แยก-แย่ง-ย้าย! ‘ไอติม’จวกระบบราชการ‘3 ซ้ำซ้อน’ แนะหากศึกษารอบคอบ

แยก-แย่ง-ย้าย! ‘ไอติม’จวกระบบราชการ‘3 ซ้ำซ้อน’ แนะหากศึกษารอบคอบ

แยก-แย่ง-ย้าย! ‘ไอติม’จวกระบบราชการ‘3 ซ้ำซ้อน’ แนะหากศึกษารอบคอบ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

แยก-แย่ง-ย้าย! “ไอติม”จวกระบบราชการ”3 ซ้ำซ้อน” แนะหากศึกษารอบคอบ จะให้ทำกิจกรรมของรัฐสะเปะสะปะน้อยลง เตือนหากไม่เริ่มต้นปรับปรุงจัดทำงบฯ ประเทศเสี่ยงไม่เหลืองบประมาณพอแก้ปัญหาสำคัญ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ฯ สงวนความเห็น อภิปรายในมาตรา 4 งบฯ ภาพรวม ว่า ตนเข้าใจดีว่ารัฐบาลเริ่มจัดสรรงบประมาณปี 69 ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤตภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ แต่ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ คือการที่ กมธ.ฯ มีเสียงข้างมากจากรัฐบาลได้ทำน้อยเกินไป ในการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณปี 69 เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะตามมาจากทั้งข้อตกลงกับสหรัฐฯ และจากระเบียบโลกที่มีความไม่แน่นอน แล้วจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปากท้องของประชาชนในทุกภาคส่วน หากเทียบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว กมธ.ฯ ในปี 64 ได้มีการจัดงบใหม่ไปประมาณ 3.1 หมื่นกว่าล้านบาท เพื่อเตรียมต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโควิด แต่ในปี 69 กมธ.ฯ มีการจัดงบใหม่เพียง 8 พันกว่าล้านบาท เพื่อต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากกรณีภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ซึ่งสิ่งที่ประเทศเราขาดมากที่สุดคือประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณอย่างตรงจุดและคุ้มค่า ไม่ว่าจะเปิดไปในงบของกระทรวงไหนก็สามารถพบบางส่วนที่ปรับลดได้เพื่อไปโยกแก้ปัญหาให้กับประชาชน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.แยกกันทำ หมายถึงความซ้ำซ้อนในระดับโครงการคือการที่มีโครงการที่อาจจะเป็นประโยชน์และคาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างเลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าการร่วมกันทำ 2.แย่งกันทำ หรือความซ้ำซ้อนในระดับของภารกิจ คือการที่หลายหน่วยงานอาจจะมีการขีดเส้นและจัดวางภารกิจที่แตกต่างกัน ไม่ซ้ำซ้อนกันอย่างชัดเจนแต่ในทางปฏิบัติเราเห็นว่ามีหลายหน่วยงานขยายภารกิจของตัวเองที่เสี่ยงจะไปซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น และ 3.ย้ายออกไปทำ หรือความซ้ำซ้อนในระดับหน่วยงาน คือการที่มีหลายหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การพิจารณาควบรวมหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องศึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบ เข้าใจว่าการควบรวมหน่วยงานแล้ว ไม่ได้หมายความว่า จำนวนงานและจำนวนคนจะลดลงเสมอไป แต่ตนเชื่อว่าหากเรามีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจที่เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกันอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการและกิจกรรมของรัฐนั้นมีความสะเปะสะปะน้อยลง และก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น เราจะทำให้หน่วยงานของรัฐผลิตแผนขึ้นหิ้งน้อยลง และทำงานในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

“หากเราไม่เริ่มต้นมาปรับปรุงเรื่องการจัดทำงบประมาณโดยการลดความซับซ้อนที่แทรกอยู่ในทุกระดับของระบบราชการ ประเทศเราเสี่ยงจะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน และเสี่ยงจะไม่มีความคล่องตัวมากพอในการรับมือกับวิกฤตและปัญหาใหม่ที่ถาถมเข้ามา” นายพริษฐ์ กล่าว

ทบ.แจง ทภ.2 ขอบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ เรื่องเร่งด่วน จัดซื้อตามกฎหมายต้องใช้เวลา 1 เดือน

ทบ.แจง ทภ.2 ขอบริจาค 'ลวดหนามหีบเพลง' เรื่องเร่งด่วน จัดซื้อตามกฎหมายต้องใช้เวลา 1 เดือน

ทบ.แจง ทภ.2 ขอบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ เรื่องเร่งด่วน จัดซื้อตามกฎหมายต้องใช้เวลา 1 เดือน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

ทบ. แจง ทภ.2 ขอบริจาคลวดหนามหีบเพลง เรื่องเร่งด่วน เป็นสิ่งกีดขวาง เรื่องความปลอดภัยกำลังพล สกัดการลักลอบเข้าพื้นที่ทหารกัมพูชา ชี้ หากรอกระบวนการจัดซื้อตามกฎหมายใช้เวลา1เดือน  ย้ำไม่ติดขัดงบประมาณ

