ปรับอ่วม “แควนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

ปรับอ่วม "แควนตัส" 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

18 ส.ค. 2568 13:46 น.

ปรับอ่วม “แควนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

สายการบินแควนตัสของออสเตรเลีย ถูกสั่งปรับเป็นเงินกว่า 1,900 ล้านบาท จากกรณีการปลดพนักงานภาคพื้นดินโดยมิชอบกว่า 1,800 คน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 

ศาลออสเตรเลียได้สั่งปรับสายการบินแควนตัส เป็นเงินสูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฐานปลดพนักงานภาคพื้นดินมากกว่า 1,800 คนโดยมิชอบ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้านสหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย กล่าวว่ายินดีกับการลงโทษครั้งนี้ ซึ่งเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดของศาลสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงานในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ในคำตัดสิน ผู้พิพากษาศาลสหพันธ์ ไมเคิล ลี ระบุว่า เขาต้องการให้การปรับครั้งนี้ทำหน้าที่เป็น “การป้องปรามอย่างแท้จริง” สำหรับนายจ้างรายอื่นๆ ขณะที่แควนตัสได้ออกแถลงการณ์ว่ายินยอมที่จะจ่ายค่าปรับดังกล่าว และยอมรับว่าคำตัดสินนี้ทำให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ก่อให้เกิด “ความเสียหายอย่างแท้จริง” แก่พนักงานของตน

วาเนสซา ฮัดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแควนตัส กรุ๊ป กล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อพนักงานภาคพื้นดินทั้ง 1,820 คน และครอบครัวของพวกเขาที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำดังกล่าว” และเสริมว่า “การตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเมื่อห้าปีที่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนั้น ได้สร้างความยากลำบากอย่างแท้จริงให้กับอดีตพนักงานและครอบครัวจำนวนมาก”

การลงโทษครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อหลายปี จากการที่แควนตัสตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเพื่อดูแลการปฏิบัติการภาคพื้นดินในปี 2020 โดยอ้างว่าเป็นมาตรการทางการเงินที่จำเป็น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินต้องหยุดชะงักลงในช่วงการระบาดของโรค สหภาพแรงงานขนส่งฯ ซึ่งเป็นโจทก์ได้กล่าวว่าคำตัดสินนี้ถือเป็นการ “สิ้นสุดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อราวกับดาวิดกับโกไลแอท” และเป็น “ช่วงเวลาแห่งความยุติธรรมสำหรับพนักงานผู้ภักดีที่รักงานของพวกเขาที่สายการบินแห่งนี้”

ควอนตัสถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าปรับจำนวน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียโดยตรงให้กับสหภาพแรงงานขนส่งฯ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องสายการบินในเรื่องการเลิกจ้าง ในเอกสารของศาล ผู้พิพากษาลีได้ตั้งคำถามถึงวัฒนธรรมองค์กรของแควนตัส และความสำนึกผิดที่แท้จริงของบริษัท เขาชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ “ไม่ยอมอ่อนข้อและก้าวร้าว” ของบริษัท ซึ่งเป็นสัญญาณของความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานที่เคยกล่าวว่ารู้สึกเสียใจ

ค่าปรับจำนวน 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียนี้ เป็นการลงโทษเพิ่มเติมจากค่าชดเชยจำนวน 120 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่สายการบินได้ตกลงจะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วในปี 2024 

การปลดพนักงานอย่างผิดกฎหมายนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับสายการบินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปีที่แล้ว แควนตัสยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินหลายพันเที่ยวที่บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกไปแล้ว.

Swatch ขอโทษโฆษณา “ตาตี่” หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีน

Swatch ขอโทษโฆษณา "ตาตี่" หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีน

18 ส.ค. 2568 12:07 น.

Swatch ขอโทษโฆษณา “ตาตี่” หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีน

Swatch ผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิส ได้ออกมาขอโทษและยกเลิกโฆษณาที่มีนายแบบกำลังดึงหางตา หลังจากภาพดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ

ผู้วิจารณ์กล่าวว่าท่าทางดังกล่าวคล้ายกับการทำ “ตาตี่” ซึ่งเป็นการเหยียดเชื้อชาติที่มักใช้ในการล้อเลียนชาวเอเชีย หลังเสียงเรียกร้องให้คว่ำบาตรผลิตภัณฑ์ของ Swatch เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียของจีนหลังจากที่โฆษณาดังกล่าวกลายเป็นไวรัล

Swatch ระบุว่า “ได้รับทราบถึงความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของนายแบบเมื่อเร็วๆ นี้” บริษัทกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (16 ส.ค.) “เราขออภัยอย่างจริงใจสำหรับความไม่พอใจหรือความเข้าใจผิดใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น”  “เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งและได้ลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั่วโลกออกทันที”

อย่างไรก็ตาม คำขอโทษดังกล่าวไม่สามารถทำให้นักวิจารณ์พอใจได้ Swatch “กังวลเพียงผลกำไร” ผู้ใช้เว่ยป๋อรายหนึ่งกล่าวว่า “คุณสามารถขอโทษได้ แต่ฉันจะไม่ให้อภัย” ส่วนผู้ใช้เว่ยป๋ออีกคนกล่าวว่า “พวกเขาหาเงินจากเราแต่ยังกล้าเลือกปฏิบัติต่อชาวจีน เราคงไร้หัวใจถ้าไม่คว่ำบาตรสินค้าเหล่านี้ออกจากจีน” 

ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส Swatch มีรายได้ประมาณ 27% จากจีน ฮ่องกง และมาเก๊า แม้ว่ายอดขายในจีนจะลดลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทยังผลิตนาฬิกา Omega, Longines และ Tissot อีกด้วย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวจีนได้จัดการคว่ำบาตรสินค้าที่มองว่าเป็นการดูหมิ่นวัฒนธรรมหรือคุกคามผลประโยชน์ของชาติ ในปี 2021 จีนได้คว่ำบาตรแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง H&M, Nike และ Adidas  หลังจากที่แบรนด์เหล่านี้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในมณฑลซินเจียง

