าดีจริงไหม? ทำไม สตง. ได้ที่1?

คะแนน ITA คืออะไร?
ITA (INTEGRITY AND TRANSPARENCY ASSESSMENT) คือคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่ประเมินโดยสำนักงาน ปปช. เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนล็อคไว้และให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ที่อยากทำให้อันดับและคะแนน CPI หรือ ดัชนีภาพลักษณ์การคอปรัปชั่นดีขึ้น ซึ่งเป็นการวัดที่แข่งอันดับกันทั้งโลก ประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 109 จาก 180 ประเทศทั่วโลก
วัดแล้วดี แปลว่าดีจริงไหม?

การเก็บข้อมูล การประเมิน ITA เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 10กว่าปีเข้าไปแล้ว แต่เรื่องคอรัปชั่นในภาครัฐไม่มีอะไรดีขึ้นเลย สวนทางกับคะแนนของหน่วยงานที่ดีวันดีคืน เพราะอะไร คงต้องไปดุการประเมิน

มีการเก็บข้อมูลจาก 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใน : โดยจะให้บุคลากรทุกระดับที่ปฏิบัติงานมาไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้แสดงความคิดเห็นต่อคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานตนเอง โดยสอบถาม การรับรู้และความคิดเห็น แล้วใครมันจะไปบอกว่าหน่วยงานตัวเองไม่ดี เผลอๆผุ้บังคับบัญชาจะออกคำสั่งเองเลยด้วยซ้ำกว่าห้ามประเมินออกมาห่วย

ส่วนที่ 2 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายนอก : โดยให้ผู้รับบริการหรือผู้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐในช่วงปีงบประมาณได้แสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเกือบทั้งหมด รู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีใครอยากทำให้คะแนนของใครต่ำลง ก็เหมือนผลัดกันเกาหลัง

ส่วนที่ 3 แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ : เป็นการตรวจสอบระดับการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่เผยแพร่ไว้ทางหน้าเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่รู้อยู่แล้วว่าจริงๆหน่วยงานควรจะต้องเปิดเผยอะไรบ้าง ธรรมภิบาลข้อมูลทำกับแค่ครึ่งเดียว และทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกปิดบัง แอบซ้อนไว้อยู่แล้ว หาในเวปเท่าไหร่ก็เจอหรอกจ้า แล้วให้พูดกันจริงๆ จะมีประชาชนจริงๆมาประเมินกันสักกี่คน มันก็เป็นการบอกให้ญาติโกโหติกาของคนในนั่นแหละช่วยประเมินให้หน่อย

ปัญหาใหญ่ๆคือ หลายๆหน่วยงานมองการประเมิน ITA เป็นภาระมากกว่าโอกาสอันดีในการแก้ปัญหาเรื่องคอรัปชั่น บางหน่วยงานถึงกับลอกข้อมูลจากหน่วยงานอื่น และ ปิดบังข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อคะแนน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้การแม้จะวัดไปแล้วได้คะแนนดีดีออกมา แต่มันไม่ได้สะท้อนความจริงอะไรเลย!

ทำไม สตง. ได้ที่1?
ITA เป็นการประเมินหน่วยงานรัฐ 8,323 หน่วยทั่วประเทศ แต่ไม่ได้เรียงลำดับตั้งแต่ 1 ไปถึง 8,323 แต่จะจัดอันดับกันเป็นประเภท เช่น จังหวัด ก็แข่งกัน 76 จังหวัด
หน่วยงานระดับกรม ก็แข่งกัน 160หน่วยงาน เทศบาลก็เยอะหน่อย 2247 เทศบาล
องค์กรศาล ก็แข่งกันแค่ 3หน่วยงาน คือ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
และ องค์กรอิสระ ก็แข่งกันแค่ 5หน่วย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) , สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (คตง.) , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ดังนั้น สตง. ได้ที่ 1 ไม่ต้องแปลกใจ ปีที่แล้ว กกต. ยังได้ที 1เลย มีเรื่องให้ขำกันทุกปีนั่นแหละ

ที่ฮาจัดเลยคือเมื่อต้นปี เดือนมกราคม สตง. ก็ซัด ปปช. ว่าโครงการประเมินคุณธรรม ITA มีปัญหาเครื่องมือบางส่วนยังไม่ชัดเจน ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐเป็นหน่วยงานที่มีความโปร่งใสไม่ทุจริตได้จริง แถมด่านโยบาย No Gift Policy “งดรับของขวัญและของกำนัลทุกชนิด” ของ ปปช. ว่าโชว์หร่าหน้าเว็บไซต์ แต่ผู้บริหารองค์กรถูกจับกุมความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อ่านจบแล้วขำกว่าเดิมปะ ประเทศเราเสียเงินและเสียเวลาไปกับการทำอะไรแบบนี้แหละ ทุกสิ่งอย่างเป็นความตั้งใจอันดีหมด แต่พอทำแบบไทยๆ มาตรฐานแบบไทยๆ ก็เป็นอย่างที่ท่านเห็น ไม่ต้องสืบเพราะทุกหน่วยงานประเมินผ่านหมด ได้คะแนน 80-90 ขึ้นกันหมด แต่หันดูสภาพความเป็นจริงดิ คอรัปชั่นประเทศนี้ลดลงไหม? ประเมินแล้วได้อะไร?

จริงๆแล้ว ปปช. ก่อนจะมีหน้าไปประเมินอะไรคนอื่น ควรเริ่มที่ตัวเองก่อน บัญชีทรัพย์สินนักการเมือง ทุกวันนี้เปิดแค่ 180วัน ถ้าใครอยากดูหลังจากนั้นต้องไปดุที่นนทบุรี อยู่เบตง อยู่เชียงใหม่อยากดูบัญชีทรัพย์สิน สส. บ้านตัวเองต้องหอบสังขารมาที่นนทบุรีนะจ๊ะ แล้วไม่ให้ถ่ายรูป ไม่ให้ถ่ายเอกสารนะ ให้ดูด้วยตาแล้วใช้สมองจำเอา (ซึ่งเป็นผลจากการอยากปกป้องประยุทธ์และประวิตรเพราะไม่อยากให้มีใครมาดูทรัพย์สินได้ เป็นไงล่ะ ที่นี่ประเทศไทย)”

ทบ.ยันพื้นที่‘บ้านหนองจาน’ของไทย ฉะเขมรเล่นไม่ซื่อ! ใช้ปชช.ออกหน้ารุกแดน

ทบ.ยันพื้นที่‘บ้านหนองจาน’ของไทย  ฉะเขมรเล่นไม่ซื่อ!  ใช้ปชช.ออกหน้ารุกแดน

ทบ.ยันพื้นที่‘บ้านหนองจาน’ของไทย ฉะเขมรเล่นไม่ซื่อ! ใช้ปชช.ออกหน้ารุกแดน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทบ.ยันพื้นที่‘บ้านหนองจาน’ของไทย ฉะเขมรเล่นไม่ซื่อ! ใช้ปชช.ออกหน้ารุกแดน ‘บิ๊กเล็ก’ลั่น‘ถ้าผมยังอยู่’ ไม่มีวันรื้อรั้วลวดหนาม กู้ระเบิด3จว.แล้ว800จุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดปกติ กองทัพไทยยัง วางกำลังตามแนวที่มั่น 11 พื้นที่-วางรั้วลวดหนามต่อเนื่อง ทภ.2 ไม่ขัดข้อง “เขมร” แจ้งเลื่อนประชุมอาร์บีซี เป็นวันที่ 27 สิงหาคมที่ช่องสะงำ ด้านผบ.ทสส.ยันภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดระดมกำลังจากหลายหน่วยงานลงพื้นที่ 3 จว.ชายแดน ค้นหาแล้วกว่า 800 จุด เดินหน้าจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัย ขณะที่โฆษก ทบ. ซัดเขมร ใช้มวลชนรุกอธิปไตยไทย ยัน “บ้านหนองจาน”คือ พื้นที่ลี้ภัยสู้รบเขมรแดง ไม่ย้ายออก-ขยายชุมชน แม้ฝ่ายไทยประท้วงแต่เขมรยังนิ่ง “บิ๊กเล็ก” ประกาศชัด!ไม่รื้อรั้วลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’เพื่อสันติภาพ หลังคนเขมรประท้วง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัดประจำวันว่า เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

