มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดภารกิจฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือเด็กและครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนอย่างเร่งด่วน ความเดือดร้อนแผ่ขยายไปยังจังหวัดชายแดนฝั่งตะวันออกและอีสานตอนล่าง ทั้งศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด และอุบลราชธานี หลั่งไหลเข้ามาอาศัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในจำนวนนั้นเป็นเด็กมากถึง 9,385 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงเป็น วิกฤตด้านความมั่นคง หากยังหมายรวมถึง วิกฤตด้านมนุษยธรรม

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 

เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น เด็ก คือผู้ที่เปราะบางที่สุด ทันทีที่เกิดเหตุ เด็กจำนวนมากในพื้นที่เปราะบางต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ต้องหยุดเรียน เผชิญกับอันตราย ความหิวโหย และความไม่แน่นอนของสถานการณ์

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาและการรณรงค์เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม มีบทบาทด้านการช่วยเหลือและปกป้องเด็ก รวมถึงชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินและความขัดแย้งครั้งนี้  จากการสำรวจพื้นที่การทำงานของมูลนิธิฯ ขณะนี้มีผู้ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 54,779 คน และจากจังหวัดสุรินทร์จำนวน 191,045 คน

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ก็ได้เผยถึงขั้นตอนดำเนินงานด้านการช่วยเหลือ ตามแผนนโยบายของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า “เรากำลังเร่งประเมินสถานการณ์แบบรายวัน จากทีมงานอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อระบุความจำเป็นเร่งด่วนที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระยะการตอบสนองและระยะฟื้นฟู โดยศุภนิมิตฯ เรามีแนวทางการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนหลักๆ ดังนี้ 1)การสนับสนุนในช่วงบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน : สนับสนุนสิ่งของจำเป็นเร่งด่วน แก่ประชาชนในศูนย์อพยพ เช่น น้ำดื่ม ยารักษาโรค วัตถุดิบ ประกอบอาหาร และอาหารแห้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น 2)จัดตั้งศูนย์เพื่อนเด็ก (Child-Friendly Space) : เพื่อดูแลจิตใจเด็ก พร้อมสนับสนุนให้เด็ก ได้มีพื้นที่ปลอดภัย ได้เล่นและเรียนรู้ในระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง 3)การสนับสนุนในช่วงฟื้นฟู : เสริมสร้างศักยภาพการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในโรงเรียน และชุมชนพื้นที่เสี่ยงภัย

อานนท์ สวนศรี

จากแผนดำเนินงานดังกล่าว เราได้เริ่มดำเนิน ‘โครงการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินช่วยเหลือผู้ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ขายแดนไทย-กัมพูชา’ พร้อมเปิดระดมทุนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่   ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาได้จัดหาน้ำดื่ม 4,385 แพ็ค ไข่ไก่ 240 แผง นมพร้อมดื่ม 5,638 แพ็ค ขนม 913 แพ็ค และมุ้งกันยุงอีก 250 หลัง รวมถึงอาหารแห้ง ยารักษาโรค ส่งมอบให้กับศูนย์พักพิง 30 แห่งในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ และยังได้จัดตั้ง “ศูนย์เพื่อนเด็ก” (Child-Friendly spaces) ในศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์  เพื่อให้เด็กได้กลับมามีพื้นที่ปลอดภัย เรียนรู้ และฟื้นฟูจิตใจในช่วงที่ชีวิตยังไร้เสถียรภาพ ซึ่งสามารถเข้าถึงเด็กได้ 1,381 คน

ขณะเดียวกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังคงประเมินความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และเดินหน้าวางแผนระยะฟื้นฟูในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และผู้บริจาค เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกชีวิตอย่างทั่วถึงที่สุด” นางรสลิน โกแวร์ กล่าว

ด้านเสียงสะท้อนจากคณะทำงานในพื้นที่ นายอานนท์ สวนศรี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรมองค์กร กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากความช่วยเหลือในเรื่องของศูนย์อพยพและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child-Friendly Spaces) เรายังมองไปถึง หลังจากสถานการณ์สงบแล้ว พี่น้องในพื้นที่ทยอยกลับไปเข้าบ้านเรือน เด็ก ๆ เริ่มกลับไปโรงเรียนตามปกติ สิ่งที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะทำต่อไปก็คือเรื่องของการฟื้นฟู สร้างกำลังใจให้กับเด็ก ๆ เป็นการปูทางรับมือในอนาคต หากมีภัยพิบัติอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีก การสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเกิดการช่วยเหลืออย่างยั่งยืน   สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอบคุณทั้งผู้อุปการะ และก็ผู้บริจาคทุก ๆ คนด้วย รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น ที่ให้ความร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ และเราเองก็ขอสัญญาว่า จะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดเพื่อให้เด็กและชุมชนทุกคน ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเติบโตขึ้นมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีแล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/OogjOo สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ www.worldvision.or.th FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand   IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand และ

Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 16 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ด้วยความห่วงใยทหารกล้าที่ชายแดนไทย ศิษย์เก่าราชินีรุ่น 65 และ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์รุ่น 2513 นำโดย อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ได้จัดซื้อ น้ำมันยาดมยาทา สีเขียว สีขาวและสีชมพู ตรากระต่ายชมจันทร์ เพื่อใช้สูดดมและใช้ทา บรรเทาอาการวิงเวียน กลบกลิ่นเหม็น และแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย จำนวน 1,400 ขวดเป็นเงิน 56,000 บาท ทั้งนี้ส่งให้กับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าที่กำลังทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ…ดีงามในความระลึกถึงกัน…
  • เมื่อวันที่ 8 เดือน 8 เป็นวันรวมรุ่นนิเทศ จุฬาฯรุ่น 8 ซึ่งนัดพบปะสังสรรค์ และฉลอง 60 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้ ศ. กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬหรักษ์ พร้อมภรรยา ธีราพร ไปร่วมงาน เพื่อนร่วมรุ่นวัย 7up อดีตคนดังนิเทศ ร่วมงานพร้อมหน้าพร้อมตา อาทิ พันธ์เลิศ -ปริยะดา ใบหยก , ศุภวัฒน์ จงศิริ (ศุภักษร),อานุสรา จิตต์มิตรภาพ มล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์ ,ไพฑูรย์ หิรัญประดิษฐ์ ,รัชนี เอมะรุจิ และ พจนารถ ปริญภัทร์ภากร เป็นต้น…
  • ชื่นชมการดูแลสุขภาพของ คุณแม่อายุยืนหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ได้แก่ คุณแม่กมลา ตันฑุวณิชย์ วัย 105 ปี มารดาของ อัมพร จักกะพาก , คุณแม่มารศรี อิศรางกูรฯ วัย 104 ปี , และ คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ แห่งโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่มีอายุ 104 ปี …ขอให้ท่านทั้ง 3 มีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาวตราบนานเท่านาน…
  • กิจกรรมในสัปดาห์วันแม่ที่ผ่านมา บุตรสาวสามใบเถา ของคุณแม่ศุลีพร โชควิวัฒน ได้แก่ ณัฐชยา ธันยพร และ รักติบูล พาไปท่องเที่ยวพักผ่อนกัน พ่อ แม่ ลูก แบบยาวๆ ที่บ้านไร่ไออรุณ จ.ระนอง และย้อนกลับมาชื่นชมธรรมชาติต่อ ที่บ้านกรูดอาเคเดีย จ.ประจวบคีรีขันธ์ …พร้อมหน้ากันอบอุ่น สร้างความสุขใจให้คุณแม่เป็นยิ่งนัก …
  • ส่วนบ้านนี้…ลูกๆพาคุณแม่มาฉลองวันแม่ที่บ้านชะอำ นี่คือกิจกรรมของครอบครัว ดร.ธราภุช – ดร.วุธรวี จารุวัฒนะ ซึ่งพา คุณแม่ปิยะวัลย์ ยิ้มประเสริฐ ไปชะอำ งานนี้ขาดไม่ได้คือคุณพ่อ ยัญชัย ผู้ที่ติดหลานงอมแงม ต้องตามมาแจมด้วย…
  • บุญปิติ -พิชญา สุนทรญาณกิจ พร้อมบุตรสาว เพิ่งกลับจากไปท่องเที่ยวปักกิ่ง ได้เที่ยวชมกำแพงเมืองจีน มีคุณพ่อ-คุณแม่ พ.ท.บุญชัย-จันทรา สุนทรญาณกิจ ร่วมทริปไปด้วย โดยไม่พลาดแวะตีกอล์ฟ กีฬาโปรดของครอบครัว ณ ที่นั่น…
  • ข่าวดีของคนป่วยไข้ไม่สบาย ขชน มุสิจรัล ปลอดภัยจากการผ่าตัดทรวงอกแล้ว แต่ยังต้องติดตามอาการหลังการผ่าตัดอีกสักระยะ ทำให้ คุณแม่ขจรศิริ และ คุณน้า ผศ.นาฏยา ตนานนท์ ต้องบินจากเชียงใหม่มาผลัดกันเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ เพื่อคอยระวังเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และอาหารการกิน ตามคำแนะนำของแพทย์…
  • ขณะเฝ้าไข้หลานที่กรุงเทพฯ ผศ.นาฏยา ตนานนท์ มีลูกศิษย์ มช.ตามมาหากันมากหน้า หนึ่งในนั้นคือศิษย์รัก นงนาถ ห่านวิไล ที่ชวน ปราโมท สามีมาพาอาจารย์ไปลั๊นช์กันที่ บองมาเช่ หลังจากนั้นไปนั่ง afternoon tea @ จิบไถ่ ข้างรร.วัดเสมียนนารี มี เนาวรัตน์ วัฒนวรลักษณ์ เจ้าของร้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น…
  • ความสามารถหลายด้าน ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ นอกจากมีความเชี่ยวชาญด้านการเงินของประเทศแล้ว ท่านยังสนใจงานด้านศิลปะ และมีฝีมือในการวาดภาพลายเส้นได้สวยงามเป็นที่สุดอีกต่างหาก…
  • สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ ไปฝึกขับร้องเพลงไทยที่ศูนย์นันทนาการ เขตบางขุนเทียนเป็นประจำ และหากมีวันหยุดยาวก็จะมีทริปไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆกับ กลุ่มเพื่อนๆอยู่เสมอ… ไม่มีคำว่าสาย สำหรับผู้ที่ได้พบเจอเรื่องที่ชอบ คนที่ใช่ แม้วัยจะล่วงเลยเซเว่นอัพแล้วก็ตาม !!…

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย ‘หนึ่งคน หนึ่งเลข’ ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย 'หนึ่งคน หนึ่งเลข' ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

