พปชร.รับไม่ได้! จี้รัฐบาลดำเนินคดี สื่อกำมะลอบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายประเทศไทย

พปชร.รับไม่ได้! จี้รัฐบาลดำเนินคดี สื่อกำมะลอบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายประเทศไทย

พปชร.รับไม่ได้! จี้รัฐบาลดำเนินคดี สื่อกำมะลอบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

พปชร.รับไม่ได้ สื่อกำมะลอบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายประเทศไทย จี้รัฐบาลต้องรีบดำเนินคดีและห้ามเข้าประเทศไทยตามกฏหมาย

16 ส.ค.2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “จากกรณีที่มีการแชร์ภาพโดยมีการอ้างว่า นายไมเคิล อัลฟาโร (Michael Alfaro) เป็นนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและความมั่นคง ประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ชายแดนที่จุดผ่านแดนบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว (ตามคำเชิญของกัมพูชา) และมีถ้อยคำ หลายประการที่เป็นข้อความอันเป็นเท็จ และ มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ประเทศไทย นั้น

กรณีดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก และข้อความหลายข้อความเป็นข้อความอันเป็นเท็จซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้  การกระทำของนายไมเคิลฯ ดังกล่าวถือว่าเป็นการสมคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ หรือประเทศไทย  อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 120,128,129 และ มาตรา83 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี  และกรณีดังกล่าวแม้ว่าการกระทำจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรก็ตาม  แต่สามารถดำเนินคดีได้ในประเทศไทยโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 (1) ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำหนดว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 107 ถึงมาตรา 129 ที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรนั้น ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษในราชอาณาจักรด้วย“

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวย้ำว่า ”กฎหมายบอกไว้ชัดเจน ว่า ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร คือ การกระทำความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและ สามารถลงโทษในราชอาณาจักรได้ โดยมีอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน และเป็นผู้รับผิดชอบ

นอกจากนี้การกระทำของนายไมเคิล ยังเป็นความผิด ตามมาตรา 12(7) พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ถือว่ามีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ประเทศไทยสามารถประกาศ ห้ามเข้าประเทศหรือเป็นบุคคลต้องห้าม ได้อีกส่วนหนึ่ง“

” รัฐบาลนิ่งเฉยไม่ได้  รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ต้องทำหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เพื่อทำการตรวจสอบว่า นายไมเคิลฯมีความเกี่ยวข้องใดใดกับหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา และ เป็นนักข่าวและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและความมั่นคง ประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ จริงหรือไม่  และนำคำตอบอย่างเป็นทางการมาแจ้งให้หน่วยงานและประเทศต่างๆ ได้รับทราบ 

นอกจากนี้ ยังมีภาพการที่นายซอย สุภาพ นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลกัมพูชา และ นายซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไปรับอัลฟาโรถึงสนามบินและที่ทำงานรองนายกฯ  ซึ่งกรณีดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลกัมพูชาจ้างอัลฟาโรมาเป็นเครื่องมือบิดเบือนด้วยข้อมูลเท็จโดยใช้การไลฟ์สดและโพสต์บนโซเชียลใส่ร้ายประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ขณะที่กอง IO ของกัมพูชานำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ซ้ำในเพจต่างชาติ เพื่อสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือกัมพูชาเป็นผู้รุกราน ซึ่งกรณีนี้  รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรีบดำเนินการ“

‘อิ๊งค์’ยันไม่ลาออก พร้อมไปแจงศาลรธน.เอง ‘สรวงศ์’รับห่วงอนาคตการเมืองของนายกฯ

‘อิ๊งค์’ยันไม่ลาออก พร้อมไปแจงศาลรธน.เอง ‘สรวงศ์’รับห่วงอนาคตการเมืองของนายกฯ

‘อิ๊งค์’ยันไม่ลาออก พร้อมไปแจงศาลรธน.เอง ‘สรวงศ์’รับห่วงอนาคตการเมืองของนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘อิ๊งค์’ยันไม่ลาออก พร้อมไปแจงศาลเอง ‘สรวงศ์’ย้ำเพื่อไทยเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ รับกังวลเพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองของนายกฯ

16 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรมคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาวันที่ 21 ส.ค.นี้ ว่า จากที่ได้พูดคุยกับ น.ส.แพทองธารที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 15 ส.ค.นั้น เห็นท่านบอกว่าจะไปศาลด้วยตัวเอง เพราะตรงกับวันคล้ายวันเกิดพอดี ซึ่งก็ไม่ได้พูดคุยถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ เนื่องจากในส่วนของคดีความ ทางนายกฯ มีทีมทนายดูแลอยู่แล้ว ทุกคนในพรรคก็ทำได้เพียงให้กำลังใจ

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยได้มีการเตรียมแผนสำรองหรือไม่หากนายกฯเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มีเลย เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกฯ และทุกอย่างก็ต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ก็รอดูแล้วกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้ภายในพรรคเพื่อไทยมีความกังวลใจในเรื่องนี้หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ถามว่ากังวลหรือไม่ก็กังวลใจ ทุกคนก็เป็นห่วงในฐานะนายกฯ และในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะหากถูกศาลพิพากษาขึ้นมาอาจส่งผลกระทบทางการเมืองของตัวนายกฯเอง ซึ่งท่านก็ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจกับสิ่งที่ทำไป และได้ยืนยันกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าจะไม่มีการลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาจริงๆ แคนดิเดตคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยอย่างนายชัยเกษม นิติสิริ ยังมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะสามารถเข้ามาดูแลในส่วนนี้ได้ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้นายชัยเกษมก็เคยพูดแล้วว่าการที่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ทุกคนต้องมีความพร้อมอยู่แล้ว ทุกอย่างอยู่ที่ช่วงเวลาและโอกาสเท่านั้นเอง ซึ่งหากถึงจุดนั้นจริงๆ ก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ แต่หากถามความพร้อม นายชัยเกษมก็มีความพร้อม ส่วนเรื่องปัญหาสุขภาพไม่ต้องเป็นห่วง เพราะนายชัยเกษมก็มีการทำกิจกรรมร่วมกับพรรคอยู่ตลอด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งกำลังใจของตัวนายกฯและกำลังใจภายในพรรคเพื่อไทยก็ยังดีอยู่ ไม่ได้มีอะไร

‘กัมพูชา’เล่นเล่ห์!เมินเก็บกู้ทุ่นระเบิด-กวาดล้างสแกมเมอร์ ไทยยันไม่รื้อลวดหนาม‘ต.แหลมกลัด’

‘กัมพูชา’เล่นเล่ห์!เมินเก็บกู้ทุ่นระเบิด-กวาดล้างสแกมเมอร์ ไทยยันไม่รื้อลวดหนาม‘ต.แหลมกลัด’

‘กัมพูชา’เล่นเล่ห์!เมินเก็บกู้ทุ่นระเบิด-กวาดล้างสแกมเมอร์ ไทยยันไม่รื้อลวดหนาม‘ต.แหลมกลัด’

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

‘กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด’ถก RBC ‘กัมพูชา’ ย้ำข้อตกลงหยุดยิง GBC ชี้ไทยมุ่งแก้ไขปัญหาสันติวิธี ตามกติกาสากล ‘กัมพูชา’ไม่ตอบรับข้อเสนอ‘เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์’

16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกองทัพบกกัมพูชา  ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee) หรือ RBC ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“

รองโฆษกกองทัพ เรือ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร

“จากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆจากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป” รองโฆษกกองทัพ เรือ กล่าว

ด้าน พลเรือโท อภิชาต กล่าวว่า ที่มีข่าวเรื่องทหารกัมพูชาเดินเข้ามาหาทหารไทยในพื้นที่ตำบลแหลมกลัด เพื่อให้ทหารไทยนำลวดหนามออกนั้น ในเรื่องนี้ต้องเรียนว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในพื้นที่ของทหารภูมิภาคที่ 3 แต่อยู่ในพื้นที่ทหารภูมิภาคที่ 5 ซึ่งทางทหารไทยไม่ได้รื้อถอนตามที่มีการร้องขอ