13 ส.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก และรมว.มหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่2 หยุดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้มาขอกับรัฐบาลว่า

ยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพ มีงบประมาณเพียงพอ แต่ติดขัดในกระบวนการจัดซื้อตามกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อาจทำให้ผู้จัดซื้อมีความผิด ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องใช้ลวดหนามหีบเพลงทันที โดยเฉพาะ 4 จังหวัดชายแดน “อุบลฯ-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์” จึงต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน

“การจัดซื้อต้องเป็นไปตามระเบียบราชการ  แต่วิธีจัดหาใช้แบบพิเศษได้ แต่ก็ใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญ กรณีลวดหีบเพลงสเปกที่ทหารใช้ ไม่มีในท้องตลาดต้องสั่งผลิตจึงใช้เวลานานขึ้นไปอีก ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ  งบประมาณมีอย่างเพียงพอ มีแค่เรื่องเวลา” โฆษก ทบ. กล่าวและว่า

สำหรับลวดหนามหีบเพลง ใช้เป็น เครื่องกีดขวาง ในบางจุด เพื่อความปลอดภัยกำลังพล และ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าออก ของฝ่ายตรงข้าม เช่นในส่วนพื้นที่โล่ง หรือพื้นราบ ซึ่งเดิมประชาชนอยากเข้ามีส่วนร่วมในการให้สิ่งของ ซึ่งอาจไม่ตรงความต้องการที่จำเป็นจริง  ก่อนหน้านี้กองทัพเคยสื่อสารไปว่า ขอบคุณในน้ำใจ และขอชลอกันไว้ก่อน   ส่วนอะไรที่จำเป็นจริงหาในระบบได้ไม่ทันเวลา จะเรียนแจ้งไป อย่าง กรณีลักษณะลวดหนามหีบเพลง

พลตรีวินธัย กล่าวต่อว่า ส่วนอาหาร  สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดำเนินชีวิตมีพอแล้ว แต่กองทัพเน้นบอกกล่าวเฉพาะ อุปกรณ์เสริมงานทางยุทธวิธีเป็นหลัก ส่วนการขอรับบริจาคเนื่องจาก มีข้อเด่นคือ ในเรื่องความรวดเร็ว กว่าจะหาตามระบบราชการ ไม่ต้องรอการผลิต และรอกระบวนการจัดซื้อ ส่วนในทางระบบราชการก็คู่ขนาดอยู่ระหว่างดำเนินการ ขอยืนยันไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เพราะระบบราชการสามารถสนับสนุนได้ตลอด แต่ใช้เวลาหน่อย ดังนั้นลวดหนามหีบเพลงแบบปกติที่ คนทั่วไปใช้ เลยสามารถนำมาใช้แทนไปก่อนได้ ในช่วงเร่งด่วน เฉพาะหน้าก่อน

ขอบคุณภาพ : ข่าวทหาร

นักวิจารณ์การเมืองหนาว! ‘ภูมิธรรม’ฉุนขู่ฟ้องดะ’คนบิดเบือน’ บอกต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์

นักวิจารณ์การเมืองหนาว! 'ภูมิธรรม'ฉุนขู่ฟ้องดะ'คนบิดเบือน' บอกต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์

นักวิจารณ์การเมืองหนาว! ‘ภูมิธรรม’ฉุนขู่ฟ้องดะ’คนบิดเบือน’ บอกต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนอยากขอความกรุณาและกราบเรียนพี่น้องประชาชน ช่วยกันในการแก้ปัญหา ตนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน แต่ว่าอยู่ในฐานะหน้าที่เราพยายามจะนิ่งให้ได้มากที่สุด การที่บอกว่าตนไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่ลงที่โรงพยาบาล ไม่ใช่อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่จริงนะครับ และถ้าไปดูเทปทั้งหมดเขาถามว่าจะชี้แจงอย่างไรหรือไม่ ทำไมระเบิดถึงลงเฉพาะที่นี่ ตนก็บอกว่าเขาไม่ได้ยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย หากยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมายจะไม่มีการเสียชีวิตของพลเรือนเลย เป็นการยิงด้วยระเบิด BM-21 ที่ออกมาทีจำนวนมากกระจัดกระจายไม่ได้ไปที่เป้าหมายทางทหาร นั่นหมายความว่าพลเรือนและโรงพยาบาล ตนคิดว่าอย่าเอาไปบิดเบือน ทำลายรัฐบาล ไว้วางใจสร้างความไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้ประชาชนในประเทศเกิดความแตกแยก

