เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ ดำรงตำแหน่ง ‘กกต.’ แทน ‘อิทธิพร-สันทัด’ ที่ครบวาระ ชง‘วุฒิสภา’ ให้ความเห็นชอบต่อ

เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ ดำรงตำแหน่ง ‘กกต.’ แทน ‘อิทธิพร-สันทัด’ ที่ครบวาระ ชง‘วุฒิสภา’ ให้ความเห็นชอบต่อ

เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ ดำรงตำแหน่ง ‘กกต.’ แทน ‘อิทธิพร-สันทัด’ ที่ครบวาระ ชง‘วุฒิสภา’ ให้ความเห็นชอบต่อ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘คกก.สรรหากรรมการองค์กรอิสระ’ เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ ดำรงตำแหน่ง ‘กกต.’ แทน ‘อิทธิพร-สันทัด’ ที่ครบวาระ ชง‘วุฒิสภา’ ให้ความเห็นชอบต่อ

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ ที่มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และผู้แทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2 คน คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร โดยหลังจากนี้กระบวนการส่งรายชื่อให้สมาชิกวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ด้วยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และศาสตราจารย์สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. จะพ้นจากตำแหน่งตามวาระในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ให้ดำเนินการสรรหากรรมการใหม่ภายใน 120 วันก่อนที่กรรมการจะครบวาระ

‘ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์’ฉบับใหม่ ลงตัวเตรียมประกาศใช้

‘ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์’ฉบับใหม่ ลงตัวเตรียมประกาศใช้

‘ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์’ฉบับใหม่ ลงตัวเตรียมประกาศใช้

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

‘ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์’ฉบับใหม่ ลงตัวเตรียมประกาศใช้

15 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี  จัดเสวนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน แก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากแตกต่างสุดขั้วสู่จุดร่วม สร้างสมดุล”

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบันเดิมใช้มากว่า 17 ปี มีทั้งประสิทธิภาพและปัญหาในเวลาเดียวกัน จึงต้องยกยกร่างใหม่ ซึ่งผ่านการพิจารณาของ สส.และ สว.แล้ว ยอมรับว่า ในการพิจารณาในแต่ละขั้นตอนมีความท้าทาย และยากเพราะต่างฝ่ายต่างมีความคิดของตัวเอง และมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาพิจารณาร่วมกัน มีการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงประเทศจีน ที่มีการผลิต จำหน่ายสุรา แต่มีมาตรการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เด็ดขาด อีกทั้งยังไปเยี่ยมผู้ป่วยจากการดื่มที่สถาบันธัญญารักษ์ รับฟังผู้ผลิตไวน์ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย ทำให้แต่ละฝ่ายเริ่มเข้าใจกัน และมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นำมาสู่การแสวงหาจุดร่วม ทำให้ในช่วงท้ายๆของการพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น 

ด้านนพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ในคณะกรรมการควบคุม ก็เพิ่มสัดส่วนผู้แทนกระทรวงต่างๆ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจเข้าไปร่วมด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ซึ่งหากพิจารณาในเรื่องที่ผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องออกจากที่ประชุม โดยชุดนี้จะมีอำนาจในการออกกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการผ่องถ่ายอำนาจบางอย่างไปให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดและ กทม.เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมให้ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชน เข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ต้องมีการจัดประชุมอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง

ทั้งนี้ในด้านการควบคุม แม้จะมีการยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ที่กำหนดเรื่องช่วงเวลาห้ามจำหน่ายตั้งแต่ 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. แล้วแต่ยังคงมีอนุบัญญัติเดิมที่กำหนดเวลาขายไว้ซึ่งขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการ  ส่วนข้อถกเถียงเรื่องการขายผ่านตู้อัตโนมัตินั้น ตู้ฯ ต้องสามารถยืนยันตัวตนของผู้ซื้อได้ บอกอาการของผู้ซื้อได้ ซึ่งในอนาคตระบบ AI อาจจะทำได้ แต่การวางตู้ต้องไม่ตั้งในสถานที่ห้าม เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานพยาบาล  ปั๊มน้ำมันเป็นต้น และต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ว่ามาทำหน้าที่แทนร้านค้าหรือเป็นเพียงอุปกรณ์ในร้านค้าเท่านั้น เรื่องนี้ยังต้องคุยในรายละเอียดและออกข้อกำหนดอีกครั้ง

“โดยกฎหมายเพิ่มโทษหนักผู้ที่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมา ซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์กำหนดในรายละเอียด ถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ  โทษปรับนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมห้าเท่าเป็น 100,000 บาท  แล้วถ้าผู้ซื้อคนนั้นไปก่อเหตุ ต่อเนื่องจากการดื่ม  ทางร้านก็จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีโทษหนัก และรับผิดชอบร่วม กฎหมายจึงให้สิทธิเรียกตรวจบัตรประชาชนผู้ซื้อได้ด้วย  ในส่วนของการห้ามโฆษณานั้นหลักใหญ่ยังคงห้ามอยู่แต่กฎหมายเปิดช่องให้สามารถสื่อสารได้บางส่วน ซึ่งต้องมีกฎหมายลูกออกรายละเอียดตามมา การใช้ตราเสมือนมาเลี่ยงโฆษณาแบบในอดีตจนทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำไม่ได้ เป็นต้น และตอนนี้กฎหมายผ่านวุฒิสภาแล้ว ก็รอทูลเกล้า ลงพระปรมาภิไธย และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่ง กฎหมายจะมีผลบังคับใช้หลัง 60 วันหลัง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา” นพ.นิพนธ์ กล่าว 

