‘สิริน’ชงลดงบ‘โครงการไทยเทรด’ เหตุตัวชี้วัดไม่ชัด ใช้แพลตฟอร์มเดิมได้

‘สิริน’ชงลดงบ‘โครงการไทยเทรด’ เหตุตัวชี้วัดไม่ชัด ใช้แพลตฟอร์มเดิมได้

‘สิริน’ชงลดงบ‘โครงการไทยเทรด’ เหตุตัวชี้วัดไม่ชัด ใช้แพลตฟอร์มเดิมได้

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

‘สิริน’ชงลดงบ‘โครงการไทยเทรด’ เหตุตัวชี้วัดไม่ชัด ใช้แพลตฟอร์มเดิมได้

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายสิริน สงวนสิน สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา 19 โดยระบุว่า แผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล แต่ปัญหาใหญ่คือการขาดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน มีความทับซ้อนระหว่างหน่วยงานและไม่มีองค์กรเจ้าภาพหลัก จึงทำให้การวางแผนงบประมาณของกระจัดกระจายไม่สอดคล้องกัน ต่างคนต่างทำ วัดผลในภาพรวมยาก แตกต่างจากแนวทางการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ของเกาหลีใต้ที่มีการขยายตลาดอย่างเป็นระบบและใช้เวลาในการสร้างฐานรากเป็นระยะเวลายาวนาน

นายสิริน กล่าวต่อว่า อย่างในยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีโครงการจัดทำเว็บไซต์ขายของชื่อ ‘ไทยเทรด’ งบประมาณ  10 ล้านบาท แต่ตนมีคำถามเรื่องตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (Quantitative KPIs) เช่น หากประเมินจากเม็ดเงินลงทุน 10 ล้านบาท บอกได้หรือไม่ว่าจะเพิ่มจำนวนผู้ขายต่อผู้ซื้อได้กี่เปอร์เซ็นต์  บอกชัดๆได้หรือไม่ว่าจะเพิ่มผู้ขาย 20% หรือเพิ่มผู้ซื้อ 30% ภายใน 1 ปี เป็นต้น ในส่วนมูลค่าการซื้อขาย (GMV) ก็ควรมีข้อมูลยอดการซื้อขายปัจจุบันและเป้าหมายหลังพัฒนา ประเมินออกมาให้ชัดเจน เช่น หากปัจจุบันอยู่ที่ 500 ล้านบาท/ปี หลังโครงการนี้จะเพิ่มเป็น 800 ล้านบาท/ปี เป็นไปได้ไหม เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ความคุ้มค่า (Cost-Benefit Analysis) ต้นทุนเทียบกับผลลัพธ์ หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาท กับผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เช่น มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่, การจ้างงานจากธุรกิจที่เติบโตเท่าไหร่,ค่าใช้จ่ายต่อผู้ใช้งาน (Cost per User) เท่าไหร่ เช่น ปี 69 ลงทุน 10 ล้านบาทต่อ 250,000 ผู้ใช้ หรือประมาณ  40 บาทต่อคน สมมติว่าปีต่อไปเพิ่มผู้ใช้ใหม่ได้อีก 100,000 คน จะเหลือ 25 บาทต่อคนหรือไม่

“ดังนั้น หากยืนยันว่าต้องลงทุนทำแพลตฟอร์มซื้อขายใหม่ด้วยงบ 10 ล้านบาท จะสามารถมีตัวชี้วัดโครงการที่ชัดเจนออกมาได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ได้ตนเสนอทางทางเลือกอื่นด้วยการไปใช้บริการแพลตฟอร์ม E-Commerce ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ เช่น การจัดทำ Marketplace ภายในแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้เดิมเพื่อลดต้นทุน พัฒนาเฉพาะโมดูลสำคัญแทนการปรับทั้งระบบ เพื่อลดงบประมาณ แต่ยังสามารถบรรลุเป้าหมายให้เกิดการซื้อขายสินค้าไทยได้เหมือนเดิม” นายสิริน กล่าว

