‘กองทัพบก’โต้’กัมพูชา’ ย้ำมีหลักฐานชัด’ทุ่นระเบิด’เป็นทุ่น PMN-2 ที่เพิ่งลักลอบติดตั้ง

'กองทัพบก'โต้'กัมพูชา' ย้ำมีหลักฐานชัด'ทุ่นระเบิด'เป็นทุ่น PMN-2 ที่เพิ่งลักลอบติดตั้ง

‘กองทัพบก’โต้’กัมพูชา’ ย้ำมีหลักฐานชัด’ทุ่นระเบิด’เป็นทุ่น PMN-2 ที่เพิ่งลักลอบติดตั้ง

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.16 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพบกโต้กัมพูชาปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานชัดเป็นทุ่น PMN-2 ที่เพิ่งลักลอบติดตั้ง เรียกร้องยุติการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง-อนุสัญญาออตตาวา

จากกรณี พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า “ฝ่ายไทยยืนยันอย่างชัดเจนว่า กัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดอยู่ในครอบครองจำนวนมาก และได้ลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อมุ่งทำร้ายฝ่ายไทย ทั้งที่กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 แต่กลับนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่า ทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่พบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด

ข้ออ้างของกัมพูชาว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีต เป็นเพียงการปฏิเสธที่ขาดน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า พื้นที่โดยรอบบริเวณที่เกิดการเหยียบทุ่นระเบิดจะพบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3 – 5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน ทั้งที่หากเป็นทุ่นเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล”

– 006

ท้าทายสันติภาพ! ‘ฮุน เซน’จาก‘ทุ่งสังหาร’ถึง‘โดรนสอดแนม’

ท้าทายสันติภาพ! ‘ฮุน เซน’จาก‘ทุ่งสังหาร’ถึง‘โดรนสอดแนม’

ท้าทายสันติภาพ! ‘ฮุน เซน’จาก‘ทุ่งสังหาร’ถึง‘โดรนสอดแนม’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.01 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ฮุน เซน: จาก “ทุ่งสังหาร” ถึง “โดรนสอดแนม”

กว่าสี่ทศวรรษก่อน โลกได้จารึก “ทุ่งสังหาร” (The Killing Fields) ของกัมพูชา… ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ความตาย ความหวาดกลัว เสียงปืน เสียงระเบิด และเสียงร่ำไห้ของผู้สูญเสีย ภายใต้เขมรแดงของ พอล พต

ทหารเขมรแดงนายหนึ่งชื่อ ฮุน เซน หลบหนีระเบิดและกระสุนปืนข้ามพรมแดนไปซบอ้อมอกเวียดนาม ก่อนกลับมาในฐานะนักการเมืองที่ไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ

แต่ใครจะคิดว่า… ชายผู้เคยรู้จัก “บาดแผลสงคราม” ดีถึงขนาดนั้น เลือกที่จะกลับมาสู่โหมดที่ท้าทายสันติภาพอีกครั้ง

1. The Killing Fields – ความจริงที่เจ็บปวดกว่าในหนัง

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์จริงในกัมพูชา ช่วงปี 1975–1979 เมื่อเขมรแดง (ภายใต้การนำของ พอล พต) ยึดอำนาจจากรัฐบาลลอนนอล และเปลี่ยนประเทศเป็น “รัฐเกษตรกรรม” แบบสุดโต่ง

ภาพยนตร์ The Killing Fields (สร้างเมื่อปี 1984) ไม่ใช่แค่หนังสงคราม แต่มันคือบันทึกเลือดจากยุคเขมรแดง (1975-1979)

• ประชาชนถูกบังคับออกจากเมือง ให้อพยพไปสู่ชนบทเพื่อทำงานเกษตร

• ปัญญาชนและผู้เห็นต่าง (ผู้มีการศึกษา ข้าราชการ ทหาร หรือแม้แต่คนใส่แว่น ก็ถูกมองว่าเป็นศัตรู) ถูกสังหาร

• ประเทศทั้งประเทศถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นค่ายแรงงานกลางแจ้ง

• มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.7 ล้านคน

• มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหนีเข้าสู่ไทย โดยมีค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-กัมพูชารองรับ