เมื่อปีที่แล้ว มีบางคนพยายามคว่ำบาตร Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่น หลังจากที่บริษัทระบุว่าไม่ได้นำเข้าผ้าฝ้ายจากซินเจียง

แบรนด์แฟชั่นอิตาลี Dolce & Gabbana ก็ตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรเช่นนี้ในปี 2018 เช่นกัน หลังจากที่แบรนด์ได้โพสต์วิดีโอนางแบบชาวจีนใช้ตะเกียบกินอาหารอิตาเลียนอย่างงุ่มง่าม สินค้าของแบรนด์ถูกถอดออกจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของจีน และแบรนด์ได้ยกเลิกแฟชั่นโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากนักวิจารณ์กล่าวว่าโฆษณาดังกล่าวนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงจีนในเชิงเหมารวมและเหยียดเชื้อชาติ.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ย่านการค้าโอซาก้า เพลิงลุกอาคาร 7 ชั้น มีผู้บาดเจ็บจากการสำลักควันหลายราย

ไฟไหม้ย่านการค้าโอซาก้า เพลิงลุกอาคาร 7 ชั้น มีผู้บาดเจ็บจากการสำลักควันหลายราย

18 ส.ค. 2568 11:29 น.

ไฟไหม้ย่านการค้าโอซาก้า เพลิงลุกอาคาร 7 ชั้น มีผู้บาดเจ็บจากการสำลักควันหลายราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้กลางย่านการค้าโดทงโบริ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เพลิงลุกจากอาคาร 7 ชั้นลามไปตึกข้างเคียง มีผู้สำลักควันหลายราย เจ้าหน้าที่ระดมดับเพลิงควบคุมสถานการณ์

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า เกิดเหตุไฟไหม้ในย่านริมแม่น้ำโดทงโบริ เขตมินามิ เมืองโอซาก้า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าคึกคักของโอซาก้า เมื่อเวลาประมาณ 09.50 น. วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเพลิงเริ่มจากชั้นหนึ่งของอาคารสูง 7 ชั้น บริเวณโซเอมอนโจ เขตชูโอ ก่อนลุกลามไปยังอาคารข้างเคียง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกปิดกั้นบางส่วนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่กู้ภัย

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครโอซาก้าและตำรวจจังหวัดโอซาก้าเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงเร่งควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้ พร้อมยืนยันว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการสูดดมควันไฟหลายราย โดยทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ขณะที่ต้นเพลิงยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจและหน่วยดับเพลิงโอซาก้า.

ที่มา : TheJapannews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โอซาก้า

จิมมี ไหล: ศาลฮ่องกงเริ่มแถลงปิดคดีขั้นสุดท้ายในคดีความมั่นคงแห่งชาติ

จิมมี ไหล: ศาลฮ่องกงเริ่มแถลงปิดคดีขั้นสุดท้ายในคดีความมั่นคงแห่งชาติ

18 ส.ค. 2568 11:14 น.

จิมมี ไหล: ศาลฮ่องกงเริ่มแถลงปิดคดีขั้นสุดท้ายในคดีความมั่นคงแห่งชาติ

ศาลฮ่องกงเริ่มการแถลงปิดคดีขั้นสุดท้าย ในการพิจารณาคดีความมั่นคงแห่งชาติครั้งประวัติศาสตร์ของนายจิมมี ไหล อดีตผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตหากถูกตัดสินว่ามีความผิด

ไหล วัย 77 ปี ถูกจับกุมในปี 2020 ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้หลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปี 2019 เขากำลังถูกพิจารณาคดีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อสร้างอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อเผยแพร่สิ่งพิมพ์ปลุกระดม โดยนายไหลเป็นผู้ก่อตั้งแอปเปิลเดลี หนึ่งในสื่อท้องถิ่นที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลฮ่องกงมากที่สุด

คดีความของเขา ซึ่งกินเวลานานเกือบ 150 วัน เกินกว่าที่ประมาณการไว้เดิมที่ 80 วัน ถือเป็นการพิจารณาคดีเสรีภาพสื่อและการทดสอบความเป็นอิสระของศาลฮ่องกง ศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย

อัยการกล่าวหาว่า ไหลได้ขอให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ดำเนินการต่อต้านจีน “โดยอ้างว่าต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย”

ในวันแรกของการให้ปากคำ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ขอให้ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในขณะนั้น ดำเนินการต่อต้านฮ่องกงและจีนระหว่างการประท้วงในปี 2019

ต่อมา เมื่อทนายความของนายไหลซักถามเขาเกี่ยวกับรายงานของแอปเปิลเดลี ที่ระบุว่าเขาได้ขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรผู้นำจีนและฮ่องกง เขากล่าวว่าเขาได้หารือเรื่องนี้กับปอมเปโอแล้ว เนื่องจากเขาไม่มีเหตุผลที่จะสงสัยในความถูกต้องของรายงานของหนังสือพิมพ์ที่ปัจจุบันได้เลิกกิจการไปแล้ว ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง แต่นายไหลกล่าวว่าเขาจะไม่สนับสนุนการคว่ำบาตรจากต่างประเทศหลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2020

การแถลงปิดคดีถูกเลื่อนออกไปสองครั้ง ครั้งแรกเนื่องจากสภาพอากาศ และครั้งที่สองเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของนายไหล

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.) โรเบิร์ต ปัง ทนายความของเขากล่าวว่า ไหลมีอาการใจสั่นขณะอยู่ในเรือนจำ ผู้พิพากษาต้องการให้เขาจัดหาเครื่องตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจและยาให้ก่อน