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตกร กรรมาธิการฯ ผู้เสนอกฎหมายพรรคประชาชน กล่าวว่า พ.ร.บ.มีหลายร่าง และแตกต่างกัน การพิจารณาจึงค่อนข้างยาก แต่ด้วยการพูดคุยผ่านกลไกรัฐสภาจนสุดท้ายแล้วความเห็นที่แตกต่างกันก็มีประโยชน์ ที่ทำให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายที่มีความกลมกล่อม ซึ่งรวมไปถึงภาพรวมของสังคม คือเกิดความเข้าใจกันของฝ่ายนักรณรงค์ และฝ่ายผู้ประกอบการ นี่คือความสวยงามของระบบประชาธิปไตยผ่านรัฐสภา ซึ่งสาระหลักของกฎหมายไม่ได้สมบูรณ์อย่างที่เราอยากได้ไปทั้งหมด หลักๆ กฎหมายมีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการคุ้มครองประชาชน  เช่น การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย เดิมคนโพสต์ถูกปรับหมด ก็มีการแก้ไขว่า หากการโพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ไม่ได้มีเจตนาโฆษณาหรือเป็น influencer ก็ไม่มีความผิด แต่ที่เราอยากเห็นคือการห้ามโฆษณาให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปี  ส่วนคนเกิน 20 ปี สามารถรับรู้การโฆษณาได้ ประเด็นนี้ต้องว่ากันต่อไปในอนาคต เป็นต้น

ขณะที่ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย กรรมาธิการฯ นักวิชาการผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฯ กล่าวว่า ภายหลังมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน  จนตกผลึกในร่างพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่แล้ว ในเร็วๆ นี้ จะมีการจัดเสวนา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจสาระสำคัญของ พ.ร.บ. เป็นการเตรียมตัวให้กับผู้ประกอบการ สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุบัญญัติ เช่น การติดป้ายเตือนไม่ขายให้กับเยาวชน และผู้มีอาการมึนเมา เป็นต้น ส่วนตัวมองว่าอย่างน้อยกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไป และนักวิชาการ สามารถแบ่งปันประสบการณ์ ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยไม่ต้องกลัวจะถูกดำเนินคดีหรือเสียค่าปรับจำนวนมาก เหมือนในอดีต เช่น ในช่วงโควิด

โดยปี 2563 ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก ถูกเรียกไปสอบสวนเรื่องการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสื่อออนไลน์ ส่วนใหญ่ยอมจ่ายค่าปรับ บางร้านมีเพียงภาพแก้วเบียร์บนเมนูก็ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล ต้องเสียค่าปรับและสูญเสียรายได้กว่าล้านบาทในช่วงต่อสู้คดี นอกจากนี้เมื่อทราบว่ามีส่วนแบ่งจากค่าปรับ เป็นเงินสินบนรางวัล ให้กับเจ้าหน้าที่ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการล่าเงินรางวัล ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมากขึ้น

ส่วนนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมผลักดันให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย กลางปี 2548 ก่อนจะสำเร็จและบังคับใช้ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2551 และออกกฎหมายลูกหลายฉบับตามมา อาทิ การห้ามขาย ห้ามดื่มบนรถไฟและสถานีรถไฟ การห้ามดื่มบนรถขณะอยู่บนทาง มาจนถึงการห้ามขายทางออนไลน์  ซึ่งเป็นฉบับที่มีเสียงคัดค้านหนัก ประกอบกับในช่วงโควิด ผู้ประกอบการรายย่อยและเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ถูกดำเนินคดีความผิดตามมาตรา 32 ว่าด้วยการห้ามโฆษณาจำนวนมาก จึงมีนำมาซึ่งการเสนอแก้ไขกฎหมายของผู้ประกอบการและผลักดันจนเข้าสภา และมีร่างของภาคประชาสังคม พรรคการเมือง กระทรวงสาธารณสุข ตามมารวมเป็น 5 ฉบับ 

ในช่วง กรรมาธิการ ของ สส. ต้องยอมรับว่าประธาน กมธ. มีส่วนสำคัญมาก ที่กล้าปักธงว่าจะให้มีการพูดคุยกันอย่างเต็มที่ และจะพยายามไม่ให้มีการโหวต  ซึ่งก็ทำได้จริง แม้ในช่วงแรกๆ จะปะทะกันทางความคิดหนักมาก อยู่ในช่วงของความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ แต่ด้วยกระบวนการที่ถูกวางให้ทำงานร่วมกัน ไปลงพื้นที่ดูผู้ป่วยที่ติดเหล้า ไปดูความยากลำบากของผู้ประกอบการรายย่อย ไปดูงานในหลายๆที่  การได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  คิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายเปิดใจ ลดราวาศอก เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น และค่อยๆ ค้นหาจุดร่วมที่ยอมรับกันได้ อีกทั้งการไม่เร่งรีบจนเกินไปทำให้มีเวลาในการทำงานเต็มที่  หลังจากนี้ก็คาดหวังว่าจะเกิดการปรับตัวกันทุกฝ่าย  ให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ แต่กระบวนการออกกฎหมายลูกก็มีส่วนสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ดำเนินการอภิปราย กล่าวในตอนท้ายว่า จากการรับฟังที่มาและกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คือบทบาทของรัฐสภาในฐานะเวทีแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม โดยเฉพาะในชั้นคณะกรรมาธิการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีมุมมองต่อการผลิต การบริโภคสุราและมิติสุขภาพและสังคมที่แตกต่างกัน ได้ถกเถียง แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนได้ข้อสรุปที่ทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย คุ้มครองผู้บริโภค และปกป้องความปลอดภัยของสังคม กระบวนการนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ได้มีแค่การโหวต แต่คือการฟังกันอย่างตั้งใจ และหาทางออกร่วมกัน วันนี้เราได้เห็นแล้วว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับกฎหมาย แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐสภาสามารถเป็นเวทีที่คนเห็นต่างมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และหาทางออกร่วมกันได้ 