ระเบิดเวลาลูกใหญ่!‘วีระ’เตือนรัฐบาลเลิกนโยบาย‘กึ่งการคลัง’ ซ่อนหนี้รัฐกว่า 1 ล้านล้าน

ระเบิดเวลาลูกใหญ่!‘วีระ’เตือนรัฐบาลเลิกนโยบาย‘กึ่งการคลัง’ ซ่อนหนี้รัฐกว่า 1 ล้านล้าน

ระเบิดเวลาลูกใหญ่!‘วีระ’เตือนรัฐบาลเลิกนโยบาย‘กึ่งการคลัง’ ซ่อนหนี้รัฐกว่า 1 ล้านล้าน

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

‘วีระ’เตือนรัฐบาลเลิกนโยบายกึ่งการคลัง ระวังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ปูดกลางสภาฯ‘ซ่อนหนี้รัฐ’ผ่านสถาบันการเงิน เฉพาะกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท ชี้ไม่มีสิทธิ์พิจารณารายการนอกงบประมาณรายจ่าย

15 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา16.20น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่3

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณางบฯปี69 ในมาตรา 29 งบประมาณรัฐวิสาหกิจว่า มีรัฐวิสาหกิจ 21 แห่งของบประมาณมารวมกันทั้งสิ้น 79,298 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 1.43 แสนล้านบาท ซึ่งในรัฐวิสาหกิจ21 แห่งที่ของบมา  ตนไม่ค่อยติดใจ เพราะมีรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งไม่มีรายได้  อีกส่วนเป็นรัฐวิสาหกิจมีรายจ่ายมากกว่ารายได้  บางรัฐวิสาหกิจมีหนี้สินจำนวนมาก เช่น ขสมก. การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)   แต่ฝากว่ารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา รัฐบาลต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่า รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นคงอยู่ต่อไปในสภาพแบบนี้  หรือจะดำเนินการแปรรูปให้เอกชนมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังในอนาคตอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  

สำหรับกรณี บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการ โดยที่รัฐบาลยังถือหุ้นใหญ่อยู่ราว40% แต่ไม่มีสถานะภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป  ถือเป็นบทเรียนที่สำเร็จที่สามารถจัดการแก้ไขรัฐวิสาหกิจไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณรัฐได้

ทั้งนี้ ตนยังติดใจรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ,ธนาคารออมสิน ,บรรษัทประกันสินเชื่อธนาคารขนาดย่อม(บสย.) ,ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME) และรัฐวิสาหกิจอีก 3 แห่ง คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.), การทางพิเศษแห่งประเทศ(กทพ.)และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) ซึ่งในงบประมาณรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ มีตัวเลขที่ขอมา ไม่ควรมองข้าม 4 รายการ คือ 1.ธกส. ของบฯรายจ่ายสูงที่สุด 20,203 ล้านบาท  2.บสย. ของบฯรายจ่าย 8,834.64 ล้านบาท 3.ธนาคารออมสิน ของบฯรายจ่าย 1,517 ล้านบาท และ 4.SME แบงค์ ที่ของบฯรายจ่ายมา278 ล้านบาท 

นายวีระ กล่าวว่า ตนอยากตั้งคำถามว่า ทำไมต้องให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้  ในเมื่อมีผลประกอบการ มีกำไร และไม่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งการของบประมาณเป็นการตั้งงบประมาณชำระคืนตามมาตรา 28 และมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ที่เกิดจากหน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการและโครงการ โดยที่รัฐบาลรับปากว่าจะชดเชยค่าใช้จ่าย หรือการสูญเสียรายได้ให้ในอนาคต  แต่รัฐบาลกลับเอางบประมาณที่จัดสรรให้รัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆที่มีลักษณะธุรกรรมแตกต่างกัน เอามารวมไว้ในที่เดียวกัน  ผมอยากบอกว่าไม่ควรทำแบบนี้ เพราะเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการจัดทำงบประมาณ เพื่อปกปิดการดำเนินการของรัฐบาลที่ใช้เงินนอกงบประมาณ  ด้วยนโยบายกึ่งการคลังที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)และ กทพ. ที่ได้รับการจัดสรรงบแบบเดียวกันนี้ ทั้งที่รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งนี้มีผลประกอบการที่มีกำไร ไม่ควรมาของบประมาณในลักษณะแบบนี้อีกต่อไป