หลังจากการพิจารณาคดีในวันศุกร์ รัฐบาลฮ่องกงกล่าวหาว่าสื่อต่างประเทศพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของไหล โดยระบุว่าการตรวจร่างกายของหไลไม่พบความผิดปกติใดๆ และการรักษาพยาบาลที่เขาได้รับระหว่างถูกคุมขังนั้นเพียงพอ ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าคำตัดสินจะประกาศเมื่อใด

คดีของจิมมี ไหล กลายเป็นคดีที่นานาชาติให้ความสนใจและพากันประณาม อีกทั้งยังเป็นคดีที่สะท้อนการล่มสลายของเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระของตุลาการในฮ่องกง ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติต่างก็เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายไหล โดยในสหรัฐฯ ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างก็สนับสนุนการปล่อยตัวเขา.


ที่มา AP

ทรัมป์ลั่นยูเครน “ไม่มีทางได้เข้านาโต” อียูจับมือเซเลนสกี เตรียมหารือกับทรัมป์

 ทรัมป์ลั่นยูเครน "ไม่มีทางได้เข้านาโต" อียูจับมือเซเลนสกี เตรียมหารือกับทรัมป์

18 ส.ค. 2568 11:11 น.

ทรัมป์ลั่นยูเครน “ไม่มีทางได้เข้านาโต” อียูจับมือเซเลนสกี เตรียมหารือกับทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยประธานาธิบดียูเครนสามารถยุติสงครามกับรัสเซียได้ “หากเขาต้องการ” แต่ “ยูเครนจะไม่มีทางได้เข้าร่วมองค์การนาโต” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน สามารถยุติสงครามกับรัสเซียได้ “หากเขาต้องการ” แต่มีเงื่อนไขว่ายูเครนจะไม่มีทางได้เข้าร่วมองค์การนาโต และยอมรับการเสียคาบสมุทรไครเมียซึ่งถูกรัสเซียผนวก ตั้งแต่ปี 2014 โดยความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะหารือกับผู้นำยูเครนที่ทำเนียบขาว

คำพูดของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่เขาร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ในรัฐอะแลสกา ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสหรัฐฯ ยุติการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและเปลี่ยนไปเรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงสันติภาพถาวรแทน ขณะที่หลังจากเดินทางถึงสหรัฐฯ เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เซเลนสกีย้ำว่าพันธมิตรควรให้หลักประกันด้านความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพแก่ยูเครน ด้านทูตสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปูตินตกลงที่จะพิจารณาข้อตกลงความมั่นคงที่มีลักษณะคล้ายกับนาโต ให้แก่ยูเครน ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับที่ผู้นำรัสเซียเคยคัดค้านการเข้าร่วมนาโตองยูเครนมาโดยตลอด

เมื่อคืนวันอาทิตย์ ทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนสามารถยุติสงครามกับรัสเซียได้เกือบจะทันที หากเขาต้องการ หรือเขาจะสู้ต่อไปก็ได้” พร้อมกล่าวเสริมว่า “จำไว้ว่ามันเริ่มต้นอย่างไร ไม่มีการเอาไครเมียที่โอบามายอมยกให้ (เมื่อ 12 ปีก่อน โดยไม่มีการยิงแม้แต่นัดเดียว!) คืนมา และยูเครนไม่มีทางได้เข้านาโต บางสิ่งไม่เคยเปลี่ยน!!!”

ก่อนที่ทรัมป์จะกลับมามีอำนาจ ประเทศสมาชิกนาโตเคยตกลงกันว่ายูเครนมี “เส้นทางที่ไม่สามารถหวนกลับ” สู่การเป็นสมาชิกกลุ่มได้แล้ว ขณะนี้ นายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโตพร้อมด้วยผู้นำยุโรป เช่น นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร จะเข้าร่วมการประชุมกับเซเลนสกีที่วอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ (18 ส.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของยูเครน

นอกจากนี้ ยังมีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนี, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ของฟินแลนด์ และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ก็จะเข้าร่วมการประชุมด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีผู้นำกี่คนที่เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว

ทรัมป์ยังโพสต์เพิ่มเติมว่า “วันสำคัญที่ทำเนียบขาวพรุ่งนี้ ไม่เคยมีผู้นำยุโรปมากมายขนาดนี้มารวมกันในคราวเดียว เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพวกเขา!!!”

ด้านเซเลนสกีโพสต์ในโซเชียลมีเดียแสดงความ “ขอบคุณ” สำหรับคำเชิญของทรัมป์ โดยระบุว่า “เราทุกคนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะยุติสงครามนี้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ” เขายังย้ำถึงความจำเป็นในการได้รับหลักประกันความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพจากพันธมิตร “ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน… ตอนที่ยูเครนได้รับ ‘หลักประกันความมั่นคง’ ที่เรียกว่า ‘คำมั่น’ ในปี 1994 แต่ไม่ได้ผล” เขาเสริมว่า “แน่นอนว่าตอนนั้นไม่ควรปล่อยไครเมียไป” “เหมือนกับที่ชาวยูเครนไม่ยอมเสียเคียฟ, โอเดสซา หรือคาร์คิฟ หลังจากปี 2022”

การที่ประมุขของรัฐจำนวนมากเดินทางไปยังสหรัฐฯ อย่างกะทันหันเพื่อเข้าร่วมการประชุมวิกฤตในช่วงสงครามเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคสมัยใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สูงลิ่ว

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปกังวลว่าทรัมป์อาจพยายามกดดันเซเลนสกีให้ยอมรับข้อตกลงบางอย่าง หลังจากที่ผู้นำยูเครนถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมการประชุมระหว่างทรัมป์-ปูตินในสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อเสนอแนะใด ๆ ที่ว่าเซเลนสกีอาจถูกทรัมป์ข่มขู่ให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพนั้นเป็น “เรื่องเล่าในสื่อที่งี่เง่า”