“ผมเชื่อว่า ถ้าเรานำวิธีคิดและวิธีทำงานแบบนี้ไปใช้กับปัญหาอื่น ๆ ในสังคม เราจะสามารถหาทางออกได้โดยไม่ต้องแบ่งข้าง และไม่ต้องปิดกั้นความเห็นที่แตกต่าง และรัฐสภาจะยังคงเป็นเวทีของทุกคน เป็นพื้นที่ที่เราสามารถสร้างอนาคตร่วมกันได้ และการให้มีร่าง พ.ร.บ. ที่มาจากประชาชนพิจารณาไปด้วยจึงสร้างสมดุลได้ดี” รศ.ดร.บุญเลิศ กล่าว

‘กกต.จังหวัด’ยังต้องประเมินสถานการณ์ กำหนดวัน‘เลือกตั้งซ่อม’ เขต 5 ศรีสะเกษ

‘กกต.จังหวัด’ยังต้องประเมินสถานการณ์ กำหนดวัน‘เลือกตั้งซ่อม’ เขต 5 ศรีสะเกษ

‘กกต.จังหวัด’ยังต้องประเมินสถานการณ์ กำหนดวัน‘เลือกตั้งซ่อม’ เขต 5 ศรีสะเกษ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

‘เลขาธิการ กกต.’เผย‘กกต.จังหวัด’ยังต้องประสานหน่วยงานความมั่นคงประเมินสถานการณ์ เพื่อกำหนดวัน‘เลือกตั้งซ่อม’ เขต 5 ศรีสะเกษ ระบุประกาศ กกต.ให้ขยายเวลาการจัดการเลือกตั้งได้จนกว่าสถานการณ์จะสงบเรียบร้อย

15 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น  กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 หลังเลื่อนวันเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้สถานการณ์ถือว่าดีขึ้น  เพราะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือ กปน. กลับเข้าไปในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว แต่ต้องรอสิ่งที่จะรับรองถึงความปลอดภัยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ด้วย  ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งกกต. เขตในพื้นที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง ได้มีการไปประสานกับฝ่ายความมั่นคง    ว่า สถานการณ์ขณะนี้พร้อมจะให้มีการเลือกตั้งซ่อมได้หรือไม่ ถ้าได้รับความปลอดภัย กกต.ก็จะมีการพิจารณากำหนดการเลือกตั้งต่อไป   ซึ่งในพื้นที่ก็จะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะกองทัพ ภาคที่ 2 ล่าสุดเมื่อวานนี้(14สิงหาคม)ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้มีการประสานงานไปแล้ว

ส่วนจะเป็นทหารที่จะช่วยกำหนดวันเลือกตั้งให้กับ กกต.หรือไม่นั้น  เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ตนเองไม่สามารถตอบได้ แต่ได้มีการประสานกับฝ่ายความมั่นคงแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนจะมาใช้สิทธิ์อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ กกต.สามารถที่จะขยายระยะเวลาการกำหนดวันเลือกตั้งได้เรื่อยๆ  ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ กกต.ที่ระบุไว้ว่าจนกว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อย ดังนั้น ก็ต้องรอดูว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อยเมื่อใด จึงทำให้ กกต.ต้องไปประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่

ประชุม RBC เริ่มแล้ว! ‘ไทย-กัมพูชา’ถก 5 ข้อหลักพื้นที่ชายแดน

ประชุม RBC เริ่มแล้ว! 'ไทย-กัมพูชา'ถก 5 ข้อหลักพื้นที่ชายแดน

ประชุม RBC เริ่มแล้ว! ‘ไทย-กัมพูชา’ถก 5 ข้อหลักพื้นที่ชายแดน

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมบ้านทะเลภู รีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีการประชุมคณะทำงานในคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค : RBC (Regional Border Committee) ระดับกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดน ส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ฝ่ายไทย : กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ฝ่ายกัมพูชา คือ ภูมิภาคทหารที่ 3 กองทัพบก ราชอาณาจักรกัมพูชา ฝ่ายไทยมี น.อ.อุดม กุลศิริปัญโญ เสนาธิการ กปช.จต.(กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีตราด) เป็นประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วย น.อ.สุรชัย ตันเจริญ รอง เสธ.กปช.จต น.อ.ภริศวร์ วงษ์เพ็ญศรี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) น.อ.ธรรมนูญ วรรณา หัวหน้าฝ่ายกองยุทธการ (หก.ยก.กปช.จต.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยร่วม โดยฝ่ายกัมพูชานำโดย พล.ต.มุม ซาเมอดี รองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 3 (รอง ผบ.ภท.3) นายสุวรรณ บุนเทือน ประธาน สนง.ตรวจสอบจุดผ่านแดนถาวรจําเยียม และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเกาะกงร่วมประชุมพร้อมหน่วยงานชายแดนต่างๆ 30 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า 100 คน

การประชุมครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปฟังการประชุมและบันทึกภาพระหว่างการประชุม แต่จะอนุญาตให้เข้าในการประชุมระดับประธานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 และจะมีการแถลงข่าวภายหลังประชุมแล้วเสร็จ

ส่วนการประชุม RBC ในวันนี้ เป็นการประชุมระดับเลขานุการด้านชายแดนก่อนเบื้องต้น โดยประเด็นหลักๆ มี 5 ประเด็นด้วยกัน คือ

1.การหยุดยิง ด้วยอาวุธทุกชนิด ทั้งการโจมตีบุคคลพลเรือน เป้าหมายทางพลเรือน และเป้าหมายทางทหารทุกกรณีและทุกพื้นที่