นายวีระ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาขณะนี้  ล่าสุดรัฐบาลตกลงจะมีการใช้งบประมาณ 47,000 ล้านบาท เพื่อให้ธกส. จ่ายสำรองไปก่อนเพื่อช่วยเหลือชาวนา ทำให้ ธกส.ต้องแบกรับภาระตามมาตรา 28 เพิ่มเติม และต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่มียอดคงค้างที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณจ่ายคืนถึง 9 แสนล้านบาท เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่เป็นรายการนอกงบประมาณด้วยนโยบายกึ่งการคลังในขณะนี้  ที่มียอดคงค้างทั้งสิ้น 1,077 ล้านล้านบาท  พูดง่ายๆสภาฯพิจารณางบประมาณรายจ่าย ทั้งที่ท่านไม่มีสิทธิ์พิจารณารายการนอกงบประมาณรายจ่ายเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท

“ถ้าพูดแบบไม่ต้องเกรงใจ  รัฐบาลควรเลิกนโยบายกึ่งการคลัง ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยเฉพาะ ธกส., ออมสิน และบสย.ได้แล้ว และในปี69  เราเป็นห่วงงบประมาณรายจ่าย  แต่ปีงบประมาณหน้า 2570 งบฯที่เกี่ยวข้องรัฐวิสาหกิจจะกระโดดจาก 4.2 แสนล้านบาท ขึ้นเป็น 5.9 แสนล้านบาท  และรายการที่เป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ ปีนี้เราตั้งงบฯชำระหนี้แค่ 3.6 แสนล้านบาท แต่ที่น่าตกใจว่าในปี 70-72  เราจะต้องชำระหนี้ภาครัฐรวมเป็นเงิน  5.1 แสนล้านบาท   ถ้าเรายังไม่จัดการ การบริหารนอกงบประมาณอย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างมาก” นายวีระ กล่าว

‘สาโรจน์’เผยคดีถุงยังชีพ‘พีระพันธุ์’อยู่ขั้นตอนแก้ข้อกล่าวหา ตามกรอบเวลาป.ป.ช.

‘สาโรจน์’เผยคดีถุงยังชีพ‘พีระพันธุ์’อยู่ขั้นตอนแก้ข้อกล่าวหา ตามกรอบเวลาป.ป.ช.

‘สาโรจน์’เผยคดีถุงยังชีพ‘พีระพันธุ์’อยู่ขั้นตอนแก้ข้อกล่าวหา ตามกรอบเวลาป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

‘สาโรจน์’เผยคดีถุงยังชีพ‘พีระพันธุ์’อยู่ในชั้นแก้ข้อกล่าวหา ยังอยู่ในกรอบเวลาตามระเบียบ ป.ป.ช. เจ้าตัวสามารถชี้แจงเองหรือส่งเอกสารแทนได้ เผยไม่มีคดีอื่นเพิ่มเติม

15 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสาโรจน์  พึงรำพรรณ  เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีกล่าวหานายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงพลังงาน  ว่ากระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีแจกถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วม โดยแปะรูปภาพและชื่อของตนเองอยู่บนถุงยังชีพจากการสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจ ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่านายพีระพันธุ์จะเข้ามาแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา หรือทำหนังสือชี้แจ้งแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงานฯได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้กับนายพีระพันธุ์ไปแล้ว เนื่องจากเจ้าตัวไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับขั้นตอนการแก้ข้อกล่าวหานั้น นายสาโรจน์  ย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในกรอบเวลาตามระเบียบของ ป.ป.ช. ส่วนการชี้มูลความผิดในคดีอื่นๆนั้น นายสาโรจน์ ระบุว่า ยังไม่มีการชี้มูลเรื่องใดเพิ่มเติม

‘ภูมิธรรม’ เผยรอกรมการปกครอง รายงานปมร้อนงบ ‘มูลนิธิธรรมรักษ์’ วัดพระบาทน้ำพุ

‘ภูมิธรรม’ เผยรอกรมการปกครอง รายงานปมร้อนงบ ‘มูลนิธิธรรมรักษ์’ วัดพระบาทน้ำพุ

‘ภูมิธรรม’ เผยรอกรมการปกครอง รายงานปมร้อนงบ ‘มูลนิธิธรรมรักษ์’ วัดพระบาทน้ำพุ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.54 น.