ส่งทีมM-MCATTดูแลสภาพจิตใจทหาร

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของทหารและกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน ล่าสุด กองทัพบก ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) และให้โรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลตามฐานปฏิบัติการต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งการใส่ใจดูแลทั้งสุขภาพกายและใจของกำลังพล เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ขัดข้องเขมรขอเลื่อนถกRBCเป็น27สค.

ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก. ) แจ้งความคืบหน้า การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค RBCไทย-กัมพูชาในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ว่า กองเลขาฯ ฝ่ายกัมพูชาประสานขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญ จากเดิม วันที่ 21 สิงหาคม เป็นวันที่ 27 สิงหาคมเพื่อมีเวลาเตรียมการประชุมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.แล้ว ไม่ขัดข้องสำหรับการเลื่อนห้วงการประชุม RBC ตามที่ฝ่าย กัมพูชา เสนอ ดังนั้น กองทัพภาคที่2 จึงขอเลื่อนการประชุมประสานการปฏิบัติ และการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ดังนี้ วันที่ 25-26 สิงหาคม เป็นการประชุมกองเลขาฯ วันที่ 27 สิงหาคม เป็นการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ส่วนสถานที่ประชุมนั้น บริเวณกึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

สำหรับกำหนดการประชุมอาร์บีซีกองทัพภาคที่1 จัดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่1 จะเดินทางร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา หรือ RBC ที่สโมสรมณฑลทหารบก ที่ 19 ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว โดยฝั่งกัมพูชา ส่งผู้บัญชาการทหารภูมิภาคทหารที่5 กัมพูชา พร้อมคณะเข้าร่วมประชุม โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมเก็บภาพบรรยากาศการหารืออย่างเปิดเผยในช่วงต้น ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือร่วมกัน และลงนามข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมแจกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ วันที่ 21 สิงหาคม ฝ่ายเลขานุการฯ RBC ไทย – กัมพูชา จะร่วมหารือกันก่อน ฝ่ายไทยนำโดยเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดยรองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา ซึ่งจะลงรายละเอียดในข้อตกลง และวันที่ 27 สิงหาคม เป็นการประชุมอาร์บีซี ในส่วนกองทัพภาคที่2 ที่ประชุมบริเวณ กึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอ ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

ชงปมร้อนกู้ทุ่นระเบิด-บินโดรนถกRBC

พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อหารือหัวข้อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)ไทย-กัมพูชา ซึ่งไม่มีอะไรเพียงแต่นำข้อสรุปของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC) ไทย-กัมพูชา มาทบทวน และลงรายละเอียดเล็กน้อย สำหรับหัวข้อประชุมอาร์บีซี นอกจากเรื่องเก็บกู้เรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแล้ว ยังหารือไม่ให้เพิ่มกำลังหรือรุกล้ำในจุดที่วางกำลังอยู่ เช่น การบินโดนประชิดแนวเนื่องจากล่อแหลมต่อการปะทะกัน ซึ่งหัวข้อหารือจะนำไปปฎิบัติเป็นรูปธรรมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระดับผู้นำของเขมรด้วย ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ถ้าเป็นเรื่อง 50 : 50 เขามักจะขออนุญาตหารือกับผู้นำเขาก่อน ซึ่งเป็นธรรมดาปกติของเขมรที่ยึดแนวนี้อยู่แล้ว ส่วนมีการพูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 เรื่องพื้นที่จังหวัดชายแดนสระแก้วนั้น มีแนวทางเดียวกันกับกองกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

กู้ระเบิดไปแล้วกว่า800จุด-ใช้15ทีมลุย3จว.

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เปิดเผยความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิด โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเพียงชุด TMAC (ศูนย์ปฏฺิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ) เท่านั้นที่เข้าปฏิบัติงาน แต่ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ช่วยค้นหาและเก็บกู้ด้วย ปัจจุบันมีกำลังพลปฏิบัติงานรวม 15 ชุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลักคือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยสามารถตรวจสอบไปแล้วกว่า 800 จุด และจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัยทั้งหมด ซึ่งเครื่อง TMAC ยังคงถูกบรรจุอยู่ในราชการทหารสนาม แต่ได้เสริมกำลังจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนแนวหน้า เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

ภูมิธรรมถกสมช.เคลียร์ปมเขมรล้ำแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธานประชุมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาบริเวณบ้านหนองจาน หลังทหารไทยนำรั้วลวดหนามไปติดตั้งทำให้กัมพูชา ระดมประชาชนมาต่อต้าน นอกจากนี้ ยังมีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งชุมชนและยังไม่ยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้คนไทยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนกองทัพภาคที่ 2 มีปัญหาปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งพบปัญหาวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชาจำนวนมากในพื้นที่โดยรอบ

โยนจนท.คุยปมใช้คนเขมรสร้างบ้านเขตไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีมีคนเขมรมาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทย และอ้างเป็นพื้นที่ของเขมรว่า ขณะนี้ตามข้อตกลงคือ ให้หยุดยิง ใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น ฉะนั้น ตอนนี้เรายังยืนอยู่จุดนี้ ซึ่งต้องคุยกันครั้งต่อไปอีกประมาณเดือนกันยายน ยืนยันที่เราวางลวดหนามไว้ เขมรเข้ามาไม่ได้

ส่วนขณะนี้เขมรพยายามใช้มวลชนเข้ามากดดันทหารไทย นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องของประเทศเขาที่ต้องดำเนินการ รวมถึงที่เขามาสร้างหมู่บ้านด้วย รอให้เจ้าหน้าที่มาคุยกัน เรื่องของเขตแดนไม่สามารถคุยจบได้ในครั้งเดียว ฉะนั้น ยังอยู่ในประเด็นที่ต้องคุยกันต่อ เราก็ยืนยันอย่างที่เป็นของเรา อันไหนที่เขาบุกรุกมา เราก็ต้องยืนยันและต้องคุยกัน

สำหรับกรณีกองทัพภาคที่ 2 เลื่อนประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) เหตุใดกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร เราก็บันทึกไปเรื่อยๆว่าเขาให้ความร่วมมือหรือไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งการประชุมยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (เจบีซี) ที่ต้องไปคุยกัน ส่วนประเด็นจะยุบศบ.ทก.หรือไม่นั้น ต้องดูประเมินสถานการณ์ก่อนค่อยสรุป ถ้าคิดว่าเรียบร้อยก็ไม่ต้องมีศบ.ทก. ความจริงยังไม่มีอะไรเลย ต้องรอการประเมิน ถ้าเหมาะสมแล้วก็หยุด แต่ถ้าคิดว่ายังจำเป็นก็ต้องอยู่ ฉะนั้น ต้องรอประชุม สมช.ก่อน

