‘หมอวี’ แนะ เด็ก ม.5 เตะครู ‘ยกธูปเทียนแพ’กราบขอขมาครู เพื่อโอกาสคืนสู่สังคม

'หมอวี' แนะ เด็ก ม.5 เตะครู 'ยกธูปเทียนแพ'กราบขอขมาครู เพื่อโอกาสคืนสู่สังคม

‘หมอวี’ แนะ เด็ก ม.5 เตะครู ‘ยกธูปเทียนแพ’กราบขอขมาครู เพื่อโอกาสคืนสู่สังคม

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากกรณีนักเรียนชายชั้น ม.5 โรงเรียนเอกชนดัง ใน จ.อุทัยธานี ไม่พอใจผลคะแนนสอบที่ตัวเองได้คะแนน 18 เต็ม 20 รัวหมัดไม่ยั้งทำร้ายครูผู้สอนกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน จนครูได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ

ต่อมา  มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งอ้างว่าเป็นญาติของนักเรียนชายที่ก่อเหตุ โดยได้โพสต์รูป และข้อความระบุว่า นายณัฐพงศ์ หรือน้องจ๊อบ เป็นหลานชายของผมเอง จากที่รู้จักมาน้องจ๊อบเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ไม่เกเร ประวัติไม่เคยเสีย เป็นลูกดีเด่น 3 ปีซ้อน เคยประกวดการแข่งโอลิมปิกสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

แต่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนเราผิดพลาดกันได้ เพียงแต่ว่าผิดพลาดจะแก้ไขมันได้หรือเปล่า ขอวอนสังคมให้อภัยน้องจ๊อบ น้องรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันเป็นที่แน่ชัดว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นญาติของเด็กนักเรียนชายชั้น ม.5 จริงหรือไม่

ล่าสุด  นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า แนะนำว่า ก่อนขอโอกาสจากสังคม ควรยกธูปเทียนแพ ไปกราบเท้าขอขมาคุณครูด้วยความจริงใจก่อนเลยครับ เชื่อผมนะ
 

ไม่สำนึกบุญคุณ!‘สว.’บี้รัฐบาลตัดงบช่วยการศึกษา‘เด็กกัมพูชา’ มั่นใจไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน

ไม่สำนึกบุญคุณ!‘สว.’บี้รัฐบาลตัดงบช่วยการศึกษา‘เด็กกัมพูชา’ มั่นใจไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน

ไม่สำนึกบุญคุณ!‘สว.’บี้รัฐบาลตัดงบช่วยการศึกษา‘เด็กกัมพูชา’ มั่นใจไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

ใช้งบภาษีแพงกว่าเด็กไทย!‘สว.กมล’บี้รัฐบาลตัดงบช่วยเหลือด้านการศึกษา‘เด็กกัมพูชา’ มั่นใจไม่ขัดสิทธิเด็ก-มนุษยธรรม ยก‘ยุโรป-อเมริกา’ดูแลเฉพาะคนที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย

13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายกมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธาน กมธ.การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา แถลงเรียกร้องรัฐบาลพิจารณาปรับลดโครงการความช่วยเหลือด้านการศึกษาที่ไทยมอบให้กัมพูชาว่า เหตุความรุนแรงชายแดนกระทบต่อความสัมพันธ์และงบประมาณ ไทยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดูแลเด็กต่างด้าวกว่า 108,000 คน ปีละราว 837 ล้านบาท สูงกว่าเด็กไทย ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาแล้วดูแลเฉพาะผู้เข้าเมืองถูกกฎหมาย

นายกมล กล่าวว่า เด็กกัมพูชาคือกลุ่มใหญ่ที่ได้รับประโยชน์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันบั่นทอนความเป็น “กัลยาณมิตร” ไทยควรชะลอหรือตัดความช่วยเหลือสำหรับเด็กที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงปรับลดความร่วมมือด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานกับกัมพูชา พร้อมย้ำว่าแนวคิดนี้ไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน เพราะยังดูแลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กสำหรับผู้เข้าเมืองถูกกฎหมาย

“เด็กกัมพูชากลับบ้านยังมีโอกาสเสียใจ ร้องไห้ แต่เด็กไทยที่ตายจากเหตุระเบิด ไม่มีโอกาสแม้ได้เจอพ่อแม่อีก จึงอยากฝากให้ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลมากกว่าความคาดหวังในอุดมคติ” นายกมล กล่าว