ส่วน น.อ.ภริศวร์ วงษ์เพ็ญศรี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะนาวิกโยธินตราด(ผบ.ฉก.นย.ตราด) กล่าวว่า กรณีที่ทหารกัมพูชาได้ขอให้ทหารไทยนำลวดหนามออกจากพื้นที่ในตำบลแหลมกลัด ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์นั้น ทาง ฉก.นย.ตราด ได้แจ้งให้ทหารกัมพูชาทราบว่าจะไม่ดำเนินการนำลวดหนามออก เนื่องจากเราต้องการป้องกันพื้นที่อาณาเขตของไทย ซึ่งทหารกัมพูชาเข้าใจและออกจากพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68)  ///-005

‘กองทัพภาคที่1’แจงชัดๆปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ทำไมไม่โจมตีปอยเปต-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

‘กองทัพภาคที่1’แจงชัดๆปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ทำไมไม่โจมตีปอยเปต-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

‘กองทัพภาคที่1’แจงชัดๆปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ทำไมไม่โจมตีปอยเปต-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

‘กองทัพภาคที่1’แจงชัดๆปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรม มุ่งปกป้องอธิปไตย ไม่เกี่ยวข้องผลประโยชน์เศรษฐกิจ

16 สิงหาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นปกป้องอธิปไตย-มนุษยธรรม ผลักดันทหารกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องผลประโยชน์ชายแดนใดๆทั้งสิ้น

กองทัพภาคที่1 ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว ในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม โดยตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีการใช้กำลังกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในฝั่งปอยเปต เช่น บ่อนคาสิโนและคอลเซ็นเตอร์ โดยมีการอ้างว่าอาจเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน และหากเป้าหมายเหล่านี้ถูกทำลายจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ของผู้ประกอบการชาวไทยที่อาจเป็นหุ้นส่วนด้วยนั้น

ข้อเท็จจริง กองทัพบกได้กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการหลักและรองในหลายส่วน ได้แก่ พื้นที่ปฏิบัติการหลัก ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 พื้นที่ปฏิบัติการรอง ในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังจันทบุรี-ตราดของกองทัพเรือ โดยมีการสั่งการใช้กำลังตามสายการบังคับบัญชา และพิจารณาจากความเร่งด่วนในการอำนวยการยุทธ

ในส่วนของ กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ได้มีการวางแผนและเตรียมการอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเป็นเขตเมืองใหญ่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นทั้งสองประเทศ ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จึงมุ่งเป้าหมายการโจมตีไปที่สิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลัก กฎการปะทะ (Rules of Engagement) ของฝ่ายทหารอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติที่คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนเป็นสำคัญ

สะท้อนให้เห็นถึงความชอบธรรมของฝ่ายไทยในการปกป้องอธิปไตย และยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า ยังมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำลังทางทหารเท่านั้น รวมถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่อาศัย โดยแผนดังกล่าวได้ถูกนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรนานาชาติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน แก้ไขปัญหาอย่างเป็น องค์รวม (Comprehensive Solution) ที่ซับซ้อนกว่าการใช้มิติทางทหารเพียงอย่างเดียว และจะช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้บิดเบือนบนเวทีระหว่างประเทศได้ ในส่วนของการปิด-เปิด จุดผ่านแดน ได้ดำเนินการตามสั่งการของของรัฐบาล ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของกองทัพภาคที่1 คือการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยทุกคน จึงได้ชี้แจงมาให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน

‘วิสุทธิ์’ชี้คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตผ่านกฎหมาย หวังดิสเครดิตรัฐบาล แนะแจ้งความดำเนินคดี

‘วิสุทธิ์’ชี้คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตผ่านกฎหมาย หวังดิสเครดิตรัฐบาล แนะแจ้งความดำเนินคดี

‘วิสุทธิ์’ชี้คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตผ่านกฎหมาย หวังดิสเครดิตรัฐบาล แนะแจ้งความดำเนินคดี

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.48 น.