กรมควบคุมโรค เร่งใช้ไบโอเมตริกยกระดับสุขภาพแรงงานต่างด้าว 4 มิติ สู่เป้าหมาย ‘หนึ่งคน หนึ่งเลข’ ตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วไทย

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

กรมควบคุมโรค โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ และเครือข่าย เดินหน้ายกระดับการใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของแรงงานต่างด้าวให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายให้แรงงานต่างด้าวเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขในระยะยาว

ที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ “A Technical Workshop on Integrating Biometric Data for Public Health and Disease Control” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ได้สรุปแนวทางการขับเคลื่อนสำคัญร่วมกัน

นางเกษณี ศรีรักษา รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของสภากาชาดไทย (TRCBAS) ซึ่งใช้เทคโนโลยีการจดจำลายม่านตาและใบหน้า ได้เริ่มนำร่องใช้งานมาตั้งแต่ปี 2566 ใน 5 จังหวัด ปัจจุบันขยายไปยังโรงพยาบาลกว่า 160 แห่งใน 25 จังหวัด โดยมีแรงงานต่างด้าวได้รับการพิสูจน์อัตลักษณ์แล้วกว่า 260,000 คน

“แม้ระบบจะมีความแม่นยำสูง แต่ยังพบข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ การประชุมครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้การพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ ทั้งลายม่านตา ลายนิ้วมือ และใบหน้า เพื่อวางรากฐานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นางเกษณีกล่าว

ด้าน นายแพทย์พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักบรรเทาทุกข์และประชานามัย สภากาชาดไทย ประธานการประชุมวันที่ 15 สิงหาคม 2568 กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการยกระดับครั้งนี้คือการสร้าง “เลขประจำตัวเพียงหนึ่งเดียว” ให้กับแรงงานต่างด้าวแต่ละคน เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาได้ทันที แม้แรงงานจะย้ายสถานที่ทำงานหรือเปลี่ยนโรงพยาบาล

ที่ประชุมจึงได้กำหนด 4 มิติเร่งรัด ที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันเพื่อผลักดันจากนี้ คือ

1.             เชื่อมโยงระบบ: เร่งเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลทุกแห่งให้ใช้งานร่วมกับระบบ TRCBAS หรือ BioID ของกระทรวงสาธารณสุขได้

2.             ผลักดันเลขประจำตัวใหม่: ส่งเสริมการใช้เลขประจำตัวใหม่ของแรงงานต่างด้าวที่ได้จากระบบ BioID จากการพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ (ม่านตา ลายนิ้วมือ ใบหน้า)

3.             ขยายการใช้งานเครื่องสแกนม่านตา: ผลักดันให้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศมีและใช้งานเครื่องสแกนม่านตา เพื่อให้การพิสูจน์อัตลักษณ์มีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

4.             ทำงานเชิงรุก: ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในรูปแบบ Community Based เพื่อเข้าถึงแรงงานในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

“การที่โรงพยาบาลใช้ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ที่แตกต่างกันทำให้เกิดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน เมื่อแรงงานย้ายที่ก็จะหาประวัติไม่เจอ ทำให้ต้องมีเลขประจำตัวหลายเลข ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องการแก้ไข” นายแพทย์พิชิตย้ำ และกล่าวเสริมว่า “หากโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ระบบที่รองรับการพิสูจน์อัตลักษณ์ทั้ง 3 รูปแบบ จะช่วยให้แรงงานต่างด้าวมีเลขประจำตัวเพียงหนึ่งเดียว เหมือนกับคนไทย ทำให้การตรวจสอบสิทธิการรักษาทำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องไม่ว่าจะไปรับบริการที่ใด”

นายจิตรภาณุ ศรีเดช หัวหน้ากลุ่มนวัตกรรมและวิจัย สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค กล่าวปิดท้ายว่า ข้อสรุปและข้อคิดเห็นจากการประชุมทั้งหมดนี้จะถูกนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขและการควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการเตรียมความพร้อมของทุกหน่วยงานเพื่อรองรับกับนโยบายในอนาคต

-(016)

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ ‘Science Communication Award 2025’

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ 'Science Communication Award 2025'

อว.เชิดชูเกียรติวงการสื่อสารวิทย์ฯ มอบรางวัลเกียรติยศ ‘Science Communication Award 2025’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นประธานในงาน THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025 โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรี รมว.อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายสื่อสารวิทยาศาสตร์ เข้าร่วม พร้อมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ณ  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

กิจกรรมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 ด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ประเทศไทยนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กร บุคลากร และผลงานที่มีความโดดเด่นและทุ่มเทให้กับงานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์  จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน โดยมีพิจารณามอบรางวัลการสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น แบ่งเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

รางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 

1.ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานมูลนิธิสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ส่งเสริมเยาวชนและนักวิจัยให้มีส่วนร่วมกับเวทีนานาชาติในงานวิจัยขั้นสูง และส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่สาธารณะ 

2.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ผู้ส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคม พัฒนาความร่วมมือเชิงนโยบายและเป็นต้นแบบนักวิจัยผู้ให้ความสำคัญและส่งเสริมการสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน 

3.รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล อดีตนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ผู้นำเสนอกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการเสนอให้คณะรัฐมนตรี กำหนดวันวิทยาศาสตร์ขึ้น และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสร้างความตื่นตัวด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชน และเยาวชน

– รางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่1.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2.ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  3.ดร.แทนไท ประเสริฐกุล ประธานภาคีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์  4. ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา อดีตผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ 5.นายกรทอง วิริยะเศวตกุล Content Creator สายอวกาศ

– รางวัลองค์กรสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ 1. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2. สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 3. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ   

รางวัลผลงานสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ 1. รายการ The Secret Sauce  2. รายการ ดูให้รู้ – Dohiru รู้ให้ลึกเรื่องญี่ปุ่น  3. Facebook Page : วิทย์สนุกรอบตัว 4. รายการ ความ (ไม่) รู้รอบตัว  5. YouTube Channel : KongGreenGreen เรื่องขยะ จังหวะสนุก 

เผย 2 มุมมอง ความสำคัญการสื่อสารวิทยาศาสตร์

ศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์   ผู้บุกเบิกการจัดตั้งสถาบันวิจัยระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวถึง การสื่อสารเรื่องของวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปัจจุบันสื่อสมัยใหม่ มีพัฒนาการก็ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีหลายช่องทางให้เลือกดู เช่น ถ้าเราอยากรู้เรื่องควอนตัม และพอมีความรู้อยู่บ้าง การไปค้นหาข้อมูลเพิ่มดูจากยูทูปมีให้เลือกดูหลากหลายมาก สามารถทำให้เราเข้าใจวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นได้ 

“ดังนั้น การสื่อสารในเรื่องของวิทยาศาสตร์จึงมีสองด้าน ทั้งในส่วนของคนที่สื่อออกไป และคนที่รับฟัง คนที่ฟังก็ต้องมีความพยายามด้วย แม้เราจะอยากพูดให้เข้าใจง่าย แต่บางทีการสื่ออะไรที่ง่ายออกไปก็ไม่เกิดความรู้ จึงต้องสื่อสารอย่างกลาง ๆ เพื่อให้การสื่อสารออกไปเกิดความเข้าใจ แล้วได้ความรู้ด้วย”  

ศ.ดร.ไพรัช กล่าว และว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์น่าสนใจมากขึ้น คือ ต้องไปดูข้อเท็จจริง เห็นของจริงจากคนทำจริง เพื่อเด็กจะได้เข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์ไทยทำอะไร  การเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงต้องคิดถึงสังคมและประชาชน ที่สำคัญต้องช่วยลดช่องว่างในสังคม 

ดร.แทนไท ประเสริฐกุล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล กล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ว่า มีความสำคัญกับมวลมนุษย์ชาติ ทั้งปัญหาโลกร้อน พลังงานทางเลือกจะมาจากไหน เรื่องโรคระบาด หรือมีตัวอย่างความไม่เข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐฯ ที่มีการตัดงบประมาณการผลิตวัคซีน หรือแม้แต่การมอนิเตอร์เรื่องคอร์บอนไดออกไซด์ นี่คือความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่ไปเกี่ยวข้องกับหลายวงการมาก รวมไปถึงการบริหารประเทศด้วย

“หลายคนอาจมองว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ซีเรียส  เด็กต้องเรียนวิทยาศาสตร์กันแบบจริงจัง เพื่อไปประกอบอาชีพหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักวิจัย ส่วนตัวมองว่า วิทยาศาสตร์ก็มีมุมที่ว๊าว น่าสนุก  จึงอยากนำมาบอกเล่า ให้คนฟัง คนอ่านร่วมติดตามด้วยความตื่นเต้น จึงใช้เวลาในการเขียน งานแปลเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ รวมถึงการจัดการรายการวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้ ชวนสังคมมาเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบให้ความสนุกสนาน”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ได้ตั้งแต่วันนี้ – 17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เวเพินส์(Weapons)’ 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'เวเพินส์(Weapons)' 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘เวเพินส์(Weapons)’ 9/10

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

02.17 น. ในคืนวันหนึ่ง ในเมืองเล็ก 17 เด็กๆ ชั้นประเถม วิ่งออกจากบ้าน ไปพร้อมๆ แชะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สังคมจึงหาคำตอบ ว่า เด็กๆ หายไปไหน ใครเป็นคนทำเวเพินส์(Weapons) มาพร้อมกับ บรรยากาศ ความเขย่าขวัญ ความมืดที่ชวนเสียวสันหลัง ชวนให้ ตามดูว่า เด็กหายไปไหน เป็นเรื่องเกิดจากอะไรกันแน่ ภูติผีปีศาจ ลัทธิ ไสยศาสตร์ มนต์ดำ แม่มด ฆาตกรโรคจิต  มนุษย์ดาว เรื่องเหนือธรรมชาติ หรือเป็นเพียงแค่ความฝัน คิดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องจริง ฯลฯ และรอดูว่า เด็กๆ จะอยู่หรือตาย จะกลับมาหรือไปแล้วไปลับ

หนังเล่าเรื่อง ผ่าน 7 ตัวละครหลัก ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การหายตัวไปของเด็กๆโดยค่อยดึงเข้าไปสู่ปมชีวิตของละคนที่มี ปม มีแผล ในใจ ที่ต่างกันออกไป ทำให้เรื่อง ดูสนุก เชื่อม/เดินเรื่องไปพร้อมกับการหายตัวของเด็กๆได้อย่างมีสีสัน ตัวหนังสะท้อนปัญหาต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกคน สังคม การดำเนินชีวิตจริงๆ ในปัจจุบัน ครู/ตำรวจ ที่ต้องอยู่ในกฏระเบียบ ห้ามแหกคอก การงานที่มีปัญหา พ่อแม่ที่หวงลูกเกิน ภรรยาขี้หึง สาวโสดขี้เมา สาวโรคจิต รักร่วมเพศLGBTQ การบูลลี่ ปัญหาครอบครัว 