ผู้นำนาโตดูเหมือนจะต้องการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ซ้ำรอยจากการเดินทางไปทำเนียบขาวของเซเลนสกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งจบลงอย่างกะทันหันหลังจากการโต้เถียงกับทรัมป์และรองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทรัมป์กล่าวหาเซเลนสกีว่า “เล่นพนันกับสงครามโลกครั้งที่สาม” ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-ยูเครนย่ำแย่ลง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นมา ผู้นำยุโรปได้พยายามอย่างหนักอยู่เบื้องหลังเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ ผู้นำยูเครนได้รับการฝึกฝนให้พูดในลักษณะของการทำข้อตกลง ซึ่งเป็นภาษาที่ทรัมป์เข้าใจ ในเดือนเมษายน ยูเครนได้ลงนามในข้อตกลงแร่ธาตุที่ทำให้สหรัฐฯ มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเงินในประเทศ และทรัมป์กับเซเลนสกีได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัวที่วาติกันก่อนพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ยูเครนยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเต็มใจที่จะจ่ายเงินสำหรับอาวุธของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม ผู้นำทั้งสองได้โทรศัพท์คุยกัน ซึ่งประธานาธิบดียูเครนบรรยายว่าเป็น “การสนทนาที่ดีที่สุดที่เราเคยมี”

ในขณะที่การหารือเหล่านี้ดำเนินไป กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบในสนามรบ พวกเขาเข้ายึดครองพื้นที่เกือบหนึ่งในห้าของยูเครนแล้วนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการบุกเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022.

ที่มา BBC

เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงผู้รับบทนายพลซ็อดในซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงผู้รับบทนายพลซ็อดในซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

18 ส.ค. 2568 10:05 น.

เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงผู้รับบทนายพลซ็อดในซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

วงการหนังสูญเสีย เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงชาวอังกฤษผู้เคยรับบทนายพลซ็อด ตัวร้ายในภาพยนตร์ซูเปอร์แมน และเจ้าของผลงานการแสดงระดับตำนานอีกเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วยวัย 87 ปี

วงการบันเทิงโลกสูญเสียบุคลากรสำคัญเมื่อ เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษ เสียชีวิตในวัย 87 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม ตามคำยืนยันจากครอบครัวที่เปิดเผยต่อสำนักข่าวรอยเตอร์

สแตมป์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากบทบาทนายพลซ็อด วายร้ายชาวคริปโตเนียนในภาพยนตร์ Superman (1978) และ Superman II (1980) ผลงานที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจแฟนหนังทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และแสดงในภาพยนตร์หลากหลายแนว อาทิ Theorem (1968), A Season In Hell (1971) และ The Adventures Of Priscilla, Queen Of The Desert (1994) ซึ่งเขารับบทเป็นหญิงข้ามเพศได้อย่างน่าจดจำ

ครอบครัวของ Stamp ระบุในแถลงการณ์ว่า “เขาทิ้งผลงานอันทรงคุณค่าไว้มากมาย ทั้งในฐานะนักแสดงและนักเขียน ที่จะยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนไปอีกหลายปี”

เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงผู้รับบทนายพลซ็อดในซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

เทอเรนซ์ สแตมป์ เกิดที่ย่านอีสต์เอนด์ กรุงลอนดอน ในปี 1938 เติบโตท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนเข้าสู่วงการการแสดงด้วยรูปลักษณ์โดดเด่นและสไตล์การแต่งตัวที่เฉียบคม เขาเคยมีความสัมพันธ์กับนักแสดงสาวชื่อดัง จูลี่ คริสตี้ และนางแบบ จีน ชริมป์ตัน 

เทอเรนซ์ สแตมป์ นักแสดงผู้รับบทนายพลซ็อดในซูเปอร์แมน เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

แม้เขาจะพลาดบท เจมส์ บอนด์ หลังการอำลาของฌอน คอนเนอรี่ แต่สแตมป์ได้สร้างเส้นทางในวงการภาพยนตร์อิตาลี และร่วมงานกับผู้กำกับระดับตำนานเฟเดอริโก เฟลลินี ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนจะหันไปศึกษาด้านโยคะที่อินเดีย และกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในบทนายพลซ็อด

ตลอดเส้นทางอาชีพ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลายเรื่อง เช่น Valkyrie (2008) ร่วมกับ ทอม ครูซ, The Adjustment Bureau (2011) กับ แมทท์ เดมอน รวมถึงผลงานกับผู้กำกับทิม เบอร์ตัน

การจากไปของเทอเรนซ์ สแตมป์ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์โลก ทิ้งตำนานการแสดงที่แฟน ๆ จะจดจำไปอีกนาน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซูเปอร์แมน

น้ำท่วมฉับพลันพื้นที่ตั้งแคมป์นทท.ในเขตมองโกเลียใน คร่าชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ

น้ำท่วมฉับพลันพื้นที่ตั้งแคมป์นทท.ในเขตมองโกเลียใน คร่าชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ

18 ส.ค. 2568 09:42 น.