“ซึ่งมีนักวิจารณ์การเมืองบางคน ไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ผมจะฟ้องหมด ผมนี่เป็นคนที่ไม่คิดจะฟ้องใคร แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ประจักษ์ อย่างที่ผมเคยทำในอดีต ผมเคยถูกโจมตี จนกระทั่งสนธิแพ้ผมในชั้นศาลฎีกา อันนี้เคยมาแล้วขอโทษมาแล้ว เรื่องนี้เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ อย่าพูดอะไรทำให้เกิดความแตกแยก อย่าพูดอะไรที่ทำร้ายคนอื่นอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ผมพูดไป ไม่อย่างนั้นผมจะพูดในสิ่งที่ควรจะพูดเท่านั้น จะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้ว เพราะพูดไปแล้ว มีการไปทำร้ายกัน เอาไปบิดเบือนกัน ตัดตอนบางส่วนที่พูด แล้วก็ไม่มีใครช่วยเหลือ ผมคิดว่าต้องทำให้เป็นธรรม ไม่อย่างนั้นก็ไม่เหมาะสม อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจผม กำลังจะให้ทนายผมดำเนินการฟ้องทั้งหมด ที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ซึ่งข้อมูลและสิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์ทั้งหมดเก็บไว้หมดแล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

‘ไอซ์ รักชนก’แรงแต่เช้า! ซัดทุเรศใช้งบฯอาสาสนอง‘การเมือง’

‘ไอซ์ รักชนก’แรงแต่เช้า! ซัดทุเรศใช้งบฯอาสาสนอง‘การเมือง’

‘ไอซ์ รักชนก’แรงแต่เช้า! ซัดทุเรศใช้งบฯอาสาสนอง‘การเมือง’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้วเป็นวันแรก โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ขอพูดถึงงบประมาณอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ที่หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง ประชาชนไม่โง่ ดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การใช้ อสม.ปฏิบัติการบางอย่างจนสำเร็จลุล่วง ทำให้กระทรวงอื่นทำตาม เช่น อาสากระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสากระทรวงดิจิทัล อาสากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเกือบทุกกรม อยากให้รัฐบาลรวบรวมอาสามาไว้ด้วยกัน ให้งบประมาณแค่กระทรวงเดียว ถ้าให้ทุกกระทรวงมีอาสาหมดจะเป็นภาระงบประมาณ อสม.ในหลายพื้นที่เป็นทุกอาสา เช่น อาสาพัฒนาสังคม อาสาดิจิทัล อาสาเกษตร คนเดียวดำรงตำแหน่งเยอะมาก ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน ถูกใช้เป็นแขนขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยการเอางบแผ่นดินไปทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ มันทุเรศ ไม่อยากให้ทำ เข้าใจอาสาได้ประโยชน์เม็ดเงินตรงนี้ แต่ควรใช้เงินให้ถูกจุด” น.ส.รักชนก กล่าว

‘มาริษ’สายตรงถึง’UN-ญี่ปุ่น’ ขอให้สอบ’กัมพูชา’ละเมิดสนธิสัญญากับระเบิด

'มาริษ'สายตรงถึง'UN-ญี่ปุ่น' ขอให้สอบ'กัมพูชา'ละเมิดสนธิสัญญากับระเบิด

‘มาริษ’สายตรงถึง’UN-ญี่ปุ่น’ ขอให้สอบ’กัมพูชา’ละเมิดสนธิสัญญากับระเบิด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

“มาริษ” สายตรงถึงเลขาฯ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา – พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันกัมพูชาร่วมเก็บกู้ – เมิน กต.กัมพูชาฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้หลักฐานไม่มี

13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลังกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เมื่อวานนี้ (12 ส.ค.) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า

เมื่อวานนี้ ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาออตตาวา ในเดือน ธ.ค. นี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว และในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาอิตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (General Border Committee) หรือ GBC ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ ยังย้ำว่า ในห้วงการเดินทางเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตนเอง ได้พบเลขาธิการสหประชาชาติ หรือเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีของญี่ปุ่นแล้ว และได้ประท้วงท่าทีความไม่จริงใจของกัมพูชาต่อทั้ง 2 บุคคล และในโอกาสต่างๆ เสมอมา

ส่วนกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้ส่งจดหมายร้องเรียน ต่อประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC และเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวหาฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงทวิภาคี และเงื่อนไขของการหยุดยิงที่ตกลงกันไว้อย่างต่อเนื่องนั้น

นายมาริษ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาไม่มีหลักฐานใดที่แน่ชัด แต่ฝ่ายไทยมีข้อมูลชัดเจน เกี่ยวกับการยั่วยุของกัมพูชา และการวางทุ่นระเบิด และที่สุด UNSC ก็ไม่ได้มีการประชุมเรื่องนี้อีกครั้งแต่อย่างใด

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน ชี้สงครามการค้า ทำชาติตกอยู่ในภาวะ ‘3 เสี่ยง’ ทั้งด้าน ‘รายได้-รายจ่าย-และหนี้สาธารณะ’ 