เวเพินส์(Weapons) มี เส้นเรื่องที่ แข็งแรง อยู่ที่ การรอดูว่า เด็กๆ หายไปไหน หายไปได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ ทำให้คนดูใจจดใจจ่อ ติดอยู่กับส่วนนี้ โดยใช้ เรื่องราวของ ตัวละคร แต่ละตอน มาขยี้ มาเพิ่ม ความสนุก เพื่ม อารมณ์หลากหลาย ให้กับตัวเรื่องต้องชมบทหนังที่ดี นำเสนอเรื่องได้แบบสุดๆ หนังไม่ได้แบ่งแยกเป็น แต่ละบท/แต่ละตอน อาจชวนให้นึกถึง การเล่าเรื่องแบบ ราโชมอน เหตุการณ์เดียวแต่คนละมุมมอง ที่ เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ใช่..แต่ละเรื่อง แยกจากกันแบบชัดเจน แต่ที ส่วนเชื่อมต่อกัน เล่าเรื่อง เหมือน ดู หนังซีรี่ย์ ที่แต่ละ EP จะเล่าเรื่องของ แต่ละคน เพียงแต่ใน..เรื่องนี้ สั้นกะทัดรัด แต่ดึง คนดูให้เข้ากับตัวเรื่อง เชื่อม/ส่งต่อ ในแต่ละตัวละคร ในภาพที่ต่างกันไม่ซ้ำกันแม้จะอยู่ในที่เดียวเวลาเดียวกัน ทำให้ ดูแบบสนุก ไม่ดูซ้ำจำเจ ไม่รู้สึกย่ำอยู่กับที่ แต่ รู้สึกส่งไม้ต่อเดินไปข้างหน้าตลอดเวลาตัวละครทุกตัวถูกผูกให้ ตกเป็นผู้ต้องสงสัย แต่..คอหนังแนวนี้ พอตัวละครมาครบ อาจจะพอเดาได้ แต่ก็อาจจะลังเล รู้ว่า ..ไม่ใช่ มันชัดเจนเกินไป หนังอาจจะหลอกให้หลงทาง

ผู้กำกับแซ็คเครกเกอร์ทำเวเพินส์(Weapons)ออกมาดูสนุกไม่แพ้เรื่องก่อนหน้านี้ Barbarian อาจจะไม่ได้เน้นความน่ากลัวไม่มีฉากสะดุ้งตุ้งแช่ไม่ตกใจปุ๊บปั๊บ แต่ด้วย เรื่องราวการนำเสนอ งานด้านภาพที่น่ามืดๆไม่สว่างไสว ขยี้ด้วย ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ การจัดต่อที่ฉับไว นักแสดงเล่นดีเข้ากับบท ทำให้ รู้สึก ถึงเข้าน่ากลัวของเรื่องแต่..พอถึงเวลาจะแรง บอกเลยว่า แรงจริงแรงมาก เล่นแรงแบบจะๆ ไม่มีปราณี เลือดเป็นเลือด จึงไม่แปลกใจ ที่ หนังจะติดเรท 18 + ในบ้านเราฉากไตลแม็กซ์ ช่วงท้ายเรื่อง ดูรุนแรงมาก  แต่ก็มาพร้อมกับอารมณ์ขัน จนได้ยินเสียงหัวเราะดังสนั่นโรง และ..คนที่ดู หนังเขย่าขวัญ/สยองขวัญ หนังผี อาจจะคุ้นๆ กับ ภาพ การจัดแสง องค์ประกอบในภาพ ที่ดูแล้ว คือการนำภาพ จากหนังดัง หนังคลาสสิค มาใช้ แต่ดัดแปลงให้มา ในแบบของตัวเอง ได้อย่างงดงาม

เวเพินส์(Weapons) คือ หนังเขย่าขวัญ ระทึกใจ ค่อย เป็นค่อยไป แต่อาจจะไม่ โดนใจ/ไม่สนุก/ไม่ถูกใจ คอหนังสยดสยองแบบเน้นๆวูบวาบ กระโชกโฮกฮาก ภาพวิ่งๆๆ ใน เวเพินส์(Weapons) ทั่งตอนเปิด/กลาง/ปิด ของหนังคือ ภาพความความสวยงาม สมกับ เป็น อาวุธ จริงๆ ชอบในระดับ 9/10 หัวกระโหลก

‘มาริษ-วิสาร’ พาทูต 33 ประเทศ ลงพื้นที่กันทรลักษ์ ดู’กัมพูชา’ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

'มาริษ-วิสาร' พาทูต 33 ประเทศ ลงพื้นที่กันทรลักษ์ ดู'กัมพูชา'ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

‘มาริษ-วิสาร’ พาทูต 33 ประเทศ ลงพื้นที่กันทรลักษ์ ดู’กัมพูชา’ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

“มาริษ-วิสาร” พาทูต 33 ประเทศลงพื้นที่ศรีสะเกษ ดู “กัมพูชา” จงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เรียกร้องประชาคมโลกร่วมประณาม-จี้ “กัมพูชา” แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ ลั่น! หากกัมพูชาไม่ดำเนินการ รัฐบาลไทยจะไม่รอแล้ว เพื่อรักษาข้อตกลงตามอนุสัญญาออตตาวา 

