‘กองทัพบก’เปิดลักษณะของจริง‘หลักเขตแดน’ ยันคลิปรื้อถอนเป็นข่าวบิดเบือน

‘กองทัพบก’เปิดลักษณะของจริง‘หลักเขตแดน’ ยันคลิปรื้อถอนเป็นข่าวบิดเบือน

‘กองทัพบก’เปิดลักษณะของจริง‘หลักเขตแดน’ ยันคลิปรื้อถอนเป็นข่าวบิดเบือน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

‘ทบ.’แจงคลิปรื้อถอน‘หลักเขตแดนไทย’บิดเบือน ชี้ของจริงมีข้อความ 3 ภาษา ขนาด 40×40ซม. สูง 1 เมตร ฝังลึก 80 ซม.

18 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.ท.หญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีคลิปวิดีโอปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ในลักษณะการใช้รถตักดินทำการรื้อถอนหลักคอนกรีตที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นหลักเขตแดนไทย -กัมพูชานั้น

กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยทหารในพื้นที่แล้ว พบว่าภาพหลักคอนกรีตที่ปรากฏในคลิปวีดีโอนั้นไม่ใช่หลักเขตแดนไทย -กัมพูชา ที่สร้างโดยคณะกรรมการปักปัน เขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1919-1920 (พ.ศ. 2462-2463) เนื่องจากขนาดและรูปร่างของหลักเขตแดนไทย – กัมพูชา จะต้องมีความกว้าง 40 ซม. ยาว 40 ซม. สูงเหนือพื้นดิน 1 เมตร และส่วนที่ฝัง ลงไปในดินมีฐานรากอีกประมาณ 80 ซม. มีการสลักข้อความ 3 ภาษา คือด้านที่หันเข้าหาฝั่งไทย จะเขียน ว่ากรุงสยามอยู่บรรทัดบน ภาษาฝรั่งเศสอยู่ตรงกลาง และภาษาเขมรอยู่บรรทัดล่าง ด้านที่หันเข้าหา ประเทศกัมพูชา จะเขียนบรรทัดบนเป็นภาษาเขมร บรรทัดกลางเป็นภาษาฝรั่งเศส และบรรทัดล่างเป็น ภาษาไทย เขียนว่ากรุงกัมพูชา

ส่วนด้านข้างของตัวหลักทั้ง 2 ข้าง ก็เขียนไว้ 3 ภาษา เช่นเดียวกัน โดย ภาษาไทยเขียนไว้ว่า แดนต่อแดน และด้านบนหลักเขตจะมีหมายเลขหลักเขตกำกับไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ขอให้ติดตามข่าวสารจากข้อมูลในช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่น เพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก”, เพจ“กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง และทันเวลา

‘เลขาฯสมช.’ระบุ 21 ส.ค.ไปแจงศาลรธน.ปมคลิปเสียงนายกฯ ‘หมอมิ้ง’โยนถาม‘อิ๊งค์’ไปเองหรือไม่

‘เลขาฯสมช.’ระบุ 21 ส.ค.ไปแจงศาลรธน.ปมคลิปเสียงนายกฯ ‘หมอมิ้ง’โยนถาม‘อิ๊งค์’ไปเองหรือไม่

‘เลขาฯสมช.’ระบุ 21 ส.ค.ไปแจงศาลรธน.ปมคลิปเสียงนายกฯ ‘หมอมิ้ง’โยนถาม‘อิ๊งค์’ไปเองหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

‘เลขาธิการ สมช.’ระบุ 21 ส.ค.ไปแจงศาลรฐธรรมนูญ ปมคลิปเสียงสนทนา‘นายกฯ’ ด้าน‘หมอมิ้ง’โยนถาม‘อิ๊งค์’ไปเองหรือไม่

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 18 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 ส.ค. เมื่อถามว่า เตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า ให้รอถามนายกฯเอง