บอกสบายๆถูกฟ้องปมปล่อยเขมรรุกไทย

นายภูมิธรรมยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความตำรวจขอนแก่ เอาผิดนายภูมิธรรม ข้อหาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.119, 120, 124, 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทยว่า ไม่เป็นไร เขาก็เคยเป็นนักการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่าไปตามกฎหมาย ถ้าคิดว่าไปแจ้งความแล้วตำรวจรับทำคดี ส่งขึ้นมาศาล ศาลเรียกตัวตนไป ตนก็สบายๆ ฟ้องตอนนี้ก็มีเรื่อง และคิดว่าตอนนี้สังคมไทยมันมีเรื่องที่ต้องไปทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ๆ ใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ให้กระบวนการยุติธรรมว่าไปเลย ไม่มีปัญหาอะไร

ทบ.ยันบ้านหนองจานเป็นของไทย

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงกรณีชาวกัมพูชาออกมาร้องเรียนเรื่องการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยกล่าวอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของเขมรว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศไทย อยู่บริเวณ บ.หนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว รอยต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยบริเวณดังกล่าวมีประเด็นปัญหา 2 ส่วน ได้แก่

1. เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ที่ไทยและกัมพูชาไม่สามารถตกลงที่ตั้งหลักเขตแดนได้ เพราะเขมรอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตที่ปรากฏปัจจุบัน มีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งประเทศของตน จึงต้องรออาศัยกลไกทวิภาคี อาทิ JBC มาแก้ไขปัญหาระยะยาว 2. พื้นที่ดังกล่าว ในอดีตเมื่อครั้งเกิดสงครามการสู้รบภายในกัมพูชา ปี 2520 รัฐบาลไทยขณะนั้นให้ราษฎรกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยชั่วคราว เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจและเห็นแก่หลักมนุษยชน แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ มีราษฎรกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมกลับประเทศ ยังอาศัยในพื้นที่ของประเทศไทย

ซัดเล่ห์เขมรใช้ปชช.ออกหน้ารุกดินแดน

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายเขมรละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยการสนับสนุนให้ราษฎรมาสร้างถิ่นฐานอย่างถาวร ทั้งในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ และนอกบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งประเทศไทย กองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับหน่วยทหารในพื้นที่ และผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่ชี้แจงรายละเอียด หรือแก้ไขใดๆ จึงยืนยันได้ว่าฝ่ายไทยใช้การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

“ปัญหาปัจจุบัน เขมรมีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนออกหน้ารุกล้ำพื้นที่อธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่า การกระทำดังกล่าวเหมือนมีการวางแผนมาเป็นระบบ และคอยเฝ้าดูว่า ถ้าไทยดำเนินการอะไรไป ก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือประเทศไทย ขอความเห็นใจสังคมโลกอย่างที่เป็นภาพให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงอยากให้ช่วยกันสื่อสารกับประชาคมโลก ให้เข้าใจในข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของไทย รวมถึงการแสดงออกถึงความมีน้ำใจที่ดีต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกฝ่ายกัมพูชานำไปบิดเบือน เพื่อให้เป็นผลกลับมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรม”โฆษก ทบ.กล่าว

“บิ๊กเล็ก”ลั่นไม่รื้อลวดหนามบ้านหนองจาน

เวลา 14.50 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี ตราด ที่มีข่าวว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะกัมพูชาไม่ตอบรับว่า ก็เป็นไปตามผลประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่เขาไม่ตอบรับ ก็เหมือนเดิม ทั้งเรื่องทุ่นระเบิดและสแกรมเมอร์

ส่วนการประชุมอื่นๆที่เลื่อนออกไปนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนวิเคราะห์เองว่ากัมพูชาเวลาเขาประชุมกัน ทีมที่มาคุยจะใช้ทีมเดียวกัน ฉะนั้นกองกำลังบริเวณชายแดนจันทบุรี ตราด เขาก็จะไปทางกองทัพภาคที่ 2 ต่อ ซึ่งไม่มีอะไร เป็นเรื่องตัวบุคคลที่เขาใช้คณะเดียวกันในการพูดคุย แต่ของเราใช้คนละทีม ซึ่งเราไม่มีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งตอนนี้มีปัญหามวลชนเขมรมากดดันทหารไทย หลังเราล้อมรั้ว พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย- กัมพูชา (JBC) ซึ่งต้องมีการชี้เขตกันให้ชัด ถามต่อว่า แต่เหมือนที่จุดบ้านหนองจานเป็นเขตกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเมือง ขณะที่กองทัพภาคที่2 เป็นพื้นที่เขตป่า ยุทธวิธีต้องเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนไป พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ปัจจัยต่างกันเยอะแยะ

เมื่อถามว่า การประชุมวันนี้ที่โซเชียลแชร์กันว่าสุดท้ายแล้วมติที่ประชุมจะถอนเรื่องรั้วลวดหนามออกเพื่อให้เกิดสันติภาพจริงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า “ไม่จริง รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มี”

IOT8ปท.ลงพื้นที่ทภ.2อุบลฯวันแรก

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทย นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย -กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กำหนดการวันแรก คณะฯจะเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังบก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น.

ส่วนวันอังคารที่ 19 สิงหาคม คณะฯจะเดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงส่วนช่วงบ่ายจะเดินทางเพื่อไปยังฐานกฤษณา -ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการหุ่นระเบิดด้านมนุษธธรมที่2

จากนั้นวันพุธที่ 20 สิงหาคม คณะฯมีกำหนดไปตรวจเยี่ยมเชลยศึก เดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80พรรษา จ. สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจาก จรวดหลายลำกล้อง BM-21) และเดินทางต่อไปยังช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

“มาดามรถถัง»ส่งช่างพร้อมอะไหล่ประจำชายแดน

นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือ «มาดามรถถัง» ผู้บริหารบริษัทชัยเสรี ระบุถึงเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ ทั้งนี้ «ชัยเสรี» เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ซึ่งขีดความสามารถของชัยเสรีคือ การคิดค้นยุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ การออกแบบข้อต่อสายพานซ่อมรถให้กองทัพ และออกแบบรถเฟิสต์วิน 4×4 และ รถสะเทินน้ำสะเทินบก 8×8 ให้กองทัพโดยขณะนี้ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน พร้อมกันนี้ บริษัทยังทำรถเกราะกันกระสุน-กันระเบิดไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร ก็ได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ เช่น รถฮัมวี่ และ รถสายพานลำเลียงพล M113 พร้อมกันนี้ ยังรวบรวมจิตอาสาคิดค้นโดรนสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน

เปิดเรียนวันแรกรร.พื้นที่พนมดงรักบางตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สุรินทร์ ทำการเปิดเรียนตามปกติ หลังจากเลื่อนการเปิดเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ชายแดน เกรงจะมีการสู้รบกันเกิดขึ้นอีก โดยการปิดการเรียนการสอนมีขึ้นตั้งแต่เกิดการสู้รบกันตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.68 เป็นต้นมา โดยบรรยากาศการเปิดเรียนวันแรก โรงเรียนพนมดิน พื้นที่อำเภอพนมดงรัก ส่วนใหญ่นักเรียนยังมาเรียนน้อย เนื่องจากผู้ปกครองยังมีความกังวลใจ กับสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนอยู่ บางโรงเรียนนักเรียนมาไม่ถึง 50%

