กมธ.วุฒิฯ 5 คณะจัดสัมมนาระดมสมองรับมือผลกระทบ’ภาษีทรัมป์’ระยะยาว

กมธ.วุฒิฯ 5 คณะจัดสัมมนาระดมสมองรับมือผลกระทบ'ภาษีทรัมป์'ระยะยาว

กมธ.วุฒิฯ 5 คณะจัดสัมมนาระดมสมองรับมือผลกระทบ’ภาษีทรัมป์’ระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.31 น.

กมธ.วุฒิฯ 5 คณะ ร่วมจัดสัมมนา “ภาษีทรัมป์: โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยหลังการเจรจา” ระดมความเห็นเพื่อจัดทำรายงาน (Policy Bref) นำสู่การกำหนดนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศระยะยาว

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ร่วมกับ กมธ.การต่างประเทศ กมธ.การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ และกมธ.การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “ภาษีทรัมป์: โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยหลังการเจรจา” “Trump Tariffs: Thailand’s Economic Crossroads Post-Negotiation” โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เปิดการสัมมนา นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนภาคเอกชน ภาครัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วม

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย โดยมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อประเทศไทย คือ มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้ ไม่เพียงกระทบต่อการส่งออกและโครงสร้างทางการค้าแต่มีผลต่อการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ถึงแม้ปัจจุบันไทยได้อัตราภาษีที่ร้อยละ 19 ซึ่งออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยกังวล แต่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีนัก เพราะสถานการณ์โลกในวันนี้เป็นยุคแบบการค้าเสรีและยุคโลกาภิวัตน์ภายใต้การกีดกันการค้า ตลอดจนสถานการณ์การแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำ การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตได้ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และประเทศไทยต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยถูกลง ทำให้ผู้บริโภคในประเทศได้บริโภคสินค้าในราคาถูก และส่งออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังต้องผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดและมีมูลค่าสูง รวมถึงผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างการผลิตใหม่ หากสามารถดำเนินมาตรการเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง ประเทศไทยจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ด้านนายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า จากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา หรือ “ภาษีทรัมป์” ซึ่งมีผลบังคับกับสินค้านำเข้าจากหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อภาคการส่งออกในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก อลูมิเนียม สิ่งทอ หรือสินค้าเกษตรแปรรูป ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อ และการแข่งขันจากประเทศที่มีข้อตกลง FTA กับสหรัฐฯ เพื่อเป็นการรับมือและปรับตัวรองรับกับความท้าทายดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอุตสาหกรรมสำคัญ สร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ เปิดเวทีรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้ประกอบการ เสนอแนวทางปรับตัวของภาคธุรกิจไทยในด้านการผลิตและการตลาด และ ส่งเสริมการบูรณาการนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ภายในงานสัมมนามีการบรรยายเรื่อง “จากภาษีทรัมป์สู่ภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกใหม่: ทางเลือกและทางรอดของไทยในสงคราม การค้าเชิงโครงสร้าง” โดยรองศาสตราจารย์ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เป็นการสัมมนาเรื่อง “จากโต๊ะเจรจาสู่ภาคปฏิบัติ: ถอดบทเรียนภาษีทรัมป์” From Negotiation to Action: Lessons from the Trump Tariff Talks” โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ดำเนินรายการโดย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา

‘ทวี’มอบเงินเยียวยาชาวบ้านเมืองโอ่ง 652 ราย จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

'ทวี'มอบเงินเยียวยาชาวบ้านเมืองโอ่ง 652 ราย จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

‘ทวี’มอบเงินเยียวยาชาวบ้านเมืองโอ่ง 652 ราย จากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ มอบเงินบังคับคดียึดทรัพย์กว่า 22 ล้านบาท เยียวยาชาวราชบุรี 652 ราย เหยื่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ “ทวี”ชี้เหตุการณ์นี้ย้ำเติอนภาครัฐถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน

18 สิงหาคม 2568 ที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำพุ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบเงินให้นายธนู งามยิ่งยวด และชาวบ้าน จำนวน 652 คน ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำพุ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษ โดยเป็นเงินส่วนที่กรมบังคับคดีกระทรวงยุติธรรม ยึดทรัพย์จากบริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จํากัด กับพวกจำเลยในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขคดีแดงที่ สว.3/2563 เพื่อนำมาเยียวยาให้แก่บรรดาเจ้าหนี้คดีแบบกลุ่ม (Class Action) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โดยมี นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีนางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเฉลิมชัย บัวจันอัด รองอธิบดีกรมบังคับคดี และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม 

พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า ความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องเดินทางไกลหรือใช้เวลานาน แต่ควรเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว “เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 17 คน เราได้แต่บอกญาติผู้เสียชีวิตว่าพวกเขาได้รับความยุติธรรมแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะ ภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ตระหนักว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด”

พันตำรวจเอกทวี กล่าวด้วยว่า วันนี้กรมบังคับคดี ได้ดำเนินการบังคับคดีแพ่ง ตามคำพิพากษา โดยได้ทำการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จํากัด ได้เป็นเงินจำนวนประมาณ 22,220,000 บาท และได้ดำเนินการจัดทำบัญชีรับ – จ่าย เงินครั้งที่ 1 ให้แก่ชาวบ้านได้รับเงินส่วนแบ่งเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 26.03 ของยอดหนี้ที่ศาลมีคำพิพากษา ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในพื้นที่จะร่วมกันช่วยเหลือประชาชนด้วยความยุติธรรม โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมและประชาชนต่อไป

ทภ.2 ขอ ปชช. หยุดแชร์ข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล

ทภ.2 ขอ ปชช. หยุดแชร์ข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล

ทภ.2 ขอ ปชช. หยุดแชร์ข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.35 น.

กองทัพภาคที่ 2 ขอประชาชน หยุดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง เกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้ขอประชาชนหยุดแชร์ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นจริง เกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ว่า ขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่า ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล จะต้องดำเนินการโดยกระบวนการทางราชการตามลำดับ ดังนี้

1. คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
3. ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
4. การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็น ข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

‘พิชิต’ซัดแรง! เหน็บ’อุ๊งอิ๊งค์’ปมเอกสารชี้แจงศาล ลั่น’ดูฉลาดกว่าสมองตัวเอง’

'พิชิต'ซัดแรง! เหน็บ'อุ๊งอิ๊งค์'ปมเอกสารชี้แจงศาล ลั่น'ดูฉลาดกว่าสมองตัวเอง'

‘พิชิต’ซัดแรง! เหน็บ’อุ๊งอิ๊งค์’ปมเอกสารชี้แจงศาล ลั่น’ดูฉลาดกว่าสมองตัวเอง’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.22 น.

18 สิงหาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก “Pichit Chaimongkol” ระบุว่า

“หลอกสมองตัวเอง

ไม่มีใครเชื่อว่า สิ่งที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อธิบายด้วยเอกสารต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะมาจากสิ่งที่ แพทองธาร รู้ และเข้าใจ เพราะมันดูฉลาดกว่าสมองตัวเอง

หรือ พูดอีกแบบคือ มีคนลอกข้อสอบ งานเขียนของ Roger Fishre และ William Ury ในหนังสือ Getting to yes มาใส่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ

นี่ก็เป็นลักษณะนิสัย จากข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่ว มาจนถึงปัจจุบัน คือ หลอกสมองตัวเอง

แน่จริง 21 ส.ค.68 นี้ แพทองธาร ชินวัตร น่าจะไปศาลเอง ให้ศาลได้ถามตามความรู้ที่อ้างจากหนังสือนั้นหน่อย ว่าเข้าใจถ่องแท้ขนาดไหนกันแน่”

มติ สมช. ฟ้องแพ่ง-อาญา ผู้นำกัมพูชา เข้าไทยเมื่อไหร่ จับทันที

มติ สมช. ฟ้องแพ่ง-อาญา ผู้นำกัมพูชา เข้าไทยเมื่อไหร่ จับทันที

มติ สมช. ฟ้องแพ่ง-อาญา ผู้นำกัมพูชา เข้าไทยเมื่อไหร่ จับทันที

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.11 น.