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อยกระดับผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรเกษตร ภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการพัฒนาหลักสูตรและเครือข่ายความร่วมมือ โดยวิทยาลัยฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพืชศาสตร์ มีการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (ปวส.) ซึ่งเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สถานประกอบการ และตลาดแรงงาน โดยหลักสูตรนี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน และท้องถิ่น โดยมีการปรับปรุงรายวิชาเดิมและกำหนดรายวิชาใหม่ให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษาของ สมศ. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นภาพสะท้อนของการประเมินคุณภาพภายนอกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ส่งผลถึงอนาคตของผู้เรียน และอนาคตของการเกษตรไทยที่ทันสมัย ยั่งยืน และสร้างรายได้จริง” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าว

ด้าน นายสุรศักดิ์ เทียบรัตน์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ กล่าวว่า วิทยาลัยได้ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจาก สมศ. เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา ร่วมกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเรื่องการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง โดยเริ่มจาก “หลักสูตรเกษตรก้าวหน้า” ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น และพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น “หลักสูตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร” ที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ” ให้นักศึกษามีทักษะรอบด้าน ทั้งการผลิต (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์) เน้นบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนเพื่อการเกษตร และโรงเรือนอัจฉริยะที่ควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และแสงได้  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนภาพลักษณ์การเกษตรแบบเดิม สร้างทักษะธุรกิจและการตลาด มีรายวิชา “การขายเบื้องต้น” และศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ สนับสนุนให้นักศึกษาสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพและขายได้เอง เพื่อความยั่งยืนในอาชีพ  ปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าจากร้านของวิทยาลัยและนักศึกษาสามารถขายได้เองในพื้นที่รอบวิทยาลัย

นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยฯ ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับวิทยาลัยพลังงานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่จบ ปวส. จากหลักสูตรนี้ สามารถศึกษาต่อปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

“การได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ทำให้วิทยาลัยฯ ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งวิทยาลัยนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรและตั้งเป้าหมายสูงขึ้นในแต่ละปี ส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ กระบวนการประเมินของ สมศ. ในปัจจุบันยังเป็นกันเองและปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับระบบการทำงานของสถานศึกษามากขึ้นกว่าการประเมินในอดีต” นายสุรศักดิ์ กล่าว

กิจกรรมลงพื้นที่ในครั้งนี้  ได้มีการเยี่ยมชมตัวอย่างการเรียนการสอนผ่านโครงการเกษตรหลากหลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ โรงเรือน IoT (Internet of Things) หรือ “Smart Greenhouse” ซึ่งเป็นโรงเรือนปลูกพืชที่ใช้เทคโนโลยี IoT มาช่วยในการจัดการและควบคุมสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือน เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และการให้น้ำ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด  และฟาร์มสุกรระบบปิด (สร้างใหม่หลังโรคระบาด) และฟาร์มไก่ไข่ร่วมกับบริษัทเอกชน ซึ่งผลผลิตไข่ไก่ส่งขายให้บริษัทคู่สัญญา ร่วมพิสูจน์ผลงานการแปรรูปนวัตกรรมผลผลิตทางการเกษตร เช่น น้ำนมข้าวโพด แฮมเบอร์เกอร์แพลนต์เบส และชาหมักคอมบูชะ ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา สำหรับหารายได้ระหว่างเรียนสำหรับนักเรียนในทุกสาขา

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร. ให้มีศักยภาพ ผู้เรียนมีงานทำ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ห้องสมุดที่ทันสมัย เท่าทันเทคโนโลยี”

ระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งและปฏิบัติราชการแทน ให้ดิฉันมีอำนาจในการสั่งการ กำกับดูแล ดังนี้ 1. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 3. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และ 4. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ดิฉันจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายและที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการเรียนรู้จริงในพื้นที่ การประชุมหารือกับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้การสั่งการและการมอบแนวทางการทำงานตรงต่อความต้องการของประชาชน

ดิฉันเชื่อมั่นว่า การยกระดับหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การพัฒนาครูให้มีศักยภาพ และการดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน จะช่วยสร้าง ทักษะที่ใช้ได้จริง และ โอกาสในการทำงาน ให้แก่ผู้เรียน ขณะเดียวกันการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้สมัยใหม่ จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ - สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

เฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์ไทย กระทรวง อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่จังหวัดขอนแก่น วันที่ 18-20 ส.ค.นี้ ภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงานชวนเยาวชนสัมผัสโลกแห่งนวัตกรรมพร้อมสัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง เพื่อสร้างสังคมวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 ในวาระครบรอบวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคมนี้ เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ คณะวิทยาศาสตร์ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมด้วย นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ ผู้อำนวยการสำนักบริการกลาง NSM และ ผศ.ดร.อังคณา บุญยืด คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

นายสุวรงค์ กล่าวในพิธีเปิดงานว่า การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “Science in Action for sustainable communities” เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง ร่วมสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนและประชาชนสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และเป็นการจุดประกายความสนใจของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เส้นทางนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และผู้สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของไทย สู่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกช่วงวัย

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าถึง 2 ปี ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่น นิทรรศการ The Rocket Maker: Isan Inspiration ที่นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง

ทั้งนี้ ย้งมีนิทรรศการ Sports Science on the Move ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีจี สปอร์ต จำกัด นำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน นิทรรศการ Science Spark นิทรรศการ Science For Fun กิจกรรมท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นในรูปแบบ Interactive เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทดลอง ค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การแข่งขัน ‘SiT Talks for SDGs : Science inspired by Teen – SDGs in Action’ และการเสวนา “Cyber Security ถอดรหัสโลกไซเบอร์: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล” โดย คุณพีรพล อนุตรโสตถ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร.อาภรณ์ หวังวิวัฒน์ อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์ระบบและการแพทย์เชิงคอมพิวเตอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชวนเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ขณะที่นายพันธ์เทพ กล่าวว่า ในนามของจังหวัดขอนแก่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเยาวชนและประชาชนสู่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 งานนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้กับทุกคน ขอขอบคุณ NSM มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ การจัดงานระดับชาติที่ขอนแก่นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับชาติในครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้งานมีความยิ่งใหญ่และครบครันมากขึ้น โดยมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานพันธมิตรร่วมจัดงานฯ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่จัดงานถึง 3 แห่ง ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์, ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก และศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการและนวัตกรรม ที่มุ่งมั่นในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคและประเทศชาติไปข้างหน้า

“ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังได้จัดกิจกรรมการประกวดและแข่งขันทางวิชาการประจำปีมากมาย เช่น การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์, การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์, การประกวด Science Show และการแข่งขันจรวดขวดน้ำ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและจุดประกายความฝันในโลกวิทยาศาสตร์”รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ผู้สนใจเข้าชมงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติฯ ที่ จ.ขอนแก่น สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://sc.kku.ac.th/scweek และเฟซบุ๊ก NSTFair Thailand

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

'นฤมล'เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘นฤมล’ เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4  ด้าน ‘ธรรมนัส’ คุยไม่มีใครกล้าตัดงบศธ.

18 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมและติดตามนโยบายสำคัญด้านการศึกษาและการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาแก่หน่วยงานในสังกัด ศธ. พร้อมประชุมรับฟังผลกระทบจากเหตุพายุโซนร้อน “วิภา” และรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารและครู โดยมี นายบุญสิงห์ วรินร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ,ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา, นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.จากส่วนกลาง และมีศึกษาธิการภาค  ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม กว่า 500 คน ที่หอประชุม 80 ปี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวต้อนรับ โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา เขต 1 เดินทางมาร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มามอบนโยบายเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ) แต่ตนอยากจะมาทักทายกับผู้บริหารศธ.ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงหลัก ตนกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2562 ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และทำงานคู่กับ ศ.ดร.นฤมล มาตลอด และพอมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ จริงๆแล้ว ศ.ดร.นฤมล กำลังจะไปจัดห้องทำงานที่กระทรวง อว. โชคดีได้มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล คุยกับตนว่ากระทรวงศึกษาฯ น่าจะเป็นกระทรวงที่เราสามารถช่วยเหลือคนไทยให้ได้รับสิ่งดีๆ โดยเฉพาะลูกหลานเรา ก็เป็นความโชคดีที่พรรคกล้าธรรมได้รับโคต้ารัฐมนตรีว่ากระกระทรวงเกษตรและสกหรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

