ศบ.ทก.เผยเตรียมนำผู้ช่วยทูตลงพื้นที่อุบลฯ 14 ส.ค.นี้ เร่งประสาน ARMAC แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ศบ.ทก.เผยเตรียมนำผู้ช่วยทูตลงพื้นที่อุบลฯ 14 ส.ค.นี้ เร่งประสาน ARMAC แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ศบ.ทก.เผยเตรียมนำผู้ช่วยทูตลงพื้นที่อุบลฯ 14 ส.ค.นี้ เร่งประสาน ARMAC แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

ศบ.ทก.เผยเตรียมนำผู้ช่วยทูตลงพื้นที่อุบลฯ 14 ส.ค.นี้ เร่งประสาน ARMAC แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ระบุ จปช.กต.ประชุมอาร์บีซี 16 ส.ค.นี้ ส่วน ทภ.1-2 คาดปลายเดือน ส.ค. แจงรัฐบาลเร่งรัดจัดงบส่วนกลางจัดหาลวดหนามเสริมภารกิจกองทัพแล้ว ยันดูแลความปลอดภัยแรงงานเขมรในไทยเต็มที่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก.ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามบริเวณชายแดนในห้วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะปกติ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตเห็น หรือสังเกตพบการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาในเรื่องการเสริมที่มั่นแข็งแรงในพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดน ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก.ได้หารือเรื่องการปฏิบัติของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) สมัยวิสามัญ โดยการนำผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน นำโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ผลกระทบต่างๆ ในพื้นที่ รวมไปถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อแสดงความโปร่งใส ความจริงใจ และยืนยันการปฏิบัติของฝ่ายไทยตามหลักปฏิบัติของสากล

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า โดยในวันเดียวกัน (13 ส.ค.) จะมีการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตต่างๆ มาร่วมประชุม เพื่อกำหนดแผนงานในการลงพื้นที่ ซึ่งการลงพื้นที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 ส.ค.โดยจะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อลงพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 15 ส.ค.จะมีการสรุปผลการดำเนินการ และทบทวนแผนการปฏิบัติที่จะทำแผนการปฏิบัติต่อเนื่องในห้วงเวลาต่อไปด้วย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการเสริมสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทาง ศบ.ทก.โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก.มีความห่วงใยและพยายามเร่งหาแนวทางในการประสานความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่มีการวางในพื้นที่จำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ หรือความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร ล่าสุดได้เร่งประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อขอให้ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ซึ่งปัจจุบันผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ดังกล่าวเป็นกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายกัมพูชา และ ARMAC แสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนด้วย เนื่องจากยังพบว่ามีทหารกัมพูชายังลักลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งทุ่นระเบิดนั้นๆ ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่แก่กำลังพลทหาร หรือฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่มีผลกระทบและอันตรายต่อพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาด้วย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงาน จะให้ศูนย์ ARMAC เข้ามาสนับสนุนด้านมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการดำเนินการของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เพื่อร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุด และฟื้นฟูพื้นที่ให้มีความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องการลาดตระเวนในพื้นที่ต่างๆ ได้รับการประสานจากกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งการลาดตระเวนต่างๆ อาจต้องมีการปรับแผนในการลาดตระเวน และต้องมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมในเรื่องการตรวจพบ ตรวจจับทุ่นระเบิดในพื้นที่ ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กองทัพมีการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศบ.ทก. เน้นย้ำว่าภารกิจนี้เป็นการปกป้องชีวิต ความปลอดภัยของประชาชนทุกคน กำลังพลทุกนาย รวมถึงการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างเต็มความสามารถ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้มีการหารือกับทางฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทาง กปช.จต.ได้แจ้งมาว่า จะมีการประชุมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ในพื้นที่ จ.ตราด ส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ยังอยู่ในเรื่องของการกำหนดห้วงเวลาที่ชัดเจน แต่เท่าที่ทราบคือ ช่วงปลายเดือน ส.ค.จะถึงนี้ ซึ่งตอกย้ำอีกเรื่องหนึ่งให้ประชาชนได้สบายใจและมั่นใจว่ากองทัพเองมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดเวทีของการประชุมอาร์บีซี และแน่นอนว่า 1 ในหัวข้อที่กำหนดไว้การประชุมอาร์บีซีคือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเราต้องขอความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาในเรื่องของการให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ระเบิดร่วมกันด้วย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เรื่องการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงมหาดไทยโดยหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานภายใต้ของกระทรวงมหาดไทยต่างๆ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยปัจจุบันได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแล้วบางส่วนและพิจารณาแนวทางการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ทางกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งดำเนินการสำรวจและจะให้การช่วยเหลือต่อไป รวมทั้งภารกิจการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ยังตกค้างในพื้นที่จำนวนมาก หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเราจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ในเรื่องการขอรับบริจาคลวดหนามให้กับหน่วยงานในพื้นที่ รัฐบาลกำลังเร่งรัดดำเนินการในการใช้งบส่วนกลางในการจัดหาลวดหนามอย่างเร่งด่วน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในเรื่องการดำเนินการดังกล่าวว่าเป็นการสนับสนุนภารกิจกองทัพอย่างเต็มความสามารถ โดยทางรัฐบาลเองพยายามเร่งรัดในเรื่องการดึงงบส่วนกลางมาใช้ ซึ่งปัจจุบันกองทัพกำลังรวบรวมความต้องการในการจัดหายุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ทดแทน หรือมาเสริมขีดความสามารถ และทาง รมช.กลาโหม โดยกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเร่งรัด รวบรวม ความต้องการของกองทัพเพื่อดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ให้กองทัพ โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ต่อไปอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณธารน้ำใจจากพี่น้องประชาชนทุกๆ คนที่รวมไทยใจเป็นหนึ่งในการช่วยจัดหาลวดหนามในช่วงเวลาที่เร่งด่วน นับว่าเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความรักความสามัคคี การสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมทั้งความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและกำลังพลในแนวหน้าด้วย

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศน์ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบ.ทก.ได้หารือถึงกรณีทุ่นระเบิด ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เป็นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและฉลองวันแม่ แต่น่าเสียใจภายในไว้กี่วันได้เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดถึง 2 ครั้งคือ วันที่ 9 ส.ค.ที่ จ.ศรีสะเกษ และวันที่ 12 ส.ค.ที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งนับรวมเป็น 4 ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ในนามของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องและครอบครัวพี่น้องทหารไทยที่รับบาดเจ็บในครั้งนี้ และขอให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ทั้งนี้ เกี่ยวกับ 2 เหตุการณ์ล่าสุดนี้ที่ผ่านมา กต.ได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ อีกทั้งยังเป็นละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือ อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

นางมาระตี กล่าวว่า นอกจากนี้ กต.ได้มีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีทั้งสองด้วยแล้ว เพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว สำหรับนายเวทีระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือประท้วงถึงประธานที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่องถึงการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาออตตาวา ขณะที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กำลังมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อประท้วงอีกครั้ง และเพื่อติดตามเรื่องที่ไทยได้เรียกร้องขอรับความชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชาไปแล้วตามข้อ 8 วรรคสองของอนุสัญญาออตตาวา และกำลังรอคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาผ่านเลขาธิการยูเอ็นต่อไป พร้อมกันนี้ ไทยขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับกัมพูชาเป็นจำนวนมากหลายปี พิจารณาทบทวนความช่วยเหลือต่างๆ โดยคำนึงถึงการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง

นางมาระตี กล่าวว่า ทั้งนี้ กต.ได้ทำการชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบถึงข้อเท็จจริงของเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และจะชี้แจงต่อไป โดยวันที่ 15 ส.ค.ทาง กต.จะเชิญรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เข้านับฟังการบรรยายการสรุปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาและขัดต่อมาตรการหยุดยิงทั้งสองฝ่ายเพิ่งได้ตกลงกันไว้ในการประชุมจีบีซี เมื่อวัน 7 ส.ค.ที่ประเทศมาเลเซีย ในกรอบนี้ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นตามมติของกรอบจีบีซีดังกล่าวแล้วเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ด้วย และฝ่ายไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เร็วๆ นี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า กับระเบิดในพื้นที่ที่พบเจอ ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด

“ในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการการหยุดยิง ไทยต้องการให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่าย ไทยจึงเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนอย่างจริงใจและจริงจังตามที่ฝ่ายไทยได้เรียกร้องมาโดยตลอด ทั้งนี้ ในเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน ทางโฆษก กต.จะแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ และเกี่ยวกับการดำเนินการในระยะต่อไป”

นางมาระตี กล่าวว่า ศบ.ทก.ได้หารือกันถึงเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับถูกปฏิบัติไม่เหมาะสมความรุนแรงและการข่มขู่จากกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศไทย ขอย้ำว่าไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคกับกลุ่มแรงงานทุกสัญชาติมาโดยตลอด โดยคำนึงว่าแรงงานกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ในช่วงเวลานี้ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานกัมพูชาเป็นพิเศษจากกลุ่มผู้ประสงค์ไม่ประสงค์ดี ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยจะดำรงชีวิตในประเทศไทยอยากได้อย่างปกติ ย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างประชาชน แต่เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลที่กำลังเร่งรัดในการแก้ไขอยู่

นางมาระตี กล่าวว่าไทยมุ่งเน้นให้ข้อเท็จจริงทั้งแก่ประชาชนและประชาคมโลก สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาต่อไป จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดตามหลักข้อตกลงจีบีซีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันตอบโต้ และไม่สร้างข้อมูลเท็จ รวมทั้งการไม่เผยแพร่ข่าวปลอม เช่น การควบคุมพื้นที่และกล่าวหาว่าไทยละเมิดอธิปไตยและเงื่อนไขของการหยุดหยิง และตามที่ได้ตกลงในการประชุมจีบีซี ฝ่ายไทยพร้อมร่วมมือร่วมประชุมอาร์บีซีกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้ให้หารือกันเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงเพิ่มเติมในแต่ละพื้นที่ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อความมั่นคง และชีวิตที่ปกติสุขของพี่น้องประชาชนทั้งสองฝ่าย

กกต.ยันเร่งพิจารณาคดีฮั้วสว. ชี้ข่าวใช้เวลา 8 เดือน คลาดเคลื่อน

กกต.ยันเร่งพิจารณาคดีฮั้วสว. ชี้ข่าวใช้เวลา 8 เดือน คลาดเคลื่อน

กกต.ยันเร่งพิจารณาคดีฮั้วสว. ชี้ข่าวใช้เวลา 8 เดือน คลาดเคลื่อน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

กกต.ยันเร่งพิจารณาคดีฮั้วสว. ชี้ข่าวใช้เวลา 8 เดือน คลาดเคลื่อน ระบุ”ปธ.กกต.”แค่อธิบายขั้นตอนตาม กม. ของจริงคาดเสร็จเร็วกว่ากำหนด ย้ำก่อนวินิจฉัยต้องปฏิบัติตามระเบียบเคร่งครัด ไม่อยู่ภายใต้แรงกดดันใด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า ประธาน กกต.ระบุว่าใช้เวลาราว 8 เดือน ในการพิจารณาคดี ทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 2567 นั้น อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยันว่าเป็นเพียงการอธิบายขั้นตอนและกรอบเวลา ตามประกาศ กกต.เรื่อง กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2566 เท่านั้น ไม่ใช่ระยะเวลาที่ต้องใช้จริงโดยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และได้ชี้แจงขั้นตอนเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้าใจถึงขั้นตอนและกรอบระยะเวลา ตามกฎหมายของ กกต.เพียงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เวลาในทุกขั้นตอนจนถึงระยะเวลา 8 เดือน ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้กล่าวถึง โดยสำนักงาน กกต.ได้ดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ด้วยความรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้ แต่เนื่องจาก สำนวนนี้มีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมากจึงอาจต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

และในขณะนี้ การดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขั้นตอนที่ 2 และเป็นไป ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566 ซึ่งแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ

ชั้นที่ 1 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เมื่อได้รับสำนวนแล้วให้ดำเนินการสืบสวน หรือไต่สวนและจัดทำความเห็น เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จัดส่งสำนวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (ส่วนกลาง) โดยเร็ว

