แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“หลายฝ่ายเห็นพ้องว่านี่คือจังหวะเหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลควรหยิบประเด็น MOU 43 และ MOU 44 มาพิจารณายกเลิก เนื่องจากกัมพูชาแสดงออกถึงการไม่เคารพกฎเกณฑ์ด้วยการละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง มีแต่ทางไทยที่พยายามรักษาสิ่งเหล่านี้”

นายไชยชนก ชิดชอบ

สส.บุรีรัมย์ เขต 2 และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

แวดวงนักปกครอง : 16 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 16 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 16 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมฝ่ายปกครองทุกคนเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “8 Quick Wins : 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข”ของกระทรวงมหาดไทย ใน “การจัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล” โดยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T.) ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 จังหวัด และอำเภอ 878 อำเภอ เข้มงวดกวดขัน ตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด หาข่าว ตรวจตรา จับกุมผู้กระทำผิด อีกทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ และป้องกันไม่ให้สถานบริการต่างๆ กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายของยาเสพติด

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด“No Drugs No Dealers” ทั้ง 878 อำเภอยังคงเข้มข้น!…เรือตรีวิทยา เกล้าวิกรณ์ นายอำเภอเมืองอุทัยธานี พร้อมด้วย นางสาวปิ่นประภา กัณหากรณ์ ปลัดอำเภอ นำกำลังฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. ร่วมกับตำรวจ ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด และออกตรวจสถานบริการ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกัน ดำเนินการคัดกรอง และตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยง ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย…นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี สั่งการให้ นายณฐาภพ ยมจินดา และนายธฤต จันทร์จรูญ ปลัดอำเภอ พร้อมสมาชิก อส.อ.บางละมุงที่ 5 ชุดปฏิบัติการพิเศษ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ตรวจสอบเข้มสถานบันเทิงภายในพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อเป็นการป้องปราม สิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พบร้านคาราโอเกะมีพนักงานร้านเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกาย ดำเนินการส่งตัวไปทำประวัติเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูในภายหลัง พร้อมส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป…นายประเชิญ สมองดี นายอำเภอลี้ จ.ลำพูน สั่งการให้ นายมติชน ปัญญาฟูปลัดอำเภอ พร้อมด้วยสมาชิก อส.อ.ลี้ ที่ 5 สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลี้ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุมผู้ค้า/ผู้เสพ และผู้ติดยาเสพติด (สัปดาห์สีแดง) ระหว่างวันที่ 8-15 ส.ค. โดยมีผลการปฏิบัติจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 4 ราย ส่งตัวผู้เสพเข้าบำบัด 2 ราย ยึดของกลางยาบ้า 990 เม็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป…นางสาวญาณิพัชญ์ ศรีโคตร นายอำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี สั่งการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ต.เกาะเกร็ด ต.อ้อมเกร็ด ร่วมปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจพื้นที่และตรวจตู้ราชสีห์ (ตู้ขาว) เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามจุดเสี่ยงต่างๆ เฝ้าระวังแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและป้องปรามอาชญากรรม ผลการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ปกติ

นาย..อำเภอน้อย

องค์กรต้านโกงขอนแก่นไม่ทน แจ้งจับ‘ภูมิธรรม’! ปล่อย‘กัมพูชา’รุกรานประเทศ

องค์กรต้านโกงขอนแก่นไม่ทน แจ้งจับ‘ภูมิธรรม’! ปล่อย‘กัมพูชา’รุกรานประเทศ

องค์กรต้านโกงขอนแก่นไม่ทน แจ้งจับ‘ภูมิธรรม’! ปล่อย‘กัมพูชา’รุกรานประเทศ

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์กรต้านโกงขอนแก่นไม่ทน แจ้งจับ‘ภูมิธรรม’! ปล่อย‘กัมพูชา’รุกรานประเทศ กต.เชิญทูตฟังความจริง เขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ 1เดือนทหารเหยียบ5ครั้ง ผิดกฎออตตาวาร้ายแรง

บัวแก้วนำคณะทูตประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา ลงพื้นที่ “อุบลฯ-ศรีสะเกษ” ดูการทำงานของอีโอดี ในพื้นที่ภูมะเขือ ตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือนที่ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์-รร.ภูมิซรอลวิทยา ยันไทยยึดก.ม.ระหว่างประเทศ พร้อมเปิดข้อเท็จจริงให้ประชาคมโลกรู้ ด้าน มทภ.2 พร้อมพาทูตไปดูจุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ลั่นมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เขมรวางใหม่ สั่งงดเดินเท้าลาดตระเวน หนุนสร้างรั้วกั้นถาวรจุดที่ปักปันเขตแดนแล้ว ขณะที่กต.แจงทูต 41 ปท.1 องค์กรภาคี แจงไทม์ไลน์ไม่ถึงเดือนทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่เขมรมาซุกไว้แล้ว 5 ครั้ง ยันไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นระเบิดใหม่ ไม่ใช่มรดกจากสงครามอย่างที่เขมรอ้าง ฉีกหน้าเขมรไม่ร่วมมือกู้กับระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ ส่วนปธ.องค์กรด้านโกงขอนแก่นเข้าแจ้งจับ ‘ภูมิธรรม’ปล่อยปะละเลยทำให้ต่างชาติรุกรานไทย ทำประเทศเสียหาย-เสียเปรียบในเวทีโลก จากเหตุพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (16 สิงหาคม) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังบรรยายสรุปการทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ภูมะเขือ ก่อนไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ ขอย้ำว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความมุ่งมั่นของไทยในการแก้สถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม

ทหารตรึงกำลัง-กั้นลวดหนามแนวชายแดน

นายจิรายุกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ กองทัพไทยยังวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยไทยอย่างต่อเนื่อง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ เป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดกฎกติการะดับโลกอย่างร้ายแรง

พร้อมพาคณะทูตดูจุดเขมรฝังกับระเบิด

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปการทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ภูมะเขือว่า เราพร้อมอยู่แล้วที่จะให้ผู้แทนนานาชาติเข้าไปดูพื้นที่เกิดเหตุ ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เราเก็บข้อมูลหลักฐานไว้หมดแล้ว ชี้ชัดได้ว่าทหารกัมพูชา เป็นผู้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ทำทหารไทยบาดเจ็บหลายราย

“มีทุ่นระเบิดที่เราเก็บได้ และจะพาไปดูจุดเกิดเหตุที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่เขมรวางเอาไว้ ซึ่งเป็นแผ่นดินไทยและเป็นระเบิดที่นำมาวางใหม่ ขณะนี้เราเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยแล้ว”พลโทบุญสินกล่าว

หนุนกั้นรั้วชายแดน-ชะลอลาดตระเวนใช้ITช่วย

และว่า สำหรับพื้นที่อื่นที่จำเป็นต้องใช้ทหารลาดตระเวนนั้น ระหว่างนี้สั่งการให้เฝ้าตัวทางไกลก่อน ยังไม่ให้เข้าไปพื้นที่ หากเครื่องมือ อุปกรณ์ การตรวจทุ่นระเบิดยังไม่เพียงพอ แต่หากจำเป็นต้องลาดตระเวนให้ใช้เทคโนโลยี โดรน เฝ้าตรวจแทนไปก่อน เพราะไม่คุ้ม พร้อมทั้งใช้ลวดหนามหีบเพลง ที่ได้รับบริจาคกับประชาชนขวางกั้นให้ทั่วถึงทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีโซเชียลมีเดียแชร์รั้วลวดหนามหีบเพลงที่แข็งแรงของประเทศเพื่อนบ้านกับกัมพูชา ของไทยมีโอกาสจะสร้างแบบนั้นได้หรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งหากจะสร้างรั้วแบบนั้น ต้องได้รับความยินยอมกัมพูชา จะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านเราทำได้ ซึ่งบางจุดที่ปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วของไทยก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งอยากให้ทำและทยอยทำไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ยอมรับว่าชายแดนไทย-กัมพูชายาวมากเกือบ1,000 กิโลเมตร ต้องใช้งบประมาณสูง หากทำได้เช่นนั้น จะแก้ปัญหาลดการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ ใช้เทคโนโลยีเป็ดกล้องวงจรปิด ก็จะลดภาระงานของกำลังพล สำหรับปัญหาเรื่องโดรน บินล้ำแดน อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

กต.แจงทูต41ปท.1องค์กรระหว่างปท.