ด้านนายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว สว.ศรีสะเกษ  กล่าวยกตัวอย่างว่า โรงเรียนใกล้ด่านช่องสะงำ ที่มีนักเรียนจากครอบครัวกัมพูชาเดินทางเข้า-ออกประจำวัน ใช้ทรัพยากรภาษีไทยตกหัวละ 30,000 บาทต่อปี ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครู และโครงสร้างพื้นฐาน แต่กัมพูชาไม่สำนึกบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน ทั้งที่ไทยเคยช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในยุคบ้านแตกปี 2510–2518

ขณะที่นายชาญชัย ไชยพิศ สว.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยได้รับการดูแลจากไทยมานานหลายสิบปี กลับไม่สำนึกบุญคุณ ย้ำให้รัฐบาลทบทวนความช่วยเหลือทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่ขัดหลักการสิทธิมนุษยชน นายกมล กล่าวว่า เราตรวจสอบหลักกฎหมายมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าไปยุโรป อเมริกา เขาจะดูแลสิทธิเด็กเฉพาะเด็กที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย เช่น พ่อแม่ไปเรียน ทำงาน ลูกหลานก็จะไปเรียนและใช้สิทธิได้แบบเดียวกับประเทศเหล่านั้น อย่าว่าแต่เรื่องการศึกษาเลย กระทรวงสาธารณสุขหมดเงินไปหลายบาทแล้วกับการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน สิ่งที่เราอยากให้ชะลอหรือปรับลดคือส่วนที่ไม่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

เมื่อถามว่า จะไม่เป็นเครื่องมือให้กัมพูชากล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิดมนุษยธรรมหรือไม่ นายกมลกล่าวว่า เราไม่ได้ทำ 100% เรายังรักษาสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ เป็นสากล แต่คนที่ไม่เป็นมิตร ไม่น่าจะมาเรียกร้อง แน่นอนเขาอาจจะไปพูด แต่คนไทยต้องกล้าที่จะเสนอ กับเพื่อนกับกัลยาณมิตรเราพร้อมที่จะดูแลทุกอย่าง ถ้าความสัมพันธ์ดีขึ้น ถ้ากัมพูชาเปลี่ยนท่าที เราก็พร้อมที่จะเอาเรื่องนี้มาพิจารณากันใหม่

‘จิรายุ’ซัดโฆษกรัฐบาลเขมรโกหกรายวัน ปัดกับระเบิดไม่ใช่ของกัมพูชา

‘จิรายุ’ซัดโฆษกรัฐบาลเขมรโกหกรายวัน ปัดกับระเบิดไม่ใช่ของกัมพูชา

‘จิรายุ’ซัดโฆษกรัฐบาลเขมรโกหกรายวัน ปัดกับระเบิดไม่ใช่ของกัมพูชา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

‘จิรายุ’ซัดโฆษกรัฐบาลเขมรโกหกรายวัน หลังปัดกับระเบิดไม่ใช่ของกัมพูชา เรียกร้องรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เร่งสอบเส้นทางการเงินผู้ซื้อและผู้ขาย

13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวถึงกรณีนายเพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา แถลงตอบโต้กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยยังปฏิเสธว่ากัมพูชาไม่เคยมีและวางทุ่นระเบิดใหม่ และปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด ว่า การที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาโต้แย้งในประเด็นนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงความไม่จริงใจและเป็นการโกหกรายวัน เพราะหากเป็นอย่างที่โฆษกรัฐบาลกัมพูชาพูดนั้น เหตุใดกัมพูชาจึงไม่รับข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ไทยยื่นข้อเสนอสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.เรื่องการจัดการแก๊งคอลเซนเตอร์ค้ามนุษย์ และ 2.ให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

“เพราะข้อที่ 2 นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาพูดในวันนี้ อย่างสิ้นเชิงเพราะถ้าตนเองไม่ได้เป็นผู้วางกับระเบิด เหตุใดจึงไม่รับข้อตกลงนี้” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ขอให้เปิดประชุมเร่งด่วนเพื่อพิจารณากรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงสนธิสัญญาดังกล่าวในเรื่องของกับระเบิดบุคคล  เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียใดๆอีก และเป็นการสร้างสันติภาพอย่างจริงจังหลังข้อตกลงหยุดยิง 7 สิงหาคม2568 แต่ยังพบการวางกับระเบิดจำนวนมากในเขตอธิปไตยของประเทศไทย