”ผมก็จะไม่ไปยุ่งกับการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเจ้าของพรรคกล้าธรรม ผมไม่ได้เอาตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ผมคุยกับ อ.แหม่ม ว่า คนในครอบครัวต้องมาทีหลัง ต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ ผมกับ อ.แหม่ม มีชีวิตที่คล้ายๆ กัน มาจากครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ อ.แหม่มได้รับทุนมาตลอด ได้เข้าศึกษาจนจบจุฬาฯ และไปศึกษาต่อเมืองนอกจนเป็นศาสตราจารย์ก็ไม่ทำธรรมดา ก็เหมาะสมกับกระทรวงศึกษาธิการ”

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ฟังผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เสนอถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ตนในฐานะ สส. 3 วัน 3 คืนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องการให้โหวตงบประจำปี 2569 ผ่านสภาฯ ถ้าไม่ผ่าน ถึงแม้จะใช้ได้แต่แผ่นดินเดินต่อไม่ได้ ดังนั้น ตนและ อ.แหม่มมาจากการเมือง  หนีกันไม่พ้น ระบบบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายก็มาจากพวกตนที่กำหนดลงไปในพื้นที่ และนำเสนอรัฐบาล ให้กำหนดนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะนโยบายเรื่องการศึกษา เรื่องการเกษตร หรือนโยบายอื่นๆล้วนแล้วมาจากนโยบายพรรคการเมือง เมื่อกำหนดนโยบายออกมาแล้วก็ให้พี่น้องข้าราชการนำไปปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน  มีนักวิชาการหลายคนบอกว่า ไม่อยากให้นักการเมืองมาปกครองบ้านเมือง ต้องการให้ระบบเผด็จการมาปกครองบ้านเมือง แต่ตนมองว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ตนอยู่มาสองรัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และเป็นผู้จัดการรัฐบาลในตอนนั้น มันเดินไปไม่ได้ เราต้องเข้าสู่ความเป็นจริงในสังคมไทยและระบอบประชาธิปไตย  และมีสส.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง แยกกันไม่ได้ ถ้าใครบอกว่าแยกกันได้นั่นคือโกหก  พูดจะเอาสวยเอาหล่อเข้าไว้ แต่สำหรับพวกผมเป็นนักการเมืองตลาดล่าง มองว่าไม่ใช่อย่างนั้น  เรามี อ.แหม่ม ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  มีปลัดศธ. มีเลขาธิการ 4 ท่าน บริหารงานได้