‘ภูมิธรรม’ เผย รอกรมการปกครองรายงานปมร้อนงบ ‘มูลนิธิธรรมรักษ์’ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ที่พบว่ามีการใช้ชื่อมูลนิธิครอบครองที่ดินก่อนโอนถ่ายให้กับวัด ซึ่งอาจเป็นการหลีกเลี่ยงขั้นตอนบางอย่างหรือใช้ประโยชน์ว่า ในทางส่วนตัวขอรอให้คนที่เกี่ยวข้อง กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยชี้แจงมายังตนอีกที

เมื่อถามว่า ได้วางหลักดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า ยังไม่ทราบ เนื่องจากยังไม่มีเรื่องนี้เข้ามา 

เมื่อถามว่า จะต้องนำเรื่องนี้เข้าเป็นคดีพิเศษหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้อนถามกลับว่า เรื่องไหน ก่อนกล่าวต่อว่า ยังไม่รู้รายละเอียดเลย

‘เลขาธิการป.ป.ช.’เผยคดี‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ลงชื่อแก้ม.112 อยู่ระหว่างพิจารณาข้อแก้ต่าง

‘เลขาธิการป.ป.ช.’เผยคดี‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ลงชื่อแก้ม.112 อยู่ระหว่างพิจารณาข้อแก้ต่าง

‘เลขาธิการป.ป.ช.’เผยคดี‘44 สส.อดีตก้าวไกล’ลงชื่อแก้ม.112 อยู่ระหว่างพิจารณาข้อแก้ต่าง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

‘สาโรจน์’เผยคดี’44 สส.อดีตก้าวไกล’อยู่ระหว่างพิจารณาข้อแก้ต่าง ยืนยันดำเนินการอย่างเป็นธรรม หากขอให้ไต่สวนเพิ่มเติม สำนวนมากอาจกระทบกรอบเวลา

15 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ  เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในคดีมาตรฐานจริยธรรมของ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมเสนอชื่อแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112  โดยระบุว่าขั้นตอนแก้ข้อกล่าวหาดำเนินการครบถ้วนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาคำแก้ข้อกล่าวหา และพิจารณาตามคำร้องขอของผู้ถูกร้องในกรณีที่อาจจะขอให้ไต่สวนเพิ่มเติม

เมื่อถามว่าการที่จำนวนผู้ถูกร้องมีมาก จะส่งผลถึงกรอบเวลาการพิจารณาหรือไม่ นายสาโรจน์ ระบุว่า เมื่อมีผู้ถูกกล่าวหาหลายราย และมีรายละเอียดพยานหลักฐานมาก ก็อาจจะใช้เวลาในการสรุปสำนวนมากกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ชี้ กัมพูชาได้เปรียบไทย ด้านสงครามข่าวสาร ย้ำจะช่วยยืนยันข่าวที่ถูกต้อง

รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ชี้ กัมพูชาได้เปรียบไทย ด้านสงครามข่าวสาร ย้ำจะช่วยยืนยันข่าวที่ถูกต้อง

รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ชี้ กัมพูชาได้เปรียบไทย ด้านสงครามข่าวสาร ย้ำจะช่วยยืนยันข่าวที่ถูกต้อง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง จปร.ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ บก.ทบ.  พล.อ. ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ ดร. แอนดรูว์ ไบเออร์ส ( Dr.Andrew Byers) รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการและหารือข้อราชการ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ห้วง 14-15 ส.ค.68 นี้ ในโอกาสนี้ เสนาธิการทหารบก ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อรอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ในการเข้ารับตำแหน่ง และได้หารือร่วมกันในหลายประเด็นโดยสรุป ดังนี้