วันเดียวกัน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่อง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 เพื่อให้ข้อเท็จจริงกรณีกัมพูชารอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพถาวร และสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ต้องการชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงและเหตุผลการดำเนินการของไทย

โดยครั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ เชิญคณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียนและภาคีอนุสัญญาห้ามทุนระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออสตาวา รวมทั้งผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุนระเบิดเข้าร่วม มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย เอกอัครราชทูตหรือผู้แทนทั้งหมด 41 ประเทศ 1 องค์กรและองค์การระหว่างประเทศ รวม 61 คนมาเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย

ทั้งนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวเปิดการบรรยายผ่านวิดีโอคอล เนื่องจากติดภารกิจร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบแม่โขง-ล้านช้าง ที่เมืองอันหนิง ประเทศจีน จากนั้นนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์ชี้แจงให้ประชาคมโลกทราบความจริงที่ครบถ้วนว่า การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออสตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคี และความไม่ตั้งใจจริงของกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แม้ฝ่ายไทยจะเสนอให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รมว.ต่างประเทศย้ำถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญาและข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

ย้ำเขมรใช้ทุ่นระเบิดละเมิดอนุฯออตตาวา

นายรัศม์ยังสรุปผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมให้คณะทูตฟัง โดยชี้ให้เห็นผลกระทบของการใช้ทุ่นระเบิด ต่อความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไทยเสนอกัมพูชา 2 เรื่อง 1. เก็บคู่ทุนระเบิด และ 2 ปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ร่วมกัน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินการของฝ่ายไทยที่จัดให้คณะทูตลงพื้นที่สังเกตการณ์ผลกระทบจากการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าของกัมพูชา เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และอีกครั้งคือวันที่ 16 สิงหาคมจัดลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์การใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา

ต่อมาพล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร พร้อมผู้แทนหน่วยปฏิบัติการทุกทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเหตุทหารไทยเหยียบกลับระเบิดที่วางโดยฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ครั้งแรกวันที่ 16 กรกฎาคม พื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ถึงครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พร้อมทั้งให้ข้อมูลภารกิจและการใช้เทคโนโลยี การตรวจสอบการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทย และบทบาทของหน่วยงานปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

และต่อมา นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ได้ให้ข้อมูลความพยายามของฝ่ายไทยที่ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน แต่เหตุการณ์เหยียบกับระเบิดโดยฝ่ายทหารไทยล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเรื่องการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อนมนุษยธรรม ไม่ใช่ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาให้ความสำคัญ โดยไทยได้ประท้วงกัมพูชาในช่องทางการทูตไปแล้ว และผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่อง การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรืออาร์บีซี และรวมถึงการประชุมจีบีซีที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้

ไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปแล้ว99.5%

นางพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศให้ข้อมูลการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาออสตาวาโดยฝ่ายกัมพูชา จากการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตลอดจนชี้แจงข้อเท็จจริงของไทย และการประท้วงของไทยต่อกรณีข้างต้นในเวทีพหุภาคีต่างๆ

ขณะที่นายนิกรเดชกล่าวสรุปประเด็นสำคัญของการบรรยายครั้งนี้ว่า มี 6 เรื่อง เรื่องแรก ไทยยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศและพร้อมปฎิบัติตามพันธะกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด รวมถึงพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาออสตาวา ในการกำจัดทุ่นระเบิด ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและมนุษยธรรมสำหรับประชาชน ถึงปัจจุบันไทยเก็บกู้พื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดไปแล้วกว่า 99.5% ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2500 ตารางกิโลเมตร และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

1เดือนทหารไทยเหยียบระเบิด5ครั้ง

2. ช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมาทหารไทยต้องเหยียบกับระเบิดที่วางโดยฝ่ายกัมพูชามาแล้ว 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 16 วันที่ 23 และ 28 กรกฎาคม และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 และ 12 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ทุพพลภาพถาวร 5 ท่าน และมีผู้ได้รับบัตรเจ็บหลัก 10 คน โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่าทุ่นระเบิดที่พบบริเวณชายแดนเป็นทุนระเบิดประเภท PMN2 ที่ถูกนำมาวางใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่เป็นมรดกจากสงครามในอดีต อย่างที่เขมรอ้าง และขอย้ำว่าฝ่ายไทย ไม่มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในครอบครองแล้ว

3. ประเทศไทยได้ประท้วงกัมพูชาในช่องทางต่างๆ ทั้งกรอบอนุสัญญาออสตาวา ประท้วงไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ ประท้วงไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ รวมทั้งยังละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธะกรณีตามอนุสัญญาออสตาวา ที่ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี อีกทั้ง ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดให้ทั้งสองประเทศยุตติใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงถ้วยระเบิดสังหารบุคคลด้วย

4. กัมพูชาปฏิเสธหารือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ ตามที่ไทยเคยเสนอการประชุมจีบีซีสมัยวิสามัญที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจและไม่จริงใจของเขมร ไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออสตาวา และข้อตกลงหยุดยิงทันที แสดงความจริงใจฟื้นฟูสันติภาพบริเวณชายแดน และร่วมมือกับไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน

หวังปท.สมาชิกออตตาวาบี้เขมรกู้ระเบิด

5. ประเทศไทยหวังว่า ประเด็นเรื่องการเก็บคู่ทุนระเบิดจะได้รับการพิจารณาในการประชุม อาร์บีซี และ จีบีซี ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ เป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย และ6. วันที่ 16 สิงหาคมนี้ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดให้คณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออสตาวา และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ที่มีภารกิจด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สังเกตการณ์ความเสียหาย ที่เกิดเกิดจากการใช้ทุ่นระเบิดของเขมร ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะได้นำหลักฐานเชิงประจักษ์กลับไปพิจารณาทบทวนให้ความช่วยเหลือกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างรอบคอบ รวมทั้งกดดันให้กัมพูชาในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญาแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้

ฉะเขมรเลิกปล่อยข่าวปลอม

นายนิกรเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเขตแดนและความตึงเครียดต่างๆกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกลทวิภาคีที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาร์บีซี จีบีซี หรือเจบีซี ไทยจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยความจริงใจและความสุจริตใจ และหวังให้กัมพูชาแสดงความจริงใจและสุจริตใจในกลไกเหล่านี้เหมือนกัน และฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนอกจากจะขัดเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิง ที่กำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมแล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อการสร้างภาวะที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาและลดความตึงเครียดที่มีอยู่

แนวทางเปิด-ปิดด่านให้รอดูหลังถกจีบีซี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีพล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุจะยังไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าตนเองจะเกษียณอายุราชการ แนวทางรัฐบาลเป็นอย่างไรว่า รัฐบาลชัดเจนอยู่แล้วว่ารอให้การประชุมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี)เกิดขึ้นก่อน ค่อยว่าไปตามนั้น ตามกระบวนการ สสส่วนเรื่องการล้อมรั้วชายแดน ประชาชนบางส่วนสนับสนุนให้ทำเป็นกำแพงถาวรไปเลยนั้น ให้รอการเจรจาเรามีกระบวนการอยู่ ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่ความปรารถนาจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที

ส่วนกรณีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เชิญทูตต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สนับสนุนกัมพูชา เราพยายามชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด และพยายามสื่อให้เขาเลิกสนับสนุนเขมรจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงเราก็เสนอได้ เรายื่นประท้วงไปแล้วว่าเขมรละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งทำได้ ไม่มีปัญหา และเราควรทำ ขณะนี้เรายื่นประท้วงไปแล้ว ประเด็นนี้คงไม่มีปัญหา รอให้เรื่องเกิดขึ้น ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะใช้คุยในคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) และจีบีซี

มั่นใจเครดิตไทยในประชาคมโลกดีกว่าเขมร

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยร้องเรียนองค์กรระหว่างต่างประเทศไปแล้ว องค์กรเหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า หลายองค์กรติดตามแล้ว บางองค์กรเรียกประชุมกัน ขณะนี้ในกระบวนการทางด้านการทูตก็มีกระบวนการของเขาอยู่ แต่ทั้งหมดนี้อย่างที่ตนเคยบอกให้เก็บหลักฐานทั้งหมด และจะเอาไปใช้ในช่วงเวลาหรือกระบวนการที่เหมาะสมที่ต้องทำ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ทำความเข้าใจกับนานาประเทศ เราเองเชิญทูตมาดู มาพบ มาเห็น ส่วนใหญ่ประเทศไทยยืนอยู่ในจุดที่นานาประเทศเข้าใจเรา ให้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่า ตนเชื่อว่าประชาคมโลก เครดิตของประเทศไทยเป็นเครดิตที่ได้รับการยอมรับมากกว่า ทั้งพฤติกรรมและกระบวนการ ไทยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนทางกฎหมายมาตลอด แม้ว่าอาจมีเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนน้อยไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ในทางการทูตและทางกฎหมาย เรายื่นเรียบร้อยกว่าทุกอย่าง

ปธ.ต้านโกงขอนแก่นแจ้งความ‘ภูมิธรรม’

ที่ สภ.เมืองขอนแก่น นายตุลย์ ประเสริฐศิลป์ ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นภาคพลเมืองจังหวัดขอนแก่น พร้อมนายชัยชนะ ทัศนนิยม ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย นายอภิชัย เพชรสม และ นายวีระศักดิ์ สายทอง แกนนำองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นฯเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.119,120,124,157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง

นายตุลย์กล่าวว่า การมาร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรมครั้งนี้ ด้วยเรื่องเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด แต่ว่ารักษาการนายก ไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเอง ปล่อยปะละเลยทำให้ต่างชาติรุกรานประเทศไทยได้ทำให้ประเทศไทยเสียเอกราช ถ้ามองดูการทำงานฝ่ายทหารจะเห็นว่าฝ่ายไทยเข้าไปยึดพื้นที่กลับมา นั่นแปลว่าเราเสียเอกราชไปแล้ว แต่ว่าทหารได้ไปยึดกลับมา 11 แห่ง ยืนยันโดยทหาร การรักษาการนายกรัฐมนตรีต้องปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติให้มั่นคง แต่ที่ทหารขาขาด บาดเจ็บ ประชาชนล้มตายทรัพย์สินเสียหาย นั่นคือความร้ายแรงของผู้รักษาการนายกฯต้องทำ และต้องปกป้องให้ได้แต่ไม่มี มีแต่ไปเข้าข้างศัตรู โดยเฉพาะกัมพูชานั่นเป็นโทษร้ายแรงมาก

“เราจำเป็นต้องปกป้องรักษา โดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 เรามากล่าวโทษร้องทุกข์วันนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการอย่างเคร่งครัดคือ มาตรา 157 119 120 124 ส่วนกรณีรักษาการนายกฯไปให้สัมภาษณ์ประเด็นต่างๆคือการไปเข้าข้างศัตรูอย่างร้ายแรงโทษมาตรา 119 คือ ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต”นายตุลย์กล่าว

ซัดเป็นรักษาการนายกฯแต่ชี้แจงแทนเขมร

และว่า การที่นายภูมิธรรมไปกล่าวว่ากัมพูชาไม่ได้ตั้งใจยิงหรือยิงแบบต่างๆนั่นเป็นการคุมคามรุกรานอย่างร้ายแรง ตามกฎหมายระหว่างประเทศยอมรับไม่ได้ มันคืออาชญากรสงครามเราต้องร้องไปที่ ไอซีซี หรือ กฎหมายระหว่างประเทศที่ดำเนินการกันอยู่ตอนนี้ อยากให้ดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม จากบทสัมภาษณ์ว่า เขมรไม่ได้มีการล็อกเป้าวิถียิงแบบกระจาย โดยเฉพาะข้อความสุดท้ายบอกว่าไม่ได้ตั้งใจยิงใส่โรงพยาบาล นายภูมิธรรมมีหน้าที่ต้องไปตอบแบบนี้หรือไม่ คนที่จะตอบแบบนี้คือฝั่งเขมร แต่นายภูมิธรรมตอบแบบนี้เสมือนว่าไปตอบแทนฝั่งกัมพูชาแล้ว และมีบางส่วนจะนำนายกฯภูมิธรรมเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายตุลย์กล่าวอีกว่า ถ้าฮุนเซนเอาบทสัมภาษณ์นี้ไปบอกศาลว่า รักษาการนายกฯไทยตอบแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจ ศาลจะฟังใครเพราะเราไปตอบเองเสียแล้ว เราไปตอบแทนฝั่งกัมพูชาแล้ว นายภูมิธรรมไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตั้งใจยิงหรือไม่ ที่สำคัญยังไปบอกทหารอีกว่าการลาดตระเวนที่ขาขาดเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น เราในฐานะคนไทยถ้ารับกับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร วันนี้ทุกคนจึงมีเจตนาจะให้ดำเนินคดีนายภูมิธรรมตามเอกสารที่แนบมานี้

มติปชน.-ภท.คว่ำงบ’69 ​ซัดไม่สอดรับสถานการณ์

มติปชน.-ภท.คว่ำงบ’69 ​ซัดไม่สอดรับสถานการณ์

มติปชน.-ภท.คว่ำงบ’69 ​ซัดไม่สอดรับสถานการณ์

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มติปชน.-ภท.คว่ำงบ’69 ซัดไม่สอดรับสถานการณ์

มติ “ปชน.” คว่ำงบฯ’69 ซัดไม่สอดรับสถานการณ์ ติงหลายโครงการสามารถ “ลด-ละ-เลื่อน” ได้ สำรองเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินจำเป็น ชี้รบ.ไม่ยอมแก้แม้แต่มาตราเดียว “ภูมิใจไทย” มีมติโหวตคว่ำ งบฯ’69 ทำเพื่อประชาชนน้อย! “พริษฐ์” ชงตัดงบก่อสร้างอาคารสำนักงานศธ.15 จังหวัด เปลี่ยนเป็นเช่า แก้ปัญหาตึกเก่าทรุดโรม-ย้ายเข้าตึกใหม่ได้เร็วกว่า ด้าน “ปารมี” โร่ฟ้องประชาชน “สพฐ.” หั่นงบปรับปรุงอาคารเรียน‘เด็กพิเศษ แทนลดงบโครงการซ้ำซ้อน หั่นงบสธ.จัด‘โอซาก้าเวิล์ดเอ็กซ์โป’ขอเงินสูง ไม่คุ้มค่า ปชช.ไม่ได้ประโยชน์

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ เป็นการพิจารณาในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ

โดย นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ตนขอปรับลดงบประมาณโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด 15 จังหวัด มูลค่ารวม 375 ล้านบาทโดยเสนอให้เปลี่ยนจากวิธีการก่อสร้างอาคารใหม่ มาเป็นวิธีการเช่าสถานที่ใหม่หรือด้วยวิธีการอื่น โดยย้ำชัดๆว่าทางตน และกรรมาธิการทุกคนเห็นตรงกันว่าสถานที่ทำงานของศึกษาธิการจังหวัดใน 15 จังหวัด ปัจจุบันมีปัญหาจริง เรามีความจำเป็นที่จะต้องหาที่ทำงานใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่ตนและกรรมาธิการเห็นต่างกันอยู่คือ ทางออกปัญหานี้ ควรเป็นการก่อสร้างอาคารใหม่ 15อาคาร หรือควรหาสถานที่ใหม่ด้วยวิธีอื่น โดยให้2เหตุผล ว่า ทำไมเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างใหม่ขึ้นมาถึง15 อาคาร

ปชน.ค้านศธ.สร้างตึกใหม่15จังหวัด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 2เหตุผล มีดังนี้ 1.ความคุ้มค่าของงบประมาณ หากศึกษาธิการจังหวัดนั้นเป็นหน่วยงานที่จะทำงานต่อในรูปแบบเดิมไปอีก 100ปี ถ้าเป็นเช่นนี้ตนคิดว่าทางเลือกในการลงทุนสร้างอาคารใหม่ก็พอรับฟังได้ แต่ข้อเท็จจริงที่พวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้รับรู้กันก็คือในร่างพ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่ทุกพรรคการเมืองได้เสนอเข้ามาที่สภาและคาดว่าจะถูกพิจารณาในสภาเร็วๆนี้ ทางเลือกที่ 2 คือ หาสถานที่ใหม่ในการเช่า ในเอกสารงบประมาณจะค้นพบว่า 15 อาคารที่ผมพูดถึง มีการตั้งงบประมาณเฉลี่ยที่อาคารละ 25 ล้านบาท หากเราหาสถานที่ใหม่ในการเช่า ด้วยค่าเช่าที่ 50,000บาทต่อเดือน 25 ล้านบาทก็จะทำให้เราเช่าสถานที่ได้ประมาณ 40 กว่าปี หรือถ้าเราหาสถานที่เช่าใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 100,000 บาทต่อเดือน 25 ล้านบาทนี้ก็จะทำให้เราสามารถเช่าสถานที่ได้กว่า 20 ปี” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เหตุผลที่ 2.เรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ หากสถานที่ทำงานปัจจุบันมีความทรุดโทรม ถึงขั้นไม่มีความปลอดภัยในการทำงานต่อการจะแก้ปัญหานี้ด้วยการก่อสร้างอาคารใหม่ก็จะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างประหลาด ไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ เพราะหากเราของบมาใช้ในการก่อสร้างอาคารใหม่ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะสร้างเสร็จและสามารถย้ายเข้าได้ แต่ในทางกลับกันหากเราของบประมาณมาหาสถานที่ใหม่เพื่อเช่า ถ้าเราหาได้ก็สามารถย้ายเข้าทำงานในที่ใหม่ได้ทันที และหากเราให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเจ้าหน้าที่จริงๆ การใช้วิธีการเปลี่ยนงบประมาณในปี 2569 ที่เป็นงบก่อสร้างมาเป็นงบในการเช่าสถานที่ใหม่แทนก็น่าจะตอบโจทย์ที่สุดหรือในกรณีแย่ที่สุดที่เราไม่สามารถแปรงบฯปี69 ที่เป็นงบก่อสร้าง มาเป็นงบในการเช่าสถานที่ใหม่ได้ การใช้งบปี70 มาเช่าสถานที่ใหม่น่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ย้ายเข้าไปในสถานที่ใหม่ได้เร็วกว่าการใช้งบ 69 มาก่อสร้างอาคารใหม่ด้วยซ้ำ