“ภูมิธรรม” เผย มติสมช.มอบ ตร.-อัยการ เดินหน้าฟ้อง แพ่ง-อาญา ผู้นำเขมร ต่อศาลไทย ลั่น เจอตัวในไทย จับทันที รับ ฟ้องศาลโลกไม่ได้  เพราะไม่รับเขตอำนาจ ยังไม่ตัดสินใจสอบเส้นทางเงิน เครือข่ายฮุนเซน วอนปชช.อย่าตกเป็นเหยื่อไอโอ 

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เป็นประธานการประชุมสมช. โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ต่อมาเวลา 18.00น. นายภูมิธรรม แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังต้องเฝ้าระวัง มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่ ทางกองทัพและกระทรวงกลาโหมยังติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่การเจรจาเขตแดนทั้งหลายยังไม่จบง่ายๆ ต้องรอการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) วันที่ 27 ส.ค. และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(GBC) วันที่ 8-10 ก.ย. ที่ประเทศกัมพูชา เราติดตามโดยให้ทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการแจ้งเตือนให้มากขึ้น ซึ่งต้องเป็นเอกภาพสื่อสารประสานงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้มีการสร้างความสับสนแก่ประชาชน มีกระบวนการไอโอ อยากฝากให้พวกเราอย่าตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุดเอาประเทศชาติ อธิปไตย ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นที่ตั้ง

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า เรื่องที่สอง เราได้พูดกันเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมายกรณีกัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรุกรานอธิปไตยของไทย ซึ่งมีหลายส่วนที่กระทบกับชีวิต ทรัพย์สินประชาชนคนไทย และเราเตรียมจะดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชา รวมทั้งผู้นกัมพูชา ที่เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณากัน และขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) รับเรื่องนี้แล้ว และตร.มอบหมายกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ให้เป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน และหน่วยราชการต่างๆ  และคดีบุคคลต่างๆในการดำเนินการ้องเรียนให้ทำเรื่องตรงจุดนั้น จากนั้นให้ส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อรับหน้าที่ในการฟ้องร้อง ทั้งหมดจะเป็นฟ้องในประเทศคือการกระทบต่อความมั่นคง และทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ก่อเหตุอยู่ภายนอกประเทศ จุดสำคัญคือเราจะฟ้องเฉพาะในประะเทศเท่านั้น จะไม่ไปฟ้องที่กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเราทำในหน้าที่กรอบตรงนี้ และไม่ทำก็ไม่ได้ถ้าหากเราไม่ทำอาจจะโดนข้อหา มาตรา 157 ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฉะนั้นเรื่องนี้เราจะดำเนินเรื่องนี้โดยมีสำนักงานอัยการสูงสุดทำหน้าที่ทนายแผ่นดินรับเรื่องฟ้องร้อง  โดยมี ตร.และกองบัญชาการตำรวจภูธร เป็นตัวกลางในการสอบสวนรวบรวมเอกสารทั้งหมด

จากนี้จะต้องเฝ้าระวังให้เต็มที่มากขั้น ซึ่งเรายังดำเนินยังดำเนินการไปตามแผนงานเรื่องนี้ต่อจนกว่าการเจรจาและการพูดคุยจะคลี่คลายไปในทิศทางไหนก็จะปรับปรุงจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ปกติ

เมื่อถามว่า การฟ้องภายในประเทศเราจะเอาผู้ต้องหาเข้ามาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า เป็นการฟ้องที่สามารถดำเนินการได้ เป็นคดีที่เป็นการฝากขัง ถ้าเข้ามาในประเทศเจอเมื่อไหร่ก็จับ 