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวระหว่างการนำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทย และต่างประเทศ ร่วมกับนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย รวมถึง สนับสนุนผู้แทนกองทัพบก ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเพิ่งถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ๆ เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นในปี 2540 (ค.ศ.1997) หลังมีการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างกว้างขวาง ถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมทั้งยังละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอีกด้วย ดังนั้น ทั้งภาพถ่าย และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่กองทัพได้บรรยายนั้น สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา สร้างผลกระทบต่อประเทศไทย และทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทุพพลภาพ พิการ 5 ราย ซึ่งถือเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้าง ตามที่กล่าวอ้าง เพราะมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ และประเทศไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธไปหมดแล้ว 

นายมาริษ ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ และร่วมมือกับประเทศไทยปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามที่ไทยได้เสนอในการประชุม GBC และหลังจากนี้เป็นต้นไป ตนขอเรียกร้องให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาที่เป็นผู้บริจาค ร่วมกันประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมือกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติของไทย (Thailand Mine Action Center) หรือ TMAC ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแบบ 2 ฝ่าย ระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ด้วย เพราะทุ่นระเบิดสังหาร เป็นอาวุธที่ทำร้ายมนุษย์ อย่างไม่เลือกเป้าหมายว่าจะเป็นทหาร หรือพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรม

นายมาริษ ยังระบุว่า แม้สถานการณ์ชายแดนมีการหยุดยิงตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชา แต่ยังคงมีการโจมตีด้วยสงครามข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนมากขึ้นเป็นประจำทุกวัน จึงขอทุกมิตรประเทศ ช่วยผลักดันไม่ให้กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลเท็จ เพื่อให้บรรยากาศการเจรจาสร้างสันติภาพ ได้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชนบริเวณชายแดน 

นายมาริษ ยังระบุด้วยว่า ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง สาธารณะรัฐประชาชนจีน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เชิญตนเอง และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ประชุมร่วม 3 ฝ่าย ซึ่งตนก็ได้หยิบยกผลกระทบของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบ และทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งประเทศจีน ก็เห็นด้วย และในช่วงที่ตนหารือทวิภาคีกับผู้แทนประเทศต่าง ๆ และทุกประเทศเห็นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศจีน จึงขอขอบคุณนายหวัง อี้ ที่สนับสนุนให้เกิดการพูดคุย และพร้อมสนับสนุนไทย-กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่ทั้งหมด ก็เกิดปัญหา เพราะกัมพูชายังไม่ตั้งใจที่จะเก็บกู้ ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงให้ทุกประเทศรับทราบว่า แม้ฝ่ายกัมพูชาจะไม่พร้อม แต่ประเทศไทยจะไม่รอแล้ว และสิ่งที่กัมพูชาพยายามจะอ้างว่า เป็นระเบิดเก่า ตนก็ได้ยืนยันทุกโอกาส และทุกมิตรประเทศว่า ไม่ว่าจะเป็นระเบิดเก่า หรือระเบิดใหม่ ตนไม่ได้สนใจ เพราะมีเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ หลายคนต้องทุกข์ทรมานมาถึง 30 ปี และตนยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกร้องให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ไม่ว่าจะเป็นระเบิดเก่า หรือใหม่ เพื่อรักษาข้อตกลงตามอนุสัญญาออตตาวา และกฎหมายระหว่างประเทศ 

นายมาริษ ยังขอขอบคุณกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบก และกองทัพอากาศ ที่สนับสนุนการชี้แจงต่อคณะทูตานุทูต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ขอชื่นชม และยกย่องทหารกล้าที่ได้สละเวลา และยินดีมาร่วมชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตในวันนี้ (16 ส.ค.)

ขณะเดียวกัน ยังมีชาวบ้านชาวภูมิซรอล 5 คน ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในอดีตจนต้องใส่ขาเทียม มาเข้าพบนายมาริษ และคณะทูตานุทูต เพื่อชี้แจงผลกระทบ และความร้ายแรงของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ชาวบ้าน ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน และยังคงเป็นบาดแผลทางจิตใจมากว่า 30 ปี ซึ่งนายมาริษ ย้ำว่า รัฐบาลจะพยายามเรียกร้องให้กัมพูชา กลับมาร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารฯ กับประเทศไทยเหมือนในอดีต แต่หากฝ่ายกัมพูชา ยังไม่ให้ความร่วมมือ ฝ่ายไทยก็จะดำเนินการเอง 

ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ช่วงเช้า คณะทูตานุทูต ได้ลงพื้นที่ที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทยก่อน พร้อม รับชมวีดิทัศน์ชุด “เสียงระเบิด…ที่โลกไม่ได้ยิน แต่ชาวศรีสะเกษไม่มีวันลืม” ที่เล่าเรื่องราว ตั้งแต่วันเริ่มต้นของความสูญเสีย ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 หลังเกิดเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในยามเช้า ไร้การเตือนล่วงหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และนำมาซึ่งความทุกข์ระทมมา ของพี่น้องประชาชนชาวศรีสะเกษกว่า 260,000 ครัวเรือน รวมกว่า 780,000 คน รวมทั้งยังมีกระสุนปืนใหญ่ หรือ จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง คร่าชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ มีทั้งเด็ก นักเรียน ผู้ปกครอง และพนักงานร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งยังมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ บาดเจ็บอีก 19 ราย ทั้งชาย หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก และยังมีกระสุนอีกจำนวนมาก ตกใส่บ้านเรือนประชาชน จนพังเสียหายทั้งเสียหายบางส่วน เสียหายทั้งหลัง เสียหายยับเยิน จนไม่เหลือเค้าเดิมของคำว่า ‘บ้าน’ อีกต่อไป ทั้งโรงเรียนต้องหยุดสอน และศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ ก็ยังได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดต้องอพยพผู้ป่วยกว่า 100,000 คน รวมทั้ง สัตว์เลี้ยงของประชาชน ต้องล้มตายกลางทุ่งนาที่เคยสงบสุข และแม้เสียงระเบิดจะสงบลงแล้ว แต่ก็ยังพบจรวด BM-21 และกระสุนปืนใหญ่ รวม 58 นัด กระจายครอบคลุม 45 พื้นที่ ซึ่งตรวจสอบแล้ว 35 จุด ยังเหลืออีก 10 จุดที่ยังไม่ปลอดภัย และอีก 2 จุด…รอการเก็บกู้ทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอย

ขณะที่ ในช่วงบ่าย คณะทูตานุทูต จะขึ้นไปยังภูมะเขือ และฐานปฏิบัติการ เพื่อดูภูมิประเทศ และติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ภูมะเขือ

‘พุทธิพงษ์’โพสต์แรง! ถามผู้นำประเทศ ควรมีมาตรฐานอย่างไรในสายตาชาวโลก

'พุทธิพงษ์'โพสต์แรง! ถามผู้นำประเทศ ควรมีมาตรฐานอย่างไรในสายตาชาวโลก

‘พุทธิพงษ์’โพสต์แรง! ถามผู้นำประเทศ ควรมีมาตรฐานอย่างไรในสายตาชาวโลก

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘พุทธิพงษ์’โพสต์แรง! ถามผู้นำประเทศ ควรมีมาตรฐานอย่างไรในสายตาชาวโลก

16 ส.ค.68 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โพสต์ข้อความระบุว่า มาตราฐานของคนไทยสู่สายตาชาวโลก…

การดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงอย่างเช่นรัฐมนตรีหรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบความรอบคอบที่ต้องมีต่อหน้าที่ และต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นนายกรัฐมนตรีตลอด 24 ชั่วโมงตลอดเวลา เพราะคุณคือตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ดังนั้นการที่ทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ควรต้องทำทุกวันทุกเวลาทุกนาทีภายใต้ความรอบคอบ การที่จะไปเจรจาพูดคุยใดๆก็ตาม คุณต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบ ความเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศตลอดเวลา ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีสามัญสำนึกความคิดที่รอบคอบกว่าบุคคลปกติทั่วไป ยิ่งกว่านั้นการที่ไปพูดคุยสนทนากับผู้นำประเทศยิ่งต้องมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งและรอบคอบอย่างมาก คำพูดของคุณนั้นสามารถจะทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองเกิดความได้เปรียบหรือความเสียเปรียบในกลไกของประเทศเป็นอย่างมากเพราะคุณคือผู้นำประเทศ ยิ่งด้วยแล้วคู่สนทนาเป็นผู้นำซึ่งเป็นประเทศที่มีการรุกรานหรือมีความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนมีการประจัญหน้ามีความขัดแย้งกันในเชิงพื้นที่ในสถานการณ์ในขณะนั้นด้วยแล้ว ทุกคำพูดที่มีการสนทนาจะนำไปสู่ความได้เปรียบ เสียเปรียบหรือแม้กระทั่งทำให้เสียยุทธศาสตร์ในกา

จะเห็นได้ว่าไม่มีผู้นำประเทศใดในโลกที่จะมีการเจรจาพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเพราะมันจะสะท้อนและมีผลเสียกับประเทศของตัวเองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นบรรทัดฐานเป็นมาตรฐานและเป็นแนวปฏิบัติให้กับผู้ที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือแม้กระทั่งผู้บริหาร ฝ่ายการเมืองต่อไปในอนาคต เหตุผลต่างๆที่รับฟังเพื่อหักล้างจากสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าการใช้การเจรจาเป็นสิ่งที่ดี รูปแบบเทคนิคการเจรจามีมากมายหลายรูปแบบสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและเป็นทางออกที่ดีกว่านี้ได้อีกมากมาย สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ที่จะต้องเดินเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองแต่แท้จริงแล้วสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบและเป็นมาตรฐานที่สำคัญของประเทศไทยและคนไทย หรือเยาวชนไทยในอนาคตต่อไปว่าเราจะเดินต่อไปแบบไหน สำคัญที่สุดคือเราคนไทยอยากจะให้นานาชาติมองเราอย่างไร? อยู่ที่เราจะวางตัวเองและมาตราฐานของเราอย่างไรในสายตาชาวโลก! 