เช่าคุ้มค่ากว่า-เข้าทำงานได้เร็วกว่า

นายพริษฐ์ กล่าวแรกว่า ตนพูดแบบนี้เพราะได้ทำการบ้านมา ไปย้อนดูในบรรดา 8จังหวัดที่เคยได้งบก่อสร้างสำนักงานศึกษาจังหวัด งบ68 สำรวจเบื้องต้นมีแค่ 1-2 จังหวัดเท่านั้นที่มีการสร้างอาคารเสร็จแล้ว และทางสำนักงบก็ชี้แจงมาว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะย้ายเข้าไม่ได้ก่อนต้นปี 2569 หมายความว่า หากการก่อสร้างอาคารในงบ 69 นั้นใช้เวลาเท่าๆกัน แม้เราอนุมัติงบก่อสร้างในวันนี้ อาคาร 15 อาคารใหม่ ก็จะยังสร้างไม่เสร็จ และยังไม่สามารถย้ายเข้าไปได้จนกว่าจะถึงต้นปี 2570 แต่ในทางกลับกัน แม้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่เราต้องรอถึงพ.ร.บงบ 70 ในการตั้งงบมาเช่าสถานที่ใหม่ แต่หากหน่วยงานทำงานเร็ว และเตรียมการล่วงหน้าหน่วยงานนั้นสามารถเตรียมการดำเนินการหาสถานที่ใหม่และย้ายเข้าสำหรับเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 70 หรือไตรมาส 4 ในปี 2569 หรือเร็วกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความคุ้มค่าของงบประมาณหรือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ตนเห็นว่าการหาสถานที่ใหม่มาเช่านั้นตอบโจทย์ กว่าการก่อสร้างอาคารใหม่ สำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดใน 15 จังหวัด และเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการเห็นต่างกันเยอะ และในวันนี้ที่สภาผู้แทนเราจะต้องลงมติเรื่องนี้

หั่นงบสพฐ.ใช้สร้างอาคารเรียน

ด้าน นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนขอเสนอให้ตัดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในส่วนของโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโพลิโอ ค่าจ้างเหมาบริการจัดหาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งอนุกมธ.ตัดงบจาก 109ล้านบาท เหลือ 99ล้านบาท ซึ่งตนมองว่าตัดงบน้อยไปเพราะสามารถปรับลดงบประมาณได้อีกหรือชะลอทั้งโครงการ เพราะเป็นโครงการซ้ำซ้อนกับงบประมาณปี 2568จนนักเรียนและครูไทยมีสื่อดิจิทัลมากเกินจำเป็นอีกทั้งสื่อดิจิทัลเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์สามารถสืบหาได้จากอินเตอร์เน็ตทั่วไปที่ ขอตัดลดงบโครงการ แต่ที่ประชุมอนุกมธ.ไม่ยอมรับ และให้สพฐ.ปรับแบบวงเงินรวมทำให้ สพฐ.ปรับลดงบก่อสร้างอาคารโรงเรียน14แห่งที่ผุผัง เสาไฟ สายไฟระเกะระกะ มีข่าวนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอาคารที่ผุพัง และตนขอฟ้องประชาชนด้วยว่า สพฐ.ลดงบปรับปรุงอาคารเรียนของเด็กบกพร่องทางการได้ยินและเด็กพิเศษที่เป็นกลุ่มเปราะบางและได้รับงบสพฐ.น้อยอยู่แล้ว

ชี้จัดโอซาก้าเวิล์ดเอ็กซ์โปไม่คุ้มค่า

เวลา11.20น.ได้พิจารณาในมาตรา 25 งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานในสังกัด วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาทโดยนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอตัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ในโครงการโอซาก้าเวิล์ดเอ็กซ์โป 2025 วงเงิน 247 ล้านบาท เพราะไม่คุ้มค่า เนื่องจากเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนเพื่อจัดโรดโชว์ให้ต่างชาติเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของเอกชน ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวพบว่าเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566-2569 มีวงเงินรวม 973 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่ามีการดำเนินงานที่ไม่คุ้มกับโครงการสำคัญระดับพันล้านบาท ที่ถือเป็นหน้าเป็นตาประเทศ และมาประชุมกันในวันใกล้ที่จะจัดงานคือวันที่13เม.ย.ที่ผ่านมา นี่ทำงานกันแบบนี้หรือ แบบนี้เรียกชุ่ย

“ในเอกสารของบฯบอกว่าเป็นงานใหญ่ ระดับโลก รัฐบาลให้ความสำคัญ แต่กว่ารัฐมนตรีจะไปเปิดงาน คือหลังจากที่เปิดงานไปแล้ว 11 วัน ขณะที่วันเปิดงาน 13 เม.ย. กลับส่งระดับรองอธิบดีไปแทน สำหรับรายการของการจัดแสดงนั้นผมมองว่าไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ และไม่แปลกที่การจัดงานหรือทำงานแบบนี้ จะทำให้ถูกวิจารณ์ว่างานไม่มีประสิทธิภาพ อาคารสวย แต่คอนเทนต์ราชการ และพบว่าโครงการมีการสืบราคา ก่อนเจาะจงจ้าง 4 วัน ปีนี้มาของบอีก 200 กว่าล้าน ไม่สามารถผ่านงบได้ เพราะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน” นายสหัสวัต กล่าว

ด้าน นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน เสนอตัดงบส่วนโครงการเดียวกัน เพราะมองว่า งบที่เสนอขอ 235 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาจัดงาน 13 วัน ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันการจัดงานในปีที่ผ่านมาพบว่าถูกวิจารณ์อย่างหนัก เช่น การจัดงานภายในไม่เหมาะสม ไม่มีคนบรรยาย ไม่เกิดประโยชน์ วงเงินที่เสนอขอมานั้น ปี69 ใช้ 247ล้านบาท เป็นค่าบริหาร12 ล้านบาท ค่าดำเนินการ จัดนิทรรศกาล 235 ล้านบาท เปรียบเทียบปี67 ใช้ไป 134ล้านบาทและงบปี 68 ตั้งงบ 555 ล้านบาท จัดแสดงจริงระหว่าง 13 เม.ย. – 30ก.ย.นับ 171วัน เมื่อเปรียบกับงบที่ขอปี2569 จัดแสดง 13วัน คุ้มค่าหรือไม่

มติปชน.คว่ำงบไม่สอดรับสถานการณ์

เวลา 13.00น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพรบ.งบปฯในวาระ3ว่า พรรคปชน.มีมติการลงคะแนนไม่เห็นชอบในวาระ 3 หรือคือการคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 โดยมีจุดยืนดังนี้ เนื่องจากหากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ และมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเตรียมความพร้อมของงบฯ 69 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด แต่ทางรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเองก็ดี ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด หากประชาชนติดตามการอภิปรายตลอดสองวันที่ผ่านมา รวมถึงช่วงเช้าของวันนี้ จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติที่เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็นซึ่งสามารถที่จะลด ละ เลื่อน โครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเตรียมงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็น และเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ แต่ว่าท้ายที่สุดเรายังเป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณได้แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระ 3 พรรคประชาชนยืนยันคว่ำ ไม่เห็นชอบกับงบประมาณปี 2569

มติภท.โหวตคว่ำ ‘งบฯปี69

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของการจัดทำงบประมาณฉบับนี้ หากดูรายละเอียดส่วนใหญ่เป็นงบก่อสร้าง และงบครุภัณฑ์ แต่เป็นงบเพื่อประชาชนจริงๆมีน้อยมาก นอกจากนี้ ในส่วนของงบกลางก็ไม่มีที่มา และไม่รู้ที่ไปของงบประมาณ ซึ่งพรรคมีข้อติติงไปแล้ว โดยเฉพาะงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ไม่มีความเป็นธรรม และไม่รับฟังถึงเหตุผล

‘ศรีฯ’บุกกกต.จี้สอบซื้องูเห่า10ล้าน

เวลา 10.00น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สืบสวนและไต่สวนกรณีมีคลิปเสียงสาวปริศนาเจรจาการซื้อเสียงโหวตจาก ส.ส.ว่อนอินเทอร์เน็ต อันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นพฤติการณ์ของการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงและจะทำลายระบบพรรคการเมืองโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อโหวต สส.พรรคประชาชน เพื่อให้ลงมติผ่านร่างกฎหมายของรัฐบาล และต่อมามี สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความยอมรับว่ามีการขอซื้อโหวตจริง เป็นเงินสด 10กิโลกรัมแลกกับการลงมติร่างพรบ.งบฯ ซึ่งกำลังจะมีการโหวตวาระ2และ3 รวมทั้งการโหวตร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…หรือกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในอนาคต

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าว น่าจะทำกันอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งหาก กกต.จะดำเนินการสืบสวน หรือไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ สามารถทำได้อย่างง่าย เพียงเรียก สส.พรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเผยตัวและยอมรับว่า ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับสาวปริศนานั้นมาสอบสวนหาความจริง โดยเช็คเบอร์โทรศัพท์ต้นเสียงปลายทางจากระบบเครือข่ายเจ้าของค่ายมือถือก็จะรู้ความจริงได้ว่าเป็นใคร และมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองใหญ่คนใด พรรคการเมืองใด โทรไปคุยรับงานสั่งจากใครบ้าง อย่างไรก็ดีตาม พรป.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2560 มีอย่างน้อย 2มาตรา บัญญัติโทษเกี่ยวกับการซื้อตัว ส.ส. เอาไว้ คือ มาตรา 30 ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด สมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะสมาชิกและมาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากพรรค การเมืองหรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก

เตือนโทษคุก5ปี-อาจถึงขั้นยุบพรรค

โดยมีบทลงโทษมาตรา109 ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา30 หรือ31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน5ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5ปี การกระทำดังกล่าวหากผู้สั่งการมาจากคนของพรรคการเมืองก็อาจถูกสั่งยุบพรรคได้ ตามมาตรา 92 พรบ.พรรคการเมืองฯ ระบุไว้ว่า เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง คือกระทำการฝ่าฝืนมาตรา30 เมื่อศาลไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น หมายความว่า ถ้ากกต.สืบสวนสอบสวนหาหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า มีการใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในการซื้อตัวหรือซื้อโหวตส.ส.จริง ทั้งผู้ให้และผู้รับจะต้องมีความผิดตามมาตรา30และ31 โทษสูงสุดคือติดคุก ส่วนโทษทางการเมืองคือพรรคที่ซื้อตัวอาจถูกยุบได้

เชื่อ‘อิ๊งค์’ไปศาลเอง เลขานายกฯโวลั่น-คุยทำเพื่อชาติ 21ส.ค.นัดไต่สวนคดีคลิปฮุนเซน

เชื่อ‘อิ๊งค์’ไปศาลเอง เลขานายกฯโวลั่น-คุยทำเพื่อชาติ  21ส.ค.นัดไต่สวนคดีคลิปฮุนเซน

เชื่อ‘อิ๊งค์’ไปศาลเอง เลขานายกฯโวลั่น-คุยทำเพื่อชาติ 21ส.ค.นัดไต่สวนคดีคลิปฮุนเซน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เชื่อ‘อิ๊งค์’ไปศาลเอง
เลขานายกฯโวลั่น-คุยทำเพื่อชาติ 
21ส.ค.นัดไต่สวนคดีคลิปฮุนเซน

“แพทองธาร” ยังคงปิดปากนิ่งไม่ตอบจะไปเดินทางไปศาล รธน. ตามที่มีการนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับ“ฮุนเซน” ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ หรือไม่ ด้าน “เลขานายกฯ” เผย มีแนวโน้ม “อิ๊งค์” จะไปชี้แจงศาลเอง ย้ำทุกอย่างทำด้วยเจตนาดี-เพื่อประเทศชาติ ขณะที่ “สมชาย” อดีตสว. ระบุ มีความผิดชัด นึกไม่ออกว่าจะรอดได้อย่างไร “สมชัย”อดีตกกต. ชี้เสี่ยงเป็นคดีอาญามั่นคง หากศาลตัดสินให้มีความผิด จะมีโทษหนัก “จตุพร” ชี้สถานการณ์การเมืองเดือนสิงหาคม 2568 ชี้ชะตาสองพ่อลูกตระกูลชิน คาดหากเกิดพลิกขั้วอำนาจ “อนุทิน”มีสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ คนต่อไป สส.พรรคเพื่อไทยอาจเทเสียงโหวตสวนมติพรรค

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ระหว่างที่ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วันสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรียังคงไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน

เมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามว่าในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จะเดินทางไปด้วยตนเองหรือไม่โดยนายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามใดๆ นอกจากยิ้มให้ก่อนเดินขึ้นไปที่ห้องรับรองของอาคารรัฐสภา

เลขานายกฯคาด“อิ๊งค์”ไปศาลเอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีคลิปเสียง ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. นายกฯจะไปเองหรือไม่ ว่า ถึงเวลาก็รู้เอง เชื่อว่านายกฯ ตัดสินใจเอง ซึ่งแนวโน้มคงไปเอง

เมื่อถามว่า ในฐานะทีมงานของนายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เราด้วยความบริสุทธิ์ใจทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเจตนาดี ตนเชื่อว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญ

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่หลังพยานเสนอไป 5 คนแต่ศาลรับให้ไต่สวนเพียงเลขา สมช.เพียงคนเดียว นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนว่าแล้วแต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น

“ชูศักดิ์”ย้ำเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร ต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับฮุน เซน ว่า เป็นคำชี้แจงที่เป็นไปตามข้อเท็จจริง น.ส.แพทองธาร ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศลดน้อยลงอะไรเลย ข้อเท็จจริงก็เป็นข้อที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไป

เมื่อถามว่า วันที่ 21 ส.ค. ที่ศาล รธน. เรียกไต่สวนพยาน นายกฯ ควรต้องไปเองหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ ไปก็ได้หรือมอบหมายก็ได้ เช่น ให้ทนายหรือนักกฎหมายไป

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ไปด้วยตนเอง กับมอบหมายไป อย่างไหน จะได้เปรียบมากกว่ากัน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเคลียร์หรือไม่ ชัดเจนหรือยัง

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการพูดถึงแผน 1 หรือแผน 2 หรือไม่ หาก น.ส.แพทองธาร ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดเลย และอย่าไปคาดเดา ให้ถึงเวลาก่อน เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็แจ้งปัญหากันไป ซึ่งขณะนี้ยังมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้

“สมชาย”ชี้“อิ๊งค์”หวังรอดตามรอยพ่อ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #อุ๊งอิ๊ง #ต้องลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย อ่านข่าวคำชี้แจงของแพทองธาร ชินวัตร ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว เห็นว่า เธอพยายามแก้ต่างต่อศาลว่า กระทำไปตามคำแนะนำของคนอื่น เพื่อเป็นแนวทางให้ศาลวินิจฉัยว่า “บกพร่องโดยสุจริต” แบบเดียวกับคดีที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญในอดีต ที่เคยวินิจฉัย 8:7 ให้นายทักษิณชนะคดีซุกหุ้นคนขับรถ คนใช้ 8:7 ว่า “บกพร่องโดยสุจริต”

งานนี้“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ทีมงานศรีธนญชัยทางกฎหมาย คงจะเดินทางตามรอยเดิม พร้อมกระบวนการปล่อยข่าวลือ ถุงขนมมากมาย หลายร้อย หลายพันกิโล ถึงขนาดโต๊ะพนันรับแทงไม่อั้นว่ารอด 5:4 ด้วย“บกพร่องโดยสุจริต”เหมือนกันแน่

ชี้ผิดชัด-นึกไม่ออกจะรอดได้อย่างไร

ส่วนตัวผมไม่เชื่อเช่นนั้น และยังมั่นใจว่า การที่อุ๊งอิ๊งค์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ส่วนตัวไปคุยปรึกษาความลับราชการแผ่นดินกับฮุนเซน และการพบปะพูดคุยกับนายฮวด รองนายกเทศมนตรี กรุงพนมเปญ ที่รร.โรสวู้ด ในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะต่อโทรศัพท์ 3 สายคุยกับฮุนเซน นั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด 3 เรื่องความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักรไทยแน่นอน ซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 10 ปี จำคุกตลอดชีวิตจนถึงประหารชีวิต

ส่วนคดีที่สว.ร้องนั้น หลักฐานที่ปรากฎต่อสื่อมวลชน และชัดเจนว่า เป็นคลิปเสียงทั้งสองฝ่ายจริงนั้น เป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับจริยธรรมข้าราชการเมือง ในหลายประเด็นอย่างชัดเจน เป็นเหตุที่ศาลจะวินิจฉัยให้อุ๊งอิ๊งค์ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีเพราะ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรมร้ายแรง ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก

อาจมากถึง 9:0 หรือ 8:1 หรือ 7:2 ด้วยหลักฐานที่ชัดเจนมากมัดตัวขนาดนี้

ด้วยความเคารพศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด ส่วนตัวยังนึกไม่ออกว่า จะรอดได้อย่างไรและสงสัยว่าคำวินิจฉัยว่า ไม่ผิดนั้น จะเขียนอธิบายให้เข้าใจชัดเจนอย่างไร

นำคำถอดเทปของแท้ให้อ่านกันชัดๆ

ผมจึงขอนำคำถอดเทปฉบับของแท้ที่แปลภาษากัมพูชาอย่างถูกต้องและเป็นทางการของหน่วยราชการความมั่นคงของไทย มาให้ท่านทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชน และประชาชนได้รับทราบ

ทุกท่านลองอ่านเปรียบเทียบคลิปเสียงอย่างละเอียด ช้าๆชัดๆ จะสามารถเข้าใจถ่องแท้ว่า ในเนื้อหาคำพูดที่ใช้สื่อสารกันจริงๆ นั้น เป็นเทคนิคการเจรจาความระหว่างประเทศ ที่มีปัญหาข้อพิพาทการสู้รบไทยกัมพูชามีชีวิตประชาชนและทหารไทย เป็นเดิมพันนั้น เป็นเรื่องแก้ตัวพอรับฟังว่า “บกพร่องโดยสุจริต”หรือ เป็นเรื่องเท็จที่อ้างเพื่อไม่ต้องการรับผิดทางกฎหมายครับ

สุดท้าย เพื่อพิสูจน์ความจริงทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ต่อคดีและประโยชน์ต่อสาธารณะ ในวันที่ 21 ส.ค.2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกไต่สวนพยาน 2 ปากคือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั้น ขอกราบเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ควรอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านสื่อในการไต่สวนบุคคลทั้ง 2 ราย ให้พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศ ได้รับทราบไปพร้อมกันด้วยครับ ด้วยความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม

“สมชัย”เตือนเสี่ยงเป็นคดีอาญามั่นคง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร ระบุว่า…ปะไว้ก่อน คำร้อง คดีอาญา ที่อดีต สว.สมชาย แสวงการ และคณะ ร้องต่อกองปราบ กรณีคลิปเสียงแพทองธาร อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่องในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด เนื่องจากเหตุผลที่ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร”

ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร

มาตรา 120 ระบุว่า ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 121 ระบุว่า คนไทยคนใดกระทำการรบต่อประเทศหรือเข้าร่วมเป็นข้าศึกของประเทศ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 122 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่ออุปการะแก่การดำเนินการรบหรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี

ถ้าการอุปการะนั้นเป็นการ

(1) ทำให้ป้อม ค่าย สนามบิน ยานรบ ยานพาหนะ ทางคมนาคม สิ่งที่ใช้ในการสื่อสาร ยุทธภัณฑ์ เสบียงอาหาร อู่เรือ อาคาร หรือสิ่งอื่นใดสำหรับใช้เพื่อการสงครามใช้การไม่ได้หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก

(2) ยุยงทหารให้ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ ก่อการกำเริบ หนีราชการหรือละเมิดวินัย

(3) กระทำจารกรรม นำหรือแนะทางให้ข้าศึก หรือ

(4) กระทำโดยประการอื่นใดให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ

ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 123 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

มาตรา 124 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้ หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสารหรือสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงคราม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

“จตุพร”ฟันธง“อิ๊งค์”ไม่ไปศาล21ส.ค.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยระบุถึงสถานการณ์ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลนัดตัดสินคดีในเดือน ส.ค.นี้ว่า มีผลออกมาเป็นบวกหรือลบก็ตาม ย่อมไม่เป็นคุณกับอำนาจของพ่อ-ลูกและพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม คดีของนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ ศาล รธน.นัดไต่สวนวันที่ 21 ส.ค. และกำหนดวันวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ ส่วนคดี ม.112 ของทักษิณ ศาลอาญาชั้นต้นตัดสิน 22 ส.ค. นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอนว่า ศาลจะตัดสินออกมาเป็นบวกต่อทักษิณและนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ โดยตนเชื่อว่า นายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ ไม่ไปไต่สวนตามที่ศาล รธน. นัด 21 ส.ค. นี้ เพราะมีปัญหาความจำและการให้ปากคำในศาลไม่สามารถอ่านคำชี้แจงจากเอกสารหรือไอแพดได้ อีกอย่างหากถูกศาลซักถามแล้วให้ปากคำไม่ตรงหรือขยายความเห็นออกไปนอกเหนือคำชี้แจงแล้ว คงเกิดปัญหาตามมา

แม้คำตัดสินเป็นบวกแต่“อิ๊งค์”ยังหนัก

ถัดจากนั้นวันที่ 22 ส.ค. ศาลอาญาชั้นต้นตัดสินทักษิณ คดี ม.112 ในฐานะตนมีประสบการณ์ขึ้นศาลมากกว่า จึงขอบอกว่า การพิจารณาคดีของศาลไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งสถานการณ์สามารถพลิกเปลี่ยนจากความแน่นอนแปรผันเป็นไม่แน่นอนได้เสมอ ถ้าคำตัดสินวันที่ 22 ส.ค.เป็นบวกแล้ว นายทักษิณจะเกิดแรงฮึด คิดอ่านดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่สามของพรรคเพื่อไทย มาเป็นนายกฯ แล้วเดินหน้าเป็นรัฐบาลต่อไปได้ แต่ถ้าผลตัดสินเป็นลบ พรรคร่วมคงอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจกันแล้ว

“สิ่งสำคัญ ภายในวันที่ 29 ส.ค. ถ้านายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ ยังไม่ลาออกจากนายกฯ แม้ศาล รธน.วินิจฉัยเป็นบวก คงโดนประชาชนชุมนุมกดดันไล่ แต่ถ้าคำตัดสินเป็นลบ พรรคร่วมคงคิดหนักเช่นกันกับการหนุนนายชัยเกษม เป็นนายกฯ และมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ”นายจตุพร ย้ำ

“อนุทิน”มีโอกาสเป็นนายกฯ

อีกทั้งกล่าวว่า เมื่อมีเลือกตั้งใหม่ คงหาเสียงลำบาก และโอกาสพรรคร่วมกอดคอจมหัวจมท้ายด้วยกันย่อมเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้น เสียง สส.จะผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ย่อมมีความเป็นได้สูงเช่นกัน หรือทักษิณยังดื้อดึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี กลับมาก็ลำบากไม่แตกต่างกัน

“ถ้าพรรคเพื่อไทยยังดื้อเป็นรัฐบาลต่อ โดยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แล้ว การตัดสินใจเช่นนี้ ถือว่า พรรคเพื่อไทยจบอนาคตทางการเมืองโดยปริยายแล้ว อีกอย่างในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ จะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขต้องอาศัยพรรคประชาชนมาโหวตให้เป็นนายกฯ”นายจตุพร ย้ำ

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อการโหวตนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ สส.แล้ว ให้จับตาพรรคเพื่อไทยว่า จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกทางการเมืองหรือไม่ เพราะ สส.ย่อมเล็งเห็นผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ขณะที่กระแสประชาชนนิยมพรรคเพื่อไทยแค่ 4% ย่อมไม่ง่ายเลย ดังนั้น สส.จะถอนสมอจากพรรคมาใช้เอกสิทธิ์เลือกนายกฯ โดยพิจารณาบุคคล ไม่เลือกจากพรรค ซึ่งการตัดสินเช่นนี้จะเป็น สส.เพื่อไทยมากที่สุด

‘พีระพันธุ์’ยังอยู่ในกระบวนการชี้แจงข้อกล่าวหา คดีถุงยังชีพ ป.ป.ช.เผยไม่มีคดีอื่นเพิ่มเติม

'พีระพันธุ์'ยังอยู่ในกระบวนการชี้แจงข้อกล่าวหา คดีถุงยังชีพ ป.ป.ช.เผยไม่มีคดีอื่นเพิ่มเติ

‘พีระพันธุ์’ยังอยู่ในกระบวนการชี้แจงข้อกล่าวหา คดีถุงยังชีพ ป.ป.ช.เผยไม่มีคดีอื่นเพิ่มเติ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.29 น.

‘สาโรจน์’ เผยคดีถุงยังชีพ ‘พีระพันธุ์’ อยู่ในชั้นแก้ข้อกล่าวหา ยังอยู่ในกรอบเวลาตามระเบียบของ ป.ป.ช. ซึ่งเจ้าตัวสามารถชี้แจงเองหรือส่งเอกสารแทนได้ เผยไม่มีคดีอื่นเพิ่มเติม

15 ส.ค.68 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีกล่าวหานายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงพลังงาน ว่ากระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีแจกถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วม โดยแปะรูปภาพและชื่อของตนเองอยู่บนถุงยังชีพจากการสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจ ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่านายพีระพันธุ์จะเข้ามาแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา หรือทำหนังสือชี้แจ้งแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงานฯได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้กับนายพีระพันธุ์ไปแล้ว เนื่องจากเจ้าตัวไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับขั้นตอนการแก้ข้อกล่าวหานั้น นายสาโรจน์ ย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในกรอบเวลาตามระเบียบของ ป.ป.ช. ส่วนการชี้มูลความผิดในคดีอื่นๆนั้น นายสาโรจน์ ระบุว่า ยังไม่มีการชี้มูลเรื่องใดเพิ่มเติม

สมาคมคนตาบอดฯ จี้! นักการเมืองเลิกใช้คำว่า ‘หูหนวก-ตาบอด’ เปรียบเปรยเชิงลบ

สมาคมคนตาบอดฯ จี้! นักการเมืองเลิกใช้คำว่า 'หูหนวก-ตาบอด' เปรียบเปรยเชิงลบ

สมาคมคนตาบอดฯ จี้! นักการเมืองเลิกใช้คำว่า ‘หูหนวก-ตาบอด’ เปรียบเปรยเชิงลบ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความ แถลงการณ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เรื่อง การใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับความพิการ “หูหนวก” และ “ตาบอด” เพื่อเปรียบเปรยเชิงลบในเวทีสาธารณะ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีความห่วงกังวลต่อการใช้ถ้อยคำของหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งปรากฏในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยได้ใช้ถ้อยคำว่า “กระบวนการที่หูหนวกตาบอด ขาดเข็มทิศ ไร้แผนที่” โดยอธิบายว่า “หูหนวก” หมายถึงฝ่ายบริหารไม่ฟังเสียงสภาฯ และ “ตาบอด” หมายถึงการจัดสรรงบประมาณขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นการนำความพิการมาใช้เปรียบเปรยในเชิงลบ