13 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้วเป็นวันแรก โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.ฯ อภิปรายว่า ตนขอสงวนความเห็นในมาตรา 4 งบประมาณในภาพรวม ขอให้มีการปรับลดเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 3.73 ล้านล้านบาทซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราอยากตัดลดงบประมาณเพิ่ม ในยามที่ประเทศอาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤตคู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการประทะตามแนวชายแดน และหวังว่าวิกฤตินี้จะจบในเร็ววัน ไม่ยืดเยื้อไปถึงงบสมัยหน้า การขอปรับงบในครั้งนี้ เพื่อให้เก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยตลอดการอภิปราย คงได้ฟังว่ามีการจัดงบประมาณใดบ้างที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็น แพง และงบใดที่มีการต้องตัดลดรีดไขมันออกชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อนต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่  จากวิกฤตที่จะเกิดกับสงครามการค้าที่จะมาถึง ที่จะทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยงทั้งด้านรายได้รายจ่าย และหนี้สาธารณะ 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ถึง2569 ที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพี จะโตอยู่ที่ 2.8% แต่ล่าสุดในปลายปี 2569 เหลือเพียงแค่ 1.6% ซึ่งแม้เราจะทราบอัตราภาษีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจะดีขึ้น เพราะหลายวิจัยปรับเพิ่มจีดีพีปี 2568 จริง แต่ไม่มีวิจัยฉบับไหนที่ปรับเพิ่มจีดีพีในปี 2569 ส่วนการประมาณการรายได้ ปี 69 ถ้าจีดีพีปรับลดลง การจัดเก็บรายได้ก็ลดลงด้วย จากการประมาณการของสถิติการคลัง จากนั้น ถ้าจีดีพีลดลง 1.7% จะทำให้รายได้ลดลง 1.45% แต่เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเรื่องสงครามการค้าจะส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับลดลงก็จะส่งผลด้วย  ซึ่งจะทำให้เราจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลง 0.7% แค่ 2 ปัจจัยนี้จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ 64,000 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 มาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้า 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า เรามีปัญหาการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาต่อเนื่องอย่างยาวนาน เราจะจัดเก็บภาษีได้15% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกันกับเรา ปี 2567 รายได้ภาษีตกเป้าเกือบ 80,000 ล้านบาท แต่ท้ายที่สุดก็มีปตท. วายุภักษ์ และกองฉลาก ให้ปันผลได้เพิ่ม จะสังเกตได้ว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น25.4% ถือเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบปี 2567 ได้ เช่นเดียวกับในปี 2568 ใน 9 เดือนแรกรายได้ภาษีตกเป้าไป 6.8 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะมีการมีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ที่จะประกาศช่วงเดือนกันยายน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็น ตนเองก็อยากทราบจากประธานกรรมาธิการเหมือนกัน ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะปัญหาเดิม ๆ ทั้งการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลงจากการที่คนใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือการจัดเก็บภาษียาสูบ ที่ใช้อัตราใหม่ และไม่สามารถเก็บได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญด้านรายได้ที่เราต้องเจอในปี 2569

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขณะที่ความเสี่ยงด้านรายจ่ายปี 69 จะต้องมีงบเพื่อฟื้นฟู พยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้งบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังคงอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้งที่ในปี 68 ที่ไม่มีวิกฤตดีกว่าเกือบ 200,000 ล้านบาท กองทุน FTA ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีการปรับงบแต่อย่างใด และกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท ซึ่งแทบจะทำไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต ถือเป็นความเสี่ยงด้านรายจ่ายที่จะทำให้เรากดดันให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่วนความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ ขณะนี้กำลังจะชนเพดานอยู่แล้ว พื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ปัจจุบันเหลือแค่ 64% ที่เราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปีงบ 68 จะเหลือที่ 66% ส่วน ปี 69 ถ้ากู้ตามที่วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 69% อันเนื่องมาจากว่าจีดีพีของเราที่กำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ทำให้สัดส่วนที่สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปเป็นส่วนสมทบในส่วนหน้า และต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70% ของจีดีพีและอาจจะต้องมีการออก พ.ร.บ. หรือพรก. เงินกู้เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569  เพราะถ้าดูจากยอดปรับลดของ ปี69 ในการเกลี่ยงบประมาณใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย ตลอดการพิจารณาที่ผ่านมาปรับงบลดไปได้เพียง 8,900 ล้านบาท และถูกนำไปให้กับงบประมาณที่ควรจะขอมาตั้งแต่เริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดประชุม World Bank IMF  เงินประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว 

“ซึ่งงบ ปี 69 ดูไม่รู้สึกรู้สาเหตุเลยว่ามีวิกฤตรออยู่ ต่างจากช่วงวิกฤต โควิด-19 ที่งบเคยไปถึงกว่า 30,000 ล้านบาทดิฉันไม่อยากปรับลดงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นที่จะต้องเก็บกระสุน ถ้าการจัดงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์เพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤตจริง“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

‘อดีตแม่ยก ปชป.’ ถาม ‘หมอเชิดชัย’ พท.เละยังไม่พอเหรอ แนะรับยาช่อง 3 ปมขอเลื่อนคดี’อิ๊งค์’ 6 เดือน

'อดีตแม่ยก ปชป.' ถาม 'หมอเชิดชัย' พท.เละยังไม่พอเหรอ แนะรับยาช่อง 3 ปมขอเลื่อนคดี'อิ๊งค์' 6 เดือน