ถามย้ำว่าจะฟ้องทั้ง สมเด็จฮุน เซน และนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้อัยการสูงสุดไปดู และรวบรวมคดีดำเนินการตามข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

เมื่อซักต่อว่า จะฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าเลยหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ผมไม่ใช่ทนาย เป็นคดีทั้งอาญาและแพ่ง “

เมื่อถามว่า ทำไมเราไม่ดำเนินการฟ้องโดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อชีวิตทรัพย์สินในประเทศ รวมทั้งสถานที่ราชการต่างๆ แต่ว่าผู้ก่อเหตุอยู่นอกประเทศ วันนี้เราก็ดำเนินการภายในประเทศตามอำนาจหน้าที่ที่ทำได้เลย ส่วนต่างประเทศนั้นเราไม่ได้รับขอบเขตอำนาจของศาลโลก ฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ไปถึงตรงนั้น 

ถามต่อว่า เราจะสามารถสืบหาเส้นทางการเงินของเครือข่ายนักการเมืองกัมพูชาในไทย หรือเส้นทางการเงินของสมเด็จฮุนเซน สามารถทำได้เลยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าจะทำก็ยังพูดไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรมาพูด

ถามอีกว่า ถ้าจะทำเขาก็อาจจะรู้ตัวใช่หรือไม่ ถ้าเราพูด นายภูมิธรรม กล่าว่า ไม่ใช่ เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องการดำเนินการตามปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า จะยังมีศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังไม่ได้พูดว่าจะยุบเลยซักคำ”

เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) จะเข้าครม.พรุ่งนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด อาจจะมี ไม่แน่ใจ ต้องไปดู 

รัฐบาลโต้ข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ย้ำไม่มีวันรื้อ มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทย

รัฐบาลโต้ข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ย้ำไม่มีวันรื้อ มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทย

รัฐบาลโต้ข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ย้ำไม่มีวันรื้อ มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทย

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.38 น.

รัฐบาลโต้ข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ย้ำไม่มีวันรื้อ มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทย

เมื่อเวลา 16.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวที่อ้างว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะให้มีการรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) นั้น เป็น “ข่าวปลอม” ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ไม่มีความคิดจะรื้อ มีแต่ทยอยวางเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม ผ่านการบิดเบือนและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช.และมีการเสนอยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืน28 กรกฎาคม คือ “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และไทยยังคงต้องรักษา อธิปไตยของไทย การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด7จังหวัดมีแต่ทำเพิ่ม

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่าศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งไม่ขัดข้อง และเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาขอ

“ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้ 1) วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 : ประชุมกองเลขาฯ 2) วันที่ 27 สิงหาคม 2568 : ประชุม RBC สมัยวิสามัญ 3) สถานที่ประชุม : พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ” นายจิรายุ กล่าว

‘กกต.’เคลียร์ 378 คดีเลือกตั้งสส.ปี66 สั่งดำเนินอาญา 5 คดี ส่งศาล 8 สำนวน

‘กกต.’เคลียร์ 378 คดีเลือกตั้งสส.ปี66 สั่งดำเนินอาญา 5 คดี ส่งศาล 8 สำนวน

‘กกต.’เคลียร์ 378 คดีเลือกตั้งสส.ปี66 สั่งดำเนินอาญา 5 คดี ส่งศาล 8 สำนวน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

‘กกต.’เคลียร์ 378 คดีเลือกตั้งสส.ปี66 สั่งดำเนินอาญา 5 คดี ส่งศาล 8 สำนวน เดินหน้าสอบเลือกตั้งซ่อมพิษณุโลก 5 คดี นครศรีธรรมราช 6 คดี ศรีสะเกษ 2 คดี