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้เปิดการสอบสวน เพื่อให้เปิดเผยแหล่งที่มาของผู้ผลิตและเส้นทางการเงินของการโอนซื้อ จากผู้ซื้อและผู้ขายกับระเบิดดังกล่าว ซึ่งในโลกมีอยู่ไม่กี่รายที่ผลิตขายให้กับประเทศต่างๆที่ไม่สนใจอนุสัญญาดังกล่าว หากตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็จะสามารถมองเห็นได้ว่าใครเป็นผู้สั่งกับระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากมาใช้ในภูมิภาคนี้

เครือข่ายหยุดพนันร้อง กมธ.ปกครอง ตรวจสอบจัดแข่งโป๊กเกอร์ผิดหรือไม่ จี้ทบทวนดันเป็นกีฬา

เครือข่ายหยุดพนันร้อง กมธ.ปกครอง ตรวจสอบจัดแข่งโป๊กเกอร์ผิดหรือไม่ จี้ทบทวนดันเป็นกีฬา

เครือข่ายหยุดพนันร้อง กมธ.ปกครอง ตรวจสอบจัดแข่งโป๊กเกอร์ผิดหรือไม่ จี้ทบทวนดันเป็นกีฬา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

เครือข่ายหยุดพนันร้อง กมธ.ปกครอง ตรวจสอบจัดแข่งโป๊กเกอร์ผิดหรือไม่ จี้ทบทวนคำสั่ง มท. ดัน‘โป๊กเกอร์ เป็นกีฬา’ รีบเร่งเกินเหตุ ชี้ไม่มีเหตุผลอันควร ข้ามขั้นตอน    

13 สิงหาคม 2568 เครือข่ายรณรงค์หยุดพนันกว่า 30 คน ยื่นหนังสือต่อนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันโป๊กเกอร์กลางกรุงในช่วงที่ผ่านมา

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า “ประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโป๊กเกอร์ส่งด่วน ที่รัฐบาลดำเนินการอนุมัติอนุญาตอย่างรวบรัดเร่งรีบให้เสร็จทันเวลาจัดงานของบริษัทเอกชน  ทั้งที่มีหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติให้โป๊กเกอร์เป็นกีฬาของบอร์ดการกีฬาแห่งประเทศไทยในวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา  ซึ่งน่าจะขัดกับหลักเกณฑ์ที่กกท.ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2561  

สาระสำคัญคือ ชนิดกีฬาที่สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้ ต้องมีสหพันธ์กีฬานานาชาติ เช่น คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือมนตรีซีเกมส์ หรือเอเชียนเกมส์ ให้การรับรอง  แต่โป๊กเกอร์ไม่มีคุณสมบัตินี้  และบอร์ดกกท.ก็น่าจะรู้ดี เพราะในวันที่ประชุมเรื่องนี้ บอร์ดมีการอนุมัติสองชนิดกีฬา คือ อเมริกันฟุตบอลกับโป๊กเกอร์ ที่มีการอนุมัติอย่างสองมาตรฐาน อเมริกันฟุตบอลได้รับความเห็นชอบเพราะมีสหพันธ์นานาชาติ และคณะกรรมการโอลิมปิกสากลรับรอง ขณะที่โป๊กเกอร์ไม่มีคุณสมบัตินี้ แต่บอร์ดกกท.ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กับนายสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยงและกีฬา เป็นรองประธาน กลับเห็นชอบให้โป๊กเกอร์เป็นกีฬา ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าเป็นเกมไพ่ที่มีผู้นิยมเล่นเท่านั้น ซึ่งไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ตามประกาศของกกท.   มติของบอร์ดจึงน่าจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ”  

“และเมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ พอผลการประชุมบอร์ดอนุมัติ เย็นวันนั้นมีการจัดแถลงข่าวเปิดตัวสมาคมโป๊กเกอร์พร้อมคณะกรรมการสมาคมทันที พร้อมประกาศเดินหน้าเต็มที่ในการจัดการแข่งขันโป๊กเกอร์กลางกรุงในสัปดาห์ถัดมา ทั้ง ๆ ที่การจดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬายังไม่เป็นที่เรียบร้อย จึงน่าสงสัยว่างานที่จัดขึ้นนั้นถูกต้องตามเงื่อนไขของกกท.และกระทรวงมหาดไทยหรือไม่? เพราะจัดขึ้นโดยไม่มีสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยรองรับ และที่สำคัญมีการเล่นที่มีลักษณะเป็นการพนันด้วยหรือไม่?  เรื่องนี้สังคมต้องการให้มีการตรวจสอบ”

“ประเด็นที่สืบเนื่องกันคือ เรื่องนี้เป็นที่มาของการที่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญวิทย์  เตรัตน์ อ้างถึงมติของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจยกเลิกคำสั่งเดิม ปลดล็อคใช้ผู้ว่าราชการจังหวัดและอื่น ๆ สามารถอนุมัติอนุญาตให้จัดพนันโป๊กเกอร์ได้เฉพาะในการแข่งขันที่มีลักษณะเป็นกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น   เมื่อต้นทางคือการอนุมัติโป๊กเกอร์เป็นกีฬาของบอร์ดกกท.มีความมิชอบแล้ว  การปลดล็อคของรมต.มหาดไทยก็น่าจะไม่มีเหตุผลอันควรไปด้วย”

“เครือข่ายรณรงค์หยุดพนันไม่ได้มีเจตนาจะคัดค้านในทุกเรื่อง โป๊กเกอร์สามารถทำให้เป็นกีฬาได้ไม่ต่างจากไพ่บริดจ์ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์กีฬานานาชาติ แต่ต้องมีการดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การอาศัยอำนาจการเมืองผลักดันอย่างรวบรัดโดยไม่มีการวางมาตรการป้องกันอย่างรอบคอบ เอากีฬากับการพนันมาผสมปนเปเป็นเรื่องเดียวกัน โดยอ้างเอากีฬามาสนับสนุนการพนัน  กลับกลายเป็นการทำลายวงการกีฬามากกว่า เรื่องนี้คนในวงการกีฬาควรต้องออกมาปกป้องไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นนี้” นายธนากร กล่าว 

‘ชวน’ฝากไว้ให้คิด ‘รัฐบาล’เรียกร้อง‘สามัคคี’ จะเกิดขึ้นได้ต้อง‘ไม่เลือกปฏิบัติ’

‘ชวน’ฝากไว้ให้คิด ‘รัฐบาล’เรียกร้อง‘สามัคคี’ จะเกิดขึ้นได้ต้อง‘ไม่เลือกปฏิบัติ’

‘ชวน’ฝากไว้ให้คิด ‘รัฐบาล’เรียกร้อง‘สามัคคี’ จะเกิดขึ้นได้ต้อง‘ไม่เลือกปฏิบัติ’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

“ชวน”จี้เพิ่มเงินเยียวยา”ไฟใต้” ฝากไว้ให้คิด “รัฐบาล”เรียกร้อง”สามัคคี” จะเกิดขึ้นได้ต้อง”ไม่เลือกปฏิบัติ”

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก เข้าสู่การพิจารณามาตรา 6 งบกลาง ที่ กมธ.ปรับลดเหลือ 632,968,750,000 ล้านบาท จากเดิม 633,968,750,000 ล้านบาท สมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายแสดงความเห็นหลากหลาย อาทิ การให้นำงบประมาณค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกอบการ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้าสหรัฐฯให้มีประสิทธิ ภาพสูงสุด การนำเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุการณ์ความไม่สงบแนวชายแดนให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในงบกลางปีนี้ ได้รับ 99,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งถูกนำไปเยียวยาทหารและประชาชน จากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ตามมติ ครม.วันที่ 5 ส.ค.ที่ระบุว่า ทหารเสียชีวิต ได้เงิน 10 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 1 ล้านบาท ประชาชนเสียชีวิตได้ 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท เทียบกับเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เงินเยียวยาน้อยกว่า เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เหลื่อมล้ำ พื้นที่ชายแดนใต้มีระเบิด ขาขาด ไม่ต่างจากชายแดนไทย – กัมพูชา