“งบประมาณของกระทรวงศึกษาผฯจะเห็นว่าสภาฯ ไม่มีใครแตะ เพราะผมประสานเพื่อนสส.ทุกคนว่าอย่าไปเตะกระทรวงเกษตรฯเลย อยากไปแตะกระทรวงศึกษาฯเลย ครูก็ลำบากอยู่แล้ว ชีวิตครูไม่มีใครเข้าใจทุกวันนี้ ถ้าไปถามพี่น้องเกษตรกรใครเป็นหนี้ ยกมือกัน 100%  ถามพี่น้องครู ก็ยกมือ 99% ว่าเป็นหนี้ ซึ่งชีวิตจริงเป็นแบบนั้น ชีวิตครูกับชีวิตเกษตรกร น่าเห็นใจ ผมจึงบอกกับ สส.ว่าอย่าตัดงบเขาเลย เขาเสนอมาน้อย กระทรวงศึกษาธิการเสนอไป 355,000 ล้านบาท แต่กลับดูแลลูกหลานคนทั้งประเทศ ดูแลข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดประมาณ 1,000,000 คน โชคดีที่มี สส. รุ่นน้องของ อ. แหม่ม ช่วยประคองอภิปรายมา แต่กระทรวงศึกษาฯ ก็ถูกตัดงบไป ประมาณ 94 ล้านบาท ซึ่งในวันอภิปรายงบฯ กระทรวงศึกษาถูกอภิปรายเป็นกระทรวงแรก ผมพยามให้สส.อภิปราวดึงเกมจนถึง 9โมงเช้า จนเสียงโหวตครบ งบฯผ่านสภาได้ ผมกำชับสส.ว่าถ้าอภิปรายงบของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงศึกษาฯห้ามขาดเด็ดขาด ดังนั้นก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง และหากพี่น้องครูบาอาจารย์มีปัญหาได้รับผลกระทบจากพายุทั้งสองลูกที่ผ่านมา พวกเราต้องช่วยกัน ยืนยันว่าอะไรที่สภาหรือรัฐบาลขับเคลื่อนได้ ผมก็จะประสานเพื่อของบฉุกเฉินมาช่วยเหลือ“ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองฝากมาอยากให้ขับเคลื่อนดำเนินการในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ส่วนตัวไม่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียน ไม่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียน ไม่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนที่จะเดินมาบอกว่า นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นอย่างนี้ ชี้นิ้วอย่างนี้ เราไม่น่าจะมีความรู้ที่ครอบคลุมขนาดนั้น ถึงแม้จะมีตำแหน่งทางวิชาการก็ตาม แต่ก็เป็นแค่เฉพาะทาง ไม่ได้รู้ทุกด้าน ดังนั้น จึงได้รับฟังเสียงจากทุกแท่งก่อนกำหนดเป็นนโยบาย โดยตั้งใจอยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน  โดยเฉพาะ เรื่องแรก คือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ผู้ใหญ่ฝากมา ซึ่งจะมีการปรับตำราเรียน

“ได้มอบให้เลขาธิการ สพฐ. ไปปรับปรุงเนื้อหาในตำราการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง นอกจากนั้นอยากจะให้เพิ่มสัดส่วนในการสอบ ซึ่งนอกเหนือจากสอบจบในโรงเรียนแล้ว ก็อยากจะให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าศึกษาต่อด้วย ประเทศอื่นๆก็ใช้วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกอีกหนึ่งที่ ให้ความสำคัญ ของไทยเราก็อยากจะนำกลับมาใช้ตรงนี้เพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ทั้งคู่และนักเรียนหันมาให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราก็จะติวกันแต่วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย จึงอยากจะให้การสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4 ด้วย เพราะเด็กต้องเข้าใจมากขึ้นในหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนจะเริ่มใช้ได้เมื่อใดนั้น ต้องหารือถึงความพร้อมของแต่ละโรงเรียนที่จะนำมาใช้ก่อน แต่ก็อยากให้นำมาใช้ให้เร็วที่สุด“ รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 การลดภาระครู  ตนรับทราบมาตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นติดที่หน้าประตูกระทรวงว่า เรียนดี มีความสุข แสดงว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เน้นการพัฒนาตัวเด็ก แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะลืมชีวิตความเป็นอยู่ของครู ก็อยากให้เพิ่ม นอกจากเรียนดีมีความสุข คือ ครูสอนดี ชีวิตครูมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากเรื่องลดภาระครูด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่ง มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยไปแล้ว และในปลายเดือน ส.ค.นี้ ก็จะได้มาอีก 1,800 ตำแหน่ง ส่วนจะไปลงที่ไหนนั้น จะมีการหารือร่วมกับองค์กรหลักเพื่อจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้โรงเรียนต่อไป อย่างกรณีผลกระทบจากพายุวิภา ที่ผ่านมาทำให้ครูต้องมาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งเป็นภาระที่หนัก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เวลาพิจารณางบฯต่อไปก็อยากจะเชิญกรรมาธิการงบฯ กรรมาธิการการศึกษา สำนักงบประมาณ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินลงมาดูพื้นที่จริงด้วย เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาในพื้นที่ จะได้ไม่ตัดงบเรา 