น้ำท่วมฉับพลันพื้นที่ตั้งแคมป์นทท.ในเขตมองโกเลียใน คร่าชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ

จีนเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดน้ำท่วมฉับพลันในมองโกเลียดับอย่างน้อย 10 ศพ สูญหายอีก 2 ราย ทางการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 700 นายเร่งค้นหา คาดเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์

เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งแคมป์ของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ และสูญหายอีก 2 ราย โดยแม่น้ำสายหนึ่งในเขตเมืองปายันหนัวร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเกษตรสำคัญ เกิดน้ำล้นตลิ่งเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา กวาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ออกมาตั้งแคมป์ริมฝั่งไป 13 คน

น้ำท่วมฉับพลันพื้นที่ตั้งแคมป์นทท.ในเขตมองโกเลียใน คร่าชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ขณะนี้มีการระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 700 นายเข้าพื้นที่ พบผู้รอดชีวิตแล้ว 1 คน แต่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

จีนกำลังเผชิญ สภาพอากาศสุดขั้ว มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยมีฝนตกหนักผิดปกติจากอิทธิพลมรสุมเอเชียตะวันออกที่ปกคลุมทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มรสุมมีความแปรปรวนมากขึ้น

นอกจากเหตุการณ์ที่มองโกเลียในแล้ว ทางการจีนยังต้องรับมือกับฝนตกหนักในหลายมณฑล เช่น ที่มณฑลเสฉวน เกิดเหตุโครงสร้างเหล็กล้มทับในงานเทศกาลเบียร์เมื่อวันศุกร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 3 คน ขณะที่ในเกาะไหหลำ เพิ่งสิ้นสุดมาตรการห้ามทำการประมงยาวนาน 3 เดือนครึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ยังคงสั่งให้เรือจำนวนมากจอดหลบพายุเนื่องจากฝนไม่หยุดตก

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางจีนเพิ่งอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มอีก 430 ล้านหยวน หรือราว 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดการจัดสรรงบตั้งแต่เดือนเมษายนอยู่ที่อย่างน้อย 5.8 พันล้านหยวน เพื่อบรรเทาความเสียหายจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติในจีน ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

เซอร์เบียประท้วงเดือดต่อเนื่องคืนที่ 5 ปะทะตำรวจ-เผา สนง.พรรครัฐบาล

เซอร์เบียประท้วงเดือดต่อเนื่องคืนที่ 5 ปะทะตำรวจ-เผา สนง.พรรครัฐบาล

18 ส.ค. 2568 06:52 น.

เซอร์เบียประท้วงเดือดต่อเนื่องคืนที่ 5 ปะทะตำรวจ-เผา สนง.พรรครัฐบาล

การประท้วงในเซอร์เบียปะทุรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว โดยผู้ชุมนุมก่อเหตุจุดไฟเผาสำนักงานพรรครัฐบาล และปะทะกับตำรวจหลายจุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเซอร์เบียรวมตัวประท้วงต่อเนื่องเป็นคืนที่ 5 ในคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ (17 ส.ค. 2568) โดยกลุ่มผู้ชุมนุมก่อเหตุจุดไฟเผาสำนักงานของพรรคเซอร์เบียก้าวหน้า (SNS) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล

ข่าวระบุว่า ตำรวจในเมืองวัลเยโว (Valjevo) ทางตะวันตกของเซอร์เบีย ต้องใช้ระเบิดแสงและแก๊สน้ำตาเพื่อกำราบผู้ชุมนุม หลังมีกลุ่มคนสวมหน้ากากก่อเหตุโจมตีสำนักงานที่ว่างเปล่าของพรรค SNS

นอกจากนั้นยังมีรายงานเรื่องเหตุความรุนแรง และการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่เป็นวงกว้างในกรุงเบลเกรด และที่เมืองโนวี ซาด แต่กระทรวงมหาดไทยของเซอร์เบียปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่รัสเซียประกาศจะให้ความช่วยเหลือนายอเล็กซานดาร์ วูซิช ประธานาธิบดีฝ่ายโปรรัสเซีย โดยระบุว่า พวกเขาจะไม่อยู่เฉยอีกต่อไป

ทั้งนี้ ชนวนเหตุของการประท้วงครั้งล่าสุดคือเหตุสถานีรถไฟในเมืองโนวี ซาด พังถล่มเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 16 ศพ ทำให้หลังจากนั้นเกิดการประท้วงแทบทุกวันโดยผู้ชุมนุมมองว่า โศกนาฏกรรมดังกล่าว คือสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงการคอร์รัปชัน และพยายามเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อยุติการปกครอง 12 ปีของนายวูซิช

การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจัดการชุมนุมตอบโต้และเกิดการปะทะกันในวันพุธที่ผ่านมา (13 ส.ค.)

การประท้วงตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากทั่วประเทศ ขณะที่ผู้ประท้วงมุ่งเป้าโจมตีไปยังเจ้าหน้าที่หรือธงที่เกี่ยวข้องกับพรรค SNS ของนายวูซิชเป็นหลัก โดยสำนักงานใหญ่ของพรรคเรดิคัลเซอร์เบีย (SRS) ซึ่งจับมือเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรค SNS ก็ถูกทุบทำลายกระจกจนได้รับความเสียหายด้วย

นายวูซิชปฏิเสธการจัดเลือกตั้งก่อนกำหนดมาตลอด และประณามการประท้วงว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของต่างประเทศเพื่อโค่นล้มเขา โดยเขาออกมาตอบสนองต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นผ่านอินสตาแกรม โดยระบุว่า “ความรุนแรงคือการแสดงออกถึงความอ่อนแออย่างสิ้นเชิง” และให้คำมั่นว่า จะลงโทษผู้ที่รังแกคนอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มปากีสถานพุ่ง 340 ศพ สูญหายอีกหลายร้อยคน

เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มปากีสถานพุ่ง 340 ศพ สูญหายอีกหลายร้อยคน

18 ส.ค. 2568 05:58 น.

เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มปากีสถานพุ่ง 340 ศพ สูญหายอีกหลายร้อยคน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในประเทศปากีสถาน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 344 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน ทำให้เกิดความกังวลว่าจำนวนผู้เคราะห์ร้ายจะเพิ่มขึ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ส.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของปากีสถานกำลังพยายามอย่างหนักในการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากใต้ซากปรักหักพังและดินถล่ม หลังจากมีฝนตกหนักทั่วภาคเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 344 ศพ ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่หรือราว 324 ศพ อยู่ในจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควา โดยเกือบทั้งหมดเสียชีวิตในเหตุน้ำท่วมฉับพลันและบ้านเรือนพังถล่ม นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 137 ราย

สำนักงานกู้ภัยจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพีว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 2,000 นายกำลังออกปฏิบัติการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากซากปรักหักพัง และดำเนินปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ใน 9 เขตของจังหวัด แต่ฝนที่ยังคงตกลงมาทำให้ปฏิบัติการเป็นไปด้วยความยากลำบาก

นายบีลา อาเหม็ด ไฟซี โฆษกสำนักงานกู้ภัยจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควากล่าวว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ดินถล่มบางจุด และถนนที่ถูกกระแสน้ำท่วมกัดเซาะ สร้างความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญให้แก่ปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการขนส่งเครื่องจักรหนักและรถพยาบาล พวกเขาพยายามอพยพผู้รอดชีวิต แต่หลายคนไม่ยอมไปเนื่องจากยังหาผู้เป็นที่รักไม่พบ

ด้านรัฐบาลจังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาประกาศให้เขตติดภูเขาอย่าง บูเนอร์, บาจอร์, สวัต, ชางลา, มันเซห์รา และบัตตากรัม เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยที่เขตบูเนอร์ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีผู้สูญหายไปอย่างน้อย 209 รายในเขตเดียว

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาก็เตือนภัยฝนตกหนักในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน เรียกร้องให้ประชาชนเตรียมมาตรการรับมือล่วงหน้า

ทั้งนี้ นอกจากที่จังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควาแล้ว ยังพบผู้เสียชีวิตอีก 11 ศพในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานควบคุม และอีก 9 ศพในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน ทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตอีก 5 ศพในเหตุเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลท้องถิ่นตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไขข้อข้องใจ “จบหรือยัง” ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 “ใครได้ใครเสีย”

ไขข้อข้องใจ "จบหรือยัง" ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 "ใครได้ใครเสีย"

ไขข้อข้องใจ “จบหรือยัง” ภาษีทรัมป์ 19% เจาะลึกเงื่อนไขการเจรจายก 2 “ใครได้ใครเสีย”

Date Time: 18 ส.ค. 2568 04:58 น.

“Summary“

“บทสรุป” ที่เหมือนยังไม่มี “ข้อสรุป” ชัดเจนนี้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝั่งผู้ส่งออก ผู้ประกอบการสัญชาติไทย เกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งประชาชนคนไทย เกิดคำถามต่อเนื่องมากมายว่า การเจรจาในยก 2 นี้ จะสร้างผลกระทบทั้งด้านดี และด้านร้ายต่อแต่ละภาคส่วนมากน้อยอย่างไร

หลังจากการเจรจาที่ยาวนาน นับตั้งแต่สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เพื่อสร้าง “ความสมดุล” และ “ความเป็นธรรม” ให้กับการค้าของสหรัฐฯกับทุกประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา และต่อมาได้ขยายเวลาเส้นตายการปรับขึ้นภาษีมาหลายระลอก

ในที่สุดประเทศไทยก็สามารถปิดดีลเจรจาภาษีตอบโต้ได้ที่อัตรา 19% ดีกว่าอัตราที่ประกาศครั้งแรก 36% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 ที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังไม่ถือว่าการเจรจาครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

เพราะข้อตกลงดังกล่าว เป็นเพียง “การเห็นชอบร่วมกันในหลักการ” เพื่อเริ่มต้นเจรจาเจาะลึกในรายละเอียดประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องจากไทย และประเด็นที่ไทยเสนอกลับไปให้สหรัฐฯ เมื่อใดที่การเจรจาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะจัดทำ “ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ” หรือ Agreement on Reciprocal Tariff และลงนามร่วมกัน เมื่อนั้น “ความตกลงนี้” จะมีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

โดยขณะนี้ไทยกำลังรอการนัดหมายจากฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อเจรจารายละเอียดกันต่อไป และระหว่างนี้ “ทีมไทยแลนด์” ก็ใช้เวลาหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเตรียมข้อมูลในแต่ละประเด็นให้พร้อมที่สุด ซึ่งล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้นัด เจรจาทางเทคนิคในระดับเจ้าหน้าที่กับไทยแล้ว ช่วงปลายเดือน ส.ค.68 และต้นเดือน ก.ย.68

“ทีมไทยแลนด์” ยืนยันว่าจะเจรจาโดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศ และคนไทยเป็นที่ตั้ง แม้ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดเมื่อไร แต่น่าจะไม่ต่ำกว่า 2–3 เดือน

“บทสรุป” ที่เหมือนยังไม่มี “ข้อสรุป” ชัดเจนนี้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝั่งผู้ส่งออก ผู้ประกอบการสัญชาติไทย เกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งประชาชนคนไทย เกิดคำถามต่อเนื่องมากมายว่า การเจรจาในยก 2 นี้ จะสร้างผลกระทบทั้งด้านดี และด้านร้ายต่อแต่ละภาคส่วนมากน้อยอย่างไร ไทยจะนำเข้าสินค้าเกษตรอ่อนไหว อย่างเนื้อหมู ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองจริงหรือไม่ สินค้าไทยเสียภาษีนำเข้าอัตราเท่าไรแน่ และจะถูกเก็บ 40% ในกรณีสินค้าผ่านทางเหมือนเวียดนามหรือไม่

และท้ายที่สุด แม้ว่าจะมีความพยายามเจรจาเพื่อให้ประเทศไทยเสียประโยชน์น้อยที่สุด แต่จะต้องมีคนไทย เกษตรกรไทย และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ รัฐจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สอบถามทีมไทยแลนด์ เพื่อไขข้อข้องใจในประเด็นเหล่านี้

ถาม : ณ วันนี้ “สินค้าไทย” ไปสหรัฐฯเสียภาษีเท่าไร?