ด้านนายสมจิตร ประพานศรี อายุ 36 ปี ชาวบ้านพนมดิน ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ บอกว่า สถานการณ์ตอนนี้ 50/50 ตนไม่ไว้ใจกัมพูชา ยังมีความกังวลอยู่บ้าง รอดูสถานการณ์ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง ตนเองได้มีการเตรียมพร้อมเก็บเสื้อผ้าพร้อมอพยพทันที ส่วนโรงเรียนพนมดงรักพิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอพนมดงรัก ออกประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของโรงเรียน ให้นักเรียนเรียนทางออนไลน์ไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคม จึงจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง

 สมช.ย้ำเฝ้าระวังสถานการณ์ไทย-เขมร

ช่วงค่ำวันเดียวกัน ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯแถลงหลังประชุม สมช.ว่า ที่ประชุมประเมินสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังต้องเฝ้าระวัง มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ กองทัพและกระทรวงกลาโหมยังติดตามใกล้ชิด ขณะที่การเจรจาเขตแดนทั้งหลายยังไม่จบง่ายๆ ต้องรอการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) วันที่ 27 สิงหาคม และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) วันที่ 8-10 กันยายน ที่ประเทศกัมพูชา เราติดตามโดยให้ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการแจ้งเตือนให้มากขึ้น ซึ่งต้องเป็นเอกภาพสื่อสารประสานงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้มีการสร้างความสับสนแก่ประชาชน มีกระบวนการไอโอ อยากฝากให้พวกเราอย่าตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุดเอาประเทศชาติ อธิปไตย ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นที่ตั้ง

สั่งตร.-อัยการฟ้องผู้นำเขมรต่อศาลไทย

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า เรื่องที่สอง เราพูดกันเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีกัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทย ซึ่งกระทบชีวิต ทรัพย์สินประชาชนคนไทย และเราเตรียมดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชา รวมทั้งผู้นำกัมพูชาที่เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณากัน และขณะนี้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับเรื่องนี้แล้ว  และตร.มอบหมายกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ให้เป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน และหน่วยราชการต่างๆ  และคดีบุคคลต่างๆในการดำเนินการ้องเรียนให้ทำเรื่องตรงจุดนั้น จากนั้นให้ส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อรับหน้าที่ฟ้องร้อง

 “ทั้งหมดจะเป็นฟ้องในประเทศคือ การกระทบต่อความมั่นคง และทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ก่อเหตุอยู่ภายนอกประเทศ จุดสำคัญคือ เราจะฟ้องเฉพาะในประเทศเท่านั้น จะไม่ไปฟ้องที่กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเราทำในหน้าที่กรอบตรงนี้ และไม่ทำก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำอาจโดนข้อหา มาตรา 157 ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฉะนั้น  เราจะดำเนินเรื่องนี้ โดยมีสำนักงานอัยการสูงสุดทำหน้าที่ทนายแผ่นดินรับเรื่องฟ้องร้อง  โดยมี ตร.และกองบัญชาการตำรวจภูธร เป็นตัวกลางสอบสวนรวบรวมเอกสารทั้งหมด”นายภูมิธรรมกล่าว      และว่า จากนี้ต้องเฝ้าระวังให้เต็มที่มากขึ้น ซึ่งเรายังดำเนินการไปตามแผนงานเรื่องนี้ต่อจนกว่าการเจรจาและการพูดคุยจะคลี่คลายไปในทิศทางไหนก็จะปรับปรุงจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ปกติ

ฟ้องทั้งแพ่ง-อาญา/เจอตัวในปท.จับทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องภายในประเทศ เราจะเอาผู้ต้องหาเข้ามาอย่างไร นายภูมิธรรมตอบว่า เป็นการฟ้องที่สามารถดำเนินการได้ เป็นคดีที่เป็นการฝากขัง ถ้าเข้ามาในประเทศเจอเมื่อไหร่ก็จับ

ถามย้ำว่าจะฟ้องทั้งฮุน เซน และนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้อัยการสูงสุดไปดู และรวบรวมคดีดำเนินการตามข้อเท็จจริงตามกฎหมาย   เมื่อซักต่อว่า จะฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าเลยหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า “ผมไม่ใช่ทนาย เป็นคดีทั้งอาญาและแพ่ง”

ฟ้องศาลโลกไม่ได้เพราะไม่ยอมรับอำนาจ

เมื่อถามอีกว่า ทำไมเราไม่ดำเนินการฟ้อง โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อชีวิตทรัพย์สินในประเทศ รวมทั้งสถานที่ราชการต่างๆ แต่ว่าผู้ก่อเหตุอยู่นอกประเทศ วันนี้เราก็ดำเนินการภายในประเทศตามอำนาจหน้าที่ที่ทำได้เลย ส่วนต่างประเทศนั้นเราไม่ได้รับขอบเขตอำนาจของศาลโลก ฉะนั้น ตรงนี้ก็ยังไม่ไปถึงตรงนั้น

 ถามต่อว่า เราจะสามารถสืบหาเส้นทางการเงินของเครือข่ายนักการเมืองกัมพูชาในไทย หรือเส้นทางการเงินของฮุนเซนทำได้เลยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าจะทำก็ยังพูดไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรมาพูด  ถามอีกว่า ถ้าจะทำเขาก็อาจรู้ตัวใช่หรือไม่ ถ้าเราพูด นายภูมิธรรมกล่าว่า ไม่ใช่ เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องการดำเนินการตามปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 เมื่อถามว่า จะยังมีศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดว่าจะยุบเลยซักคำ

 เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) จะเข้าครม.พรุ่งนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด อาจจะมี ไม่แน่ใจ ต้องไปดู

โวไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯแน่ ‘เพื่อไทย’ปากแข็ง ลุ้นศาลฯวินิจฉัย‘อิ๊งค์’29ส.ค.

โวไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯแน่  'เพื่อไทย’ปากแข็ง  ลุ้นศาลฯวินิจฉัย‘อิ๊งค์’29ส.ค.

โวไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯแน่ ‘เพื่อไทย’ปากแข็ง ลุ้นศาลฯวินิจฉัย‘อิ๊งค์’29ส.ค.

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โวไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯแน่ ‘เพื่อไทย’ปากแข็ง ลุ้นศาลฯวินิจฉัย‘อิ๊งค์’29ส.ค. โต้คลิปเสียงซื้อโหวต10ล้าน รบ.เสียงสส.ครบไม่ต้องจ่าย ท้าปชน.กล้าไปแจ้งความตร.