‘วิสุทธิ์’ชี้คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตผ่านกฎหมาย หวังดิสเครดิตรัฐบาล แนะแจ้งความดำเนินคดี ทำเรื่องให้กระจ่างชัด

16 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวกรณีคลิปเสียงการซื้อโหวต สส.พรรคประชาชน เพื่อให้ลงมติผ่านร่างกฎหมาย เป็นการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ว่า ฟังดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้อเท็จจริงพี่น้องประชาชนคงได้เห็นแล้ว ว่าพรรคประชาชนไม่ได้มาลงคะแนนให้กับรัฐบาล แต่การปูดข่าวว่ามีคนนำเงินไปให้ จริงๆ เรื่องนี้ต้องทำให้กระจ่างชัด ในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งสำคัญคือต้องให้ทุกคนทราบในข้อเท็จจริง แนวทางคือควรจะแจ้งความดำเนินคดี เพราะวิธีการแบบนี้เหมือนเป็นการหลอกลวง ต้มตุ๋น ต้องทำให้ชัดเจนว่าใครโทรเข้ามา เพราะเส้นทางโทรศัพท์ตามได้อยู่แล้ว ดำเนินการให้ชัดเจนถูกต้อง ประชาชนจะได้เข้าใจว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ได้มีข้อเท็จจริงเลย

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างต้องกระจ่างชัด จะได้ตามได้ว่าเป็นใคร พรรคการเมืองไหนต้องเปิดเผย อย่าพูดกำกวมให้คนคิดสารพัด คิดบวกคิดลบกับพรรคการเมืองบางพรรคกับรัฐบาลก็ไม่ถูกต้อง ซึ่งวิธีการที่ถูกต้อง คือดำเนินการด้วยการแจ้งความ ทุกอย่างต้องให้ชัดเจน ในการเป็นนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ออกมาอย่างนี้ก็ต้องตามจับผู้หญิงคนที่เขาว่าออกมาให้ได้ จะรู้ว่าพรรคการเมืองไหนที่ใช้มา

“ต้องทำให้ชัดเจน เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิดว่าในสภาฯมีการซื้อเสียงกันด้วยหรือ งบประมาณฯ ผมบอกว่าจะผ่าน 10-20 เสียงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรายอมรับว่าเราเป็นเสียงปริ่มน้ำ แต่ทุกคนถึงเวลามาประชุมจริงๆก็ครบ” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่างบประมาณปี 2569 ผ่านแล้วหลังจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องงบประมาณหลังจากนี้ต้องส่งให้วุฒิสภาพิจารณาก่อน และขณะนี้รัฐบาลรีบทำอย่างหนัก คือ การปราบปรามยาเสพติดให้สิ้นซาก การจัดระเบียบสังคม แหล่งมั่วสุมต่างๆ ซึ่งตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้การแต่ละจังหวัดดำเนินการอย่างหนัก ผลจะปรากฏตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวไว้ว่าภายใน 3 เดือน สิ่งที่สำคัญ คือสินค้าการเกษตร รัฐบาลต้องกลับมาทำให้ดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน เรื่องชายแดนขณะนี้รัฐบาลทำได้ดีอยู่แล้ว มั่นใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น ส่วนงานสภาฯหลังจากนี้มีหลายเรื่องที่ต้องเร่งทำ และถือว่าครั้งนี้ได้เห็นว่าแม้เสียงปริ่มน้ำ ต้องมีความรักและความสามัคคีกันในพรรคร่วมรัฐบาลเดินหน้าได้เต็มที่ ไม่มีอะไร

‘เพื่อไทย’เรียงหน้ายัน‘อิ๊งค์’เจตนาดีปมคลิปเสียง ลั่นผ่านมาเยอะ พร้อมรับทุกสถานการณ์

‘เพื่อไทย’เรียงหน้ายัน‘อิ๊งค์’เจตนาดีปมคลิปเสียง ลั่นผ่านมาเยอะ พร้อมรับทุกสถานการณ์

‘เพื่อไทย’เรียงหน้ายัน‘อิ๊งค์’เจตนาดีปมคลิปเสียง ลั่นผ่านมาเยอะ พร้อมรับทุกสถานการณ์

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

‘สุทิน’ลั่น‘เพื่อไทย’มั่นใจ‘นายกฯอิ๊งค์’เจตนาดีปมคลิปเสียง ด้าน‘วิสุทธิ์’เผย‘แพทองธาร’กำลังใจดี-ไม่กังวลวันชี้ชะตา 29 ส.ค.นี้