ตอบ : ก่อนการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากไทย ถูกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์

ยิ่ง (MFN) เฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 10% ขณะที่บางสินค้าไม่เสียภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีมูลค่าขั้นต่ำไม่เกิน 800 เหรียญสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯยกเว้นเก็บภาษีให้ตามกฎเกณฑ์ De Minimis หรือมีมูลค่าขั้นต่ำไม่เกินที่กำหนด

แต่หลังจากประกาศภาษีตอบโต้ 19% แล้ว สินค้าไทยที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา จะต้องบวกภาษีตอบโต้อีก 19% เข้าไปกับอัตราภาษี MFN ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 22–24% เช่นเดียวกับสินค้าซื้อขายผ่านออนไลน์ จะถูกเก็บ 19% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการยกเว้นเกณฑ์ De Minimis ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.68 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ Reciprocal Tariff และสหรัฐฯใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 232 เพื่อความมั่นคงของชาติภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ที่เก็บจากผู้ส่งออกทุกประเทศเท่ากัน ได้แก่ 1.เหล็กและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% จากเดิม 25% มีผลวันที่ 4 มิ.ย.68 2.อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% จากเดิม 25% มีผลวันที่ 4 มิ.ย.68 3.รถยนต์และชิ้นส่วน เก็บ 25% เริ่มวันที่ 3 เม.ย.68 4.ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เก็บ 50% มีผลวันที่ 1 ส.ค.68 โดยอาจเพิ่มสินค้าอื่นๆได้อีก เช่น ยา และเวชภัณฑ์ ฯลฯ

แน่นอนว่าการเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 22-24% รวมทั้งภาษีกรณีพิเศษ ย่อมทำให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าลดลง และจะกระทบต่อผู้ส่งออก รวมถึงแรงงานในภาคเกษตร ภาคการผลิต อีกทั้งยังกระทบต่อเนื่องถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย

ถาม : ไทยจะถูกเก็บภาษีสินค้า Transshipment 40% หรือไม่?

ตอบ : นิยามของสินค้าที่ถูกเก็บภาษี 19% คือ สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย ไม่ว่าจะใช้วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนหลักนำเข้าจากประเทศใดมาผลิตแล้วส่งออกไปสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯยังมีเป้าหมายป้องกันสินค้าที่ส่งผ่าน หรือสวมสิทธิ์ประเทศอื่นส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าจีน ทำให้ไทยและทุกประเทศที่ถูกใช้มาตรการภาษีตอบโต้ มีโอกาสถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 40% ได้ ถ้าสินค้านั้นๆมีความเสี่ยง แอบอ้างถิ่นกำเนิดโดยเฉพาะสินค้าต่างประเทศที่มาเปลี่ยนถ่ายลำเรือที่ไทย (Transshipment) และส่งออกต่อไปสหรัฐฯ หรือสินค้าที่นำเข้าสู่ไทย และนำมาแปรสภาพเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ โดยอ้างเป็นสินค้าไทย เพื่อเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ

ดังนั้น ในการเจรจาทางเทคนิค จะต้องกำหนด “กฎถิ่นกำเนิดสินค้า” (Rules of Origin) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กำหนดว่า สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทยจะมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในไทย (Local Content) เท่าไร จึงจะเสียภาษี 19% รวมทั้งเกณฑ์การสะสมมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Content) ที่จะกำหนดว่าสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไทย ของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร (ประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA) รวมกันเท่าไร จึงจะเสียภาษี 19% ส่วนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากประเทศอื่นนอกเหนือจากไทย สหรัฐฯ และพันธมิตร อาจถูกเก็บ 40% เหมือนเวียดนาม

ถาม : ป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทยส่งออกไป สหรัฐฯอย่างไร?

ตอบ : สหรัฐฯกังวลประเด็นนี้มาก และเป็นประเด็นที่ทำให้เราจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศได้ทำงานร่วมกับศุลกากรสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด และกำหนดสินค้าเฝ้าระวัง 49 รายการ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ล้อเหล็กสำหรับรถบรรทุก แผ่นหินเทียม ท่อเหล็ก เป็นต้น ทำให้ก่อนส่งออก โรงงานผู้ผลิต-ผู้ส่งออก ต้องผ่านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อน จึงจะขอรับหนังสือถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O ทั่วไป) เพื่อใช้ส่งออกไปสหรัฐฯได้

แต่ล่าสุดได้เพิ่มความเข้มงวดการออก Form C/O ทั่วไปมากขึ้นอีก โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ออกเพียงหน่วยงานเดียว จากเดิมที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สามารถออกได้ รวมทั้งจะเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเสี่ยงสูงแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทย เพื่อเลี่ยงกรณีที่สหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเหล็ก, สินค้าตามมาตรการ 232 ทั้งเหล็กและผลิตภัณฑ์, อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์, รถยนต์และชิ้นส่วน, ทองแดงและผลิตภัณฑ์ รวมถึงสินค้าตามมาตรการ 301 ด้วย

ถาม : มีประเด็นใดอีกบ้างที่ต้องเจรจาหาข้อสรุปเพิ่มเติม?