“วิสุทธิ์” ประธานวิปรัฐบาล เชื่อไม่เปลี่ยนตัวนายกฯ คนอื่นรอไปก่อน สมัยนี้หมดโอกาสแล้ว หวัง“อิ๊งค์”ได้รับความยุติธรรม แต่หากเกิดอะไรขึ้น นายกฯยังเป็นของ พท.ย้ำไม่เปลี่ยนขั้ว-ไร้ ภท.ร่วมรัฐบาล โต้แหลกคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้าน โวลั่นรัฐบาลเสียงครบไม่ต้องจ่าย ท้าสส.ฝ่ายค้านกล้า‘แจ้งความ’พร้อมพาไปเองอัดกลับสร้าง-บริหารประเทศด้วยวาทกรรมไม่ได้ ด้านเลขาฯสมช.ระบุ21ส.ค.ไปแจงศาลรธน.เอง ปมคลิปเสียงนายกฯคุยฮุนเซน ‘หมอมิ้ง’โยนถาม‘อิ๊งค์’ ไปศาลเองหรือไม่

เมื่อวันที่ 18สิงหาคม2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รมว.วัฒนธรรม กับสมเด็จฮุนเซน ในวันที่ 29ส.ค.นี้ว่า ไม่มี สส.พท.คนใดกังวลใจ ไม่มีใครหวั่นไหว ทุกคนกำลังใจดีหมด เชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกฯพูดเป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและสิ่งที่พูดคือ การประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ จึงเชื่อว่า จะได้รับความยุติธรรมแน่นอน ไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเชื่อมั่นในเจตนาดีของนายกฯ แต่หากเกิดอะไรขึ้น นายกฯก็ยังเป็นของเพื่อไทยอยู่ดี นายชัยเกษม นิติสิริ ก็ยังอยู่ ไม่ต้องไปกังวล คนอื่นรอก่อน รอไปสมัยหน้า สมัยนี้ไม่มีโอกาสแล้วและไม่กลัวว่า จะมีการเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนทำไม ทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้เสียงจะปริ่มน้ำ ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว ถ้าเกิดปัญหายังมีคนเพื่อไทยตามหลักเกณฑ์ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน คนอื่นรอก่อนสมัยหน้าว่ากันใหม่ ทำดีแล้วประชาชนจะเลือกกลับมา

พท.ลั่นไม่เปลี่ยนตัว’นายกฯอิ๊งค์’

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการเปลี่ยนนายกฯ จะดึงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับมาหรือไม่ นายวิสุทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้คงยาก เพราะวันนี้เราก็ไม่ได้คิดว่า จะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ในพรรคก็คุยกันว่า เราเชื่อมั่นในตัวนายกฯและเชื่อมั่นว่า จะได้รับความยุติธรรม เมื่อถามว่าเชื่อมั่นในเจตนา แต่กังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่กังวล การคุยของนายกฯ เป็นการคุยกันส่วนตัว คุยนอกการเจรจาและเรื่องของชายแดนทั้งหมดก็ทราบอยู่แล้วว่า นายกฯมอบให้ทหารดูแล เรื่องความมั่นคงของชายแดนทั้งหมด หรือเรื่องกฎอัยการศึก จึงไม่มีความกังวลเรื่องข้อกฎหมายใดๆ

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่า ไม่ว่านายกฯจะรอดหรือไม่รอด ก็อยู่ยากนั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ยาก ให้ผ่านวันที่ 29ส.ค.ไปก่อน ทำไมต้องยาก หากไม่ผิด จะไปกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้มันวุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าไปได้ด้วยความรักความสามัคคี

โวรบ.เสียงครบไม่ต้องซื้อ10ล้าน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ยังให้สัมภาษณ์ถึงคลิปเสียงซื้อโหวต สส.พรรคประชาชน เป็นเงิน 10กิโลกรัม หรือ 10ล้านบาท เพื่อให้โหวตสนับสนุนเสียงรัฐบาลในการลงมติผ่านร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569และร่าง พรบ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมองว่าฝ่ายค้านพุ่งเป้ามาที่รัฐบาล ว่า ฝ่ายค้านเปิดเรื่องว่า มีคนจะจ่ายเงิน10กิโลกรัม ถ้าโหวตสนับสนุนรัญบาล สิ่งที่จะทำให้ชัดเจนที่สุดและอย่าทำให้ลึกลับเลยคือ ไปแจ้งความที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแจ้งความที่โรงพักตำรวจจะได้ไปตามได้ว่า บุคคลที่โทรศัพท์ไปหานั้น เป็นใคร รีบไปเลยอย่ารอช้า ตนก็อยากรู้อยากเห็น การพูดแบบนี้ไม่รู้ว่าใครโทรหา คุณยังไม่รู้เลยว่าใครโทรหา ผมจะไปรู้ได้ยังไง และมาพูดออกมากว้าง ๆ ว่ารัฐบาลจ่าย จ่ายใคร จ่ายคุณหรอ ใครมาคุยกับคุณคุณยังบอกไม่ได้เลย ต้องบอกชัดเจนเป็นผู้แทน อย่าไปอ้ำอึ้งหรือพูดสองแง่สองง่าม ไม่จำเป็นต้องจ่ายตังค์หรอก ผมก็บอกว่าเสียงผมครบตั้งแต่วันแรกและยืนยันว่างบประมาณผ่านได้สบาย แล้วทำไมถึงต้องไปจ่ายคุณอีก แปลกจริงคิดค่าตัวแพงเกินไปหรือจะมีปัญหากลัวไม่ได้คะแนนเสียงรึไงเอาให้ชัดเจน

ไม่กล้าไปแจ้งดีเอสไอ-ขอพาไปเอง

‘ผมท้าคุณไปแจ้งความเลย ดำเนินคดีตามเลย ถ้าเป็นคนของรัฐบาล ผมรับผิดชอบให้ทุกอย่าง ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ไม่ควรจะพูด สร้างวาทกรรมทางการเมือง ประเทศชาติบริหารด้วยวาทกรรมไม่ได้ ก็เอาข้อเท็จจริงมาพูด ขอร้องว่าพูดแล้วต้องรับผิดชอบคำพูด ควรไปแจ้งความ แม้ว่าจะเป็น อย่าไปเกรงใจไม่ว่าจะเป็นพรรคผมหรือพรรคไหน ผมไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จะตรวจสอบให้เชิญเลย แต่วันนี้ผมไม่รู้ว่าใครโทรหาคุณ ไม่กล้าแจ้งความผมพาไปก็ได้ ไม่กล้าไปดีเอสไอ ผมก็จะพาไปก็ได้ ใจกล้าๆ หน่อย พูดมาแล้วต้องรับผิดชอบ“ นายวิสุทธิ์ กล่าว

เป็นสส.ต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้

เมื่อถามว่า ในส่วนรัฐบาลเองมองว่า เป็นเรื่องที่เสียหายหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพูดเลอะเทอะอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อหรอก ใครก็ไม่รู้โทรหา ใครจะมาให้เงินจำนวน 10 กิโลกรัมก็ยังตอบไม่ได้เลย พูดเช่นนี้เราไม่ได้เสียหาย เราไม่ได้หวั่นไหว เพราะสิ่งที่พูดมาตนไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง ตนเชื่อว่าฝ่ายค้านคงไม่เอาไว้ อภิปรายในสภาฯก็ได้หรือแจ้งความดำเนินคดีก็ได้ ตรวจสอบให้ได้ว่าเป็นใครบุคคลใด ที่โทรมาเป็นคนของใคร เป็นสส.หรือไม่เป็น สส.ผู้หญิงคนไหนที่โทรหา ตนก็อยากรู้ ฉะนั้นอย่าปิดบังขอให้ชัดเจนหน่อย พูดแบบนี้เป็นการพูดให้คนอื่นเสียหาย เป็นการพูดให้คนมองว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่จริง จะจริงหรือไม่จริงคุณเป็น สส.ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รับทราบ

เลขาฯสมช.ไปศาลเองคดีคลิปเสียง

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยานคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21ส.ค.นี้ ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเอง เมื่อถามว่า เตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า ให้รอถามนายกฯเอง