“รัฐบาลเรียกร้องความสามัคคี แต่ความสามัคคีจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เลือกปฏิบัติ มติ ครม. 5 ส.ค.ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ดูแลความมั่นคง พื้นที่อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่ากันหรือไม่ ถ้ายังไม่คิดก็เสนอให้คิด รวมถึงคนบาดเจ็บ พิการจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พอจะมีโอกาสใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มาเพิ่มให้ครอบครัวผู้บาดเจ็บ พิการหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความน้อยใจ” นายชวน กล่าว

‘จุติ’ ติง งบฯ69 ใช้เงินแบบเศรษฐี ไม่ประเมินผล มีความเสี่ยง ทวงเงินช่วยชาวนาจะได้เมื่อไหร่?

'จุติ' ติง งบฯ69 ใช้เงินแบบเศรษฐี ไม่ประเมินผล มีความเสี่ยง ทวงเงินช่วยชาวนาจะได้เมื่อไหร่?

‘จุติ’ ติง งบฯ69 ใช้เงินแบบเศรษฐี ไม่ประเมินผล มีความเสี่ยง ทวงเงินช่วยชาวนาจะได้เมื่อไหร่?

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.04 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 และ3  นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตอนหนึ่งว่า

อยากจะถามคณะกรรมาธิการการว่าประชาชนได้อะไรจากการจัดสรรงบประมาณชุดนี้ มีวิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ สงครามทางการค้า ชายแดน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ได้มีการยึดหลักอะไรบ้าง ที่หวังว่า จีดีพีจะโต ซึ่งธนาคารโลกกำหนด5 ประเด็นสำคัญเพื่อปฏิรูป พลิกฟื้นการเติบโตของประเทศไทยนั้น 1.การเสริมสร้างด้านความมั่นคงมนุษย์ 2. สร้างสรรค์เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน 3. การพัฒนาอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 4.การเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันการเงิน และการคลังของรัฐ 5. การท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 และในการพิจารณาได้มีการยึดหลักอะไรบ้าง และได้ดูหรือไม่ว่างบประมาณนี้ไปถึงประชาชนหรือไม่

คำถามแรกที่ตนจะทวง ก็คือ วันนี้เงินที่ช่วยชาวนา 10,000 บาทต่อไร่ วันนี้ชาวนายังไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่จะให้เขา ท่านมีงบประมาณมากถึง 3 ล้านล้านบาท กู้ถึง 860,000 ล้านบาท ได้คำนึงถึงความวิตกของคนไทยหรือไม่ ในการพิจารณางบประมาณประชาชนห่วงอนาคตตัวเองว่าจะตกงานหรือไม่ และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย พูดแล้วว่าคนอาจตกงานถึง 7 แสนคนในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างเดียว กรรมาธิการได้จัดงบประมาณเตรียมไว้รับวิกฤตนี้หรือไม่ ต่อมาเป็นห่วงในเรื่องการคอร์รัปชั่นที่จะมีสูง ได้ดูแลในเรื่องนี้หรือไม่ รวมไปถึงเรื่องความยากจนและความไม่เท่าเทียมในสังคม รัฐบาลได้ดูแลงบประมาณนี้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่กังวลของประชาชนทั้งหมด อยากให้รัฐบาลได้ตอบว่า สิ่งที่ตนเองได้นำเสนอมานั้น รัฐบาลหรือกรรมาธิการนี้ได้พิจารณาละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

โฆษก ศบ.ทก.รับเตรียมยุติบทบาท ศบ.ทก.สัปดาห์นี้ ใช้กลไกหลักดำเนินการแทน

โฆษก ศบ.ทก.รับเตรียมยุติบทบาท ศบ.ทก.สัปดาห์นี้ ใช้กลไกหลักดำเนินการแทน

โฆษก ศบ.ทก.รับเตรียมยุติบทบาท ศบ.ทก.สัปดาห์นี้ ใช้กลไกหลักดำเนินการแทน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.54 น.