16 สิงหาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ว่า คดีนี้ไม่มีใครคาดหมายออกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาโดยกรอบอะไร หลักฐานอะไร สุดแท้จะคาดเดาได้ แต่พรรคเพื่อไทยมั่นใจในเจตนาของ น.ส.แพทองธารว่าเป็นเจตนาดี  เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนตามแนวทางสันติ ไม่ให้ลุกลามเป็นความรุนแรง ขณะนี้เราทำได้เพียงรอรับฟังคำวินิจฉัยของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรเราก็เคารพคำวินิจฉัยของศาล

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมรับผลคำวินิจฉัยอย่างไรบ้าง นายสุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยแต่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ เราผ่านสถานการณ์ต่างๆมาเยอะ สามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์

ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า กำลังใจ น.ส.แพทองธารดี ช่วงเช้าที่ผ่านมายังส่งข้อความทางไลน์ขอบคุณประธานวิปรัฐบาลว่าทำงานหนัก ท่านยังมาให้กำลังใจพวกเราช่วงวันที่ 13-15 ส.ค.ที่ผ่านมาเรื่องการพิจารณางบประมาณปี 2569 ในสภาฯ ก็ได้มาให้กำลังใจคนทำงานที่สภาฯ ทั้งนี้ ตนเชื่อว่ากำลังใจ น.ส.แพทองธารดี และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกฯ ทำเป็นเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธารเจอ สส.พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ท่านไม่ได้กังวล กังวลเพียงว่าสส.อยู่ดึก ก็มาให้กำลังใจ สส.ที่สภาฯ

‘อนุสรณ์’มั่นใจ‘แพทองธาร’จะได้กลับมานำทัพรัฐบาล บริหารงบ69

‘อนุสรณ์’มั่นใจ‘แพทองธาร’จะได้กลับมานำทัพรัฐบาล บริหารงบ69

‘อนุสรณ์’มั่นใจ‘แพทองธาร’จะได้กลับมานำทัพรัฐบาล บริหารงบ69

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘อนุสรณ์’เชื่อ‘แพทองธาร’จะกลับมานำพารัฐบาล บริหารจัดการงบ69 ด้วยตนเอง

16 สิงหาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เข้าสภามาเกาะติดการพิจารณางบประมาณ 2569 ในสภาฯ ทั้ง 3 วันติดต่อกัน ว่า น.ส.แพทองธารในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และใส่ใจในภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด ในการพิจารณากฎหมายสำคัญก็จะเข้ามาติดตามการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง งบประมาณ 3,780,600,000,000 บาท โหวตผ่านฉลุย เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

“สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเชื่อว่าเมื่องบประมาณผ่านแล้ว น.ส.แพทองธารจะได้กลับมานำทัพในฐานะหัวหน้ารัฐบาล บริหารจัดการรวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดต่อไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ของน.ส.แพทองธาร เชื่อว่าจะได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีแม้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจะปริ่มน้ำ แต่ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคในการพิจารณากฎหมายและการผ่านงบประมาณ 2569 ว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามของบางฝ่าย ที่จะโหวตคว่ำงบประมาณ 2569 โดยอาจเห็นว่ารัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ จำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มาก จึงมีความพยายามที่จะโหวตคว่ำงบประมาณ 2569 แต่เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตเห็นชอบร่างงบประมาณ 69 ด้วยมติ 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าเสียงปริ่มน้ำ ไม่ได้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการพิจารณากฎหมายและการผ่านร่างงบประมาณ จำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่หายไปก่อนหน้านี้ ถูกแทนที่ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น

“ผลการโหวตผ่านงบประมาณ 2569 คือคำตอบว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าต่อในการยกระดับการทำงานในทุกมิติเพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศชาติและประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘ศบ.ทก.’ยืนยัน‘กพท.’ผ่อนปรนบิน‘โดรน’ทุกประเภทได้ ยกเว้นเขตความมั่นคง

‘ศบ.ทก.’ยืนยัน‘กพท.’ผ่อนปรนบิน‘โดรน’ทุกประเภทได้ ยกเว้นเขตความมั่นคง

‘ศบ.ทก.’ยืนยัน‘กพท.’ผ่อนปรนบิน‘โดรน’ทุกประเภทได้ ยกเว้นเขตความมั่นคง

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

ศบ.ทก.ยืนยัน รับรายงานจาก กพท.ผ่อนปรนให้บินโดรนทุกประเภทได้ยกเว้นพื้นที่ห้ามบินด้านความมั่นคง หากพบเห็นระวังโดนสอย