2.ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และทุกพื้นที่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังตลอดแนวชายแดน

3.ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่าจะไม่มีการเพิ่มกำลังเข้ามาในพื้นที่อำเภอชายแดนตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

4.การยั่วยุ ห้ามทั้งสองฝ่ายมีการยั่วยุกันอาจนำไปสู่การตรึงเครียด และละเว้นการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรุกล้ำเขตน่านฟ้า และการใช้อากาศยานไร้คนขับ

และ 5.ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันปฏิบัติตามกฏมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ พักอาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาลในกรณีได้รับบาดเจ็บ โดยทางทหารที่อยู่ในความควบคุมจะต้องได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศทันที

ทั้งนี้ แนวทางการประชุม RBC ของระดับเลขานุการในวันนี้ ส่วนไทยและกัมพูชาจะหารือในรายละเอียดเพื่อนำข้อสรุปทั้ง 5 ประเด็น ให้แต่ละฝ่ายพิจารณาว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร เพื่อนำเสนอให้ประธานทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนาม รับข้อเสนอและพรุ่งนี้ 16 ส.ค.68 คาดจะมีการประชุม RBC ระดับผู้นำเหล่าทัพอีกครั้งหนึ่ง

– 006

‘ชูศักดิ์’มั่นใจคำชี้แจง‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง ไม่มีเจตนาทำประเทศเสียหาย ย้ำไม่มีแผนสำรอง

‘ชูศักดิ์’มั่นใจคำชี้แจง‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง ไม่มีเจตนาทำประเทศเสียหาย ย้ำไม่มีแผนสำรอง

‘ชูศักดิ์’มั่นใจคำชี้แจง‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง ไม่มีเจตนาทำประเทศเสียหาย ย้ำไม่มีแผนสำรอง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘ชูศักดิ์’มั่นใจคำชี้แจง‘นายกฯ’ปมคลิปเสียงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนาทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีประเทศเสียหาย ย้ำไม่มีแผนสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง

เมื่อเวลา 14.40 น.วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ศาลรธน.) กรณีคลิปเสียงสนทนากับนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า เป็นคำชี้แจงที่เป็นไปตามข้อเท็จจริง น.ส.แพทองธาร ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศลดน้อยลงอะไรเลย ข้อเท็จจริงก็เป็นข้อที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไป

เมื่อถามว่า คำชี้แจงเรื่องถ้อยคำที่พูดถึงแม่ทัพภาคที่ 2 และคำว่า “อยากได้อะไรบอกมา” ถือว่าชี้แจงเคลียร์หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ดี ครอบคลุมหมด

เมื่อถามว่า รับทราบหรือไม่ว่าใครเป็นทีมร่างกฎหมายให้นายกฯ นายชูศักดิ์ ปฏิเสธว่า บอกไม่ได้

เมื่อถามว่า วันที่ 21 ส.ค. ที่ศาล รธน. เรียกไต่สวนพยานนายกฯ ควรต้องไปเองหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ ไปก็ได้หรือมอบหมายก็ได้ เช่น ให้ทนายหรือนักกฎหมายไป

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ไปด้วยตนเอง กับมอบหมายไป อย่างไหน จะได้เปรียบมากกว่ากัน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเคลียร์หรือไม่ ชัดเจนหรือยัง

เมื่อถามว่า นายกฯ ขอพยาน 5 คน แต่ศาล รธน. ให้เพียงหนึ่งคน คือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มองอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนมองดูแล้วศาล รธน.มองในเรื่องความมั่นคง เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำร้อง ว่าไปทำลายความมั่นคงหรือไม่ จึงนำพยานที่เกี่ยวกับความมั่นคงไปพูดและให้ถ้อยคำ ซึ่งถือว่าตรงประเด็น

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการพูดถึงแผน 1 หรือแผน 2 หรือไม่ หาก น.ส.แพทองธาร ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดเลย และอย่าไปคาดเดา ให้ถึงเวลาก่อน เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็แจ้งปัญหากันไป ซึ่งขณะนี้ยังมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสามารถยุบสภาได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายและมีความเห็น 2 ฝ่าย และสิ่งที่สื่อถามก็ไปไกล ซึ่งสื่อคิดไปเช่นนั้น แต่ตนบอกว่าไม่ใช่ เพราะไม่ถึงขนาดนั้น และเรายังไม่คิดว่าอะไรจะเป็นอย่างไร

ไม่เป็นคุณต่อไทย! ‘ภูมิใจไทย’หนุนยกเลิก MOU 43-44 หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน

ไม่เป็นคุณต่อไทย! 'ภูมิใจไทย'หนุนยกเลิก MOU 43-44 หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน

ไม่เป็นคุณต่อไทย! ‘ภูมิใจไทย’หนุนยกเลิก MOU 43-44 หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงจุดยืนชัด หนุนให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เป็นผลดีต่อไทย หวั่นผลประโยชน์สองตระกูลทับซ้อน และการคงไว้ซึ่ง MOU ดังกล่าวอาจกลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ด้านดินแดนในอนาคต

นายไชยชนก กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายที่ต้องการยกเลิกมองว่า MOU ทั้งสองฉบับส่งผลกระทบต่อเขตแดน และปัจจุบันไทยกำลังเผชิญการรุกล้ำดินแดนอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรม ขณะที่ฝ่ายที่ต้องการคงไว้ให้เหตุผลว่าจำเป็นเพื่อรักษาช่องทางเจรจาระหว่างประเทศ แต่ตนยืนยันว่า แม้ไม่มี MOU ไทยและกัมพูชาก็ยังสามารถเจรจาทวิภาคีกันได้