ชั้นที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ส่วนกลาง) ได้รับสำนวนแล้วให้พนักงานสืบสวน และไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นเสนอผ่านผู้อำนวยการฝ่าย รองผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนัก และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับมอบหมาย)

ชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้พิจารณาแล้วจะทำความเห็น และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอสำนวน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา

ชั้นที่ 4 คณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับสำนวน จากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งแล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการโดยเร็ว

ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2566 มีขั้นตอนการวิเคราะห์สำนวนและเสนอความเห็น โดยเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 60 วัน ขั้นตอนการพิจารณาของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัย ฯ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน และขั้นตอนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

สำนักงาน กกต.ยังย้ำด้วยว่า การพิจารณาดำเนินคดีเป็นไปตามกระบวนการ และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด ไม่อยู่ภายใต้แรงกดดันใดๆ และหากมีเหตุจำเป็นอันสมควร สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนดได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมขอให้ประชาชน รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ถูกต้อง และขอความร่วมมือสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลและองค์กร

– 006

มนต์ขลังชินวัตรจบแล้ว! ‘จตุพร’เชื่อ 9 ก.ย. จุดเปลี่ยนใหญ่เพื่อไทย ชี้คนในพรรคจ้องย้าย

มนต์ขลังชินวัตรจบแล้ว! 'จตุพร'เชื่อ 9 ก.ย. จุดเปลี่ยนใหญ่เพื่อไทย ชี้คนในพรรคจ้องย้าย

มนต์ขลังชินวัตรจบแล้ว! ‘จตุพร’เชื่อ 9 ก.ย. จุดเปลี่ยนใหญ่เพื่อไทย ชี้คนในพรรคจ้องย้าย

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน  ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ซึ่งดำเนินรายการโดย “บุญระดม จิตรดอน” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงหัวข้อ ส่อแววโคม่า! 9 ก.ย. วันชี้ “เป็น-ตาย” ทักษิณ-เพื่อไทย-ตระกูลชินวัตร!! ว่า ทักษิณต้องการการจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเขาเอง เขามีเวลาถึงวันที่ 9 กันยายนนี้ คุณอุ๊งอิ๊งค์ต้องขยับออกไปก่อน เพื่อจะได้มีเวลา เพราะว่าเสียงขนาดนี้มันเหลื่อมเพียงแค่ 16 เสียง เพราะฉะนั้นลำพังคนอื่นในพรรคไม่ว่าจะเป็นอุ๊งอิ๊งค์เองหรือใครก็ตามไม่มีบารมีพอที่ไปจัด

เมื่อพิธีกรถามว่า ต่อให้คดีความอะไรก็ตามหรือว่าคำตัดสินต่างๆหรือสถานการณ์ที่กำลังรุมเร้าก็ไม่สามารถที่จะลดทอนอำนาจของทักษิณได้

จตุพร ตอบว่า ยกเว้นว่าเหตุการณ์นี้มันเนิ่นไปถึงวันที่ 9 กันยายน ถ้าสมุติทักษิณอยู่ฟัง กลับเข้าคุก ไม่อยู่ฟังออกนอกประเทศ การจัดตั้งรัฐบาลโดยอำนาจทักษิณก็หายไป เกมใหม่ก็จะเกิดขึ้น คือถ้าทักษิณจะพลานุภาพ ก็แค่วันที่ 9 กันยายน แต่ว่าถ้าหลังจากนั้น คือนักการเมือง ณ ขณะนี้ ครั้งหน้าเขามองแล้วว่ากระแสไม่เหมือนเดิม รวมถึงพรรคเพื่อไทยก็รู้ว่ากระแสไม่เหมือนเดิมเพราะฉะนั้นเขาก็มองน้ำบ่อหน้ากันทั้งนั้น

จตุพร กล่าวอีกว่า ทีนี้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป ถ้าไม่ยอมยุบสภากัน ตนเชื่อว่า เขาก็ตั้งสมการกันใหม่ เพียงแต่ว่าใครจะรวบรวมอะไรกันได้เท่านั้นเอง