16 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)ผ่อนปรนให้บินโดรนทุกประเภท ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันนี้ 16-31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รับแจ้งจาก กพท. ว่าได้ออกประกาศอนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันนี้ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้มีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้     

1.โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นในพื้นที่ห้ามบิน ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal

2.โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลการบิน (พื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วัน เวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบิน) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์ต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศตอ.น.) อีเมล antidrone.police@gmail.com 

3.ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)

4.ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน แต่ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชน และการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี)ไปที่กองพัฒนามาตรฐานและเทคโนโลยีระบบอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ฝ่ายมาตรฐานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-568-8851 หรืออีเมล uas_us@caat.or.th ศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) โทรศัพท์ 02-126-7846 หรืออีเมล antidrone.police@gmail.com หรือศูนย์แจ้งเหตุใกล้พื้นที่ เช่น สถานีตำรวจท้องที่ทันที

‘อดีตสว.สมชาย’โพสต์ความจริงอีกมุม โต้ครหาปมคณะตุลาการศาลรธน.บินไปอินเดีย

‘อดีตสว.สมชาย’โพสต์ความจริงอีกมุม โต้ครหาปมคณะตุลาการศาลรธน.บินไปอินเดีย

‘อดีตสว.สมชาย’โพสต์ความจริงอีกมุม โต้ครหาปมคณะตุลาการศาลรธน.บินไปอินเดีย

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

‘อดีตสว.สมชาย’โพสต์ความจริงอีกมุม โต้ครหาปมคณะตุลาการศาลรธน.บินไปอินเดีย

16 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

#เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม

#ความจริง

ขออนุญาตใช้พื้นที่สื่อสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

ท่ามกลางการปล่อยข่าวลือในทางลบ

เสียหายต่อองค์คณะตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ

ในการพิจารณาคดีคลิปหลุด แพทองธาร ชินวัตร-ฮุนเซน ที่มีการโจมตีว่า มีการบินไปอินเดียเพื่อกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น“ไม่เป็นความจริง”

โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน ตามที่ปรากฏในเว็ปไซด์ศาลรัฐธรรมนูญถึงการเดินทางไปประเทศอินเดียของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และองค์คณะบางส่วนในโครงการอบรมหลักสูตร“ข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระดับอำนวยการ(สศอ.)รุ่นที่1ที่เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-9 สิงหาคม 2568 โดยมีการเยี่ยมคารวะประธานตุลาการศาลสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอินเดียรวมทั้งศึกษาดูงานศาลสูงสุด มหาวิทยาลัยกฎหมายเดลี และเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดียด้วย

ส่วนตัวผมยืนหยัดเชื่อมั่นในหลักนิติธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นหลักให้กับบ้านเมืองมาตลอด ทั้งในฐานะผู้ที่เคยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในหลายกรณี ทั้งเป็นผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้แก้ต่าง พยานในคดี ฯลฯ อาทิ

:การยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการร่างใหม่ทั้งหมด 

:การยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

:การยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้บุคคลยุติล้มล้างการปกครอง

:การเป็นถูกยื่นร้องว่า ขาดคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ2550

:การยื่นคำชี้แจงแก้ต่างต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะอดีตเลขานุการวิปสนช.กรณีที่ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าพรบประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ซึ่งในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดี ไม่ได้ออกมาตามใจผู้ร้อง แต่ทุกคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนขององค์คณะในแต่ละคดีนั้น ล้วนเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นหลักสำคัญให้กับบ้านเมือง เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมีคุณค่ายิ่งในหลักนิติธรรมนิติรัฐ

ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวผมจึงไม่เชื่อในข่าวลือในทางเสียหายที่มีการปล่อยออกมาในช่วงนี้ เพื่อดิสเครดิตองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ จึงอยากเรียนเสนอข้อเท็จจริงในส่วนการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐอินเดีย

ตามที่แนบ เว็บไซด์ของศาลรัฐธรรมนูญให้ทุกท่านตรวจสอบได้นี้ครับ

ส่วนตัวยืนยันและเชื่อมั่นในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่29 ส.ค.นี้ ว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกท่าน จะมีคำวินิจฉัยที่ยึดหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติแน่นอนครับ