‘ดร.เสรี’เศร้าใจ! หวั่นข่าวลือ ‘5 ผู้ทรงเกียรติรับถุงขนม’ บั่นทอนศรัทธากระบวนการยุติธรรมไทย

'ดร.เสรี'เศร้าใจ! หวั่นข่าวลือ '5 ผู้ทรงเกียรติรับถุงขนม' บั่นทอนศรัทธากระบวนการยุติธรรมไทย

‘ดร.เสรี’เศร้าใจ! หวั่นข่าวลือ ‘5 ผู้ทรงเกียรติรับถุงขนม’ บั่นทอนศรัทธากระบวนการยุติธรรมไทย

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2568  ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสื่อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข่าวที่แชร์กันตอนนี้ว่ามีท่านผู้ทรงเกียรติรับถุงขนม 5 ท่าน ไม่รู้ว่าเป็นเพียงข่าวลือ หรือเป็น Fake news ที่มีคนจงใจปล่อยออกมา

อย่างไรก็ตามข่าวนี้ทำลายขวัญและกำลังใจของคนไทยที่รักชาติ รักแผ่นดิน และเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นอย่างมาก

ถ้าข่าวนี้เป็นจริง คนไทยก็หมดหนทางจะดำรงความเป็นดินแดนนิติรัฐแล้ว ที่เคยหวังว่าตุลาการภิวัตน์ยังมีอยู่จริง คงไม่ใช่แล้ว

ถ้าเป็นจริงเหมือนข่าว เราจะทำยังไงได้บ้างคะ เศร้าค่ะ

‘เพื่อไทย’จัดทีมลงหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเชียงรายเขต 7 แล้ว ไม่ชัวร์‘อิ๊งค์’ลงพื้นที่เอง

‘เพื่อไทย’จัดทีมลงหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเชียงรายเขต 7 แล้ว ไม่ชัวร์‘อิ๊งค์’ลงพื้นที่เอง

‘เพื่อไทย’จัดทีมลงหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเชียงรายเขต 7 แล้ว ไม่ชัวร์‘อิ๊งค์’ลงพื้นที่เอง

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

‘เพื่อไทย’จัดทีมลงหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเชียงรายเขต 7 แล้ว ไม่ชัวร์‘อิ๊งค์’ลงพื้นที่เอง

16 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงรายเขต 7 ว่า ขณะนี้ทางพรรคได้เตรียมความพร้อมแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เราก็ได้มีการพูดคุยกันถึงตัวบุคคลที่จะลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียง โดยเริ่มมีการจัดทีมแล้ว รวมถึงได้คุยกันว่าการเลือกตั้งซ่อมจ.เชียงรายอาจจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งซ่อมจ.ศรีสะเกษด้วยซ้ำ เพราะยังมีประเด็นอยู่ ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีความกังวลในด้านความปลอดภัย จึงยังไม่ได้กำหนดวันในการเลือกตั้งมา

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. จะลงพื้นที่ไปหาเสียงด้วยหรือไม่ หรือต้องรอให้เรื่องคดีความแล้วเสร็จก่อน นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายกฯอยากให้เรื่องคดีความคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา แล้วเสร็จทุกอย่างจบและผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก่อน

‘ทนายเขากระโดง’โต้ปมถูกกล่าวหาอาจผิดมรรยาท ยันทำเพื่อป้องสิทธิประชาชน

‘ทนายเขากระโดง’โต้ปมถูกกล่าวหาอาจผิดมรรยาท ยันทำเพื่อป้องสิทธิประชาชน

‘ทนายเขากระโดง’โต้ปมถูกกล่าวหาอาจผิดมรรยาท ยันทำเพื่อป้องสิทธิประชาชน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

‘ทนายชนินทร์’สวนกลับมรรยาททนายความแค่‘ควันบังตา’ บางคนกลัวความจริงโผล่ในศาล ยันทำเพื่อป้องสิทธิประชาชน และไม่ผิดมารยาททนาย

16 สิงหาคม 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง ได้ออกมาตอบโต้กรณีถูกกล่าวหาอาจเข้าข่ายกระทำผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ ระบุว่า…

“มีการตั้งข้อสังเกตว่าผมเคยดำรงตำแหน่งประธานอนุกฎหมายของการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้ววันนี้มาทำหน้าที่ทนายความให้กับชาวบ้านในคดีเขากระโดง จะเป็นการผิดมรรยาทหรือไม่ ผมขอเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในขณะที่ผมดำรงตำแหน่ง ผมไม่เคยมีหน้าที่ ไม่เคยพิจารณา และไม่เคยเกี่ยวข้องกับคดีเขากระโดงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งผมก็พ้นจากตำแหน่งมานานกว่าสองปีแล้ว

ดังนั้นการที่ผมมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความวันนี้ ไม่ได้ขัดกับกฎหมายหรือข้อบังคับใด ๆ และไม่ใช่การผิดมรรยาทวิชาชีพตามที่มีบางคนพยายามโยง เพราะหน้าที่ของทนายความคือการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนตามกฎหมาย ไม่ใช่การถูกตราหน้าว่าหมดสิทธิ์ว่าความไปตลอดชีวิต เพียงเพราะเคยเข้าไปนั่งเก้าอี้อนุกรรมการในองค์กรรัฐวิสาหกิจมาก่อน

ผมเข้าใจดีว่าการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ไม่ได้เกิดจากความห่วงใยในเรื่องมรรยาททนายความหรอกครับ แต่เพราะมีบางฝ่ายกลัวว่าหากคดีนี้เข้าสู่ศาล ความจริงจะถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน จึงพยายามเบี่ยงประเด็นเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกับตัวผม แต่ผมยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้การปั่นประเด็นเหล่านี้มาบังตาประชาชนได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การโจมตีตัวบุคคล แต่คือการค้นหาความจริงและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชนผู้เดือดร้อนในคดีนี้”