‘อดีตแม่ยก ปชป.’ ถาม ‘หมอเชิดชัย’ พท.เละยังไม่พอเหรอ แนะรับยาช่อง 3 ปมขอเลื่อนคดี’อิ๊งค์’ 6 เดือน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.23 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 สืบเนื่องจากกรณี นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณา คดีถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐฯ และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกฯไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆผ่านไปแล้ว ค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้งการมีนายกฯตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่ากว่านายกฯรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น นั้น (‘เด็ก พท.’อ้อน’ศาล รธน.’ เลื่อนตัดสินคดีนายกฯอิ๊งค์ ออกไปก่อน 6 เดือน)

ล่าสุด  นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง อดีตแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Kanjanee Valyasevi” ระบุว่า  หมอจะเลื่อนไปเพื่ออะไร #ฉันว่าหมอไปรับยาช่อง3จะดีกว่านะ – เวลานี้เพื่อไทยเละยังไม่พอเหรอ

คิกออฟถกงบฯปี 69! ‘พิชัย’ แจงรายงานกมธ. ปรับลด 8,920 ล้าน

คิกออฟถกงบฯปี 69! 'พิชัย' แจงรายงานกมธ. ปรับลด 8,920 ล้าน

คิกออฟถกงบฯปี 69! ‘พิชัย’ แจงรายงานกมธ. ปรับลด 8,920 ล้าน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.06 น.

คิกออฟถกงบฯปี 69! ‘พิชัย’ แจงรายงานกมธ. ปรับลด 8,920 ล้าน เหตุไม่สอดคล้องภาวะปัจจุบัน-การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

13 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้เทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท  วาระ2 และวาระ3 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก

โดยนายพิชัย  ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานกมธ.ฯ รายงานผลการพิจารณาต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า การพิจารณารายละเอียดได้พิจารณาตามความจำเป็น คำนึงถึงฐานะการคลัง การขับเคลื่อนของหน่วยงานภายใต้ความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมมีข้อสังเกตในภาพรวม เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเศรฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบต่องบประมาณ ทั้งส่วนของรายได้และรายจ่าย การเตรียมงบเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศ เศรฐษกิจหลัก และการจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่การคลังไว้ใช้ในยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต และให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาแต่ละจังหวัดที่แตกต่างไปในแต่ละบริบทพื้นที่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และหน่วยรับงบประมาณควรแสดงงบประมาณส่วนเงินนอกงบประมาณต่อแผนงานประจำปีเพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทุกแหล่งเงิน

นายพิชัย กล่าวต่อว่า การทำงานของกมธ. ปรับลดงบประมาณ 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาความสอดคล้องในสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า ศักยภาพในการใช้จ่ายเงิน  เช่น  งบประมาณไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันปีงบประมาณหรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่ต่ำกว่างบประมาณเสนอไว้ รายการไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบันหรือดำเนินการไปแล้วแต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ รายการที่ชะลอได้ โดยไม่กระทบภารกิจให้บริการประชาชนหรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ส่วนที่ยกเลิกหรือใช้งบจากส่วนอื่นนอกจากงบประาณได้ เช่น เงินที่จัดเก็บเอง เงินสะสมคงเหลือ เงินนอกงบประมาณ 

นายพิชัย ชี้แจงต่อว่า สำหรับการเพิ่มงบประมาณได้พิจารณาตามความเหมาะสม จำเป็นเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน ได้แก่ งบกลาง เพื่อเงินสำรองกรณีฉุกเฉินจำเป็น  สำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่มในส่วนเงินเดือนของบุคลากรของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)  กระทรวงการคลัง ได้เพิ่มให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อใช้จัดการประชุมสภาผู้ว่าธนาคารโลก  ในปี69 กระทรวงพัฒนาสังคม ค่าใช้จ่ายสนับสนุนปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของคนพิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนของกรมฝนหลวง เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก กระทรวงยุติธรรม ให้กับกรมคุมประพฤติ เพื่อติดตามผู้ถูกคุมประพฤติในส่วนผู้ติดยาเสพติด  ให้ชำระคืนให้กับกองทุนประกันสังคม  รัฐวิสาหกิจ เป็นค่างานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วง บางขุนนนท์ -ศูนย์วัฒนธรรม จัดสรรให้ หน่วยงานศาล องค์กรอิสระเพื่อเป็นงบบุคลากรและสนับสุนนดำเนินงานตามภารกิจ