แหล่งที่มา https://www.youtube.com/watch?v=xJJw4VDa9Ds

แม้บุคคลดังกล่าวอาจมิได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อคนพิการ แต่การนำคำที่ใช้บรรยายความพิการมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับเชิงลบอาจก่อให้เกิดภาพจำและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อคนพิการ เป็นการสร้างบรรยากาศทางสังคมที่ก่อให้เกิดอคติ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางทัศนคติ” (attitudinal discrimination) โดยเฉพาะการใช้คำว่า “หูหนวก” และ “ตาบอด” ในความหมายว่า “ไม่ฟัง” หรือ “ไม่โปร่งใส” ถือว่าเป็นการผูกโยงความพิการในเชิงลบทางศีลธรรมและความสามารถ ซึ่งเป็นรูปแบบของการตีตรา (stereotyping) และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 4 และมาตรา 27 วรรคสาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 และ 15 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ข้อ 5 และข้อ 8 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี สมาคมฯ จึงขอเสนอแนะให้บุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

1. ขอให้ผู้ที่ใช้ถ้อยคำดังกล่าวพิจารณาชี้แจงและแสดงความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความพิการ

2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีแนวทางและคู่มือการใช้ภาษาที่เคารพสิทธิความแตกต่างหลากหลายของบุคคล เพื่อเป็นมาตรฐานในเวทีรัฐสภา

3. ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและบุคคลสาธารณะร่วมกันส่งเสริมการใช้ถ้อยคำที่ไม่เลือกปฏิบัติและไม่สร้างภาพจำเชิงลบต่อคนพิการ

คนหูหนวกและคนตาบอดมิใช่สัญลักษณ์ของการไร้ความสามารถ แต่เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ สามารถเรียนรู้ ทำงาน และสร้างคุณค่าต่อสังคมได้เท่าเทียมกับทุกคน การใช้ความพิการเปรียบเปรยในความหมายเชิงลบไม่เพียงทำให้สังคมเข้าใจผิด แต่ยังอาจเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของบุคคล

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่า การสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเริ่มต้นจากการสื่อสารที่ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะ “คำพูด” มีพลังในการกำหนดทัศนคติและค่านิยมของสังคม และขอเชิญชวนทุกภาคส่วน รวมถึงผู้แทนราษฎร หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ เคารพศักดิ์ศรีของทุกคน และหลีกเลี่ยงการสื่อสารสาธารณะที่ก่อให้เกิดการตีตราหรือเลือกปฏิบัติ

15 สิงหาคม พ.ศ. 2568

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

‘ทบ.’แจงแนวปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ปัดเอี่ยวผลประโยชน์‘บ่อนปอยเปต’

‘ทบ.’แจงแนวปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ปัดเอี่ยวผลประโยชน์‘บ่อนปอยเปต’

‘ทบ.’แจงแนวปฏิบัติการชายแดน‘สระแก้ว’ ปัดเอี่ยวผลประโยชน์‘บ่อนปอยเปต’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.46 น.

‘โฆษก ทบ.’แจงการปฏิบัติทางทหารตามแนวชายแดน‘สระแก้ว’เป็นไปตามแผนการใช้กำลังของรัฐบาล-ทบ. ยันไม่มีผลประโยชน์ข้องเกี่ยว พร้อมเดินหน้า‘จัดระเบียบ’พื้นที่ชายแดนอย่างรอบคอบ

15 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีสื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลช่วงการสู้รบวันที่ 24 – 28 ก.ค.68 ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 บริเวณจังหวัดสระแก้ว ไม่มีปรากฏการณ์การใช้กำลังและอาวุธทางทหารโจมตีต่อเป้าหมายทางพลเรือน เช่น บ่อนคาสิโนและอาคารพาณิชย์ ที่อาจต้องสงสัยว่าเป็นสำนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปต โดยกล่าวหาว่าหากถูกทำลายก็เหมือนถูกทุบหม้อข้าวจะเสียหายหนัก รวมทั้งเจ้าของบ่อนจริงๆก็น่าจะมีคนไทยเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยสาเหตุที่ไม่มีการดำเนินการนั้น เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งอาจหมายถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารกองทัพภาคที่ 1 อาจไปมีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ประกอบการธุรกิจในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยช่วงมีสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา กองทัพบกได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยในสังกัดดำเนินการตามแผนยุทธการฯ และปฏิบัติตามขั้นตอน มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการรบหลัก เช่น ในเขตพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 และพื้นที่เป้าหมายการรบรอง ในเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ของกองทัพเรือ สำหรับกรณีการใช้กำลังหรือการใช้อาวุธแต่ละชนิด จะมีระดับการควบคุม ตามสายการบังคับบัญชา เพื่อความรอบคอบและความเร่งด่วนในการอำนวยการยุทธ รวมทั้งให้มีความพร้อมปฏิบัติเมื่อสั่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติการโดยรอบมีลักษณะเป็นเขตเมืองใหญ่ที่มีประชาชนอยู่หนาแน่นทั้งสองประเทศ ซึ่งต่างจากพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จึงได้กำหนดเป้าหมายเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และที่ตั้งทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ที่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยเป็นหลัก อันเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎการใช้กำลัง และสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายด้านมนุษยธรรม (International Humanitarian Law) ที่ใช้บังคับเกี่ยวกับวิธีการทำสงคราม และการปฏิบัติต่อพลรบและพลเรือนอย่างมีมนุษยธรรมในระหว่างการทำสงคราม (Jus in bello)

“การปฏิบัติที่ผ่านมาในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 จึงมุ่งที่จะเข้าไปยึดครอง และรื้อถอนทำลายสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาอย่างชัดเจนในเขตอธิปไตยของไทย ตามสิทธิอันชอบธรรม” พล.ต.วินธัย กล่าว

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีประชาชนชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่อาศัย ได้จัดทำแผนแนวทางและมาตรการแก้ไข ซึ่งปัจจุบันได้นำเสนอให้กับกองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการ โดยจะร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงอาศัยความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติในการสนับสนุนและร่วมสังเกตการณ์การดำเนินการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าการใช้มิติทางทหารเพียงอย่างเดียว เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาในรูปแบบองค์รวม (Comprehensive solution) ที่เป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ อีกทั้งจะไม่เป็นสาเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้บิดเบือนในเวทีโลกได้

“ขอยืนยันว่าไม่มีหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดๆ ในบริเวณด่านช่องทางเข้า-ออกชายแดน ทั้งในช่วงภาวะปกติที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลโดยฝ่ายปกครองร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ และในช่วงภาวะไม่ปกติเช่นปัจจุบันที่อยู่ในความดูแลโดยฝ่ายทหารก็ตาม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกองทัพบก กองทัพบกพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและให้ข้อมูลด้วยความโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา” พล.ต.วินธัย กล่าว

ผ่านฉลุย! ตัดงบ‘สภา’ 880 ล้าน ‘พริษฐ์’หวังเผยแพร่คำของบ เป็นบรรทัดฐานปกป้องภาษีปชช.

ผ่านฉลุย! ตัดงบ‘สภา’ 880 ล้าน ‘พริษฐ์’หวังเผยแพร่คำของบ เป็นบรรทัดฐานปกป้องภาษีปชช.

ผ่านฉลุย! ตัดงบ‘สภา’ 880 ล้าน ‘พริษฐ์’หวังเผยแพร่คำของบ เป็นบรรทัดฐานปกป้องภาษีปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.29 น.

‘ไอติม’ฝันนำคำของบเผยแพร่สาธารณะ แม้ถูกด่ากลางที่ประชุม ยึดเป็นบรรทัดฐานปกป้องภาษีประชาชน ขณะที่‘สกล’ขอตัดค่าอาหาร‘สส.-สว.’ 12 ล้าน แนะนำไปจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ฟาก‘หมอทศ’ขอตัด 50 ล้านบาท สุดท้ายที่ประชุมผ่านฉลุยตัดงบสภาฯ 880 ล้านบาท

15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งงประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระ2 ต่อเนื่องเป็นที่3 ภายหลังที่ประชุมมีมติเห็นชอบในมาตรา 29 รัฐวิสาหกิจ และเข้าสู่มาตรา 30 หน่วยงานของรัฐสภา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ปีนี้กมธ.งบประมาณฯ ปรับลดงบประมาณในส่วนของหน่วยงานรัฐสภาไป 880 ล้านบาท โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกปรับลดงบประมาณไปมากที่สุด ซึ่งมีหลายโครงการที่กมธ.ฯ ตัดงบประมาณไปทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น​ โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว จำนวน 123 ล้านบาท โครงการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีการปรับลดงบประมาณบางโครงการได้แค่บางส่วน เช่น โครงการห้องบรรยายใหญ่และระบบภาพยนตร์ 4D ที่กมธ.ฯ ปรับลดงบประมาณได้ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการตัดระบบ 4D ออก ทำให้ประหยัดงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชนไปได้ 126 ล้านบาท โครงการจัดซื้อจอ LED ทั้งในและนอกอาคารรัฐสภา ที่กมธ.ปรับลดงบประมาณไปได้ 80 เปอร์เซ็นต์