-ประเด็นด้านสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา : กองทัพบก ขอบคุณสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนการเจรจาหยุดยิง ที่ผ่านมา กองทัพบกมีความพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะและพยายามให้เกิดข้อตกลงในการหารือผ่านการประชุมทวิภาคี GBC และ RBC ที่กำลังจะเกิดขึ้น นอกจากนี้มี 2 ประเด็นที่กองทัพบก มีความห่วงกังวล คือ กัมพูชายังคงมีการวางทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และการมีใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) ในการลาดตระเวนรุกล้ำอธิปไตยของไทย

-ประเด็นการเผยแพร่ข่าวเท็จ (Fake news) ของกัมพูชา : กองทัพบกเห็นว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชน ซึ่งปัจจุบันการควบคุมเป็นไปได้ยากและเป็นการสร้างข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของภาครัฐ 

ทั้งนี้ กองทัพบกเน้น ย้ำว่าการจัดตั้งกลุ่มคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT (Interim Observer Team) เป็นการดำเนินการในส่วนของกองทัพ และอยู่ระหว่างการจัดตั้งกลุ่มคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT (ASEAN Observer Team) ซึ่งเป็นดำเนินการในส่วนของรัฐบาล เพื่อเป็นการช่วยลดระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ในขั้นต้น 

ซึ่งทางสหรัฐฯ นั้นมองว่าในเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันกัมพูชามีความได้เปรียบด้านสงครามข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อมุมมองของประชาคมโลก ทั้งนี้การรายงานข้อมูลจาก IOT / AOT จะช่วยยืนยันข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้ 

-ประเด็นกลไกการแก้ปัญหาระหว่างไทย – กัมพูชา : สหรัฐฯ เห็นด้วยกรณีข้อพิพาทระหว่างไทย – กัมพูชานั้น ควรใช้กลไกภายใต้กรอบอาเซียนในการหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กลไกของสหประชาชาติ (UN) สหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนมาเลเซียและอาเซียน ในการแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กลไกดังกล่าวอย่างเต็มที่ 

ในห้วงท้าย รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ได้กล่าวถึงท่าทีและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และแสดงความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุด AOT (อาทิ การส่งกำลังบำรุง, ISR, การขนส่ง, การสื่อสาร และเครื่องมืออื่นๆ) เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานอีกด้วย ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันถึงการดำเนินการของไทยที่ผ่านมาเป็นไป เพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และเป็นไปเพื่อป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมและ ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล ที่เกี่ยวข้อง 

โดนยกแผง! DSI จ่อเรียกสอบ 1,200 ‘ผู้สมัคร-พยาน’หาความเชื่อมโยง‘คดีฮั้วสว.’

โดนยกแผง! DSI จ่อเรียกสอบ 1,200 ‘ผู้สมัคร-พยาน’หาความเชื่อมโยง‘คดีฮั้วสว.’

โดนยกแผง! DSI จ่อเรียกสอบ 1,200 ‘ผู้สมัคร-พยาน’หาความเชื่อมโยง‘คดีฮั้วสว.’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.05 น.

‘ดีเอสไอ’เตรียมเรียกผู้สมัคร-พยาน 1,200 คน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมคดี “ฮั้ว” หลังพบมีพยานบุคคลเกี่ยวข้องมาก ส่วนมติ “กคพ.” รับทราบข้อกล่าวหากรณีเรียกรับเงินเพื่อต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานกัมพูชาเป็นคดีพิเศษ

15 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กพค.) โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.ยุติธรรม รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรรมการและเลขานุการ และคณะกรรมการคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุม

ที่ประชุมได้รับทราบ รายงานความคืบหน้าคดีพิเศษซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน ได้แก่ คดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นความคืบหน้าของการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน โดยได้มีการสอบพยานที่เกี่ยวข้องไป ทั้งสิ้น 90 ปาก มีการจัดทำเหตุการณ์จำลองทั้งสถานที่ใช้ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและกระบวนการคัดเลือก พร้อมขอรับภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุจากหลายหน่วยงาน มีการตรวจสอบร่องรอยทางการเงินพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน 1,200 คน

ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ทราบความสัมพันธ์ของกลุ่มขบวนการได้มีการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ จากข้อมูลการสืบสวนพบว่ามีผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวข้องในพื้นที่ 45 จังหวัด ทั้งนี้ การดำเนินการในลำดับต่อไปทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมออกหมายเรียกผู้สมัครสมาชิวุฒิสภาอีก 1,200 คน เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากทางคดี มีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหน่วยงานภายในสังกัดรวม 10 กองคดีที่เป็นคณะพนักงานสอบสวนเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คดีความผิดทางอาญาอื่น จำนวน 1 เรื่อง กรณีการกระทำความผิดของชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมกันกระทำเป็นขบวนการหลอกลวงหรือกระทำด้วยวิธีการอื่นใด โดยเรียกรับเงินจากนายจ้างและแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ได้รับการต่อใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

‘ภูมิใจไทย’มีมติคว่ำงบ 69 ซัดงบเพื่อประชาชนน้อย เทให้แต่ก่อสร้าง-ครุภัณฑ์

'ภูมิใจไทย'มีมติคว่ำงบ 69 ซัดงบเพื่อประชาชนน้อย เทให้แต่ก่อสร้าง-ครุภัณฑ์

‘ภูมิใจไทย’มีมติคว่ำงบ 69 ซัดงบเพื่อประชาชนน้อย เทให้แต่ก่อสร้าง-ครุภัณฑ์

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

ทำเพื่อประชาชนน้อย! ‘ภูมิใจไทย’ มีมติโหวตคว่ำ ‘งบฯปี69’ ชี้ทุ่มแต่งบก่อสร้าง – ครุภัณฑ์ ขณะที่ ‘งบท้องถิ่น’ จัดสรรไม่เป็นธรรม ทั้งที่ท้วงติงไปแล้ว
   
วันที่ 15 สิงหาคม 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของการจัดทำงบประมาณฉบับนี้ หากดูรายละเอียดส่วนใหญ่เป็นงบก่อสร้าง และงบครุภัณฑ์ แต่เป็นงบเพื่อประชาชนจริงๆมีน้อยมาก นอกจากนี้ ในส่วนของงบกลางก็ไม่มีที่มา และไม่รู้ที่ไปของงบประมาณ ซึ่งพรรคมีข้อติติงไปแล้ว โดยเฉพาะงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ไม่มีความเป็นธรรม และไม่รับฟังถึงเหตุผล 

ตัดโควตา!ไร้ที่นั่ง‘เขมร’ใน‘วปอ.’ เปิดรายชื่อ‘7 ทหารต่างชาติ-บิ๊กเนม’ได้สิทธิ์เรียนปีหน้า

ตัดโควตา!ไร้ที่นั่ง‘เขมร’ใน‘วปอ.’ เปิดรายชื่อ‘7 ทหารต่างชาติ-บิ๊กเนม’ได้สิทธิ์เรียนปีหน้า

ตัดโควตา!ไร้ที่นั่ง‘เขมร’ใน‘วปอ.’ เปิดรายชื่อ‘7 ทหารต่างชาติ-บิ๊กเนม’ได้สิทธิ์เรียนปีหน้า

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.42 น.