18 ส.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยความคืบหน้าข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณาคำร้องและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ในช่วงปี 2566-2568 โดยครอบคลุมการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 และการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดพิษณุโลก นครศรีธรรมราช และศรีสะเกษ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การเลือกตั้งทั่วเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 สำนักงาน กกต. ได้ดำเนินการพิจารณาคำร้องและข้อร้องเรียนทั้งสิ้น 378 เรื่อง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยชี้ขาดครบถ้วนทุกเรื่องแล้ว แบ่งเป็น 1.กรณีรับคำร้องไว้พิจารณา 251 เรื่อง ได้มีความเห็นสั่งไม่รับหรือรวบรวมเป็นข้อมูล 167 เรื่อง เนื่องจากไม่มีมูล จึงสั่งยกคำร้อง หรือสั่งยุติเรื่อง 84 เรื่อง และ2.กรณีวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน 127 สำนวน ยกคำร้อง 114 สำนวน ส่งดำเนินคดีอาญา 5 สำนวน, ยื่นคำร้องต่อศาล 8 สำนวน

สำหรับการเลือกตั้ง สส. จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 15 ก.ย. 2567 สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องและข้อร้องเรียนทั้งสิ้น 5 เรื่อง โดยมีผลการดำเนินการดังนี้

1.ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 เรื่อง พิจารณาคำร้อง (สั่งไม่รับ, สั่งยกคำร้อง, รวมเรื่อง) 2 เรื่อง, วินิจฉัยชี้ขาดสำนวน (ยกคำร้อง) 1 เรื่อง

2. อยู่ระหว่างดำเนินการ 2 สำนวน สำนักงานกกต.สรุปสำนวนและจัดทำความเห็นต่อ เลขาธิการ กกต. 1 สำนวน , เตรียมเสนอสำนวนเข้าสู่การประชุมกกต. 1 สำนวน

ส่วนการเลือกตั้งสส. นครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 27 เม.ย. 2568 สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องและข้อร้องเรียนทั้ง สิ้น 6 เรื่อง โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการนั้น เสนอสั่งไม่รับ รายงานตรวจสอบหรือรายงานตรวจมูล 2 เรื่อง ,สรุปสำนวนและจัดทำความเห็นต่อเลขาธิการ กกต. 4 สำนวน

สำหรับการเลือกตั้ง สส. จังหวัด ศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 10 ส.ค. 2568 แต่ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 ได้ประกาศงดการออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากเกิดสถานการณ์ภัยจากกองกำลังภายนอกในพื้นที่อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องและข้อร้องเรียนทั้ง สิ้น 2 เรื่อง โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจคำร้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือตรวจมูล 1 เรื่อง , สืบสวนหรือไต่สวน 1 สำนวน

ทั้งนี้ สำนักงาน กกต. ได้กำหนดขั้นตอนการพิจารณาคำร้องและสำนวน ดังนี้

ชั้นที่ 1 สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวน จัดทำความเห็น เพื่อเสนอให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมีความเห็นประกอบสำนวน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จัดส่งสำนวนไปยังสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ส่วนกลาง) โดยเร็ว

ชั้นที่ 2 สำนักงาน กกต. ส่วนกลางวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นเสนอผ่านผู้อำนวยการฝ่าย รองผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนัก และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับมอบหมาย

ชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งพิจารณาและจัดทำความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ชั้นที่ 4 คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการโดยเร็ว