MOU ปี 2543 เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชายังมีข้อพิพาทคาราคาซัง ส่วน MOU ปี 2544 เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตทางทะเลที่อุดมด้วยทรัพยากรมหาศาล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ หลายฝ่ายเห็นพ้องว่านี่คือจังหวะเหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลควรหยิบประเด็น MOU 43 และ 44 มาพิจารณายกเลิก เนื่องจากกัมพูชาแสดงออกถึงการไม่เคารพกฎเกณฑ์ด้วยการละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง มีแต่ทางไทย ที่พยายามรักษาสิ่งเหล่านี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของความไม่ไว้วางใจในรัฐบาล และข้อกังวลว่า MOU สองฉบับนี้มีเป้าหมายสำหรับประโยชน์ต่อสองตระกูลมากกว่าต่อสองประเทศ จึงอยากให้มีการตั้งกรรมาธิการมาพิจารณาหาความจริง และทางออกที่เหมาะสม

นายไชยชนก เสนอว่า หากมีความจำเป็นควรพิจารณาทำข้อตกลงทวิภาคีฉบับใหม่ให้ชัดเจน และรัดกุมกว่าเดิม พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายควรฟังเสียงประชาชน โดยส่วนตัวมองว่าควรพิจารณาถึงขั้นทำประชามติในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและได้รับการยอมรับจากสังคมทั้งประเทศ

ขยี้วงการสงฆ์!‘เด็ก ปชน.’อภิปรายฉะ‘งบสำนักพุทธฯ’เอาเงินให้พระถือ-ตั้งสมณศักดิ์ ทำเละเทะ

ขยี้วงการสงฆ์!‘เด็ก ปชน.’อภิปรายฉะ‘งบสำนักพุทธฯ’เอาเงินให้พระถือ-ตั้งสมณศักดิ์ ทำเละเทะ

ขยี้วงการสงฆ์!‘เด็ก ปชน.’อภิปรายฉะ‘งบสำนักพุทธฯ’เอาเงินให้พระถือ-ตั้งสมณศักดิ์ ทำเละเทะ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘ภัณฑิล’ซัด‘งบสำนักพุทธฯ’ เอาเงินให้พระถือ-ตั้งสมณศักดิ์ ทำ‘วงการสงฆ์’เละเทะไปหมด ขัดหลักธรรม ลั่น‘พระพุทธเจ้า’รู้คงตกใจ ถูกนำคำสอนไปบิดเบือน แปรเปลี่ยน

15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่3 เข้าสู่การพิจารณา มาตรา 27 สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนขอออกตัวก่อนว่า สิ่งที่ตนพูดอาจจะไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่ เพราะต้องพูดว่า นักการเมืองไม่ค่อยอยากไปยุ่งกับพระเท่าไหร่ พระเป็นหัวคะแนน เป็นอินฟลูระดับชุมชน แต่ตอนนี้ ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากรายละเอียดงบประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท ในฐานะพุทธศาสนิกชน ตนเห็นว่าการใช้เงินงบประมาณแบบนี้ เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ขัดต่อหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่แปลกใจเลยว่า วันนี้การดำรงอยู่ของสงฆ์ ทำไมถึงเละเทะมีปัญหาแบบนี้ 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริง ในงบบุคลากรกว่า 1,600 ร้อยล้านบาท นึกว่าเป็นข้าราชการไม่ใช่ แต่เอาเงินไปให้พระถือ ซึ่งพระจริงๆ ไม่ควรจะถือเงิน ไม่สามารถจัดการกับคนเลวๆ ที่แฝงตัวอยู่ เอาเงินไปแบบนี้ เละหมด ว่างมาก แทนที่จะเอาเวลาไปปฏิบัติธรรม มีแต่ข่าวอะไรก็ไม่รู้ อย่าเสพติดเลย ยุ่งกับเรื่องทางเพศเอยหลายเรื่องก็ไม่ใช่ภารกิจของตัวเอง ทั้งยังซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น งบฯนี้ยังเอาไปทำอะไรเลอะเทอะเยอะแยะมากมายซึ่งคือการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายเป็นเงินเดือนของพระสงฆ์ ทั้งที่ในประเทศนี้มีทั้งคนไม่นับถือศาสนา มีคนที่นับถือศาสนาอื่น ถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่

“พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่า ให้ละทางโลก แสวงหาทางดับทุกข์ แต่รัฐกับมาจ่ายเงินเดือนส่งเสริมให้พระมีเงินเดือนสะสมความมั่งคั่ง ถ้าพระพุทธเจ้ารู้ก็คงตกใจ ที่มีการแปรเปลี่ยนปิดเบือนไปขนาดนี้ จึงขอเสนอตัดลดออกไปให้หมดเพราะชาวบ้านทำบุญตักบาตรอยู่แล้ว ไปไหนมาไหนพระไม่ต้องเสียเงิน เอาเงินให้พระทำไม” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังควรถอดยศขุนนางพระ วิเคราะห์คือการเอาเรื่องอุปโลกน์ไปยัดเยียดให้สงฆ์ ตั้งสมณศักดิ์ เพราะพระกลายเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจทางธรรม ผ่านกลไกมหาเถรสมาคม ไม่ใช่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มีการวิ่งเต้นของตำแหน่งกันเยอะแยะ มัวหมองชั่วร้าย ในหลวง ก็เพิ่งยกเลิกการแต่งตั้งสมณศักดิ์ไปขณะที่เรื่องพัดยศก็เป็นครั้งแรกที่คณะกรรมาธิการสามารถตัดออกไปได้ เพราะพระผู้ใหญ่ออกไปกว่าครึ่ง โชคมาก ที่ถูกถอด ลาสิกขา ปาราชิก กลายเป็นสมีไปหมดแล้ว ส่วนเรื่องตำรวจพระ ก็ไม่สามารถปราบอลัชชีได้ ทั้งยังพบการทุจริต การบริจาคมากมาย การซื้อขายตำแหน่ง เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าอยู่ในพระวินัย เน้นการปฏิบัติ ก็คงไม่มีอะไรแบบนี้ ตลอดจน ควรลดพิธีกรรมต่างๆ ด้วย