ด้วยความเคารพในศาลรัฐธรรมนูญและเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม

สมชาย แสวงการ

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

16 สค 2568

หมายเหตุ :การนำเสนอข้อมูลนี้เพื่อประกอบความเข้าใจในการติดตามคดี

ขอความกรุณาทุกท่านอย่าวิพากษ์วิจารณ์ใดๆที่ละเมิดอำนาจศาลและกระบวนการยุติธรรมด้วยครับ

ชำแหละ 5 ประเด็น ‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสงสัยคำชี้แจง‘อิ๊งค์’คดีคลิปเสียง

ชำแหละ 5 ประเด็น ‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสงสัยคำชี้แจง‘อิ๊งค์’คดีคลิปเสียง

ชำแหละ 5 ประเด็น ‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสงสัยคำชี้แจง‘อิ๊งค์’คดีคลิปเสียง

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.42 น.

ชำแหละ 5 ประเด็น ‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสงสัยคำชี้แจง‘อิ๊งค์’คดีคลิปเสียง

16 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

#ข้อสงสัยต่อคำชี้แจงของอุ๊งอิ๊ง

ผมอ่านคำชี้แจงที่เสนอศาลรัฐธรรมนูญ ของอุ๊งอิ๊ง กรณีคลิปเสียง ผมมีข้อสงสัยแยกเป็น 5 ประเด็นคือ

1.อุ๊งอิ๊งพูด อยากได้อะไรดีให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้อุ๊งอิ๊งชี้แจงว่า เขามีแต่เพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน  เมื่อสมเด็จฮุน เซน ได้เสนอให้ฝ่ายไทยต้องยอมเปิดด่านก่อน แล้วฝ่ายกัมพูชาจะเปิดด่านหลังจากนั้นภายใน 5 ชั่วโมง เขาก็เสนอกลับไปว่าให้เปิดด่านพร้อมกัน ไม่ได้ทำตาม

อุ๊งอิ๊งยังบอกว่า เขายังไม่ตอบรับ กับข้อเสนอฮุนเซน เพราะต้องนำเงื่อนไขดังกล่าว ไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงก่อน

สิ่งที่ผมสงสัย อุ๊งอิ๊งคงลืมไปว่า ข้อความที่เสนอฮุนเซน อุ๊งอิ๊งไม่ใช่พูดแค่ครั้งเดียว ในช่วงหลังของคลิป ที่บอกว่าจะไปคุยกับกระทรวงกลาโหม ก็ยังมีการเสนอให้พี่ฮวดลองพูดด้วยว่า “ท่านฮุนเซนอยากได้อะไร ก็ให้บอก จะได้คุยกันได้ ตกลงกันได้”ถือพูดคำนี้ครั้งที่สอง

แค่นั้นยังไม่พอ หลังจากพูดถึงความสั่นคลอนของรัฐบาล เพราะฮุนเซนโพสต์ก็ยังเสนออีกว่า “ถ้าจะเอาอะไรจริงๆ ให้บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าว ก็คือไม่เป็นข่าว อันนั้นที่หลุดไปมันหลุดเพราะสื่อ เพราะไม่ได้คุยกับอิ๊งค์แค่ 2 คน”เป็นการพูดข้อความนี้ครั้งที่สาม

คำพูดเนื้อหาทำนอง การเสนอให้ฮุนเซนนี้ จึงไม่ใช่แค่อยากรู้ความต้องการ ของฮุนเซน แต่มีคำถามต่ออุ๊งอิ๊งว่า พยายามเสนอผลประโยชน์ หรือเสนอสินบน โดยเอาผลประโยชน์ของชาติไปเสนอ เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือไม่

2.อุ๊งอิ๊งชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน

ในประเด็นนี้ ถ้าฟังคลิปเสียงทั้งหมด จะมีอยู่สองตอน ที่อุ๊งอิ๊งพูด และมีข้อสงสัยถึงการเจรจา เพื่อผลปรโยชน์ของตนเอง นั่นคือข้อความที่พูดว่า

“บอกว่าให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าพักนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว” และต่อด้วยคำพูด จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านอยากได้อะไร ก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ

คำพูดประโยคนี้ ให้ฮุนเซนเห็นใจ ก็แสดงว่า อุ๊งอิ๊งกำลังเสนอบางอย่าง เพื่อให้ฮุนเซนเห็นใจ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวอุ๊งอิ๊งอยู่แล้ว และยังมีอีกประโยคที่พูดว่า

“ท่านฮุนเซนอยากได้อะไร ก็ให้บอก จะได้คุยกันได้ ตกลงกันได้ เพราะบางทีที่ท่านโพสต์เฟซบุ๊กออกมา ตอนนี้รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกฯ มา ก็คือเรื่องกัมพูชานี่แหละ”

คำพูดทั้งสองช่วงดังกล่าว มันสามารถสงสัยได้ถึง สิ่งที่อุ๊งอิ๊งเสนอให้ฮุนเซน เพื่อต่อรอง หรือเสนอให้ฮุนเซน ก็เพราะต้องการให้ฮุนยอม และหวังสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งหรือไม่ นี่แหละคือประโยชน์ส่วนตนของรัฐบาลนี้ ใครว่าอุ๊งอิ๊งไม่มีเจตนา เพื่อนประโยชน์ส่วนตน

3.ถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 (พลโท บุญสิน พาดกลาง) ว่าเป็นฝั่งตรงข้าม

คำชี้แจงของอุ๊งอิ๊งว่า เป็นเทคนิคในการเจรจา เพราะฮุนเซนไม่พอใจแม่ทัพภาค2

สิ่งที่ต้องเข้าใจ แม่ทัพภาค2 เป็นข้าราชการระดับสูง คนเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศไปเจรจากับผู้นำประเทศ ที่มีความขัดแย้ง และไปตำหนิแม่ทัพแบบนี้ เป็นการทำลายเกียรติของข้าราชการ

ยิ่งคำพูดในคลิปจริงใช้คำว่า “ไม่อยากให้อังเคิลไปฟังฝั่งคนที่เป็นฝั่งตรงข้างกับเรา” ยิ่งสะท้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่านายกไทย เป็นพวกเดียวกับผู้นำเขมร จึงไม่แปลกที่ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะสงสัยว่าขายชาติหรือไม่

คนเป็นผู้นำประเทศ ไปใช้คำพูดแบบนี้กับผู้นำต่างชาติ ยิ่งทำให้เสียเกียรติ และศักศรีของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือว่าไร้ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

4.อุ๊งอิ๊งชี้แจงว่า ได้มีการชี้แจงและกล่าวคำขอโทษต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พลโท บุญสิน พาดกลาง) แล้ว และแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันต่อสาธารณชนว่าไม่ติดใจ

ต้องบอกอุ๊งอิ๊งนะครับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างอุ๊งอิ๊งกับแม่ทัพภาค2 แต่เป็นเรื่องของอุ๊งอิ๊งกับประชาชนชาวไทย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแม่ทัพ

ท่านแม่ทัพ ท่านมีวุฒิภาวะก็ต้องตอบว่าไม่ติดใจ แต่ประชาชนชาวไทย ยังติดใจในคำพูดแบบนี้

5.อุ๊งอิ๊งชี้แจงว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ไม่ได้มีสถานะตามกฎหมายภายในของประเทศตน

สิ่งที่ต้องบอกอุ๊งอิ๊ง อย่าลืมว่าฮุนเซนคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงของประเทศกัมพูชา  ในคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อุ๊งอิ๊งยังเขียนเลยว่า การที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซนที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 แสดงว่าฮุนเซนนั้น เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง

หรือแม้แต่การเจรจาให้ฝ่ายไทยเปิดด่านก่อน เขมรจะเปิดตามไม่เกิน5ชั่วโมง ก็ยิ่งสะท้อน ว่าฮุนเซนเป็นผู้มีอำนาจจริง ถ้าฮุนเซนไม่มีอำนาจ อุ๊งอิ๊งจะเอาปัญหาไปคุยกับฮุนเซนทำไม แถมเสนอเรื่องอยากได้อะไรให้บอกถึง 3 ครั้งในการเจรจาครั้งนี้

นี่คือมุมเห็นแย้ง ต่อคำชี้แจงของอุ๊งอิ๊งต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงที่คุยกับฮุนเซน และหวังว่าศาลท่าน จะได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ยามที่ประชาชนรู้สึกว่าเหมือนไม่มีรัฐบาล