จตุพร ยังย้ำอีกว่า ก่อนวันที่ 9 กันยายน นี้ อำนาจจะอยู่กับทักษิณ ถ้าจะจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังวันที่ 9 กันยายน สถานการณ์จะเปลี่ยน เพราะมันจะกลับไปเพียงแค่ 8 เสียง เพราะห่างกัน 16 เสียง มันไม่มากการเมืองนิดเดียว ปฎิบัติการบางอย่างก็จบแล้ว

จตุพร พูดอีกว่า แม้ตระกูลชินวัตร ไม่อยากจะจบมันก็ต้องจบตามลำดับ ใครในคนทางการเมืองก็รู้ว่าครั้งหน้ามนต์ขลังความเป็นชินวัตรมันจบแล้ว มนต์ขลังของการเป็นพรรคเพื่อไทยที่สูงกว่าเพื่อนมันจบลงแล้ว และผมเชื่อว่า นักการเมืองพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่มีการย้ายพรรคอย่างมโหฬาร ส่งผลกระทบนอกเหนือจากตระกูลชินวัตร พรรคเพื่อไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย 

คือทักษิณช่วงอยู่ต่างประเทศ บรรดาผู้แทนหาเสียงง่ายที่สุด แต่พอทักษิณกลับมา 2 ปี ระเนระนาดกันไปตามๆกัน ตนถึงไม่ได้กังวลว่าจะเอาลูกเขยมา หรือเอาใครมามันไม่ง่าย พวกนักการเมืองที่จะเกาะอยู่ก็เสนอที่ให้เค้าเพื่ออยากจะได้ยืน แต่ก็อยากจะบอกว่า แค่นี้ยังพังไม่พออีกเหรอ

เมื่อพิธีกรถามว่า แสดงว่าการลาออกของคุณอุ๊งอิ๊งค์ เป็นการตัดสินใจไม่ใช่เพื่อที่เตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาในการเมืองอีกครั้งนึงแต่ว่าเป็นความต้องการที่จะหลุดพ้นจากคดี

จตุพร เผยว่า เวลามันหมดแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้าเสียงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ไอ้ที่ได้น้อยที่สุดมันจะหายไปอีก การที่อุ๊งอิ๊งค์มาไกลถึงเป็นนายกฯของประเทศไทย โดยไม่ได้มีประวัติเรื่องทางการเมืองมาเลย ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้ว แต่อาจจะเป็นความโชคร้ายที่สุดของประเทศ ยกเว้นว่าเขาหาความโชคร้ายใส่ตัวเอง จากเรื่องราวทั้งหลายเข้ามาหมด

จตุพร ยังบอกอีกว่า ทุกวันนี้มันไม่มีเสรีนิยมขาด อนุรักษ์นิยมขาด มันเละไปหมดแล้ว อยู่ที่ว่าใครถือธงอะไร บ้านเมืองเราสลับกันไปมา วันเวลา เสรีนิยม อนุรักษ์นิยม ยิ่งกระแสรักชาติ บ้านเมือง กระแสอนุรักษ์นิยมก็มา แต่ไม่รู้ว่า ใครอะ เพราะว่าฝั่งอนุรักษ์นิยม ก็เละเหมือนกัน ฝั่งสรีนิยม ก็เละ ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน

ทภ.2 ปิดรับบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ ขอบคุณ’ประชาชน-หน่วยงาน’ สนับสนุน

ทภ.2 ปิดรับบริจาค 'ลวดหนามหีบเพลง' ขอบคุณ'ประชาชน-หน่วยงาน' สนับสนุน

ทภ.2 ปิดรับบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ ขอบคุณ’ประชาชน-หน่วยงาน’ สนับสนุน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

ทภ.2 ปิดรับบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ พร้อมขอบคุณ ‘ประชาชน-หน่วยงาน’ ทุกภาคส่วนให้การสนับสนุน

13 ส.ค. เพจกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความระบุว่า  กองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงมายังกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา การสนับสนุนดังกล่าวมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างความพร้อมด้านการป้องกันพื้นที่และรักษาความมั่นคงของประเทศ

ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงไว้แต่เพียงเท่านี้

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกความร่วมมือและน้ำใจจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรที่ได้รับอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ทบ.แจง ทภ.2 ขอบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ เรื่องเร่งด่วน จัดซื้อตามกฎหมายต้องใช้เวลา 1 เดือน

ขอบคุณภาพ : ข่าวทหาร

สภาฯฉลุยมาตรา4ภาพรวมงบฯปี69 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ‘จุลพันธ์’ ยันพิจารณาทุกอย่างเหมาะสม-ยึดหลักก.ม.