โฆษก ศบ.ทก.รับเตรียมยุติบทบาท ศบ.ทก.สัปดาห์นี้ ใช้กลไกหลักดำเนินการแทน แต่หากเกิดเหตุการณ์สามารถกลับมาใหม่ได้ ชี้สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้น อยู่ภายใต้ภาะที่ควบคุมได้ เชื่อยุติ ศบ.ทก.เป็นการแสดงความจริงใจให้กัมพูชาได้เห็น

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกมาระบุเตรียมยุติบทบาทของ ศบ.ทก.ว่า ยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายภูมิธรรมได้พูดไว้ที่มีแนวโน้มในการยุติบทบาทของ ศบ.ทก.ในเร็ววันนี้

เมื่อถามว่า ตอนนี้หลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ยังคงมีทหารที่เหยียบทุ่นระเบิดอยู่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบสถานการณ์ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ มีหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักที่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย และกองทัพต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการดำเนินการสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ และทุกหน่วยก็รู้หน้าที่ของตัวเองอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร และเรายังมีกลไกที่เรียกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลภาพรวมของความมั่นคงอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะยุตติบทบาทของ ศบ.ทก.ในเร็ววันนี้ ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ก็ยังมีการประชุม ศบ.ทก.อยู่ และจะมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.)

เมื่อถามว่า การยุติบทบาทของ ศบ.ทก.จะนำเข้าวาระที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันศุกร์นี้เลยหรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจเพราะไม่ได้นั่งอยู่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เป็นสภาวะที่เรียกว่าควบคุมได้ และมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอยู่แล้วในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็มีกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่คอยดูแล ดังนั้น บทบาทของ ศบ.ทก.อาจจะต้องค่อยๆ ถอยออกไป

เมื่อถามว่า เรากำลังจะยุติ ศบ.ทก.แต่ขณะเดียวกันทางฝั่งกัมพูชา พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ก็ยังมีการสื่อสารตลอดเวลากับนานาชาติ นั้น พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ตนมองว่าการที่ยุติบทบาท ศบ.ทก.อีกทางหนึ่งก็เป็นเหมือนการแสดงความจริงใจว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมได้ ไม่จำเป็นต้องมีกลไกของ ศบ.ทก.ที่จะมาคุมอีกทีหนึ่ง เดิมที่มี ศบ.ทก.ขึ้นมาเพราะเป็นวาระเร่งด่วนเป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงแรก เป็นช่วงที่ทุกคนอาจจะยังไม่แน่ใจในเรื่องกลไกและหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้น ศบ.ทก.จึงมาเพื่อบูรณาการเรื่องต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ ซึ่งช่วงแรกสถานการณ์ก็ดีขึ้น จนมาถึงเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนไปถึงเรื่องการปะทะกัน แต่หลังจากการลงนาม GBC แล้วก็ส่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องของการพูดคุยที่มากขึ้น อย่างที่เห็นการประชุม RBC ก็จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานในภูมิภาคที่จะรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า ปัญหาไทย – กัมพูชา ได้ยกระดับเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ทำให้ ศบ.ทก.ไม่มีบทบาทใช่หรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ไม่ใช่ มันเป็นปัญหาระหว่างประเทศอยู่แล้วที่ทุกคนก็เห็นอยู่ อย่างไทย – กัมพูชา ก็มีกลไก RBC , GBC , JBC ที่เป็นกลไกหลักทำกันอยู่แล้ว เรามองว่าการแก้ไขปัญหาท้ายที่สุดแล้วจะให้ยั่งยืนต้องผ่านการเจรจาผ่านการพูดคุย ลำพังการใช้กำลังไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และยังคงเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้นจึงต้องใช้กลไกเจรจาจึงจะดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม พล.ร.ต.สุรสันต์ ยืนยันว่า การยุติบทบาทของ ศบ.ทก.ไม่ใช่การยุบไปเลย แต่สามารถกลับมาดำเนินการใหม่ได้อีกครั้งหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น

‘ศิริกัญญา’อภิปรายหั่นทิ้ง‘งบกลาง’ 5 หมื่นล้านบาท หลังพบถูกโยกชำระหนี้ส่วนอื่น

‘ศิริกัญญา’อภิปรายหั่นทิ้ง‘งบกลาง’ 5 หมื่นล้านบาท หลังพบถูกโยกชำระหนี้ส่วนอื่น

‘ศิริกัญญา’อภิปรายหั่นทิ้ง‘งบกลาง’ 5 หมื่นล้านบาท หลังพบถูกโยกชำระหนี้ส่วนอื่น

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘ศิริกัญญา’อภิปรายหั่นทิ้ง‘งบกลาง’ 5 หมื่นล้านบาท หลังพบถูกโยกชำระหนี้ส่วนอื่น