‘วันนอร์’พร้อมสอบสส.ซื้อตัว10กิโล

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวซื้อตัวสส. 10 กิโล ว่า อยากให้มีการเปิดเผย ไม่อยากให้มีการอ้ำอึ้ง เพราะทำให้เป็นภาพที่ไม่ดีต่อสมาชิกของสภา เมื่อทราบก็ควรที่จะเปิดเผย แต่หากไม่กล้าเปิดเผยก็ควรที่จะเปิดเผยต่อวิปหรือแกนนำได้ ประธานสภาฯ ก็ยินดีที่จะรับข้อมูลนี้แล้วตรวจสอบให้ เพราะเราไม่อยากให้สภาเรามีข่าวเช่นนี้ เนื่องจากบางครั้งก็เป็นข่าวที่ไม่จริงเป็นการพูดไปมากันโดยขาดความรับผิดชอบ และคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่คงไม่มีใครไปทำอะไรให้เกิดความเสียหาย เมื่อถามว่า หากมีตัวตนของคนที่มาซื้อจริงๆ จะต้องมีการตรวจสอบกัน นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า หากมีหลักฐานยื่นมาเป็นเอกสาร มีตัวตนของผู้ที่ยื่นแล้วจะสามารถที่จะรับผิดชอบได้ ก็ยินดีที่จะตรวจสอบ เมื่อถามว่า ต้องมีการยื่นข้อมูลไปอย่างเดียวเลยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า แหล่งข่าวจริงหรือไม่จริง เราไม่รู้ เพราะจากที่ตนเห็นในข่าว ทางฝ่ายสส.เอง เขาก็อยากให้มีการเปิดเผยและตรวจสอบจากผู้ที่อ้างว่ามีโทรศัพท์มา แต่ก็ไม่ได้บอกชื่อ ซึ่งเมื่อไม่มีความชัดเจน เราก็ตรวจสอบไม่ได้ ฉะนั้น จึงอยากให้มีการตรวจสอบให้มีความชัดเจนเพราะข่าวเช่นนี้ทำให้เกิดความเสียหายและหากตรวจสอบแล้วเจอ ก็ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย

โยนวิปรัฐบาลคุมเกมองค์ประชุมล่ม

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ยังให้สัมภาษณ์กรณีเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) แต่ละฝ่าย เสียงของรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาลที่จะทำอย่างไรให้องค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่ง เมื่อมีการประชุมสภาฯ และการประชุมร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ2และ3ที่ผ่านมา ก็มีการตรวจสอบองค์ประชุมทุกมาตราและผ่านไปได้ ซึ่งคิดว่าหากมีการประสานงานกันดี ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสส.ของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุกคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำเป็นของตัวเอง และการประชุมสภาก็ดำเนินต่อไปได้

เมื่อถามว่า ที่ราบรื่นผ่านไปได้อาจเป็นเพราะการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณฯ แต่หากเป็นกฎหมายอื่น อาจจะทำให้มีความกังวลหรือไม่นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่าไม่ว่าจะเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณฯหรือกฎหมายอื่น หากมีการลงมติ ตรวจสอบองค์ประชุมก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตาม เพราะรัฐบาลก็มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จะมากหรือน้อยหากมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็เป็นองค์ประชุมและลงมติได้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ถัดไป จะมีกฎหมายหลายฉบับจะเข้ามาตนคิดว่า หากองค์ประชุมมากแต่สมาชิกอยู่ในห้องประชุมไม่ครบ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่หากองค์ประชุมปริ่มน้ำแล้วสมาชิกมาครบเกินกึ่งหนึ่ง เราก็สามารถที่จะดำเนินการไปได้ เป็นการปฎิบัติหน้าที่ตามปกติเมื่อมีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากรัฐบาลต้องการให้กฎหมายของรัฐบาลผ่าน รัฐบาลก็ต้องดูแลสมาชิกให้เกินกึ่งหนึ่งจะมากหรือน้อยก็ได้

‘ทสท.’ชี้ปชช.สิ้นหวังเพราะทำไม่ได้

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจของนิดาโพลสะท้อนความล้มเหลวของการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นช่วงที่ประชาชนผิดหวังรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งต่อฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ความผิดหวังที่ผ่านมามักเกิดจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจ แต่หลังการเลือกตั้งปี 2566 ความผิดหวังกลับมาจากการที่ทุกฝ่ายการเมืองผิดคำสัญญา ทำให้ประชาชนสิ้นศรัทธา แม้จะเลือกตั้งด้วยความหวัง แต่เพียงสองปีกว่าความหวังกลับพังทลายเพราะนักการเมืองขาดความสุจริต

โฆษกไทยสร้างไทย ย้ำว่า ทุกพรรคต้องทบทวนตัวเอง พรรคไทยสร้างไทยมีการปรับทิศทางเน้นผลักดันการเมืองไทยไปสู่การเมืองที่สุจริต ตรงไปตรงมา และเน้นนโยบายที่ทำได้จริง พร้อมเชื่อว่าประชาชนต้องการความจริงใจในการทำงานมากกว่าคำสัญญาที่ไร้ความรับผิดชอบ นายปริเยศ ปฏิเสธแสดงความเห็นต่อคดีการเมืองที่อยู่ในศาล แต่ระบุว่าไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะหลุดจากตำแหน่งหรือไม่ ประเทศก็ไม่ได้อะไรจากการทำงานรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้วและหากเป็นผู้นำประเทศอื่นคงไม่ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามมาจนถึงเวลานี้ ดังนั้นการไม่ลาออกของนายกรัฐมนตรีจึงเท่ากับเป็นบรรทัดฐานของรัฐบาลชุดนี้ว่าไม่พร้อมรับผิดชอบใดๆ

ซัด’พท.’หมดความชอบธรรมตั้งรบ.

“หากเพื่อไทยยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะสร้างความชอบธรรมคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาแก้ปัญหาเพื่อตัวเองมากกว่าประชาชน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเองก็คงต้องทบทวนท่าทีของแต่ละพรรคในอนาคตเช่นกัน เนื่องจากทุกพรรครัฐบาลมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน” โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุ

‘มท.1’สั่งปลัดมท. สอบ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ ปมหนังสือเวียน สั่งนอภ.รับ‘มท.3’

‘มท.1’สั่งปลัดมท.  สอบ‘ผู้ว่าฯสงขลา’  ปมหนังสือเวียน  สั่งนอภ.รับ‘มท.3’

‘มท.1’สั่งปลัดมท. สอบ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ ปมหนังสือเวียน สั่งนอภ.รับ‘มท.3’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภูมิธรรม” สั่ง “ปลัดมท.” สอบข้อเท็จจริงปมหนังสือเวียน“ผู้ว่าฯสงขลา” สั่ง “นายอำเภอ”รับ-ส่ง “เดชอิศม์” ลงพื้นที่แซะยุคนี้ไม่ต้องเดินตามเหมือนยุคก่อน เปิดกลุ่มไลน์นอภ.! ระบุชัด‘พ่อเมืองสงขลา’มีดำริให้เวียนต้อนรับ–ส่ง‘เดชอิศม์-มท.3’ที่สนามบินหาดใหญ่ ตามคิวทุกสัปดาห์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียน ถึงนายอำเภอในจังหวัดให้จัดคิวมา รับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลาว่าตนได้สอบถามไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะนโยบายของตนพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องมาเดินตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนไม่มีใครมาเดินเหมือนสมัยก่อนที่เดินตามกันเป็นขบวน อธิบดีทุกคนต้องมาเดินตาม ของตนไม่มี เฉพาะตนที่มีปัญหาหรือคนที่มีงานจะต้องคุยกันก็มาแค่นั้น ตรงนี้ทำให้ดูแล้ว