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนการดำเนินการที่ผิดภารกิจ ซึ่งหลายอย่างก็ไปอิงอ้างถึงสถาบันฯ ก็ควรย้ายไปอยู่ในที่ถูกที่ควร ไม่ใช่การอุดหนุนเรื่องการศึกษา ที่เป็นการไปแย่งงานกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งยังมีการเลือกปฏิบัติสนับสนุนวัดที่รวยอยู่แล้วอีก ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้

1.สำนักงานพระพุทธศาสนาไม่มีรายละเอียดของแต่ละรายการ เช่น เงินอุดหนุนวัด จึงขอให้การยื่นขอรับงบประมาณในปีต่อไป จะต้องระบุ ชื่อวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และควรแนบหลักเกณฑ์ของการ ขอรับเงินอุดหนุนอย่างเป็นรูปธรรม

2.การที่รัฐอุปถัมภ์เฉพาะพระพุทธศาสนา อาจทําให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับศาสนาอื่น จึงเสนอให้แยกรัฐออกจากศาสนา การนับถือ ศาสนาเป็นเรืองความเชื่อส่วนบุคคล

3. เสนอให้เพิ่มงบประมาณจัดทำระบบตรวจสอบทรัพย์สินของวัด บัญชีส่วนตัวของพระ และไวยาวัจกร ตลอดจนมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

‘พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล’ออกโรง! ซัด’กัมพูชา’โกหกไม่เลิก บิดเบือน’ไทย’ใช้อาวุธเคมีในเวทีโลก

'พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล'ออกโรง! ซัด'กัมพูชา'โกหกไม่เลิก บิดเบือน'ไทย'ใช้อาวุธเคมีในเวทีโลก

‘พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล’ออกโรง! ซัด’กัมพูชา’โกหกไม่เลิก บิดเบือน’ไทย’ใช้อาวุธเคมีในเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

“พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล”ออกโรง! ซัด”กัมพูชา”โกหกไม่เลิก บิดเบือน”ไทย”ใช้อาวุธเคมี แฉมีขบวนการตามจิกไทยต่อเนื่อง แจงยิบขั้นตอนฟ้อง OPCW แต่ไม่ทำ เสนอตัวแจงเวทีโลกให้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่กองทัพบก พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ที่ปรึกษากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก และผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ชีวะ รังสีและนิวเคลียร์ แถลงชี้แจงว่า ตนได้รับการแต่งตั้งจากองค์การสหประชาชาติ ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเคมี ได้ผู้ตรวจอาวุธเคมี ณ ประเทศอิรัก ตั้งแต่ปี 2534 ถือเป็นประสบการณ์การทำงานในระดับโลก ซึ่งอาวุธเคมีเป็นหนึ่งในอาวุธที่สามารถทำลายสูง ซึ่งอาวุธเหล่านี้มีกฎหมายระหว่างประเทศควบคุมอยู่

สำหรับอาวุธเคมี มีอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี ควบคุมอยู่ ซึ่งกัมพูชาและไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ โดยมีสาระสำคัญคือ 1.ห้ามผลิต ห้ามสะสมอาวุธเคมี และถ้ามีในครอบครองให้ทำลายอาวุธเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายระหว่างประเทศอีกฉบับคือ พิธีสารเจนีวา ค.ศ.1925 ว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธซึ่งอันนี้มีเคมี ซึ่งองค์การสหประชาชาติถือว่าชาติที่เป็นสมาชิกต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น ไทยที่เป็นสมาชิกมานานแล้ว จึงเชื่อว่าไม่มีอาวุธเคมี เพราะเราปฏิบัติตามกฎระเบียบเคร่งครัด

การกล่าวหาของกัมพูชาที่ว่าทหารไทยโจมตีด้วยอาวุธเคมี โดยมีภาพประกอบเป็นเครื่องบินไอพ่น 2 เครื่องยนต์ โปรยของเหลวสีแดง ถูกจับได้ว่าเป็นภาพที่นำมาจากต่างประเทศ เป็นการดับไฟป่าที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพราะใต้ภาพนั้นเป็นบ้านเรือนของชาวอเมริกัน ซึ่งต่างกับบ้านเมืองของกัมพูชา ในที่สุดถูกจับได้ว่าเป็นความเท็จ ซึ่งเรื่องก็น่าจะจบ แต่ในช่วง 1 – 2 วันนี้ จะเห็นว่ามีทหารกัมพูชาใส่หน้ากากออกมาถ่ายรูปหรือถ่ายทำคอนเทนท์ โดยอ้างว่ายังมีความกลัวอยู่ ถือเป็นการรื้อฟื้นเรื่องเก่าทั้งที่ถูกจับได้ว่าเป็นเรื่องเท็จ เพื่อมากล่าวหาเพิ่มเติม หรืออ้างว่าเขายังกลัวอยู่ให้เวทีต่างประเทศรับทราบ ทำให้ประเทศไทยถูกรบกวน ว่าเราเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีการกล่าวหาว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริง การดำเนินการในวิธีที่ถูกต้อง กัมพูชาจะต้องร้องเรียนไปที่องค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons : OPCW) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมนำหลักฐาน เช่นทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธเคมีที่ไทยใช้ หรือผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ที่จะต้องบันทึกว่ามีอาการป่วยอย่างไร หรือเก็บตัวอย่างโลหิต ปัสสาวะ ไปตรวจในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อพิสูจน์ยืนยัน นอกจากนี้ กัมพูชายังต้องเก็บหลักฐานสภาพแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ต้นไม้ ใบไม้ ที่ปนเปื้อนในบริเวณนั้น ส่งไปตรวจห้องปฏิบัติการที่ได้รับการทางเคมีที่ได้รับการยอมรับ และองค์การห้ามอาวุธเคมี ก็จะสอบถามมาที่ประเทศไทยซึ่งหากมีคำชี้แจงที่เชื่อถือได้ เขาจะยุติการตรวจสอบ แต่ถ้ายังติดใจสงสัยจะมีการส่งผู้ตรวจอาวุธมายังประเทศไทย เพื่อตรวจตามคำกล่าวหา แต่ที่ผ่านมากัมพูชา ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ได้แต่กล่าวหาไทยลอยๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยและกัมพูชาที่อยู่ตามแนวชายแดน