“กมธ.ได้เปลี่ยนแปลงรายจ่าย ใน 2 ส่วนคือ ลดงบกระทรวงสาธารณสุข 70 ล้านบาท ส่วนการถ่ายโอนบุคลากร เพื่อเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นเงินอุดหนุนบุคลากรสำหรับการถ่ายโอนบุคลากรใน สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และลดงบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 114 ล้านบาท เพื่อให้กับเทศบาลเมือง 3 แห่งและเทศบาลตำบล 1 แห่ง หลังยุบรวมอบต. ภายใต้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รวมกับเทศบาล” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณารายละเอียดงบประมาณ ปรับลด เพิ่มและเปลี่ยนแปลง งบประมาณ กมธ.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต่อความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงาน ผลการดำเนินงานและภารกิจกระตุ้นเศรฐกิจ การแก้ปัญหาของประชาชนและ ประโยชน์โดยตรงกับประชาชน รวมถึงสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เข้มแข็ง รองรับปัจจัยภายในและภายนอกอย่างมีเสถียรภาพ รวมถึงการดำเนินงานไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ เพื่อให้อยู่ในกรอบวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

‘เพื่อไทย’กำชับ สส. ปักหลักเฝ้าสภาฯพิจารณางบฯ 69 หวั่นองค์ประชุมไม่ครบ

‘เพื่อไทย’กำชับ สส. ปักหลักเฝ้าสภาฯพิจารณางบฯ 69 หวั่นองค์ประชุมไม่ครบ

‘เพื่อไทย’กำชับ สส. ปักหลักเฝ้าสภาฯพิจารณางบฯ 69 หวั่นองค์ประชุมไม่ครบ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

“เพื่อไทย”กำชับ สส. ปักหลักเฝ้าสภาฯพิจารณางบฯ 69 หวั่นองค์ประชุมไม่ครบ “สรวงศ์”บอกต้องเซ็นชื่อเข้าห้องประชุมทุกวัน 9 โมงเช้า เหตุต้องโหวตรายมาตรา หากองค์ฯไม่ครบมีปัญหาแน่ ด้าน”วิสุทธิ์”ลั่นไม่มีปัญหา ขอทุกคนทำหน้าที่ เผย หัวหน้าพรรคมาให้กำลังใจ ฟังมาจากปาก มั่นใจ”แพทองธาร”ไม่ลาออกแน่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยมี นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค และรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา , นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรค เพื่อทำความเข้าใจในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ​2569 ที่เข้าสู่สภาฯ วาระ 2 และ 3 ในวันนี้

โดย นายสรวงศ์ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมในการพิจารณางบฯทั้ง 3 วัน เพราะฝ่ายค้านเขาพูดเปรยๆมาแล้วในเรื่องอค์ประชุม แต่ตนมั่นใจว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้อยู่เป็นองค์ประชุมอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนได้ย้ำไปยังพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับองค์ประชุมด้วย เพราะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้น สส.ทุกคนควรอยู่ในบริเวณสภาฯเพราะจะมีการโหวตตลอดเวลา 3 วัน และขอย้ำว่าการพิจารณาทุกวันจะเป็นการปิดประชุม จากนั้นเวลา 09.00 น.จะต้องเปิดประชุมใหม่ ดังนั้น ขอให้ทุกคนมาเซ็นชื่อเป็นองค์ประขุมก่อนเวลา 09.00 น.เพื่อที่จะเปิดการประชุมได้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นเวลาจะขยับออกไปอีก

“พวกผมในฐานะกรรมาการบริหารพรรคจะอยู่เคียงคู่กับพวกท่านและทำงานร่วมกัน และได้รับทราบว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคจะมาอยู่กับพวกเราที่สภาฯด้วย ดังนั้น ขอย้ำเรื่องอค์ประชุมว่าสำคัญมากจริงๆ เพราะไม่สามารถที่จะไปต่อได้ หากพวกเราไม่ได้อยู่ในสภาฯ” นายสรวงศ์ กล่าว

นายสรวงศ์ กล่าวว่า บางคนถามว่าทำไมไม่เป็นการพักการประชุม เพื่อวันรุ่งขึ้นไม่ต้องเซ็นชื่อ เพราะเกรงว่าหากเป็นการพักการประชุมแล้วอีกวันเปิดประชุมมา เสียงอาจไม่พอหากมีการโหวตตั้งแต่เช้า ก็จะเป็นประเด็นอีก

ด้าน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ขอฝากทุกคนในการลงมติขอให้ดูเพื่อนข้างๆด้วย เพราะจะต้องมีการลงมติรายมาตรา จึงต้องแสดงตนหลายครั้ง ดังนั้น ขอให้ดูเพื่อนและสะกิดเพื่อนด้วย เพราะบางคนลืม หากไม่ได้กดแสดงตนชีวิตเปลี่ยนเลย จะทำให้มีปัญหาภายหลัง ขอให้ทุกคนดูแลกัน แต่ตนมั่นใจเพราะทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคได้ประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ทุกพรรคยืนยันเป็นองค์ประชุม เพราะฝ่ายค้านเขาบอกมาเด็ดขาดว่าไม่เป็นองค์ประชุมให้ จึงมีแต่พวกเราที่ต้องช่วยกันเอง มั่นใจว่าพวกเราจะดูแลกันและเป็นองค์ประชุม และผ่านงบฯอย่างไม่มีปัญหา