“ซึ่งผมได้สอบถามไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการชี้แจงว่ามีคนทำทำหนังสือขึ้นมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ผู้ว่าฯไม่ได้เซ็น เสร็จแล้ว มีการแสกนขึ้นมา ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งไปแล้วว่าให้ไปตามหาให้ได้และชี้แจงกลับมา โดยได้ให้ไปดำเนินการตามกระบวนการ เป็นเรื่องที่ทางปลัดจะต้องไปดูแล”นายภูมิธรรม ย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการสอบถามนายเดชอิศม์หรือไม่ ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังเลย ตนยังไม่ได้เจอ เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีคำสั่งลงไปหรือไม่ ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะไปสอบถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้ทางปลัดเขารับที่จะไปดำเนินการ หาข้อสรุปมา และรายงานให้ตนทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกมาปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนาม หรือ ออกคำสั่งในเอกสาร ให้นายอำเภอทั้ง 16 แห่ง ในจังหวัดสงขลา เวียนมาอำนวยความสะดวกแก่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ทุกสัปดาห์ พร้อมยืนยันว่า เป็นเอกสารปลอมนั้น

ล่าสุดปรากฎว่ามีการแชร์ข้อความในกลุ่มไลน์ของปลัดอำเภอ (ฝ่ายปกครอง) จังหวัดสงขลาที่มีนายอำเภอในจังหวัดสงขลาหลายคน ยืนยันว่า มีการสั่งการจริง

โดยมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวในกลุ่มไลน์ระบุว่า “เรียนนายอำเภอ ทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีดำริให้แต่ละอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3 ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์” โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามลำดับอำเภอดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง

นอกจากนี้ ข้อความในกลุ่มไลน์ดังกล่าวยังแจ้งให้ตัวแทนช่วยประสานกำหนดการแต่ละสัปดาห์ให้แต่ละอำเภอทราบทางกลุ่มไลน์นี้ด้วย โดยมีนายอำเภอหลายคนเข้ามาตอบว่า “รับทราบ”

‘มาริษ’เผย ประธาน ICRC ร่วมปาฐกถา’สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร’

'มาริษ'เผย ประธาน ICRC ร่วมปาฐกถา'สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร'

‘มาริษ’เผย ประธาน ICRC ร่วมปาฐกถา’สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.15 น.

“มาริษ” เผย ประธาน ICRC ร่วมปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” – ยืนยันไทยสนับสนุน-เคารพกฎหมาย-สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมปกป้องมนุษยธรรม

18 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงฟังปาฐกถาฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนิน ในทุกครั้งตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2546 โดยการจัดงานในปีนี้ ได้รับเกียรติจากนางมีรยานา สปอลยาริช เอ็กเกอร์ ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) เป็นผู้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ในสงครามร่วมสมัย” (Upholding Humanity in Contemporary Warfare) 

นายมาริษ ยังเปิดเผยว่า ในการหารือทวิภาคี ตนได้แสดงความขอบคุณประธาน ICRC สำหรับการถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อความท้าทายด้านมนุษยธรรมในปัจจุบัน รวมถึงการปฏิบัติภารกิจเพื่อมนุษยธรรมของ ICRC ทั่วโลก โดยตนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง โดยประเทศไทยจะยังคงทำงานร่วมกับ ICRC อย่างใกล้ชิดต่อไป 

นายมาริษ ยังระบุว่า ในโลกทุกวันนี้ ความขัดแย้งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงสนามรบเท่านั้น แต่ยังมีการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธด้วยการบิดเบือนข้อมูลต่าง ๆ ทางสื่อออนไลน์ และการนำเสนอวาทกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจ ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ และการหาเหตุเพื่อสนับสนุนความรุนแรง ซึ่งประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะธำรงรักษา และปกป้องหลักมนุษยธรรม และหลักนิติธรรมท่ามกลางความวุ่นวาย และความขัดแย้งในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันแต่เปราะบาง และในการมองไปข้างหน้า ไทยพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาข้อริเริ่มระดับโลกว่าด้วยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

‘ธีรรัตน์’ลงพื้นที่ตรวจสร้างทางเดินริมคลองแสนแสบระยะทาง 9 กม.

'ธีรรัตน์'ลงพื้นที่ตรวจสร้างทางเดินริมคลองแสนแสบระยะทาง 9 กม.

‘ธีรรัตน์’ลงพื้นที่ตรวจสร้างทางเดินริมคลองแสนแสบระยะทาง 9 กม.

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.08 น.

“ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ตรวจสร้างทางเดินริมคลองแสนแสบระยะทาง 9 กม. กำชับเชื่อมอโศก–เพชรบุรีให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

วันนี้ (18 ส.ค. 2568) เวลา 16.15 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ร่วมกับนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และบริษัทผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนและทางเดินบนสันเขื่อนริมคลองแสนแสบ หลังโรงเรียนนานาชาติ NIST เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชน

ตามนโยบาย “กรุงเทพน่าอยู่และปลอดภัย” ของกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันทางเดินนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและปรับปรุงใหม่ให้สมบูรณ์ตลอดแนว ระยะทางรวมประมาณ 9 กิโลเมตร โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางการสัญจรทั้งการเดินเท้าและเส้นทางจักรยาน เชื่อมโยงพื้นที่ที่มีโรงเรียน อาคารสำนักงาน และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงเชื่อมต่อสู่ถนนสายสำคัญ อาทิ ถนนสุขุมวิท ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) และถนนเพชรบุรี

นางสาวธีรรัตน์ ระบุว่า การก่อสร้างครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงแข็งแรงของแนวเขื่อน แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สนับสนุนให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และสร้างเส้นทางเดินปลอดภัยในการเดินทาง โดยได้รับรายงานจากบริษัทผู้รับผิดชอบโครงการว่า บริเวณที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น หลังโรงเรียนนานาชาติ NIST ซึ่งมีท่าเรือโดยสาร มีผู้ปกครอง นักเรียน และคนทำงานใช้เป็นจำนวนมาก จะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนครบกำหนดสัญญาในเดือนพฤศจิกายนนี้

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ประชาชนจะได้ใช้เส้นทางสาธารณะต่อเนื่องที่สะดวก ปลอดภัย และมีภูมิทัศน์เป็นระเบียบเรียบร้อย ตอบสนองทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว และส่งเสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยพัฒนาพื้นที่เมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน

‘ไทย’โต้’เขมร’ ยัน’ทุ่นระเบิด’วางใหม่ตามหลักยุทธวิธี ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง

'ไทย'โต้'เขมร' ยัน'ทุ่นระเบิด'วางใหม่ตามหลักยุทธวิธี ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง

‘ไทย’โต้’เขมร’ ยัน’ทุ่นระเบิด’วางใหม่ตามหลักยุทธวิธี ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.03 น.