“ผมได้รับคำถามมากมายมาจากชายแดน ว่าต้องทำตัวอย่างไร มีจริงหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่จริง เพราะเขาถูกจับได้แล้วว่านำภาพปลอมมาใช้ และไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ผมยืนยันหนักแน่นแน่นอน กัมพูชาได้แต่เผยแพร่คำกล่าวหาที่ไร้หลักฐานในเวทีต่างประเทศ และสถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศ”

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ยังได้กล่าวให้กำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า ว่า ขอให้ให้กำลังใจทั้งทหารบกทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน ขอให้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและความปลอดภัย ตนเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ฝากความหวังของประเทศไทยไว้กับพวกท่านด้วย

เมื่อถามว่า นานาชาติจะเข้าใจเหมือนที่ท่านอธิบายหรือไม่ หรือจะเชื่อในสิ่งที่กัมพูชาบิดเบือน พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล กล่าวว่า หลายประเทศก็ไม่เชื่อ เพราะถูกจับเท็จได้ แต่ก็มีบางประเทศหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ชัดเจน ซึ่งตนได้ข่าวมาว่าพยายามจะมาจิกไทย ด้วยสงสัยหรือได้รับการว่าจ้าง ตนไม่ทราบ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศก็ต้องไปชี้แจงความเข้าใจ เพราะกระทรวงมีนักการทูต แต่ถ้านักการทูตไม่เก่งด้านเทคนิค ก็ต้องเรียกผู้สนับสนุนที่เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคไปช่วยชี้แจงก็ได้ ตนยินดีไปและได้แจ้งกับกระทรวงต่างประเทศแล้ว

เมื่อถามว่า มีกลุ่มขบวนการที่พยายามบิดข้อมูล เพื่อให้เชื่อข้อมูลทางฝั่งกัมพูชามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล กล่าวว่าตนบอกไม่ได้ แต่ตอนนี้มีความพยายามจิกไทยอยู่ ยังไม่เลิก และพยายามขุดเรื่องย้อนหลังไป ซึ่งเราไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเรามีประวัติที่สะอาด การมาพูดวันนี้เพื่ออธิบายขั้นตอนการดำเนินการ หากเห็นว่ามีการใช้อาวุธเคมี จะต้องทำอย่างไร ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อชวนเชื่อไปเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าการโฆษณาชวนเชื่อได้ผลกับต่างประเทศใช่หรือไม่ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ยอมรับว่า ใช่ เพราะมี 2 ทาง คือ คนเชื่อ และไม่เชื่อ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศที่จะดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ตนอยู่เบื้องหลังหน่วยงานราชการหลายหน่วย แต่ไม่มีใครรู้ว่าช่วยใครบ้าง

เมื่อถามว่า เหตุใดวันนี้จึงออกมาเปิดตัว พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล บอกว่า เพราะรำคาญเสียงนกเสียงกา และกัมพูชาก็เล่นไม่เลิก จึงจำเป็นต้องออกมาเพื่อกระจายความน่าเชื่อถือออกไป ซึ่งข้อมูลฝ่ายไทยหนักแน่นอยู่แล้ว รู้กฎ รู้ระเบียบ

เมื่อถามว่า รำคาญ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เพราะให้ข้อความเท็จบ่อยครั้ง พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล กล่าวว่า เขามีเจ้านาย เจ้านายสั่งอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่งั้นก็โดนไล่ออก

เมื่อถามว่า ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา คนที่มีอำนาจชี้ขาดคือ สมเด็จฮุนเซน และ ฮุน มาเนต ใช่หรือไม่ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล กล่าวว่า “ไม่รู้ ผมไม่ตอบนอกเรื่องอาวุธชีวภาพ เดี๋ยวไปแย่งงานคนอื่นเขา”

– 006

เสี่ยงผูกขาด!‘เครือข่ายกัญชา’ยื่นครม. ค้านกฎกระทรวงบังคับ‘ร้านกัญชา’ต้องเป็นสถานพยาบาล

เสี่ยงผูกขาด!‘เครือข่ายกัญชา’ยื่นครม. ค้านกฎกระทรวงบังคับ‘ร้านกัญชา’ต้องเป็นสถานพยาบาล

เสี่ยงผูกขาด!‘เครือข่ายกัญชา’ยื่นครม. ค้านกฎกระทรวงบังคับ‘ร้านกัญชา’ต้องเป็นสถานพยาบาล

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

‘เครือข่ายกัญชา’ยื่นหนังสือครม. ค้านกฎกระทรวงบังคับ‘ร้านกัญชา’ต้องเป็นสถานพยาบาล ชี้เสี่ยงผูกขาด-ขัดเจตนารมณ์กฎหมาย