เรื่องที่ 3 แก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งหนักอยู่ ทั้งครูที่ยังประจำการอยู่และครูเกษียณ โดยมียอดหนี้รวมกันมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศไทยครูน่าจะแบกนี้เยอะกว่าเกษตรกร โดยเกษตรกรยังมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ครูไทยเกษียณมามีแต่เงินบำนาญ เงินวิทยฐานะก็ไม่มี ได้เงินเกษียณมาก็ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้เราต้องมี “สหกรณ์กลาง สกสค.” ขึ้นมา ซึ่ง ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ก็กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อรับโอนหนี้สินครูจากสหกรณ์อื่นมา ไว้ที่สหกรณ์กลาง แต่ต้องมีข้อตกลงร่วมกันไม่ให้ครูไปก่อหนี้อื่นอีก ขณะเดียวกันเราต้องช่วยให้ครูมีรายได้เสริม แต่ไม่อยากให้ครูมีชีพเสริมอย่างอื่น อาชีพครูต้องมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งที่ทำได้ก็คือ เรื่องวิทยฐานะ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่จะทำอย่างไรให้ครู ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทุกตำแหน่งมีวิทยฐานะ แยกแต่ละแท่งได้ และการได้วิทยฐานะก็มีความเป็นธรรมกับของแต่ละแท่ง แต่ละสาขา รวมถึงให้พิจารณานำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพิจารณาวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็ขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขข้อเสียเพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องไปมุ่งทำวิจัย แต่จะได้ไปโฟกัสพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ก็จะมีกำลังใจในการทำวิทยฐานะมากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนในวันที่  20 สิงหาคมนี้ เพราะตนไม่อยากให้ออกมาแบบเป็นคำสั่งให้ทำ แต่ต้องการให้เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันมากกว่า 

หลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีผู้แทนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา ได้แจ้งให้ทราบว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเสียหายไม่ต่างจากโรงเรียนของรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเลย จึงขอเรียกร้องขอกู้เงินกองทุนสงเคราะห์อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปฟื้นฟูโรงเรียนได้เหมือนตอนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง รมว.ศธ. ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปดูระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนสามารถกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์ได้ ทั้งนี้ รวมถึงให้ดูแลการแก้ไขกฏหมายเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบด้วย

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สมาคมสตรีไทยสากลจัดงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ มอบรางวัลเกียรติคุณแก่แม่ดีเด่น ลูกกตัญญู และครอบครัวหัวใจสีขาว พร้อมแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดตระการตา โดยมีบุคคลสำคัญและเหล่าศิลปินดาราเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าเจือจันทร์ ณ เชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดย คุณสมจิตร ศรีสังข์สุข ประธานสมาคมสตรีไทยสากลจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ซัน ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ เลขาธิการสภาศิลปินทำความดีเพื่อศาสนาและประธานจัดงานร่วมให้การต้อนรับ

กิจกรรมในช่วงเช้ามีการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดอลังการจากคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงแฟชั่นโชว์ชุดแม่ลูกในธีมสีฟ้า ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณในสาขาต่างๆทั้ง ครอบครัวหัวใจสีขาว, แม่ดีเด่น และลูกกตัญญูดีเด่น ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานและได้รับรางวัลมากมาย อาทิ คุณนุสบา ปุณณกัณฑ์, คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ, คุณจิ๊บ วสุ แสงสิงแก้ว, คุณดี้ ปัทมา ปานทอง และ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ผลงานและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ คุณนิลาวัลย์ พานิชรุ่งเรือง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7, คุณสุภาพชาย บุตรจันทร์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 และ คุณสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ พิธีกรรายการจากช่องอมรินทร์ทีวี ซึ่งได้รับรางวัลในสาขาคุณแม่ดีเด่น และคุณเกียรติยศ ศรีสกุล คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า,ผู้อำนวยการข่าว ท็อปนิวส์ทั่วไทย ภาคกลาง,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขานักปกครองผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมดีเด่น

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมาคมสตรีไทยสากลในการส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัวและเชิดชูผู้ที่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ///-026

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘รมช.ศึกษาธิการ’แจงสว.‘โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว ยันพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันทุกมิติ เปิดคอร์สเรียนเสริม-ปรับระบบการเรียนให้ตอบสนองผู้เรียน เยียวยาจิตใจครู-นักเรียน