“ทุ่งสังหาร” กลายเป็นคำที่คนทั้งโลกจำได้ว่า “อุดมการณ์ปลายกระบอกปืน” ทำให้เกิด “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ทุ่งสังหารจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

2. ไทย-กัมพูชา 2025… สงครามยุคใหม่

กรกฎาคม 2025 ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะกันรุนแรง มีทั้งการยิงปืนใหญ่ ปืนกลหนัก และการใช้โดรนสอดแนม

• ไทยมีการอพยพพลเรือนหลายแสน

• “ทุ่นระเบิด” โดยฝ่ายกัมพูชากลับมาหลอกหลอนชายแดนอีกครั้ง… ทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย

• มี “สงครามข้อมูล (Information War)” เกิดขึ้น เมื่อกัมพูชาใช้สื่อโซเชียลบิดเบือนข้อเท็จจริงรายวัน

นี่ไม่ใช่สงครามล้างเผ่าพันธุ์แบบเขมรแดง แต่ก็น่ากลัว… เพราะมันคือ สงครามลูกผสม (Hybrid War) ที่ใช้ทั้งทหาร เทคโนโลยี และข้อมูลโจมตีพร้อมกัน

3. บทเรียน 5 ข้อในอดีต ที่ยังใช้ได้

(1) พลเรือนคือผู้จ่ายราคาสูงสุด… ไม่ว่าจะปี 1975 หรือ 2025 คนธรรมดาคือคนที่ต้องหนี ต้องสูญเสีย และต้องเริ่มต้นใหม่

(2) พรมแดนคือเส้นที่บอบบาง… ในหนังเส้นพรมแดนคือทางรอดของดีธ ปราน (Dith Pran นักข่าว/ล่ามชาวกัมพูชา) เขาสามารถข้ามพรมแดนเข้ามาฝั่งไทยได้สำเร็จ สำหรับ ฮุน เซน ในอดีต เส้นพรมแดนคือเส้นทางรอดชีวิตจากทุ่งสังหารหลบหนีไปเวียดนาม แต่ปัจจุบันเส้นพรมแดนคือจุดเสี่ยงที่ปะทุเป็นสงครามใหญ่

(3) ข้อมูลคืออาวุธ… เขมรแดงปิดกั้นข้อมูล แต่ยุคนี้มีการยิงข้อมูลใส่กันแบบไม่หยุด

(4) เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม… จากปืน AK สู่โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) และสงครามไซเบอร์

(5) อย่าประเมินความตึงเครียดต่ำไป… สงครามใหญ่ในอดีตเริ่มจากการประเมินผิดเพียงครั้งเดียว

4. แล้วเราควรทำอย่างไร?

รัฐบาลไม่ควรหวังผลจาก “การเจรจา” มากเกินไป การเจรจาอาจใช้ไม่ได้ผลกับกัมพูชา เพราะ “ไว้ใจไม่ได้” อีกทั้ง ไม่ยอมเจรจาแก้ปัญหาในสิ่งที่ตนทำไว้คือวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา ตามข้อเสนอของไทยให้ร่วมกันกู้ทุ่นระเบิดเหล่านั้นในการประชุม GBC ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 9 และ 12 สิงหาคม 2568 ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขาขาดวันละ 1 นาย รวม 2 นาย… นี่คือความไร้มนุษยธรรมของผู้นำกัมพูชา

5. ของฝากถึง “ฮุน เซน”

ฮุน เซน ควรจำไว้ว่า “ผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกด้วยกำลัง แต่คือผู้ที่ชนะใจเพื่อนบ้านด้วยสันติภาพ เพราะถ้าลืมบทเรียนจากทุ่งสังหาร วันหนึ่งประวัติศาสตร์อาจจำท่าน ไม่ใช่ในฐานะผู้นำที่สร้างชาติ แต่เป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งใหม่ในภูมิภาคนี้”