สภาฯฉลุยมาตรา4ภาพรวมงบฯปี69 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ‘จุลพันธ์’ ยันพิจารณาทุกอย่างเหมาะสม-ยึดหลักก.ม.

สภาฯฉลุยมาตรา4ภาพรวมงบฯปี69 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ‘จุลพันธ์’ ยันพิจารณาทุกอย่างเหมาะสม-ยึดหลักก.ม.

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

สภาฯฉลุยมาตรา4 ภาพรวมงบฯปี69 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ‘จุลพันธ์’ ยันพิจารณาทุกอย่างตามความเหมาะสม-ยึดหลักกฎหมาย มั่นใจมีกระสุนเพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโต ท่ามกลางสถานการณ์โลกสุ่มเสี่ยง
  
13ส.ค.2568 เมื่อเวลา12.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท  วาระ2-3 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ชี้แจงในส่วนของมาตรา 4 ภาพรวมวงเงินงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทว่า กมธ.พิจารณางบประมาณตามความจำเป็นของหน่วยรับงบประมาณ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความเสี่ยงของสถานการณ์โลก และความสุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยยืนยันว่า กระทรวงการคลัง มีศักยภาพเพียงพอในการจัดเก็บรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคตและมีมาตรการรองรับเพียงพอ ทั้งเงินคงคลัง รวมถึงกลไกที่มีอยู่ตามกฎหมาย เชื่อว่าจะบริหารจัดการงบที่ตั้งไว้ได้อย่างสมบูรณ์ไม่มีปัญหา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ
  
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้งบประมาณแผ่นดินคือส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้ระบบเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นจุดสำคัญให้เศรษฐกิจเติบโต หากเราปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นผลร้ายของระบบเศรษฐกิจ สร้างความไม่มั่นใจให้ภาคเอกชน และภาคการลงทุน ดังนั้น กมธ. ขอยืนยันตามเม็ดเงินที่ตั้งไว้ พร้อมยืนยันว่า เรามีกระสุนเพียงพอ เช่น เงินคงคลังที่อยู่ในระดับสูง เงินทดลองจ่าย 5 หมื่ยนล้านบาท ซึ่งกลไกทั้งหมดมากพอที่จะแก้ปัญหาประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้
  
จากนั้น ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับในมาตรา 4 ตามกมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 256 เสียง ไม่เห็นด้วย 138 เสียงงดออกเสียง 73 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

อย่าหยุมหยิม! ‘หมอวรงค์’สอนมวย‘บิ๊กอ้วน’เลิกคิดเล็กคิดน้อย

อย่าหยุมหยิม! ‘หมอวรงค์’สอนมวย‘บิ๊กอ้วน’เลิกคิดเล็กคิดน้อย

อย่าหยุมหยิม! ‘หมอวรงค์’สอนมวย‘บิ๊กอ้วน’เลิกคิดเล็กคิดน้อย

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.20 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ภูมิธรรมต้องไม่คิดเล็กคิดน้อย

ต่อกรณีที่นายภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถ้าขาดจริงๆบอกมา เรามีงบประมาณให้อยู่แล้ว และเกรงว่าประชาชนจะไม่เข้าใจ

ผมคิดว่านายภูมิควรจะทำใจให้ใหญ่กว่านี้ อย่าไปหยุมหยิม คิดเล็กคิดน้อยเรื่องแค่นี้ จริงอยู่ถ้าการร้องขอ ตามขั้นตอน ในระบบราชการนั้นต้องใช้เวลานาน ที่สำคัญเรื่องลวดหนามหีบเพลง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ได้เร็วก็ยิ่งดี การขอความร่วมมือจากประชาชน ไม่น่ามีอะไรเสียหาย และการพูดของนายภูมิธรรม เหมือนไปตำหนิแม่ทัพ ทำให้เสียกำลังใจเปล่าๆ

ที่สำคัญคุณรู้ไหมว่า นี่คือภาวะสงคราม ผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพ ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนที่นายภูมิธรรมเกรงว่า การมาขอรับบริจาคจากประชาชน เกรงว่าประชาชนจะไม่เข้าใจ