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะกมธ.ฯ เสียงข้างน้อย ตนเห็นว่ายังมีงบประมาณอีกหลายด้านที่สามารถปรับลดลงได้มากกว่า เช่น งบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศ การทำแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นต่างๆ นออกเหนือจากระบบ LMS (Learning Management System) ที่ทางวุฒิสภาขอมา แล้วเราได้ชะลอไป 1 ปี หากเราสามารถปรับระบบการทำงานให้ทางสำนักเลขาวุฒิสภากับสำนักเลขาสภาฯ ที่ทำงานในอาคารเดียวกันพัฒนาและตัดสินใจใช้ทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น แทนที่จะตั้งงบประมาณแยกกัน รวมถึงสถาบันพระปกเกล้า หากเรากำหนดนโยบายให้สถาบันพระปกเกล้าย้ายมาทำงานในสภาฯ แห่งนี้ได้ ในเมื่องานหลายด้านของสถาบันพระปกเกล้าก็เป็นการทำงานเชื่อมกับงานของสภาฯ

“แม้ว่าเราจะไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้เยอะเท่าที่ผมเห็นสมควร แต่ยืนยันว่าสิ่งที่กมธ.ฯ งบประมาณในปีนี้ร่วมกันปรับลดไป 880 ล้านบาท ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญในการช่วยกันประหยัดเงินภาษีของประชาชนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และเป็นการช่วยกันส่งสัญญาณว่าสภาฯ พร้อมตรวจสอบตนเอง ขอบคุณกมธ.และเพื่อนสมาชิกทุกคน ผมไม่อยากให้เราลืมว่าความสำเร็จในครั้งนี้มีส่วนไม่มากก็น้อยที่เราเปิดเผยข้อมูลเร็วให้สส.ได้ตรวจสอบข้อมูลก่อน หวังว่าการปรับลดงบประมาณในครั้งนี้จะไม่เป็นความสำเร็จที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่เป็นความสำเร็จแค่ชั่วคราว แต่จะทำให้เราเห็นตรงกันว่างบประมาณของทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง จะไม่เพียงแค่ถูกเปิดเผยตามขั้นตอนปกติตามที่เป็นมา แต่จะต้องถูกเปิดเผยเร็วขึ้น ละเอียดขึ้น ในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ และทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูล และเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาผมและกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้นำคำของบประมาณออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ถูกผู้บริหารสภาฯ ก่อนหน้านี้ตำหนิและต่อว่าผมกลางที่ประชุมแห่งนี้ แต่ผมได้แต่หวังว่า 3 เดือนผ่านไปการกระทำที่เราถูกตำหนินั้น จะถูกนำมาทำให้เป็นเรื่องปกติและบรรทัดฐานใหม่ของสภาฯ ในการปกป้องภาษีของประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.​พรรค ปชน. อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของรัฐสภาซึ่งพบว่ามีค่าปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงโซนซี ที่ถูกปรับลด 21 ล้านบาท  ซึ่งตนได้รายละเอียดของแบบก่อสร้าง พบว่างานพื้นรื้อทำใหม่เกือบหมดทั้งที่ยังใช้ได้ โดยราคาปรับปรุง ผนัง 5หมื่นบาทต่อตร.ม. โต๊ะอาหารไม้สักแท้ หน้ากว้าง 5 เมตรสไตล์คลาสสิก 5 ตัว 1.8 ล้านบาท เก้าอี้นั่งรับประทานอาหารสไตล์หลุยส์ พร้อมสลักโลโก้องค์กร 64 ตัว ตัวละ 2.5หมื่นบาท นอกจากนั้นมีรายการแปลกๆ ที่กล้าขอ ซึ่งไม่ได้รับอนุมัติ แต่ตนหวังว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงงบประมาณอีก แต่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ฉากหลังบังลังก์ 113 ล้านบาท เรือตรวจการ 88 ล้านบาท เครื่องทำโอโซน 10 ล้านบาท เครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย 70 ล้านบาท

ด้านนายสกล สุทรวาณิชย์กิจ สส.ปทุมธานี พรรค ปชน. อภิปรายว่า ในส่วนของค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกและเจ้าหน้าที่ในวันประชุมพบว่า การประชุมหนึ่งวัน สส.หนึ่งคนจะได้ค่าอาหาร 1,250 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รับค่าอาหารเฉพาะแค่มื้อเย็น 130 บาท สำหรับเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรได้เพิ่มขึ้นมาหน่อย คือ 280 บาท ขณะที่วุฒิสภา สว.หนึ่งคนจะได้รับ 950 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ 110 บาท คำถามที่เราต้องร่วมกันตอบคือเหตุใดในการจัดสรรงบประมาณระหว่างสองสภานี้ จึงมีความแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเหมือนกัน และเหตุใดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนการประชุม ได้รับเพียงอาหารกล่องที่มีความแตกต่างกันหลายเท่าตัว

“เชื่อว่าสมาชิกทุกท่านล้วนตำหนักถึงความสำคัญของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า และเข้าใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ รวมถึงภัยความมั่นคงชายแดน ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ปัจจุบัน ในสถานะสมาชิกรัฐสภา เราควรแสดงสปิริตช่วยชาติ ช่วยแผ่นดิน ด้วยการตัดลดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยลง ดังนั้น จึงขอเสนอให้ปรับลดในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 15 เปอร์เซ็นต์ และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 25 เปอร์เซ็นต์ รวมกว่า 12 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละสำนักนำงบประมาณคงเหลือไปจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเท่าเทียมกัน” นายสกล กล่าว

ฟากนพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ตนขอตัดงบรัฐสภา 50 ล้านบาท ในส่วนของค่าอาหาร ทั้งนี้สส. ได้รับงบประมาณค่าอาหาร 1,000 บาทต่อวัน แต่พบว่ามีอาหารเหลือและต้องขนกลับบ้าน ทั้งนี้ตนมองว่าควรตัดค่าอาหาร แต่หากตัดไม่ได้ควรลดค่าอาหาร เหลือมื้อเช้ากับมื้อเที่ยง นอกจากนั้นขอเสนอให้จัดทำห้องสูบบุรี่เหมือนสนามบิน

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า ตนเป็นสว.มา 3 ปี รัฐธรรมนูญปัจจุบันมาตรา 120 บอกว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม โดยคำว่าองค์ประชุมไม่ได้หมายถึงขั้นตอนการกดออดเรียกมาลงมติแต่พูดถึงขณะที่กำลังพิจารณาแต่ละมาตรา

“ก่อนลงมติอภิปรายสงวนความเห็นผู้แปรญัตติท่านก็จะกดออด พอกดออดเสร็จ สมาชิกฝ่ายรัฐบาลบ้างหรือฝ่ายค้านบ้างก็จะบอกว่าท่านครับรอหน่อย ตรงนี้ประชุมกรรมาธิการอยู่ หรืออยู่ในห้องอาหาร หรือกำลังพักผ่อน นั่นคือหลักฐานที่บอกว่าองค์ประชุมขณะพิจารณากฎหมายไม่ครบ ท่านถึงรอ” นายเรืองไกร กล่าว

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า กระบวนการตรากฎหมายตรงนี้เกิดปัญหาไปแล้ว เราดำเนินกระบวนการพิจารณามาในหลายมาตราโดยไม่ชอบ ควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยเพื่อลงมติกันใหม่หรือไม่ เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ที่นายกรัฐมนตรีเซ็นเข้ามายังไม่ครบ 105 วัน ยังแก้ไขได้ แต่หากปล่อยเลยไปตนอาจจะหยิบมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาและจำเป็นจะต้องถามว่า พวกท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามที่ได้ปฏิญาณกันหรือไม่

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก

‘พรรคไทยสร้างไทย’ไม่เห็นชอบงบ69 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

‘พรรคไทยสร้างไทย’ไม่เห็นชอบงบ69 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

‘พรรคไทยสร้างไทย’ไม่เห็นชอบงบ69 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.19 น.

‘พรรคไทยสร้างไทย’ไม่เห็นชอบงบ69 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

พรรคไทยสร้างไทย มีมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยชี้ว่าร่างงบดังกล่าวไม่มีความสอดคล้องกับการแก้ปัญหาสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น รวมถึงความท้าทายด้านความมั่นคงและการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากกว่านี้

พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า ร่างงบประมาณปี 2569 มีหลายส่วนที่อาจส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับบางกลุ่มหรือบางฝ่าย ทั้งการก่อสร้าง, งานไอที , การจัดอีเวนท์ และการอบรมต่าง และการกระจายงบประมาณลงท้องถิ่นเฉพาะบางกลุ่มบางพวกโดยมองข้ามผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้พรรคเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณควรตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการทุ่มงบในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่ากระบวนการพิจารณางบประมาณว่า ขาดความเอาใจใส่จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ทั้งในชั้นอนุกรรมาธิการ (อนุกมธ.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) และในห้องประชุมสภาในวาระ 2 และวาระ 3 โดยระบุว่าหลายครั้งการอภิปรายและการตั้งคำถามในรายละเอียดถูกมองข้าม หรือไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับสภาและสาธารณชน

พรรคไทยสร้างไทยเตือนว่า หากร่างงบประมาณปี 2569 ผ่านโดยการพิจารณาแบบนี้โดยไม่มีการปรับปรุงใดๆเลย อาจทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงิน ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีพื้นที่ทางคลังที่เหลืออยู่อย่างจำกัดในการใช้งบเพื่อรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ พรรคไทยสร้างไทยจึงยืนยันการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ต่อร่างงบประมาณปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและปรับปรุงการจัดทำงบประมาณให้ตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของประเทศ โปร่งใส และมุ่งสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