ไทยโต้กลับคำแถลงกัมพูชา ยืนยันทุ่นระเบิดวางใหม่ตามหลักยุทธวิธี ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง 

กรณี ดร. ลี ทูจ รัฐมนตรีอาวุโส และรองประธานคนแรกของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAA) และ นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 โดยกล่าวว่า 

“กรณีที่ไทยระบุว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ และมีการกักตุนทุ่นระเบิดไว้ใช้ ซึ่งไม่มีมูลความจริง สำหรับพื้นที่ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเป็นเขตสนามรบเก่าในช่วงสงครามในอดีต และยังคงมีทุ่นระเบิดจำนวนมากตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย ซึ่งยังไม่ได้รับการกวาดล้างอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณแนวเขตแดน” 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงว่า “ต่อกรณีคำชี้แจงดังกล่าว ทำให้ฝ่ายไทยรู้สึก ถึงความสับสน ย้อนแย้งกับท่าทีที่ผ่านมาของฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่กัมพูชาควรให้ความสำคัญในทันที ตามที่พยายามแสดงภาพลักษณ์ต่อสายตานานาชาติว่าเป็นประเทศต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด 

อีกทั้ง มีเพียงฝ่ายทหารไทยเท่านั้นที่เป็นผู้ประสบเหตุถูกทำร้ายด้วยทุ่นระเบิดอยู่ฝ่ายเดียวจำนวนหลายครั้ง และทุกครั้งที่เกิดเหตุก็เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยใช้ลาดตระเวนอยู่เป็นประจำมาเป็นแรมปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็น ทุ่นระเบิด ตกค้างจากสงครามในอดีตตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง 

ที่สำคัญที่สุด จากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากสงครามในอดีตโดย TMAC ประเทศไทยที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีการพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาก่อน ซึ่งทุ่นระเบิดชนิดนี้ถือเป็นทุ่นระเบิดรุ่นใหม่ แตกต่างจากที่เคยพบในอดีตอย่างชัดเจน 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ลักษณะการวางทุ่นระเบิดสอดคล้องกับหลักทางยุทธวิธี โดยทุกเหตุการณ์จะอยู่บริเวณด้านหน้าของแนวการวางกำลังของฝ่ายกัมพูชา และมักพบว่ามีการนำกลุ่มทุ่นระเบิดมาวางติดตั้งใกล้ ๆ กันอย่างเป็นระบบ โดยมีลักษณะถูกฝังลงไปบนผิวดินเพียงเล็กน้อย ทำให้ไม่พบว่ามีวัชพืชขึ้นปกคลุม และเมื่อเก็บกู้ขึ้นมาแล้วก็สามารถเห็นได้ชัดว่ายังมีสภาพใหม่ ผิวด้านข้างมีตัวเลขและตัวอักษรกำกับอยู่ในสภาพคมชัด อ่านได้ง่าย 

ดังนั้น จึงเป็นที่น่าเสียใจว่า หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว กัมพูชายังใช้ทุ่นระเบิดเป็นอาวุธ     ทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนอธิปไตยของไทย และกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างน่าเสียดาย” 

สตง.แจงละเอียดยิบ! หลังคว้าอันดับ 1 องค์กรอิสระโปร่งใสสูงสุด ปี 68

สตง.แจงละเอียดยิบ! หลังคว้าอันดับ 1 องค์กรอิสระโปร่งใสสูงสุด ปี 68

สตง.แจงละเอียดยิบ! หลังคว้าอันดับ 1 องค์กรอิสระโปร่งใสสูงสุด ปี 68

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.51 น.

จากกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับคะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปี 2568 สูงสุดในกลุ่มองค์กรอิสระ ด้วยคะแนน 94.64 จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก 

ล่าสุด สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ออกเอกสารเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เนื้อหาใจความระบุว่า การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทุจริต ด้วยวิธีการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีการดำเนินงานป้องกันการทุจริต โดยเป็นการดำเนินงานคู่ขนานกันไปกับมิติด้านการปราบปรามการทุจริต และมิติด้านการเสริมสร้างทัศนคติ ค่านิยมในความชื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตในสังคมไทยเกิดผลสัมฤทธิ์ และเกิดความยั่งยืน

โดยการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เป็นเครื่องมือที่มีการเก็บข้อมูลอย่างรอบด้านและหลากหลายมิติ กำหนดระเบียบวิธีการประเมินผลที่เป็นไปตามหลักการทางสถิติ และทางวิชาการเพื่อให้ผลการประเมินสามารถสะท้อนสุขภาวะขององค์กรในด้านคุณธรรม และความโปร่งใสได้อย่างแท้จริง

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2568 โดยในการประเมินนั้นมีการเก็บข้อมูล 3 ส่วน ดังนี้

1. ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (IT) ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1.การปฏิบัติหน้าที่ 2.การใช้งบประมาณ 3.การใช้อำนาจ 4.การใช้ทรัพย์สินของราชการ 5.การแก้ไขปัญหาการทุจริต รวม 15 ข้อคำถาม โดยเป็นการเชิญชวนบุคลากรของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ปฏิบัติงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี เข้าตอบแบบสอบถามที่ Intranet ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่น้อยกว่า 400 ราย โดยมีผู้เข้าตอบจำนวน 693 ราย

2. ส่วนที่ 2 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT) ประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1.คุณภาพการดำเนินงาน 2.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 3.การปรับปรุงระบบการทำงาน รวม 9 ข้อคำถาม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

2.1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ส่วนที่ 1 สำนักงานการตรวจแผ่นดิน เป็นผู้เชิญชวนให้หน่วยรับตรวจ สื่อมวลชน คู่สัญญาการจัดซื้อจัดจ้างกับ สตง. เข้าตอบแบบสอบถาม ที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวนไม่น้อยกว่า 400 ราย โดยมีผู้เข้าตอบ จำนวน 501 ราย

2.2 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ส่วนที่ 2 ผู้ประเมิน (สำนักงาน ป.ป.ช.) เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บเอง จำนวนไม่น้อยกว่า 40 ราย โดยเข้าจัดเก็บในวันที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จัดประชุมให้กับหน่วยรับตรวจ จำนวน 60 ราย และผู้ประเมินจัดเก็บเพิ่มเติมจากลุ่มเป้าหมาย จำนวน 28 ราย รวมมีผู้เข้าตอบ 88 ราย

3. ส่วนที่ 3 แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1.การเปิดเผยข้อมูล 2.การป้องกันการทุจริต รวม 28 ข้อคำถาม แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) เป็นแบบวัดที่ให้ผู้ตอบแสดงหลักฐาน ว่ามีการเปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนดต่อสาธารณชน ผ่านการระบุ URL ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของหน่วยงานลงในระบบ ITAS ซึ่งคณะทำงานเตรียมความพร้อมการเข้าร่วมโครงการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมามาณ พ.ศ. 2568 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยเผยแพร่ที่เว็บไซต์สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้ง 28 ข้อคำถาม

ทั้งนี้ สำนักงานการตรวจแผ่นดิน มีผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้ 94.64 คะแนน โดยคะแนนเป็นอันดับ 1 ประเภทหน่วยงานขององค์กรอิสระ

โดยมีผลการประเมินที่ได้คะแนนต่ำกว่า 85 คะแนน อยู่ 1 ตัวชี้วัด ได้แก่ ตัวชี้วัดการปรับปรุงการทำงาน ได้ 81.78 คะแนน โดยเป็นตัวชี้วัดของแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT) ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องนำมาพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ฮือฮา!!‘สตง.’รับผลการประเมิน ITA 94.64 คะแนน ยืน 1 ความโปร่งใสกลุ่มองค์กรอิสระ

.-008