ตอบ : การลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯเป็น 0% จะมีรูปแบบอย่างไร การเจรจามาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม มาตรฐานแรงงาน การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลด/เลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (NTB) ที่สหรัฐฯมองว่ายังเป็นอุปสรรคต่อการค้า ส่วนการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ และการเพิ่มนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น เครื่องบินโบอิ้ง พลังงาน ฯลฯ ได้ข้อสรุปเกือบหมดแล้ว โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท ปริมาณ 1 ล้านตัน ทำสัญญาแล้ว เริ่มนำเข้าปี 69 และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีแผนจะซื้อเครื่องบินโบอิ้งราว 100 ลำ

ทั้งนี้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเจรจารายละเอียดเสร็จโดยสมบูรณ์แล้ว จะจัดทำเป็น ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย–สหรัฐฯ และจะลงนามร่วมกัน เพื่อให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ก่อนการลงนาม ไทยจะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ และเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ถาม : ไทยจะลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯเหลือ 0% กี่รายการ?

ตอบ : ไทยตกลงจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ให้สินค้าสหรัฐฯกว่า 90% หรือกว่า 9,000 รายการ จากจำนวนที่ค้าขายระหว่างกันกว่า 10,000 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้ มากกว่า 6,000 รายการ ไทยลดเป็น 0% อยู่แล้วภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ เช่น ไทย-ออสเตรเลีย, ไทย-นิวซีแลนด์ ฯลฯ

แต่ขณะนี้สินค้าสหรัฐฯที่เข้าสู่ไทยยังไม่ได้ลดเป็น 0% เพราะยังต้องเจรจารายละเอียดต่อไปว่าสินค้าใดจะลดเป็น 0% ทันที หรือรายการใดจะทยอยลดจนเป็น 0% เพราะต้องมีระยะเวลาให้เกษตรกร ผู้ประกอบการไทยปรับตัว เช่น ไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือสินค้าใดจะกำหนดปริมาณนำเข้า ไม่ใช่ลดเป็น 0% ทุกรายการทันที และแม้ยกเว้นเก็บภาษีให้แล้ว สินค้าจากสหรัฐฯ ยังต้องผ่านมาตรฐานต่างๆที่ไทยกำหนดด้วย

ถาม : จะเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯหรือไม่?

ตอบ : หนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่ไทยจะต้องแลกเพื่อให้สหรัฐฯไม่เก็บภาษีตอบโต้ 36% คือ เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดมาโดยตลอด แต่ไทยไม่ยอม เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ โดยเฉพาะรายเล็ก รายย่อย เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงถูกกว่าไทยมาก ขณะเดียวกันจะกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศได้ เนื่องจากสหรัฐฯใช้สารเร่งเนื้อแดง “แรคโตพามีน” ในการเลี้ยง แต่ไทยมีกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห้ามใช้ในการเลี้ยงโดยเด็ดขาด รวมทั้งยังมีกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามพบการปนเปื้อนในเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดโดยเด็ดขาดเช่นกัน

แต่สหรัฐฯได้กดดันไทยในประเด็นที่ว่า ตั้งแต่ปี 55 คณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) ได้กำหนดค่าสูงสุด ที่อนุญาตให้มีแรคโตพามีนตกค้าง (MRL) ในเนื้อหมู และเครื่องในได้ และเรียกร้องให้ไทยกำหนด MRL แต่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้สหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าบางรายการตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.63 จนถึงปัจจุบัน แต่ในการเจรจาทางเทคนิค ไทยตั้งเป้าหมายเปิดนำเข้าเนื้อหมูไม่เกิน 1% ของปริมาณการผลิตในประเทศ ซึ่ง “น้อยมาก” และจะขอระยะเวลาปรับตัว อีกทั้งต้องหารือเรื่องสุขอนามัย ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของไทย เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ รวมถึงผู้บริโภคไทย

ถาม : ผลกระทบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง?

ตอบ : จากการสอบถามทีมไทยแลนด์ ยืนยันว่า ไม่กระทบแน่นอน เพราะปัจจุบัน ผลผลิตของไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ทำให้แต่ละปีไทยนำเข้าจากอาเซียน และสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เช่น บราซิล ดังนั้น การนำเข้าจากสหรัฐฯจึงเป็นการเพิ่มแหล่งนำเข้าใหม่ แต่ในการนำเข้าจะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องซื้อผลผลิตในประเทศตามราคาขั้นต่ำที่กำหนดให้หมดก่อน จึงจะนำเข้าได้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 68 ไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.8 ล้านตัน แต่ต้องการใช้ 9.2 ล้านตัน ขาดแคลน 4.4 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์หลายกลุ่มแจ้งทีมไทยแลนด์ว่า มีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ 1.5 ล้านตัน โดยส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งเดิม และใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆร่วมด้วย เช่น ข้าวสาลี ขณะที่กากถั่วเหลืองไทยนำเข้าปีละ 3 ล้านตัน เช่น จากบราซิล

ถาม : มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร?

ตอบ : ตั้งแต่ทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานคู่ขนานกันไป เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า และหามาตรการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยเบื้องต้นรัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือ 4 ด้าน คือ 1.การเงิน โดยให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนร่วมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวม 220,000 ล้านบาท 2.การหามาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและบริหารจัดการ เช่น ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น

 3.การขยายตลาดส่งออกใหม่ทดแทนสหรัฐฯ เช่น สนับสนุนให้ผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และ 4.การอำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับรู้ข้อมูลและการบริการภาครัฐแบบครบวงจรในจุดเดียว (One Stop Service) รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ

ล่าสุด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ส.อ.ท.อยู่ระหว่างรวบรวมผลกระทบของภาคธุรกิจต่างๆ และสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ก่อนนำเสนอรัฐบาลแบบลงรายละเอียด เพื่อให้สามารถช่วยเหลือ เยียวยาได้ตรงจุด และต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการขอใช้วงเงินงบประมาณ 24,000 ล้านบาท ที่ต้องทำสัญญาการใช้เงินก่อนสิ้นสุดงบประมาณปี 68.

ทีมเศรษฐกิจ