ไร้ที่นั่ง‘เขมร’ใน‘วปอ.’!ประกาศชื่อ‘7 ทหารต่างชาติ’ได้สิทธิ์เรียนปีหน้า พร้อมเปิดชื่อ‘ผบ.หน่วยทหาร-ตร.’ตบเท้าเข้าศึกษา ‘ผบ.มทบ.11-ผบ. พล.ร.9 -น้อง เสธ.หิ-ผบช.น.’นำทีม

15 สิงหาคม 2568 สภา วปอ. เสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติรายชื่อ ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ.ประจำปีการศึกษา2568-2568 จำนวน 294 คน ประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน ภาคธุรกิจ โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาต่างประเทศจำนวนทั้งหมด 7 นาย Colonel Ari Pramana Sakti สาธารณรัฐอินโดนีเซีย,Colonel Aung Aungbeto สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, Brigadier General Khairol Muzambi bin Salehin ประเทศมาเลเซีย,Captain Lin Huang สาธารณรัฐประชาชนจีน, SLTC NG Kiang Chuanbam สาธารณรัฐสิงคโปร์, Colonel Nguyen Minh Hai สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ,Captain Paul Christopher Welch โดยปีนี้ ปรากฏว่าไม่มีชื่อผู้เข้ารับการศึกษาจาก หน่วยงานความมั่นคงของกัมพูชา

แหล่งข่าว ระบุว่า ในแต่ละปีมีที่นั่งให้กับนักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาศึกษาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป 7-10 ที่นั่ง โดยกัมพูชาได้รับสิทธิ์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่อเนื่องมาตลอดช่วง 5 -7ปีหลัง โดยในปีนี้สภา วปอ.พิจารณาที่นั่งให้กับชาติอื่นแทน โดยไม่มีกัมพูชา ซึ่งจะเรียกว่าตัดโควตา หรือ  พิจารณาให้ชาติอื่นแทนก็แล้วแต่จะนิยามกัน

สำหรับรายชื่อสำคัญในระดับบังคับหน่วยหลักของกองทัพ เช่น พลตรีกิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 พลตรี ฉัฐชัย มีชั้นม่วง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 ,พลตรียอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ,พลตรี ยุทธนา มีเจริญ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11  ,พลตรีศรัณย์ รอดบุญธรรม ผู้บัญชากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, พลตรีสมพงษ์ สุขประดิษฐ เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก ,พลตรีสุรสีห์ ศรีวานิช ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ,พลตรีอัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่9 ,พลตรี เอกอนันต์ เหมะบุตร รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, น.อ. ศศิน สวรรคทัต ผู้บังคับการเรือหลวงจักรีนฤเบศร ,นอ. อภิชาติ แก้วดวงเทียน ผู้บังคับการกรมสารวัตรทหารเรือ

ในส่วนของหน่วยงานอิสระ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เช่น พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ,พลตำรวจโท สำราญ นวลมาผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พลตำรวจตรี ทรงกรด เกริกกฤติยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ,พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี1

สุนทรียภาพหายไปไหน? ‘นักเขียนซีไรท์’ชี้ทุกวันนี้ สังคมหยาบกระด้าง จากความขัดแย้งที่เมามัน

สุนทรียภาพหายไปไหน? 'นักเขียนซีไรท์'ชี้ทุกวันนี้ สังคมหยาบกระด้าง จากความขัดแย้งที่เมามัน

สุนทรียภาพหายไปไหน? ‘นักเขียนซีไรท์’ชี้ทุกวันนี้ สังคมหยาบกระด้าง จากความขัดแย้งที่เมามัน

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  “วิมล ไทรนิ่มนวล” ระบุว่า  “สุนทรียภาพหายไปไหน”

นับวัน “สุนทรียภาพ” หรือความรู้สึกถึงงามของศิลปะและธรรมชาติยิ่งจางหายจากใจคนและสังคม สิ่งที่พอกพูนขึ้นทุกวันคือความหยาบกระด้าง – ความอัปลักษณ์ที่คนสร้างขึ้น….จากความขัดแย้งที่เมามัน

เรากำลังทำลายสิ่งดีงามของชีวิตและธรรมชาติ ทั้งนอกตัวเราและภายในตัวเรา และบ่มเพาะความรุนแรงขึ้นแทน

การเมืองและนักการเมือง ผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ เป็นต้นเหตุที่ทำลายคนและสังคม ขณะเดียวกัน คนก็เป็นต้นเหตุที่เลือกนักการเมือง นักแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ขึ้นมาเอง
สุดท้ายเราก็ทำลายตัวเอง เรานั้นรวมถึงผมด้วย