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 13 ส.ค.68 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)  อภิปรายมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 633,968 ล้านบาท ขอปรับลดเหลือ 627,968 ล้านบาท หรือคิดเป็นหักลบออก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการเบิกจ่ายงบในส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และมีการเปลี่ยนแปลงงบส่วนนี้ไปชำระหนี้อื่นๆ กรณีตั้งงบประมาณไม่เพียงพอ อาทิ เงินชดใช้เงินคงคลังปีนี้เป็นรายการที่เพิ่มขึ้นมา 123,541 ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ แบ่งเป็น ชำระดอกเบี้ย 39,719 ล้านบาท บำนาญข้าราชการ 42,127 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ 23,944 ล้านบาท และงบบุคลากร 17,008 ล้านบาท ซึ่งแต่ละรายการคำนวณล่วงหน้าได้อยู่แล้ว แต่การตั้งแบบนี้ตั้งใจที่จะตั้งไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วค่อยไปอาศัยเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในอนาคตแทน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้ของรัฐ ไม่เคยเป็นไปตามแผนการคลัง โดยในงบ 69 ตั้งไว้ต่ำกว่าที่เคยตั้งในแผนการคลังระยะปานกลาง จากเดิมที่ต้องใช้คืนดอกเบี้ยประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่ครั้งนี้ตั้งการชดใช้ดอกเบี้ยเพียง 2 แสนล้านบาท เชื่อว่าสุดท้ายปีนี้คงต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม และคงต้องใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอีก หรืออาจต้องใช้เงินคงคลัง ส่วนเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตั้งไว้ไม่เคยพอเลยสักปี ปี 69 ตั้งต่ำกว่าที่เป็นคำขอไว้ถึง 5 หมื่นล้านบาท ทั้งที่คำนวณได้อยู่แล้วว่าข้าราชการเกษียณกี่คนต่อปี การตั้งงบแบบนี้จึงน่าจะเกิดจากความตั้งใจ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะไปใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ในเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ และไม่อยากให้มีการตั้งงบกลางในส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น เพียงแค่นำมาโปะในส่วนของงบที่ขาด

แลนด์บริดจ์ส่อฉาว! กมธ.สว.ลุยสอบจัดเวทีปาหี่-ใช้ EHIA ปลอม

แลนด์บริดจ์ส่อฉาว! กมธ.สว.ลุยสอบจัดเวทีปาหี่-ใช้ EHIA ปลอม

แลนด์บริดจ์ส่อฉาว! กมธ.สว.ลุยสอบจัดเวทีปาหี่-ใช้ EHIA ปลอม

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายวีรยุทธ สร้อยทอง รับหนังสือจากตัวแทนสภาประชาชนภาคใต้ จี้สอบโครงการแลนด์บริดจ์ สร้างท่าเรือน้ำลึกอ่าวอ่าง จ.ระนอง และแหลมริ่ว จ.ชุมพร หลังพบกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นส่อพิรุธ ทั้งเนื้อหา EHIA ที่อ้างว่า “ตัดแปะ” มาจากที่อื่น และไม่ฟังเสียงชาวบ้าน​

นายสมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ เปิดเผยว่า การจัดเวทีรับฟังความเห็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 5 – 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเนื้อหารายงาน EHIA ที่ด้อยมาตรฐานทางวิชาการและไม่เคารพประชาชน รวมถึงไม่ยอมรับฟังข้อมูลจากสถาบันการศึกษาที่ทักท้วงถึงความไม่คุ้มทุนของโครงการ โดยการจัดเวทีก็ไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งที่ก่อนหน้าได้ยื่นหนังสือคัดค้านรายงานฯ ที่ใช้ข้อมูลไม่ตรงกับพื้นที่จริง แต่ สนข.และบริษัทที่ปรึกษากลับเพิกเฉย

​ด้าน นายวีรยุทธ ระบุจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนต่อไป

‘สมศักดิ์-ยงยุทธ’นำทัพหนุน‘สง่า’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ย้ำเลือก พท.อยู่ฝ่ายรัฐบาลแก้ปัญหาได้ทันที