‘กกต.’เผยคืบหน้าเรื่องร้องคัดค้านเลือก‘สว.’ จ่อส่ง 36 สำนวนเข้าวาระประชุม

‘กกต.’เผยคืบหน้าเรื่องร้องคัดค้านเลือก‘สว.’ จ่อส่ง 36 สำนวนเข้าวาระประชุม

‘กกต.’เผยคืบหน้าเรื่องร้องคัดค้านเลือก‘สว.’ จ่อส่ง 36 สำนวนเข้าวาระประชุม

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

‘กกต.’เผยคืบหน้าเรื่องร้องคัดค้านเลือก‘สว.’ จ่อส่ง 36 สำนวนเข้าวาระประชุม

18 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและสำนวนเรื่องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ระดับอำเภอ จังหวัดและระดับประเทศ  ซึ่งมีสำนวน 601 เรื่อง โดยดำเนินการแล้วเสร็จ 555 เรื่อง แบ่งเป็นพิจารณาคำร้อง 277 เรื่อง สั่งไม่รับคำร้องหรือรวบรวมเป็นข้อมูล 143 เรื่อง และมี 132 เรื่องยกคำร้องหรือสั่งยุติเรื่อง และมีการสั่งนับคะแนนใหม่ 2 เรื่อง ส่วนคำร้องที่มีการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน 278 สำนวน แบ่งเป็นให้ยกคำร้อง 245 สำนวน  โดยเป็นการสั่งระงับสิทธิ 2 สำนวน  ดำเนินคดีอาญา 11 สำนวน ยื่นคำร้องต่อศาล 20 สำนวน

ขณะที่เรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ 46 เรื่อง  แบ่งเป็นสั่งสืบสวน/ไต่สวน 4 เรื่อง และสำนักงาน กกต.เสนอสั่งไม่รับเรื่องหรือรายงานตรวจสอบ/รายงานตรวจมูลจำนวน  2 เรื่อง และมี 4 สำนวน ที่สำนักงาน กกต.สรุปสำนวน/จัดทำความเห็นต่อ เลขาธิการ กกต.หรือสั่งสอบเพิ่ม และอีก 36 สำนวน อยู่ระหว่างเสนอเข้าวาระการประชุม กกต.

ฮือฮา!!‘สตง.’รับผลการประเมิน ITA 94.64 คะแนน ยืน 1 ความโปร่งใสกลุ่มองค์กรอิสระ

ฮือฮา!!‘สตง.’รับผลการประเมิน ITA 94.64 คะแนน ยืน 1 ความโปร่งใสกลุ่มองค์กรอิสระ

ฮือฮา!!‘สตง.’รับผลการประเมิน ITA 94.64 คะแนน ยืน 1 ความโปร่งใสกลุ่มองค์กรอิสระ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

ฮือฮา!!‘สตง.’รับผลการประเมิน ITA 94.64 คะแนน ยืน 1 ความโปร่งใสกลุ่มองค์กรอิสระ

18 สิงหาคม 2568 นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช.  ในฐานะประธานกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส กล่าวว่า การประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมทั้งสิ้น 8,317 หน่วยงาน และมีผู้ตอบแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่า 1.35 ล้านความคิดเห็น โดยผลการประเมินภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 93.82 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.77 คะแนน และสูงกว่าค่าเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (21) ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่คะแนนผ่านเกณฑ์ จำนวน 7,832 หน่วยงาน คิดเป็น 94.17% ของหน่วยงานทั้งหมดที่เข้ารับการประเมิน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.73% นอกจากนี้ ประเด็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลคะแนนรายตัวชี้วัดที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าปีที่แล้วถึง 8 จาก 10 ตัวชี้วัด โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ ซึ่งได้คะแนนสูงสุดถึง 99.45 คะแนน และตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการทำงาน คะแนนเฉลี่ย 94.39 คะแนน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนถึง 9.9 คะแนน

สำหรับหน่วยงานที่มีผลการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ความเห็นชอบ จะได้รับรางวัล ITA AWARDS 2025 ประกอบด้วย รางวัลระดับหน่วยงาน ได้แก่ รางวัลหน่วยงานที่มีผลการประเมินสูงสุดในแต่ละประเภท และหน่วยงานที่มีพัฒนาการสูงสุดในแต่ละประเภท รางวัลระดับจังหวัด ที่มีการขับเคลื่อน ITA บรรลุเป้าหมาย ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ยอดเยี่ยม รางวัลระดับกระทรวง ที่มีการขับเคลื่อน ITA บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ยอดเยี่ยม และรางวัลหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้กำกับติดตามฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่มีการขับเคลื่อน ITA บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ยอดเยี่ยม