“ขอให้พวกเราอดทน พวกเราจะอยู่จนดึกและตื่นเช้า มาพร้อมกัน ในเวลา 09.00 น.ถ้าเราเซ็นชื่อช้า เราก็จะเลิกดึกไปอีก เพราะเราตั้งเป้าว่า 23.30 น.ของทุกวันจะปิดการประชุม ถ้าเรามาสายก็จะไปเลิกหลังเที่ยงคืน ดังนั้น ขอให้ทุกคนอดทนตื่นเช้า แต่มั่นใจเพราะหลายท่านอายุพอสมควรจะตื่นเช้าอยู่แล้ว รวมทั้งผมด้วย” นายวิสุทธิ์ กล่าว

จากนั้น นายวิสุทธิ์ ให้สัมภาษณ์ย้ำอีกครั้งเรื่ององค์ประชุมว่า ทั้งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคได้มีการเจรจากับทุกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้เป็นองค์ประชุมแล้ว เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในการพิจารณางบฯ วาระ 2 และ 3  จึงเชื่อว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีและสส.ก็ต้องมาอยู่ที่สภาฯ หากทุกคนมาอย่างไรองค์ประชุมครบแน่นอน  ถึงฝ่ายค้านไม่เป็นองค์ประชุมเราก็สามารถพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการวางแผนว่าหากองค์ประชุมไม่ครบแล้วจะต้องพิจารณางบฯ ​4 – 5 วัน เพราะเชื่อว่าเราสามารถทำได้และจบใน 3 วัน

เมื่อถามว่า การลงมติเป็นรายมาตราและต้องมีการแสดงตน หากองค์ประชุมล่มจะทำอย่างไร นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าไม่ล่ม เพราะเราคุยกันแล้วในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ หน้าที่ผู้แทนก็รู้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหา 3 วันจะอยู่ด้วยกัน เพราะ สส.ต้องรู้หน้าที่ไม่ต้องถึงขั้นคาดโทษเพราะเชื่อมั่นว่าครั้งนี้ไม่มีล่ม มั่นใจ เราก็คุยกันตลอด เดี๋ยววิปรัฐบาลก็ต้องไปกำชับกันอีกครั้ง

ส่วนที่ฝ่ายค้านบอกว่าการจัดทำงบประมาณปี 2569 มีลักษณะคิดไม่รอบคอบและไม่ลึกนั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาตรวจสอบและดูกันดีแล้ว ซึ่งเป็นธรรมดาและเป็นปกติที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หลังงบฯ ปี 2569 ผ่านสภาฯ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ตนมั่นใจเพราะไม่รู้จะลาออกทำไม มีคนสร้างกระแสเป็นจำนวนมาก จึงขอให้คนที่ติดตามกระแสข่าวทางการเมืองให้ติดตามจากสื่อหลักเท่านั้น เพราะเดี๋ยวนี้มีโทรศัพท์สร้างสื่อได้ทั้งนั้น ยังมีคนไม่หวังดีกับประเทศชาติบ้านเมืองสร้างสื่อสร้างกระแส ให้ฟังจากสื่อหลักที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น มิเช่นนั้นฟังแล้วเครียดเปล่าๆ

เมื่อถามว่า ยังไม่เคยได้ยินคำยืนยันจากนายกฯว่าจะไม่ลาออกเลย นายวิสุทธ์ กล่าวว่า ตนยืนยันเพราะว่าตนฟัง และเจอนายกฯ ที่ยืนยันว่าท่านไม่ลาออก เราให้กำลังใจนายกฯ อย่างเต็มที่ วันนี้นายกฯ ก็จะมาสภาฯ มาให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการงบฯ และ สส.ใครอยากพบทุกข์อกทุกข์ใจไม่สบายใจก็ไปพูดคุยกับนายกฯ ได้ ส่วนกำลังใจของคนในพรรคเพื่อไทยยังดีเต็มเปี่ยมไม่มีให้ท้อถอยและไม่กังวลใดๆ ต่อกระบวนการวินิจฉัยของศาล เรายังเชื่อมั่นว่านายกฯ บริสุทธิ์ และมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง

ฟันฉับ‘เกมลากยาว’ ‘อัยการ’เล่ากฎหมาย ปม‘คดีเขากระโดง’กว่า 5 พันไร่

ฟันฉับ‘เกมลากยาว’ ‘อัยการ’เล่ากฎหมาย ปม‘คดีเขากระโดง’กว่า 5 พันไร่

ฟันฉับ‘เกมลากยาว’ ‘อัยการ’เล่ากฎหมาย ปม‘คดีเขากระโดง’กว่า 5 พันไร่

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

ฟันฉับเกมลากยาว! “อัยการ”เล่ากฎหมาย ชี้”คดีเขากระโดง”กว่า 5 พันไร่ อีกยาวนานกว่าจะจบ สุดท้ายหาก”เพิกถอน”ต้องเยียวยาปชช.ที่ได้เอกสารสิทธิมาโดยสุจริต