15 สิงหาคม 2568 นางสาวช่อขวัญ ช่อผกา ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวว่า วานนี้ (14 สิงหาคม) ตนพร้อมด้วย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการฯ และผู้แทนจากเครือข่ายฯ  ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ยับยั้งกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่….) พ.ศ. … ตามที่ กระทรวงสาธารณสุขได้รับฟังความเห็นของประชาชนในระบบออนไลน์ต่อร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดรูปแบบการจำหน่ายกัญชากล่าวคือกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้สถานที่จำหน่ายกัญชาต้องเป็นสถานพยาบาล เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยไม่เห็นด้วยต่อกฎกระทรวงฉบับนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.กัญชาจัดเป็นสมุนไพรควบคุมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้กำหนดว่าร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมต้องเป็นสถานพยาบาล

2.ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มิได้มีเป้าหมายในการจัดตั้งสถานพยาบาลเพื่อการจำหน่ายสมุนไพรควบคุมแต่มีเจตนาที่ระบุอย่างชัดแจ้งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามีไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ

3.กฎกระทรวงดังกล่าวปรับปรุงมาจากกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ.2559 ซึ่งกฎกระทรวงฉบับเดิมมิได้ระบุให้ร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมต้องเป็นสถานพยาบาล การที่กฎกระทรวงฉบับใหม่ระบุให้ร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมต้องเป็นสถานพยาบาลนั้นเป็นการตีความเกินเลยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542

4.การทำให้ร้านขายกัญชาต้องเป็นสถานพยาบาลนั้นเกินเลยจากข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติและจะนำไปสู่การผูกขาดกัญชาแก่บุคคลบางกลุ่มเท่านั้น โดยการกำหนดรูปแบบร้านจำหน่ายกัญชาควรมีรูปแบบเฉพาะ

นางสาวช่อขวัญ กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอให้คณะรัฐมนตรีได้ยับยั้งกฎกระทรวงดังกล่าวและให้จัดทำกฎกระทรวงเพื่อกำหนดรูปแบบการจำหน่ายสมุนไพรควบคุม(กัญชา)ใหม่โดยยึดหลักเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ซึ่งรัฐมนตรีสามารถประกาศหลักเกณฑ์สำหรับการจำหน่ายสมุนไพรควบคุมได้ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตรงต่อข้อเท็จจริงที่ควรปฏิบัติ ตลอดจนเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ด้านนายประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยอาศัยกฎกระทรวงชื่อ ‘การอนุญาตให้ศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุมหรือจำหน่ายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่…)พ.ศ. …’ ในการบังคับให้ร้านขายกัญชาเป็นสถานพยาบาล

กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเป็นการแก้ไขจากของเดิมคือกฎกระทรวงดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีข้อบังคับว่า ร้านขายสมุนไพรควบคุมต้องเป็นสถานพยาบาล เมื่ออ่านกฎหมายแม่ คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมภูมิปัญญาฯ ซึ่งกฎกระทรวงอ้างตามมาตรา 4 มาตรา46 มาตรา 49 มาตรา50 ก็ไม่มีระบุว่าร้านขายกัญชาต้องเป็นสถานพยาบาล

เลขาธิการเครือข่ายฯ กล่าวด้วยว่า เมื่ออ่าน พ.ร.บ.สถานพยาบาล พบว่าการมีสถานพยาบาลนั้นไม่ได้มีเป้าหมายในการตั้งขึ้นเพื่อขายสมุนไพร แต่ระบุชัดเจนว่า สถานพยาบาลคือ ‘สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ” เป้าหมายของ พ.ร.บ.สถานพยาบาลไม่ใช่มีไว้เพื่อการขายสมุนไพรควบคุม กฎกระทรวงเดิมปี 2559 ไม่มีบังคับว่าร้านขายสมุนไพรควบคุมต้องเป็นสถานพยาบาลอีกทั้งกฎหมายแม่บทของกฎกระทรวงดังกล่าวก็มิได้ระบุว่าร้านขายสมุนไพรต้องเป็นสถานพยาบาล รวมถึง พ.ร.บ.สถานพยาบาลก็มีเป้าหมายเพื่อการรักษาคนของผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่มีไว้เพื่อการขายสมุนไพร

“ดังนั้นการที่กรมการแพทย์แผนไทย นำเงื่อนไขนี้มาใส่ไว้ด้วยเหตุใด นอกจากเจตนาเพื่อผูกขาด เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยจึงต้องไปยื่นหนังสือต่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ผ่านร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมา” นายประสิทธิ์ชัย ย้ำ

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น ‘ความเป็นไทย’ จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น 'ความเป็นไทย' จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น ‘ความเป็นไทย’ จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

15 สิงหาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น Short Film Contest “ความเป็นไทย : Thainess สืบสาน อนุรักษ์ สร้างสรรค์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568

โครงการนี้จัดโดยคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการอนุรักษ์ สืบสาน และสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของเอกลักษณ์ไทย เกิดความรัก ความศรัทธา และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 108 ทีม และมีทีมที่ได้รับรางวัลรวม 13 ทีม ผลงานทั้งหมดมีความยาว 10 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เผยแพร่ผลงานที่ได้รับรางวัลผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในความสามารถของเยาวชนไทย สามารถติดตามได้ที่ http://www.facebook.com/thainess.opm และ http://www.youtube.com/@Thainess_opm

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและปกป้องเอกลักษณ์ของชาติไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า เพื่อให้ความเป็นไทยคงอยู่และงดงามสืบไปในทุกยุคสมัย.

012