ทั้งนี้ ในกลุ่มองค์กรอิสระ ปรากฏว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้คะแนนมาอันดับ 1 ที่ 94.64 คะแนน โดยภายหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนทำให้ตึก สตง.แห่งใหม่ ถล่มลงมา ทำให้ สตง. ที่เป็นหน่วยงานตรวจสอบความโปร่งใสหน่วยงานหนึ่ง ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักถึงความโปร่งใส

ส่วนอันดับ 2 คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 93.47 คะแนน , 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 93.18 คะแนน 4.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 90.51 คะแนน และ 5.สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 90.27 คะแนน

‘กรณ์’เสนอคว่ำบาตร ขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ในสายตาชาวโลก ต่างชาติไม่สนใจใครถูกผิด

‘กรณ์’เสนอคว่ำบาตร ขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ในสายตาชาวโลก ต่างชาติไม่สนใจใครถูกผิด

‘กรณ์’เสนอคว่ำบาตร ขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ในสายตาชาวโลก ต่างชาติไม่สนใจใครถูกผิด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

‘กรณ์’เสนอคว่ำบาตร ขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ในสายตาชาวโลก ต่างชาติไม่สนใจใครถูกผิด  

18 สิงหาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า…

จากที่ไปต่างประเทศมาสิบวัน พูดคุยกับคนที่โน่นและติดตามสื่อนอกมองไทย ทำให้เห็นสัจธรรมว่า ในสายตาคนนอก เขาเห็นแค่ ’ไทยมีเรื่องกับกัมพูชา‘ ไม่มีใครใส่ใจมากนักว่าใครผิดใครถูก ถ้ามีคำถามก็แค่ “หยุดยิงกันหรือยัง”

ปัญหาไม่ใช่เขาไม่เชื่อเรา แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาไม่สนใจด้วยว่าใครเป็นฝ่ายผิด

เหมือนเราวันนี้ ขนาดรัสเซียเป็นผู้รุกรานยูเครนชัดๆ ยังมีคนไทยจำนวนมากโทษยูเครนว่าไปยั่วเขาก่อน และอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สนใจว่าใครผิด แต่แค่อยากให้หยุดรบกัน (แถมยังเชื่อว่ายูเครนควรหยวนๆยอมยกแผ่นดินบางส่วนให้รัสเซียด้วย)

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างที่อื่นมีอีกมากมายว่าปัญหาที่คนสนใจไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องถูก จะเป็นข่าวให้เขาเห็นก็เพียงเมื่อมีการใช้ความรุนแรง

ที่เล่าไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่จะสื่อว่านอกจากเรากับกัมพูชาแล้ว ไม่มีใครคนอื่นเขาสนใจว่าใครเริ่มก่อนอย่างไร เขาแค่เหมารวมว่า ‘เป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนาน’

ความจริงนี้ทำให้เราเสียเปรียบฮุนเซน เพราะในขณะที่ฮุนเซนได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ เรามีแต่เสียทั้งในส่วนของเลือดเนื้อ ความเดือดร้อนชาวบ้าน การท่องเที่ยว และบรรยากาศการลงทุน

การรักษาความสงบดีที่สุด แต่หากมีการละเมิดเราอีก เราต้องพร้อมตอบโต้ในทุกมิติเพื่อให้ฮุนเซนมีต้นทุนที่สูงขึ้น ผมไม่ได้พูดเพียงแต่การทหาร แต่หมายถึงมาตรการคว่ำบาตรในทุกด้าน  รวมไปถึงการเจรจากำหนดเงื่อนไขกับ ASEAN ไว้ด้วยว่า การกระทำเช่นใดจะนำไปสู่การ sanction โดยกลุ่มประเทศสมาชิกทั้งหมด

การ sanction แม้มีผลทำให้ประชาชนที่บริสุทธิ์ของประเทศเป้าหมายต้องเดือดร้อน แต่ก็ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในโลกสากล ไม่มีใครอยากต้องใช้ แต่หากมีผลช่วยระงับไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงก็ถือว่าดีกว่า