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ  สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สอบถามรมว.ศึกษาธิการเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่อพยพจากปัญหาภัยการสู้รบไทย – กัมพูชา  และนโยบายในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ปกติรวมถึงแผนดูแลนักเรียนหลังจากการสู้รบจบลง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกระทู้แทน รมว.ศึกษาธิการว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด มี 4 จังหวัดที่สถานการณ์มีความเข้มข้น แต่ได้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ทำให้วันนี้มีการเปิดการเรียนการสอนทุกแห่ง รวมถึงปิดศูนย์พักพิงในทุกพื้นที่ แต่ก็เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในทุกมิติสำหรับแผนแนวทางการปฏิบัตินั้น เรายืนยันว่ามีรองรับอยู่แล้ว ทั้งในกรณีภัยสงคราม และภัยพิบัติ จะมีการปรับปรุงรายวิชาหลัก และรายวิชาบูรณาการ มุ่งไปที่การพัฒนาทักษะชีวิต กำหนดการบ้านที่จำเป็น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเทียบผลคะแนน และยืดหยุ่นการเรียนการสอน ให้ความสำคัญในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาจัดการเรียนการสอน เพราะเคยผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาแล้ว ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนในห้องเรียน และการเรียนตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการชดเชยเวลาเรียนด้วยในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อกังวลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เตรียมเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ได้จัดการส่งเสริมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ และยังได้ยื่น Portfolio กิจกรรมที่เด็กได้เข้าไปมีส่วนในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการเป็นจิตอาสา และการช่วยเหลือบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะเริ่มสงบลง มีโรงเรียนเปิดตามปกติ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมมาตรการเยียวยาจิตใจครู ฟื้นฟูใจเด็กจากเหตุปะทะในครั้งนี้ โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปในพื้นที่ ดูแล และสำรวจจิตใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้นักเรียนกลับมาสู่สภาวะปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันสภาวะสุ่มเสี่ยงความซึมเศร้าในอนาคต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นมีการติดตาม จนล่าสุดเหลือยอดผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาราว 900,000 ราย

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

18 ส.ค. 2568 15:14 น.

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

พบศพชายชาวเกาหลีใต้ภายในพื้นที่ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยศพถูกห่อด้วยผ้าห่มและถุงพลาสติกทิ้งในถังขยะ สภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง เกาหลีใต้จี้เร่งสอบสวน

ทางการเกาหลีใต้ได้ร้องขอให้รัฐบาลกัมพูชาสอบสวนอย่างเร่งด่วน หลังพบศพชายชาวเกาหลีใต้ นามสกุล “พัก” ถูกพบในถังขยะขนาดใหญ่ พร้อมกับผู้เสียชีวิตอีกหนึ่งรายภายในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของกัมพูชาในจังหวัดกำปอต   โดยกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยืนยันว่าหนึ่งในนั้นคือชาวเกาหลีใต้ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่ยอมรับว่าการยืนยันรายละเอียดเชิงลึกเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เจ้าหน้าที่สอบสวนท้องถิ่นรายงานว่า ศพของนายพักเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ฟกช้ำ และคราบเลือด บ่งชี้ว่าถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากคอมพาวด์ลักษณะเดียวกัน

โดยชายเกาหลีใต้วัย 28 ปีที่เพิ่งหลบหนีออกมาเล่าว่า “แก๊งชาวจีนสามารถฆ่าใครก็ได้ถ้าเรื่องเงินเข้าไปเกี่ยวข้อง” พร้อมเผยว่าการซ้อม, ช็อตไฟฟ้า และการทรมานด้วยน้ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

แหล่งที่พบศพถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีอยู่หลายสิบแห่งในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยเครือข่ายอาชญากรรมจีน จุดเหล่านี้ขึ้นชื่อในด้านการทำ คอลเซ็นเตอร์หลอกลวง, ฟิชชิ่ง, และ ลงทุนปลอม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดและแทบไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน Amnesty International ประเมินว่ามีฐานปฏิบัติการลักษณะนี้มากกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา โดยทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้

ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่เผยแพร่โดยสำนักงาน ส.ส. คิม กอน ระบุว่า จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรายงานว่าถูกลักพาตัวหรือกักขังในกัมพูชาเพิ่มขึ้นจาก 21 คนในปี 2023 เป็น 221 คนในปี 2024 และเฉพาะครึ่งแรกของปี 2025 ก็มีแล้ว 212 กรณี ซึ่งมีแนวโน้มว่าปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนถึงสองเท่า

รายงานท้องถิ่นยังชี้ว่า ชาวเกาหลีใต้อีกจำนวนหนึ่งอาจยังติดอยู่ภายในคอมพาวด์เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงด้วยโฆษณางานต่างประเทศรายได้สูง ก่อนจะถูกบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายเมื่อเดินทางถึงกัมพูชา

แม้ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยอมรับว่าการเข้าไปจัดการกับคอมพาวด์เหล่านี้ทำได้จำกัด เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐกัมพูชา และเกาหลีใต้เองไม่มีอำนาจสอบสวนในพื้นที่โดยตรง

ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ประจำอยู่ที่สถานทูตเพียง 1 นายในกรุงพนมเปญเท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ติดต่อสถานทูตจะได้รับคำแนะนำให้แจ้งตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากสถานทูตไม่สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือหรือสอบสวนได้เอง.

ที่มา :koreaherald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

รัฐบาลทหารพม่า กำหนดวันเลือกตั้งระยะแรก 28 ธันวาคม

รัฐบาลทหารพม่า กำหนดวันเลือกตั้งระยะแรก 28 ธันวาคม

18 ส.ค. 2568 14:50 น.

รัฐบาลทหารพม่า กำหนดวันเลือกตั้งระยะแรก 28 ธันวาคม

รัฐบาลทหารพม่าแถลงว่า การเลือกตั้งของประเทศจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะ ที่ถูกคว่ำบาตรโดยกลุ่มฝ่ายค้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องหลอกลวง

สถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ (18 ส.ค.) ว่าพม่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเป็นระยะ โดยได้ร่างแผนงานสำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี ซึ่งถูกคว่ำบาตรโดยกลุ่มฝ่ายค้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่าเป็นเรื่องหลอกลวง

คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพพม่า ระบุว่า จะมีการประกาศวันเลือกตั้งระยะต่อไปในภายหลัง ซึ่งทางการวางแผนที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมและมกราคมด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย 

พม่าตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล และกลุ่มทหารระดับสูงที่นำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการกองทัพ ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธ
ตามรายงานของสื่อของรัฐ มีพรรคการเมืองลงทะเบียนเข้าร่วมการเลือกตั้งแล้วทั้งหมด 55 พรรค โดย 9 พรรคมีแผนที่จะลงชิงชัยทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อต้นเดือนนี้ว่า “มีพรรคการเมือง 6 พรรคที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติและจดทะเบียน” 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มฝ่ายค้านต่อต้านรัฐบาลทหารถูกห้ามลงสมัครหรือปฏิเสธที่จะเข้าร่วม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกรัฐบาลตะวันตกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจของทหาร และคาดว่าจะถูกครอบงำโดยตัวแทนของกองทัพ

รัฐบาลรักษาการที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ประกาศแผนการจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธต่อต้านกองทัพยึดครองอยู่ในปัจจุบัน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ของรัฐบาล

เมื่อปีที่แล้ว หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพได้ดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วประเทศเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่กลับสามารถสำรวจพื้นที่ได้เพียง 145 อำเภอ จากทั้งหมด 330 อำเภอ

กองทัพให้เหตุผลว่าการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นสิ่งจำเป็นในการแทรกแซง หลังจากที่กองทัพระบุว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวางในการเลือกตั้งเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งพรรครัฐบาลของซูจีซึ่งปัจจุบันได้ยุบพรรคไปแล้ว ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด

ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งไม่พบหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตที่ถูกกล่าวหา ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้.

ที่มา Reuters