ผมบอกได้เลยว่า ลำพังแค่เรื่องลวดหนามหีบเพลงที่กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาคจากประชาชนไม่มีใครติดใจ หรือคิดเรื่องไม่ดีต่อรัฐบาลหรอก ส่วนเรื่องที่คิดไม่ดีมีเยอะแยะ เช่นคลิปเสียง การไปประชุมหยุดยิง การให้สัมภาษณ์ที่ไม่จริงจังต่อเขมร

ตลอดจนท่าทีที่ไม่มีภาวะผู้นำของคุณมากกว่า ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดีและไม่เข้าใจ

จับตา!ศาลรธน. นัดวันชี้ชะตาคดี‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

จับตา!ศาลรธน. นัดวันชี้ชะตาคดี‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

จับตา!ศาลรธน. นัดวันชี้ชะตาคดี‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

จับตา!ศาลรธน. นัดวันชี้ชะตาคดี”อิ๊งค์”ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ จากปมคลิปเสียงสนทนา”ฮุนเซน”

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระพิจารณาคดีสำคัญที่ถูกจับตามากที่สุด คือ การพิจารณาหรือมีคำสั่งในคำร้องของประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว กรณีปรากฏคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ว่าศาลอาจมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงไปยังผู้ร้องเพื่อยื่นคำโต้แย้งภายใน 15 วัน หรือจะสั่งให้มีการไต่สวนพยานใดหรือไม่ และศาลจะกำหนดนัดวันฟังคำวินิจฉัยเลยหรือไม่

โดยคดีนี้เริ่มจาก สว. 36 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

โดยวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9 ต่อ 0 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และศาลมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย และวันที่ 4 ส.ค.2568 น.ส.แพทองธาร ยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบข้อกล่าวหาทั้งหมด

‘อิ๊งค์’เข้าสภาให้กำลังใจ สส.ถกงบฯ69 วาระ 2-3 วันแรก ยิ้มรับหลังสื่อถามกำลังใจยังดีหรือไม่

‘อิ๊งค์’เข้าสภาให้กำลังใจ สส.ถกงบฯ69 วาระ 2-3 วันแรก ยิ้มรับหลังสื่อถามกำลังใจยังดีหรือไม่

‘อิ๊งค์’เข้าสภาให้กำลังใจ สส.ถกงบฯ69 วาระ 2-3 วันแรก ยิ้มรับหลังสื่อถามกำลังใจยังดีหรือไม่

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.01 น.

‘อิ๊งค์’เข้าสภาให้กำลังใจสส.ถกงบ 69 วาระ 2-3 วันแรก ยิ้มรับ หลังสื่อถามกำลังใจยังดีหรือไม่

เมื่อเวลา 12.25 น.วันที่ 13 ส.ค.68 ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้กำลังใจ สส. ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2และวาระ 3 ในวันแรก โดยมีบรรดารัฐมนตรี และ สส.ของพรรคมารอต้อนรับ

โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามภายหลังน.ส.แพทองธาร ไม่ได้ให้สัมภาษณ์เป็นเวลานาน ซึ่งน.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบถามเพียงแต่ยิ้มตอบเท่านั้น

เมื่อถามต่อว่ากำลังใจในช่วงนี้ยังดีอยู่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ยิ้มพร้อมพยักหน้ารับ แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องรับรอง ภายในอาคารรัฐสภาทันที-

‘เท้ง’ซัด‘รัฐบาล’จัดงบฯปี69ไร้ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤติ เศรษฐกิจ-สงคราม -การเมือง

‘เท้ง’ซัด‘รัฐบาล’จัดงบฯปี69ไร้ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤติ เศรษฐกิจ-สงคราม -การเมือง

‘เท้ง’ซัด‘รัฐบาล’จัดงบฯปี69ไร้ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤติ เศรษฐกิจ-สงคราม -การเมือง

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.46 น.

หูหนวก-ตาบอด! ‘เท้ง’ซัด‘รัฐบาล’จัดงบฯปี69 ไร้ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤติเศรษฐกิจ-สงคราม -การเมือง ชงโครงการหยิบเป็นแผนลงทุนสางปัญหา

วันที่ 13 สิงหาคม 2568  ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท  วาระ2-3 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก ซึ่งที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรา 4 ว่าด้วยภาพรวมของงบประมาณ

เวลา11.40น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายว่า การปรับลดลงประมาณของกมธ. 8,920 ล้านบาท หรือเท่ากับ 0.24% แต่กลับพบการจัดสรรให้กับหน่วยงานที่ไม่ตรงจุดและตอบโจทย์การรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ และสงคราม ทั้งสงครามชายแดน และสงครามการเมืองทั้งนี้ตนไม่โทษกมธ.ฯ แต่โทษรัฐบาลที่หูหนวก ไม่ยอมฟังเสียงสภาฯ ตาบอดโดยไม่พิจารณางบประมาณที่มีความจำเป็นกับประชาชนและภาวะของประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าเหตุที่รัฐบาลเป็นเช่นนั้นเพราะขาดเข็มทิศ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจที่ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่สร้างการเติบโตให้ประเทศและสร้างประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่กระจุกตัวกับผู้รับสัมปทานบางกลุ่ม หากรัฐบาลเตรียมร่างพ.ร.บ.งบฯ69 ดีเพียงพอ จะทำให้นักลงทุนและคนไทยเห็นถึงเป้าหมายว่าจะเดินไปทางไหน สิ่งที่อยากเห็นในงบลงทุน เช่น นำไปปลูกป่าเศรษฐกิจ ลดคาร์บอนต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างไบโอแมททีเรียล ถือธงนำให้เอกชนพัฒนาเมือง ปลูกโซลาร์บนหลังคาประชาชน เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเป็นพลังงานสะอาด และให้รัฐบาลร่วมลงทุน ทำให้ประชาชนลดค่าไฟด้วยนอกจากนั้นคือ การลงทุนปลูกข้าวยั่งยืน ข้าวรักษ์โลก เปลี่ยนกระบวนการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

“ร่างพ.ร.บ.งบฯ69 เป็นงบที่คิดไม่รอบคอบ คิดไม่ลึก ผมจึงขอสงวนปรับลดกรอบวงเงินในภาพรวม ให้มีพื้นที่การคลังเพียงพอต่อการสร้างอนาคตให้ประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว –

‘ไชยา พรหมา’รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรองปธ.สภาฯคนที่ 1 ลั่นพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

‘ไชยา พรหมา’รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรองปธ.สภาฯคนที่ 1 ลั่นพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

‘ไชยา พรหมา’รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรองปธ.สภาฯคนที่ 1 ลั่นพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.24 น.

‘ไชยา พรหมา’รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 พร้อมให้คำมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 ส.ค. ที่ห้องประชุมสัมมนา B1 อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายไชยา พรหมา เป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

โดยเมื่อถึงกำหนดพิธี น.ส.สาวิตรี ชำนาญกิจ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  เชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เข้ามายังห้องจัดพิธี จากนั้น อ่านประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ตามมาตรา 118 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อมาในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 10 สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้ลงมติเลือก นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง  แทนตำแหน่งที่ว่างอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี”

จากนั้นนายไชยา พรหมา รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บังคับบัญชากลุ่มงานสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  ร่วมพิธี

โอกาสนี้นายไชยา รับการแสดงความยินดี ในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 จาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์  เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  และจาก นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา พร้อมด้วยผู้บริหาร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

ต่อมา นายไชยา เปิดเผยภายหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่งว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ที่ได้รับเลือกจากสภาในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 วันนี้ถือเป็นวันแรก และเป็นวันเริ่มต้นของการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแบ่งเบาภาระท่านประธานสภา

นายไชยากล่าวว่า ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางการเมืองตลอดชีวิตการทำงานทางการเมืองของผม มาปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นกลไกอันสำคัญตามวิถีทางประชาธิปไตย ให้เป็นที่เชื่อถือ เชื่อมั่น และเป็นที่ศรัทธาของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป

“ผมขอยืนยันว่า ผมจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้ดีที่สุด สมกับที่ท่านสมาชิกให้ความไว้วางใจ ให้ผมเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้” นายไชยากล่าว-002