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยผ่านเพจเล่ากฎหมาย (อัยการเอก) ถึงปัญหาข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่า ที่ดินเขากระโดงซึ่งมีพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ระหว่างประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิหลายประเภท กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่อ้างสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายกฤษฎีกาสมัยรัชกาลที่ 6 โดยปัญหาเริ่มต้นจากประชาชน 35 รายที่ครอบครองที่ดินกว่า 170 ไร่ อ้างสิทธิตามหนังสือ ส.ค.1 ซื้อต่อมาจากเจ้าของเดิมตั้งแต่ปี 2471 และมาแจ้งการครอบครองในปี 2498 ต่อมาในปี 2553 เมื่อมีการประกาศจะออกโฉนดกลุ่มคนเหล่านี้จึงไปยื่นขอออกโฉนด แต่ถูก รฟท.คัดค้าน โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของ รฟท. ต่อมาในปี 2554 คนกลุ่มนี้ได้ยื่นฟ้อง รฟท.เป็นคดีเพ่งต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็ถูก รฟท.ฟ้องแย้ง สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินให้ รฟท.ชนะคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของชาวบ้านกลุ่มนี้อยู่ในแนวเขตของแผนที่ที่กำหนดให้สร้างทางรถไฟ ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกาออกเป็นกฎหมายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (ปี 2461-2465) ปัจจุบันชาวบ้าน 35 รายที่แพ้คดี ได้ถูกบังคับคดีให้รื้อสิ่งปลูกสร้างและออกจากพื้นที่แล้ว

นายเอกณรงค์ กล่าวต่อว่า ต่อมา รฟท.ได้ใช้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นหลักฐานในการขอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของประชาชนแปลงอื่นๆ อีกกว่า 900 แปลง เนื้อที่หลายพันไร่ โดยอ้างว่ากรมที่ดินออกเอกสารทับที่ดินของ รฟท.หลังจาก รฟท.ใช้คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลักฐานในการขอให้เพิกถอนโฉนดของประชาชนในที่ดินแปลงอื่นกรมที่ดินในขณะนั้นได้ตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของแผนที่ที่ รฟท.ใช้อ้างอิง โดยสงสัยว่าอาจเป็นแผนที่ที่ทำขึ้นใหม่ในปี 2539 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรสมัชชาคนจน และไม่สอดคล้องกับแผนที่ที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาที่เป็นแนวเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายกฤษฎีกาที่กําหนดแนวสร้างทางรถไฟ ซึ่งออกในสมัยรัชกาลที่6 ด้วยเหตุนี้ รฟท.จึงฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครอง ขอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์พร้อมด้วยค่าเสียหาย ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดิน ตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่ได้สั่งให้เพิกถอนโฉนดโดยตรง

นายเอกณรงค์ กล่าวอีกว่า หลังจากศาลปกครองตัดสินแล้ว กรมที่ดินได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่มีมติว่าแผนที่ของ รฟท.ยังไม่น่าเชื่อถือ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง จากนั้น รฟท.ได้เดินหน้าต่อ 2 ทางคือ ฟ้องศาลปกครองอีกครั้งเพื่อเพิกถอนคำสั่งยุติของกรมที่ดิน และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องประชาชนรายแปลง เพื่อเพิกถอนสิทธิ์ ปัจจุบันเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีคนใหม่ กระทรวงมหาดไทยได้นำเรื่องที่ยุติไปแล้วกลับมาตรวจสอบใหม่ และมีมติเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่สามารถพิสูจน์ตำแหน่งได้ โดยอ้างอิงจากการรังวัดร่วมกันระหว่างกรมที่ดินและ รฟท.ในอดีต เพราะ รฟท.เห็นว่าเป็นมติที่เป็นประโยชน์ จึงเตรียมถอนเรื่องที่เคยส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงออกไป

“หากกรมที่ดินเลือกแนวทางนี้ ประชาชนเจ้าของที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องจะไม่ยอมอย่างแน่นอน ล่าสุดตัวแทนกลุ่มประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องโต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะกรณีของ 35 รายเท่านั้น ไม่สามารถใช้ขยายผลไปยังแปลงอื่นได้ และแผนที่ของการรถไฟฯ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นแผนที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายกฤษฎีกาในรัชกาลที่ 6 หรือไม่ และจะนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง รวมทั้งอาจมีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปกว่าจะจบก็คงอีกหลายปี” นายเอกณรงค์ กล่าว

นายเอกณรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีหน่วยงานอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ป.ป.ช.ที่เคยมีความเห็นว่าที่ดิน 5,000 ไร่นี้เป็นของ รฟท.แต่กรมที่ดินก็ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องของแผนที่ ทำให้คดียังคงไม่สิ้นสุด หากท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินทั้งหมดเป็นของ รฟท.จริง ก็อาจไม่จำเป็นต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด แต่หากตกลงเรื่องการเช่าใช้ประโยชน์ที่ดินได้ และถ้ามีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์จริง รัฐอาจจะต้องเยียวยากลุ่มประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิ์มาโดยสุจริตด้วยเช่นกัน