‘สมศักดิ์-ยงยุทธ’นำทัพหนุน‘สง่า’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ย้ำเลือก พท.อยู่ฝ่ายรัฐบาลแก้ปัญหาได้ทันที

‘สมศักดิ์-ยงยุทธ’นำทัพหนุน‘สง่า’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ย้ำเลือก พท.อยู่ฝ่ายรัฐบาลแก้ปัญหาได้ทันที

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

‘สมศักดิ์-ยงยุทธ’นำทัพชูมือ‘สง่า’เบอร์ 1 ศึกเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เดินหน้ารักษาแชมป์เก่า เปรียบเหมือนตัวเองเป็นวิศวกร-สจ.สมัยแรกเหมือนกัน มั่นใจเป็น สส.ยาว- ย้ำเลือกเพื่อไทยอยู่ฝ่ายรัฐบาลแก้ปัญหาได้ทันที

13 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ร่วมกันเปิดตัวนายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 7 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 1 ทั้งยังได้ลงพื้นที่ปราศรัยที่ลานข้าววันดีการเกษตร อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ภายหลังนายสง่าเข้าสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และได้เบอร์ 1 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญ ตนจึงลาราชการมาเพื่อมาช่วยนายสง่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ตนมา ทำให้เห็นจุดเด่นของนายสง่า ผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย เขต 7 เบอร์ 1 โดยเหมือนตนเกือบ 100% เพราะเป็นวิศวกรไฟฟ้าเหมือนกัน เริ่มต้นทางการเมืองด้วยการเป็น สจ.สมัยแรกเหมือนกัน บ้านก็อยู่ในชนบทเหมือนกัน ทำให้ตนมั่นใจว่าคนเป็นวิศวกรอยู่ในสภาฯ มีไม่กี่คน แต่ถ้าได้เป็น สส.แล้วก็จะเป็นนาน และเติบโตทางการเมืองได้ ซึ่งตนก็เป็นตัวอย่างของวิศวกรที่เข้ามาทำการเมือง จึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยสนับสนุนนายสง่า โดยมีความเข้าใจเรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี ก็จะสามารถช่วยประชาชนได้ทันที เพราะสิ่งที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ นายสง่าคือฝ่ายรัฐบาล แต่คู่แข่งน่าจะมาจากฝ่ายค้าน ดังนั้นเวลามีปัญหา นายสง่าก็สามารถประสานรัฐบาลได้ทันที

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้านโยบายอย่างเต็มที่ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ก็เดินหน้าลดจำนวนผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs จนมีตัวเลขผู้ป่วยลดลงอย่างชัดเจน และวันที่ 15 ส.ค.นี้ ก็จะมีคิกออฟใหญ่เรื่องการนับคาร์บ เพราะอสม.ช่วยรณรงค์นับคาร์บได้แล้วกว่า 41 ล้านคน รวมถึงวันที่ 29 ส.ค.นี้ ก็จะมีการทำเอ็มโอยูให้ อสม.ตรวจสุขภาพได้มากขึ้น เพราะได้ตกลงกันแล้วว่า ถ้าอสม.ช่วยรณรงค์ได้ ก็จะเพิ่มการตรวจสุขภาพให้ นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย ยังสนับสนับ พ.ร.บ.อสม. ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับ อสม. รวมถึงผลักดัน Caregiver หรือ การจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลกว่า 18,000 คนด้วย

ด้านนายยงยุทธ กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ โดยอย่าเอาคนอ่อนประสบการณ์เข้าไป เพราะเวลาพี่น้องประชาชนมีปัญหาที่จะให้ช่วยเหลือ เขาจะไม่สามารถทำได้ แต่นายสง่า สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี

นายสง่า กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่มาให้กำลังใจ โดยวันนี้ ตนได้ไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย เขต 7 ซึ่งได้เบอร์ 1 เนื่องจากยังไม่มีผู้สมัครจากพรรคอื่น โดยวันนี้ ตนก็มาขอโอกาสพี่น้องประชาชน ที่จะเข้าไปช่วยผลักดันแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหาด้านการเกษตร พร้อมจะช่วยผลักดันให้พี่น้องประชาชน กินดีอยู่ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยว การคมนาคม เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง