‘สมชาย’บอกจะชนะต้อง’เปลี่ยนม้ากลางศึก’ อย่าปล่อยลาโง่นำไทยจนพ่ายแพ้?

'สมชาย'บอกจะชนะต้อง'เปลี่ยนม้ากลางศึก' อย่าปล่อยลาโง่นำไทยจนพ่ายแพ้?

‘สมชาย’บอกจะชนะต้อง’เปลี่ยนม้ากลางศึก’ อย่าปล่อยลาโง่นำไทยจนพ่ายแพ้?

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

“สมชาย แสวงการ” อดีต สว. เรียกร้องให้ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” หวั่นสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชาแย่ลง หากปล่อยผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะบริหารประเทศต่อไป

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า  จะชนะต้อง! #เปลี่ยนม้ากลางศึก อย่าปล่อยลาโง่นำไทยจนพ่ายแพ้? ภาวะสงครามไทย-กัมพูชาทิศทางน่าจะแย่ลง หากปล่อยผู้นำรัฐบาลไร้วุฒิภาวะ ขาดความรู้ บริหารสถานการณ์หน่อมแน้มต่อไป

‘สมคิด’มั่นใจ! อภิปรายงบฯ69 ผ่านสภาฯฉลุย ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

'สมคิด'มั่นใจ! อภิปรายงบฯ69 ผ่านสภาฯฉลุย ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

‘สมคิด’มั่นใจ! อภิปรายงบฯ69 ผ่านสภาฯฉลุย ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.34 น.

“สมคิด”มั่นใจ! อภิปรายงบฯ69 ผ่านสภาฯฉลุย ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจพัฒนาและหนุนผู้ประกอบการสู้สงครามการค้าโลก

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคมนี้ ว่า เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ.กับสภา มั่นใจว่า กมธ.ชี้แจงได้ รวมทั้งที่ผ่านมามีการหารือกับวิปพรรคร่วมรัฐบาลแล้วทุกพรรคให้ความร่วมมือในการเป็นองค์ประชุม แม้รัฐบาลเสียงจะมากกว่าฝ่ายค้านไม่มากแต่เชื่อว่าการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 – 3 ผ่านความเห็นชอบจากสภาแน่

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากรัฐสภาผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2569 ภายใต้วงเงินกว่า 3.7 ล้านล้าน รัฐบาลจะเน้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอับดับแรก ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งในแระเทศและผู้ส่งออก ที่จะต้องต่อสู้ในสงครามการค้าในตลาดโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการแข่งทางการค้าให้กับผู้ประกอบการทั้งทางตรงทางอ้อม ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะนำงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชน

“กรณีที่มีกระแสข่าวการซื้อตัว สส.รัฐบาลนั้น เชื่อว่ามีแต่ข่าวเท่านั้น ในความจริงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะมั่นใจว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะ สส.มีศักดิ์ศรี รวมทั้งจากการพูดคุยกับพรรคร่วมเสียงรัฐบาลยังพอ เพราะ สส.ทุกคนอยากอยากให้นำงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น สส.ทุกคนพร้อมทำงานตามหน้าที่ของตนเองอย่างแน่นอน” นายสมคิด กล่าว

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ซัด รัฐมนตรีพาณิชย์ อับจนปัญญา ปมหาตลาดใหม่ทดแทนเขมร

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ซัด รัฐมนตรีพาณิชย์ อับจนปัญญา ปมหาตลาดใหม่ทดแทนเขมร

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ซัด รัฐมนตรีพาณิชย์ อับจนปัญญา ปมหาตลาดใหม่ทดแทนเขมร

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า  สิ้นคิด

รัฐมนตรีพาณิชย์อับจนปัญญา หมดหนทางจะหาตลาดใหม่ทดแทนเขมร กำลังหาทางส่งสินค้าเลี้ยวอ้อมลาวไปเขมร จะทำอะไรให้มันยุ่งยากขนาดนั้น หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเขมรไม่ได้ ก็บอกกองทัพไปเลยว่าขอเปิดด่าน ง่ายๆอย่างนี้ก็คงได้มั้ง

คำถามง่ายๆ​  ทหารไทยถูกทุ่นระเบิดทุกวัน สถานการณ์สู้รบหรือจะเรียกว่าสงคราม ระหว่างไทยและเขมรเข้าสู่ภาวะปกติ ​? หรือรัฐบาลคิดไม่เหมือนคนไทยทั้งชาติ

‘เท้ง’ซัด‘งบฯปี69’ รัฐบาลคิดไม่ลึก-ไร้รอบคอบ ไม่ขัดกระจายงบฯลง‘อปท.’

‘เท้ง’ซัด‘งบฯปี69’ รัฐบาลคิดไม่ลึก-ไร้รอบคอบ ไม่ขัดกระจายงบฯลง‘อปท.’

‘เท้ง’ซัด‘งบฯปี69’ รัฐบาลคิดไม่ลึก-ไร้รอบคอบ ไม่ขัดกระจายงบฯลง‘อปท.’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.11 น.

“เท้ง”ซัด”งบฯปี69″ รัฐบาลคิดไม่ลึก-ไร้รอบคอบ ชี้ 1 ใน 3 หมดไปกับสร้างตึก-ตัดถนน-ขุดคลอง ไม่ขัดกระจายงบฯลง”อปท.” ดักคอแลกผลประโยชน์ตอบแทน เหตุใกล้เลือกตั้ง ด้าน”ศิริกัญญา”เชื่อรบ.มีแผนสำรองรับมือ”ภาษีทรัมป์” เหตุไม่ของบสำรอง ยันทางออกเดียว”ออกพ.ร.บ.เงินกู้-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ”รับมือสงครามการค้าปีหน้า

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2 – 3 ภายหลังจากการที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จว่า สิ่งที่รัฐบาลเตรียมมาเป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดไม่รอบและไม่ลึก เพราะขาดความรอบคอบ การที่กรรมาธิการปรับลดงบประมาณ 8.9 พันล้านบาท แต่รัฐบาลกับแปรญัตติให้มีงบประมาณในรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการประกันสุขภาพซึ่งงบส่วนนี้เป็นรายจ่ายประจำที่ต้องตั้งงบประมาณให้เต็มสัดส่วนอยู่แล้วตั้งแต่วาระ 1 แต่กลายเป็นว่าตั้งขาด พอมีการปรับลดงบประมาณก็แปรญัตติส่วนนี้กลับเข้ามา

“ส่วนที่บอกว่าคิดไม่ลึก เพราะคิดตื้นๆ ในส่วนงบลงทุน 8.9 พันล้านบาทที่กรรมาธิการได้ตัดรถ 1 ใน 3 เป็นงบลงทุนในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลายเป็นว่างบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศ จะถูกนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศ กลับเอาไปใช้สร้างตึกตัดถนน ขุดคลองซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าตอนที่รัฐบาลเสนองบประมาณเข้ามา เป็นการคิดจัดสรรงบประมาณที่ไม่รอบคอบยังคิดไม่ลึกเพียงพอ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ขอชื่นชมรัฐบาลตอนที่แปรญัตติกลับเข้ามา ไม่ได้นำงบประมาณไปกองไว้ที่งบกลางทั้งหมดแต่งบกลางก็มีความจำเป็นไปใช้ในกรณีที่เร่งด่วน มีการแปรญัตติกกลับเข้าไปในกองทุนประกันสังคม หรือเติมในรถไฟสายสีส้มซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายค้านไม่ได้เห็นต่าง

เมื่อถามว่า มีการตัดงบในหลายกระทรวงสำคัญเพื่อนำไปเพื่อนำไปจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.หลายจังหวัดนั้น เหมือนมีนัยสำคัญที่ใกล้กับการเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ขัดข้องอะไร ที่จะแปรญัตติเติมเข้าไปในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ภารกิจถ่ายโอนมีการประหยัดเอาไปให้ อบจ.ต่างๆ ดังนั้น ถ้าเป็นการแปรญัตติตรงไปตรงมาตามภารกิจของท้องถิ่นก็ไม่ติดใจอะไร แต่ถ้ามีในเรื่องของการประสานงานเบื้องหลังอยู่ใกล้เลือกตั้งหรือไม่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่ได้อยากเห็น และไม่อยากให้กระบวนการพิจารณางบประมาณได้ประโยชน์ต่างตอบแทน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองแบบนั้น

เมื่อถามถึงการซื้ออาวุธต่างๆ ของกองทัพ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าอยากให้กองทัพทันสมัยทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ และในเรื่องของยุทโธปกรณ์ก็พิจารณาไปเป็นรายกรณี อะไรที่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันก็สามารถที่จะพิจารณาได้ อะไรที่มีความจำเป็นก็พิจารณาผ่านได้ อะไรที่ไม่มีความจำเป็นในการป้องกันประเทศก็ต้องยืนยันว่าไม่มีความจำเป็น

เมื่อถามว่า การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการพบร่องรอยการทุจริตบ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีสิ่งที่น่าสงสัยเต็มไปหมด ถ้าสังเกตการณ์พิจารณางบประมาณที่ผ่านมา อย่างการขอให้ถ่ายทอดสด ซึ่งทำได้ทันทีไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่กลายเป็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ได้ยอมให้มีการถ่ายทอดสดจนทำให้สมาชิกบางส่วน ต้องไปถ่ายทอดสดในช่องทางของตัวเอง รวมถึงการประชุมในชั้นอนุกรรมาธิการที่ข้อมูลหลายส่วน ภาคประชาชนหรือแม้แต่สส.ที่ไม่ได้เข้าไปนั่งในอนุฯ ก็ไม่ได้เห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน

“ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดให้กับรัฐบาล เพื่อทลายข้อครหาต่างๆ ที่วันนี้รัฐบาลขาดความไว้วางใจจากประชาชน คือทำอย่างไรให้ การพิจารณางบประมาณมีความโปร่งใสมากที่สุด ซึ่งกระบวนการปัจจุบันขาดความโปร่งใสอยู่ค่อนข้างมาก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการจัดสรรคนที่จะอภิปรายงบประมาณในวาระ 2 ว่า ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้เยอะ รวมเวลาอภิปรายทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง คิดว่าช่วงเวลา 3 วัน ก็จะใช้เวลาอย่างเต็มที่ และหลังจากงบฯ ผ่านสภาไปแล้วฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ต่อไป

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องสภาล่มหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่าทางรัฐบาลต้องเตรียม สส.ฝั่งตัวเองให้มาครบองค์ประชุม ไม่ควรหวังพึ่งองค์ประชุมจากฝ่ายค้าน เพราะถ้างบประมาณไม่สามารถผ่านสภาได้ ก็ไม่เห็นช่องทางว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้อย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะมีการแปรงบประมาณไปช่วยเหลือผลกระทบจากภาษีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และในฐานะ กมธ.งบฯ ปี 69 กล่าวว่า มีกรรมาธิการหลายคนเสนอให้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ รมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงว่าหลังจากที่ได้ข้อสรุปภาษีสหรัฐแล้วจะมีการปรับตัวหรือมีการเตรียมงบประมาณอย่างไร เพราะอยากทราบว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อที่จะเร่งรัดในการปรับลดงบประมาณมาณเพิ่มเติมในส่วนนั้น แต่สุดท้ายนายพิชัย ในฐานะประธาน กมธ.งบฯ ปี 69 ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงในห้องพิจารณา อาจจะเดินทางมายังสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เดินทางมาห้องประชุมงบประมาณ หลังจากที่เข้ามาประชุมสองครั้งแรกเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่ได้มีการตัดลดงบประมาณ  โดยสามารถปรับได้แค่ 9,000 ล้านบาท และไม่ได้นำไปใส่ในส่วนที่ควรจะนำไปบรรจุไว้เพื่อรับมือสงครามการค้า

“จึงเดาได้เพียงอย่างเดียวว่ารัฐบาลมีแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะค่อนข้างจะตีบตันไปในทุกหนทาง สำหรับนโยบายการคลัง พื้นที่การคลังก็ไม่เหลือแล้ว ซึ่งอาจจะมีแผนอื่นสำรองเอาไว้ โดยต้องรอติดตามว่ารัฐบาลจะรับมือกับสงครามการค้าที่จะหนักหน่วงมากขึ้นในปี 2569 อย่างไร เพราะปี 2568 เหลืออีกเพียงแค่ 2 เดือนก็จะหมดปีงบประมาณแล้ว และทางออกตอนเดียวที่เห็นตอนนี้ คือการออก พ.ร.บ.เงินกู้ รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เพิ่มจากที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 ไม่เช่นนั้นจะไม่มีงบประมาณใดๆ รองรับไว้เลย” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ACT ประเมิน 1 ปีรัฐบาล‘แพทองธาร’ ไร้ทิศทาง-ไร้กลไก-ไม่ตั้งใจปราบโกง

ACT ประเมิน 1 ปีรัฐบาล‘แพทองธาร’ ไร้ทิศทาง-ไร้กลไก-ไม่ตั้งใจปราบโกง

ACT ประเมิน 1 ปีรัฐบาล‘แพทองธาร’ ไร้ทิศทาง-ไร้กลไก-ไม่ตั้งใจปราบโกง

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.01 น.

ACT ประเมิน 1 ปีรัฐบาล“แพทองธาร” ไร้ทิศทาง-ไร้กลไก-ไม่ตั้งใจปราบโกง เสนอเร่งสร้าง“รัฐโปร่งใส”ฟื้นศรัทธา

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดย นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ เผยแพร่บทความผ่านเพจองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน “เสียดายโอกาสประเทศไทย” ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อว่ารัฐบาลตั้งใจทำดีเพื่อบ้านเมือง แม้จะอธิบายว่าการผลักดันโครงการต่างๆ เช่น กาสิโน แจกเงินดิจิทอล โยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท หรือจัดเทศกาลดนตรี มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สังคมยังคงตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือหวังผลทางการเมืองหรือไม่

นายมานะ ระบุว่า วิกฤตความไม่ไว้วางใจนี้เกิดจากประเทศที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน แต่รัฐบาลกลับไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าสนใจจะปราบปราม และคนไทยเจอนักการเมืองที่พร้อมจะโกงหรือหลับตาข้างหนึ่งให้พวกพ้องมามากแล้ว

7 เหตุผลที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่ตั้งใจปราบโกง ไร้ทิศทางและนโยบายที่จับต้องได้

(1) รัฐบาลไม่เคยประกาศหรือแถลงนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ชัดเจนและจับต้องได้ แม้ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2569 นายกฯ แถลงต่อสภาฯ ว่าจะผลักดัน CPI ไทยให้ไม่ต่ำกว่า 56 คะแนน ติดอันดับไม่เกิน 45 ของโลก จากปัจจุบัน 34 คะแนน อันดับ 107 ของโลก แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงแผนของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาไม่เคยขยับเข้าใกล้เป้าหมายจริง

(2) กลไกต่อต้านคอ์รัปชันในภาครัฐอ่อนแอลงใน 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปฏิเสธใช้กลไกที่รัฐบาลก่อนสร้างไว้ เช่น ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) แต่ก็ไม่เสนอกลไกใหม่หรือชี้ให้เห็นว่ากลไกปัจจุบันเพียงพอแล้ว ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชันยังลุกลามโดยไร้คำตอบว่าเกิดจากช่องโหว่ของระบบ หรือจากพฤติกรรมของผู้มีอำนาจ และจะฟื้นศรัทธาได้อย่างไร

(3) สนใจเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แล้วโยนภาระไปให้หน่วยงานฯ จากเหตุการณ์ใหญ่ เช่น ตึก สตง. ถล่ม รถทัวร์นักเรียนไฟไหม้ ทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่สั่งการหน่วยงานเร่งหาคนผิดและเยียวยาผู้เสียหาย แต่สิ่งที่สังคมยังไม่เห็นคือการสอบสวนอย่างโปร่งใส พร้อมรายงานให้ประชาชนเข้าใจว่า ปัญหาเกิดจากอะไร คดีคืบหน้าเพียงใด ติดค้างอยู่ที่หน่วยงานใด และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร ทั้งที่รัฐบาลมีเครื่องมือสื่อสารจำนวนมากอยู่ในมือ

(4) ละเลยการปฏิรูประบบราชการและกฎหมายตามที่เคยหาเสียง ผู้นำรัฐบาลเคยสัญญากับประชาชนว่า จะปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกฎหมายและผลักดันโครงการ Regulatory Guillotine ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือต้นตอการเกิดคอร์รัปชัน แต่ 2 ปีผ่านมายังไม่มีการรายงานความคืบหน้าว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหน สำเร็จแล้วหรือหยุดชะงักลง

(5) ข้อเสนอ ป.ป.ช.ถูกเมิน เรื่อง แปะเจี๊ยะ ทุจริตยา นมโรงเรียน ส่วยทางหลวง คอร์รัปชันเชิงนโยบาย และสินบนใบอนุญาต เป็นปัญหาซ้ำซากที่ ป.ป.ช. ได้ศึกษาและส่งความเห็นหรือข้อเสนอแนะถึงคณะรัฐมนตรีมาแล้วกว่า 176 เรื่อง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีคำชี้แจงว่ารัฐบาลได้นำข้อเสนอเหล่านี้มาปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด ได้ผลหรือไม่ และมีปัจจัยใดเป็นอุปสรรค

(6) ไม่เข้าใจกลไกต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศ ตัวอย่าง ครม. มีมติให้ “ป.ป.ท. รับผิดชอบ” การขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเพื่อยกระดับคะแนน CPI ตามที่ “ป.ป.ช. ศึกษาและเสนอมา” ทั้งที่ ป.ป.ช. มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มีทรัพยากรและอำนาจมากกว่า ทำให้เกิดอุปสรรคและจุดอ่อนมากมาย

(7) ข้าราชการเกียร์ว่าง เมื่อข้าราชการเห็นว่ารัฐบาลไม่ชัดเจนเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งผลให้ข้าราชการขาดแรงขับเคลื่อน เช่น กรณีคณะกรรมการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันระดับจังหวัด ที่ต้องมีการประชุมทุกไตรมาส กลายเป็นพิธีกรรม โดยผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการมอบหมายกันต่อเป็นทอด ๆ ทำให้การประชุมแต่ละครั้งแทบไร้ค่าไร้ผลงาน

ในตอนท้ายของบทความ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ยังให้ข้อเสนอฟื้นความเชื่อมั่น หากรัฐบาลแสดงบทบาทหน้าที่เป็น “ผู้นำการต่อต้านคอร์รัปชัน” เริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส (Open Government) จัดให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องอาศัยพลังร่วมจาก 4 กลุ่มหลักของสังคม ได้แก่ นักการเมือง ที่ต้องสร้างพรรคการเมืองให้มีธรรมาภิบาล นักธุรกิจ ที่ไม่จ่ายใต้โต๊ะและไม่สนับสนุนคนโกง ข้าราชการ ที่มีคุณธรรม กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และ ประชาชน ที่หยุดยอมรับการโกงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ กล้าทักท้วงและใช้สิทธิเลือกคนดีเข้าสู่ตำแหน่ง

เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอนี้ให้เป็นรูปธรรม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงจัดงาน วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2568 ในวันที่ 6 กันยายนนี้ เชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นพลังในรูปแบบออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านเพจองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบใหม่ที่เปิดทางให้คนดีเติบโต และไม่ปล่อยให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม

– 006

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง’ไชยา พรหมา’ เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง'ไชยา พรหมา' เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง’ไชยา พรหมา’ เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แล้ว

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.00 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ตามมาตรา 118 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อมาในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 10 สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้ลงมติเลือก นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แทนตำแหน่งที่ว่าง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (13 สิงหาคม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับทราบพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู  พรรคเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร  คนที่หนึ่ง  ณ ห้องประชุมสุริยัน สัปปายสภาสถาน

‘เท้ง’มองกระแสนายกฯ ชิงลาออกก่อนศาลรธน.วินิจฉัย ต้องถามเจ้าตัว

‘เท้ง’มองกระแสนายกฯ ชิงลาออกก่อนศาลรธน.วินิจฉัย ต้องถามเจ้าตัว

‘เท้ง’มองกระแสนายกฯ ชิงลาออกก่อนศาลรธน.วินิจฉัย ต้องถามเจ้าตัว

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

“เท้ง”มองกระแสนายกฯ ชิงลาออกก่อนศาลรธน.วินิจฉัย ต้องถามเจ้าตัว ชี้”ยุบสภา”หรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ เชื่อมีความพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดี กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซ็น ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออก ต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ส่วนแนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรนั้น ก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

ส่วนมีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จะมีการยุบสภา หรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

‘ภูมิธรรม’ยัน กต.จ่อฟ้องยูเอ็น ‘กัมพูชา’ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซัด’เขมร’จงใจไม่ให้เกิดสันติภาพ

'ภูมิธรรม'ยัน กต.จ่อฟ้องยูเอ็น 'กัมพูชา'ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซัด'เขมร'จงใจไม่ให้เกิดสันติภาพ

‘ภูมิธรรม’ยัน กต.จ่อฟ้องยูเอ็น ‘กัมพูชา’ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซัด’เขมร’จงใจไม่ให้เกิดสันติภาพ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.48 น.

“ภูมิธรรม”ยัน กต.เตรียมยื่นฟ้องยูเอ็น “กัมพูชา”ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซัด”เขมร”จงใจไม่ให้เกิดสันติภาพ ระบุให้กองทัพ-ภาคส่วนเกี่ยวข้องทำความเข้าใจปชช. หลังหวาดระแวงอพยพอีกรอบ ย้ำรัฐบาลไม่ขัดข้อง พร้อมสนับสนุนเครื่องมือป้องอธิปไตย เปิดงบกลางรองรับไว้แล้ว นักวิจารณ์การเมืองหนาว ลั่นฟ้องแน่ บิดเบือนข้อมูล บอกต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดอีก 1 นาย เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ว่า ตนได้รับทราบแล้ว และขอแสดงความเสียใจต่อนายทหารท่านนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจ เพราะท่านกำลังทำหน้าที่อยู่ ส่วนที่มีทหารระบุหลังจากเกิดกรณีนี้ต้องมีการปกป้องตนเองนั้น ตนคิดว่า ตามสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศสามารถทำได้ ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดอนุสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิด ผิดอนุสัญญาออตตาวาอยู่แล้ว มีขั้นตอนของมันว่าจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ทางยูเอ็นจะมีขั้นตอนในการที่จะแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบ และจะมีกระบวนการที่จะดำเนินการต่อไป ตรงนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย เมื่อเช้าวันเดียวกัน (13 ส.ค.) ได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เขาเตรียมพร้อมที่จะยื่นอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความระมัดระวัง แต่เป็นเรื่องที่กระทำได้และควรกระทำ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้เห็นได้ชัดว่า ความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ เดี๋ยวคงจะได้มีกระบวนการและคงได้คุยกันกับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางรัฐบาลจะต้องส่งสัญญาณไปในพื้นที่หรือไม่ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันมีกระบวนการของมันอยู่แล้ว โดยเฉพาะทางกองทัพบกที่จะช่วยดำเนินการ ซึ่งเขาอยู่ในหน้างานอยู่แล้ว เขาสะท้อนให้ทราบ โดยกองทัพกับ กต.และรัฐบาล จะมีการคุยกัน ทั้งหมดเป็นส่วนเดียวกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ขณะนี้จะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไร เพราะพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจและเริ่มอพยพออกจากบ้านเรือนอีกครั้งแล้ว โดยเฉพาะที่ จ.ศรีสะเกษ และ อ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องเห็นใจประชาชนที่ยังคงมีความหวาดระแวง แต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วน ทั้งกองทัพและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้นให้อยู่ในภาวะที่ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และเดี๋ยวนี้สื่อมีมากมาย ทั้งสื่ออิสระและสื่อหลัก มีความพยายามปั่นข่าวให้เกิดความไม่สบายใจขึ้น จึงอยากขอร้องทุกคนให้ช่วยกัน อย่างสื่อสาธารณะ สื่อหลัก ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจ จะช่วยได้มาก

เมื่อถามถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ เสนอให้ กต.ยื่นเรื่องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ นายภูมิธรรม กล่าวว่า กต.ทำมาหลายเรื่อง ที่ผ่านมาได้มีการคุยกับเลขาธิการยูเอ็นและหลายๆ ส่วน รวมถึงทางคณะกรรมการของอนุสัญญาออตตาวา โดย กต.ยืนยันว่าทำไปทุกอย่างแล้ว ซึ่งดีอยู่แล้ว เราพยายามทำอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือ การชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการที่จะสามารถทำให้นานาชาติได้รับรู้ อาจจะยังทำช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ แต่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศยืนยันว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ท่านเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชา เพราะทุกคนมองเห็นและได้เห็นรายละเอียดต่างๆ แล้ว ตนยังบอกไปว่าสิ่งสำคัญคือประชาชนในประเทศนี่แหละ ถ้าทำให้ประชาชนในประเทศเข้าใจจะเป็นสิ่งที่ดียิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงกรณี กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลง นายภูมิธรรม กล่าวว่า อยากเรียนทำความเข้าใจกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จริงๆ ในกระบวนการหากคิดว่าไม่พอ สามารถแจ้งมาที่กองทัพหรือผู้บัญชาการทหารบกได้ และสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะจัดได้ เพราะเป็นเรื่องที่ตนพูดอยู่ตลอดเวลากับแม่ทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ ว่าอะไรที่ขาดหรือจำเป็นให้รีบทำเรื่องเสนอขึ้นมา รัฐบาลจะให้งบกลางช่วยเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องนี้เสนอมา ส่วนใหญ่เสนอมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเรื่องเหล่านี้หากเสนอขึ้นมาอนุมัติหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณกำลังพลทั้งหมด จริงๆยังไม่จำเป็นไปถึงขนาดขึ้นเพจเฟซบุ๊กขอให้ประชาชนมาช่วย ตนคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจ รัฐบาลไม่มีอะไรขัดขวาง อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ทราบเพราะว่าถ้าขาดจริงๆบอกมา เรามีงบประมาณให้อยู่แล้ว และได้บอกไปแล้วว่า ตอนนี้อะไรที่สามารถเอามาจากตรงไหนได้ให้เอามาก่อน ตรงไหนขาดบอกมาจะใช้วิธีพิเศษที่สามารถพิจารณาให้ได้เลย เพื่อให้ได้ของ ซึ่งเรื่องนี้ตนคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้

“รัฐบาลยืนยันว่า อะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับกำลังพลในการรักษาอธิปไตยของประเทศ รัฐบาลนี้ไม่ขัดข้อง ได้มีการเปิดงบกลางให้ได้ใช้อยู่แล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนอยากขอความกรุณาและกราบเรียนพี่น้องประชาชน ช่วยกันในการแก้ปัญหา ตนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน แต่ว่าอยู่ในฐานะหน้าที่เราพยายามจะนิ่งให้ได้มากที่สุด การที่บอกว่าตนไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่ลงที่โรงพยาบาล ไม่ใช่อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่จริงนะครับ และถ้าไปดูเทปทั้งหมดเขาถามว่าจะชี้แจงอย่างไรหรือไม่ ทำไมระเบิดถึงลงเฉพาะที่นี่ ตนก็บอกว่าเขาไม่ได้ยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย หากยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมายจะไม่มีการเสียชีวิตของพลเรือนเลย เป็นการยิงด้วยระเบิด BM-21 ที่ออกมาทีจำนวนมากกระจัดกระจายไม่ได้ไปที่เป้าหมายทางทหาร นั่นหมายความว่าพลเรือนและโรงพยาบาล ตนคิดว่าอย่าเอาไปบิดเบือน ทำลายรัฐบาล ไว้วางใจสร้างความไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้ประชาชนในประเทศเกิดความแตกแยก

“ซึ่งมีนักวิจารณ์การเมืองบางคน ไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ผมจะฟ้องหมด ผมนี่เป็นคนที่ไม่คิดจะฟ้องใคร แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ประจักษ์อย่างที่ผมเคยทำในอดีต ผมเคยถูกโจมตี จนกระทั่งสนธิแพ้ผมในชั้นศาลฎีกา อันนี้เคยมาแล้วขอโทษมาแล้ว เรื่องนี้เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ อย่าพูดอะไรทำให้เกิดความแตกแยก อย่าพูดอะไรที่ทำร้ายคนอื่นอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ผมพูดไป ไม่อย่างนั้นผมจะพูดในสิ่งที่ควรจะพูดเท่านั้น จะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้ว เพราะพูดไปแล้ว มีการไปทำร้ายกัน เอาไปบิดเบือนกัน ตัดตอนบางส่วนที่พูด แล้วก็ไม่มีใครช่วยเหลือ ผมคิดว่าต้องทำให้เป็นธรรม ไม่อย่างนั้นก็ไม่เหมาะสม อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจผม กำลังจะให้ทนายผมดำเนินการฟ้องทั้งหมด ที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ซึ่งข้อมูลและสิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์ทั้งหมดเก็บไว้หมดแล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

ไทยยังน่าลงทุน! ต่างชาติเชื่อมั่น ครึ่งปีแรกลงทุน 111,506 ล้าน

ไทยยังน่าลงทุน! ต่างชาติเชื่อมั่น ครึ่งปีแรกลงทุน 111,506 ล้าน

ไทยยังน่าลงทุน! ต่างชาติเชื่อมั่น ครึ่งปีแรกลงทุน 111,506 ล้าน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.35 น.

ไทยยังน่าลงทุน หลังพบต่างชาติเชื่อมั่นไทย ครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) ลงทุนในไทย 502 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 111,506 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวน 502 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 111,506 ล้านบาท  โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 123 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 379 ราย

ทั้งนี้ การอนุญาตฯ ในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวน 117 ราย (30%) เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567  และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 30,019 ล้านบาท (37%) เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 สำหรับนักลงทุน ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. ญี่ปุ่น 99 ราย คิดเป็น 20% เงินลงทุน 43,025 ล้านบาท

2. สหรัฐฯ 72 ราย คิดเป็น 14% เงินลงทุน 2,797 ล้านบาท

3. จีน 65 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 18,336 ล้านบาท

4. สิงคโปร์ 63 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 17,384 ล้านบาท

5. ฮ่องกง 51 ราย คิดเป็น 10% เงินลงทุน 8,309 ล้านบาท

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติลงทุน จำนวน 158 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 42 ราย (36%) มูลค่าการลงทุนจำนวน 62,851 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของเงินลงทุนทั้งหมด

โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น 42 ราย ลงทุน 24,752 ล้านบาท จีน 38 ราย ลงทุน 13,909 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 8,046 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 63 ราย ลงทุน 16,144 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจการค้าปลีกสินค้า ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรม ธุรกิจบริการเขต Data Center ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

“ภายใต้สถานการณ์นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา และผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของประเทศคู่ค้าของไทย รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลขอบคุณนักลงทุนทุกประเทศที่เชื่อมั่น ให้ความไว้วางใจลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลพร้อมเดินส่งเสริมสิทธิประโยชน์กระตุ้นให้เกิดการลงทุน พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน เพื่อให้เกิดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” นายอนุกูล ระบุ

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ! ร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาให้ถึงที่สุด

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ! ร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาให้ถึงที่สุด

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ! ร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาให้ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจและห่วงใยอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่พี่น้องทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยอย่างชัดเจน ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

นายจิรายุ กล่าวว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก.ยืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้รับการรักษาและสวัสดิการอย่างสมเกียรติและเหมาะสม พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลขอเรียกร้องต่อประชาคมโลกให้ร่วมกันกดดันรัฐบาลกัมพูชา เพื่อเร่งรัดความร่วมมือในการเก็บกู้กับระเบิดโดยทันที และขอให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาทบทวนการให้ความช่วยเหลือที่ไม่ก่อให้เกิดผลรูปธรรม พร้อมพิจารณามาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อยุติการสูญเสียครั้งใหม่จากการกระทำที่ไร้ความปรานี