ต่อดีลไม่ได้-ล็อบบี้ไม่สำเร็จ? ‘เทพไท’ฟันธง’อุ๊งอิ๊งค์’ลาออกชัวร์

ต่อดีลไม่ได้-ล็อบบี้ไม่สำเร็จ? 'เทพไท'ฟันธง'อุ๊งอิ๊งค์'ลาออกชัวร์

ต่อดีลไม่ได้-ล็อบบี้ไม่สำเร็จ? ‘เทพไท’ฟันธง’อุ๊งอิ๊งค์’ลาออกชัวร์

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.32 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ฟันธง อุ๊งอิ๊ง ลาออก ชัวร์

ช่วงนี้มีกระแสข่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แอบเขียนใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นการลาออกแบบเงียบๆ จนมีการวิพากษ์วิจารณ์และเป็นประเด็นข่าวที่มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวาง จนทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน เรียงหน้ากันออกมาปฏิเสธ ตั้งแต่นายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ยังไม่มีแนวความคิดจะลาออก และเชื่อมั่นว่าสามารถจะชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า เรื่องนี้จบแล้วนะ นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูดเรื่องการจะลาออกเลย และไม่มีแผนสำรองใดๆด้วย จนถึงนายสรวงศ์ เทียนทองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่าพรรคไม่ได้กังวล และกำลังใจของนายกรัฐมนตรียังดีอยู่ ส่วนนายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ได้ออกมาเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนการพิจารณาคดีของนางสาวแพทองธาร ออกไป6เดือน และยกเลิกคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นางสาวแพทองธารได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม

จากปรากฏการณ์ที่สมาชิก แกนนำพรรคเพื่อไทยและบุคคลในรัฐบาลเรียงหน้าออกมาปฏิเสธเช่นนี้ ก็เพราะมีกระแสข่าวดังหนาหูมาก ว่านางสาวแพทองธารจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ผมในฐานะนักวิเคราะห์ทางการเมือง ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เชื่อว่าตอนนี้ยังไม่มีการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารจริง แนวความคิดจะลาออกเกิดขึ้นได้ ถ้าหากนายทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถล็อบบี้หรือต่อดีล หรือดีลต่อกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ จนใกล้ถึงวันอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อประเมินแล้วว่าไม่สามารถจะผ่านไปได้ นั่นก็คืออาจมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน นายทักษิณก็ส่งสัญญาณให้นางสาวแพทองธาร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก

ถ้าจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนวันนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงวันเดียวก็ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือรีบเร่ง แต่ก็เชื่อว่านางสาวแพทองธาร จะต้องตัดสินใจลาออกอย่างแน่นอน ก่อนจะถึงวันศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เพราะนายทักษิณคงไม่อยากให้นางสาวแพทองธาร มีคดีจริยธรรมติดตัวไป ซึ่งจะทำให้อนาคตทางการเมืองของนางสาวแพทองธาร ซึ่งยังอีกยาวไกลเสียหาย ไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งใดๆทางการเมืองในอนาคตได้อีก

เรื่องนี้ฟันธงได้เลยว่า ถ้าหากนายทักษิณต่อดีลไม่ได้ ล็อบบี้ไม่สำเร็จ นางสาวแพทองธาร ต้องเขียนใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างแน่นอน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

แนวหน้าวิเคราะห์ : ศึกงบประมาณฯ 69 วาระ2-3 บททดสอบใหญ่‘รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ’จะผ่านไปรอดไหม??

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.23 น.

สถานการณ์การเมืองในสภาผู้แทนราษฎรช่วงนี้ของรัฐบาล “แพทองธาร” อยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก หลังถูกฝ่ายค้านใช้กลยุทธ์“เช็คองค์ประชุม”อย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งประธานที่ประชุมต้องชิงสั่งปิดประชุมเพื่อหลีกเลี่ยง “สภาล่ม”เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อยหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทน สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงสะท้อนปัญหาวินัยของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงเสถียรภาพของ“รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”ที่ต้องเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญในสภา

โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม จะเป็นศึกชี้ชะตาในสภาของรัฐบาล‘แพทองธาร’ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี2569วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพื่อพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาเสร็จสิ้น โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การปรับลดงบฯบางส่วนของหน่วยงานต่างๆไปเพิ่มในส่วนของงบกลางฯกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดูแลผลกระทบจากภาษีสหรัฐ

ในปีนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 ได้สรุปรายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี2569 โดยทุกกระทรวงและส่วนราชการถูกปรับลดงบประมาณ ทั้งสิ้น 8,920,781,300 บาท  โดยกรรมาธิการ ได้จัดสรรให้ 7 หน่วยงาน ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น

แต่ทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากพรรคปชน.เห็นว่ากรรมาธิการงบประมาณ 69ได้ทำน้อยไปในการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณใหม่เพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดจากข้อตกลงกับสหรัฐเรื่องภาษีตอบโต้

ที่ประชุมสภาฯจะเริ่มตั้งแต่เวลา09.00-23.30 น.ตลอด 3 วัน มีทั้งหมด 41มาตรา จะพิจารณาไปทีละมาตรา  

โดยเฉพาะในปีนี้ พรรคร่วมรัฐบาล ต่างวิตกกังวลว่า การลงมติจะสะดุด หากเกิดเหตุองค์ประชุมเสียงไม่ครบ หรือสภาล่ม ดังนั้นแกนนำจึงต้องกำชับส.ส.อย่างเข้มงวด ห้ามขาดประชุมหรือเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ร่าพ.ร.บ.งบประมาณ ถือเป็นหัวใจของรัฐบาล เพราะเป็นทั้งเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายและตัวชี้วัดความสามารถในการบริหารเสียงในสภา หากไม่สามารถผ่านได้อย่างราบรื่น ความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศอาจสั่นคลอนทันที

งานหนักจะตกไปที่“วิปรัฐบาล”จะต้องทำงานหนัก ประสานงานเพื่อควบคุมเสียงให้แน่นหนา พร้อมในการโหวตลงมติแต่ละมาตราให้ผ่านพ้นราบรื่น เพื่อป้องกันเกมการเมืองของฝ่ายค้านที่พร้อมโจมตีจุดอ่อนด้านเสถียรภาพ เพราะจะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เรียกว่า การประชุมถกงบประมาณปีนี้ ตึงเครียดสุดๆ แทบจะต้องนั่งเกาะติดอยู่เฝ้าในห้องประชุม แบบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามป่วย เด็ดขาด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า รัฐบาลมีความพร้อมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 ส.ค.นี้ ในส่วนพรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมพรรค ช่วงเช้า วันที่ 13 ส.ค. เบื้องต้น มั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไร  โดย สส.ที่สงวนคำแปรญัตติไว้จะได้เวลาในการอภิปรายคนละ7นาที ส่วนคนที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ได้เวลาคนละไม่เกิน 5 นาทีโดยวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลได้หารือกันไว้เรียบร้อย เชื่อว่าเวลาอภิปรายไม่เกินวันที่13-15 ส.ค.น่าจะเพียงพอ

“เพราะงบประมาณเป็นวาระของประเทศ ไม่ใช่วาระของฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่างบประมาณ69จะผ่าน”นายอนุสรณ์ พร้อมย้ำว่าในส่วนพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหาและทุกพรรคได้เห็นอยู่แล้วว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานรออยู่ ทุกคนต้องเต็มที่ในการประชุม เชื่อว่าใน 3 วันนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

            “ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลให้ความร่วมมือทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ทุกครั้งที่เข้าประชุมก็เห็นถึงความมั่นใจที่ทุกพรรคได้ร่วมกันทำงาน”นายอนุสรณ์ ย้ำ

ขณะที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันว่ามั่นใจงบประมาณฯ69ผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์  เชื่อองค์ประชุมครบ พร้อมกำชับ รมต.ที่เป็นสส.ให้อยู่ประชุมตลอดทั้ง 3 วัน ส่วน‘ฝ่ายค้าน’ไม่โหวตให้ ก็ไม่เป็นอะไร เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ รู้กติกาอยู่แล้ว

            พรรคร่วมฯจำเป็นช่วยกันคุมเสียงส.ส.อย่างเหนียวแน่น เพื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯในวาระที่ 3ให้เรียบร้อยตามเป้าหมาย ก่อนส่งร่างฯให้วุฒิสภาในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ให้ความเห็นชอบเพื่อมีผลบังคับใช้ให้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ รัฐบาลมีปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาแล้ว ยังแรงกดดันจากสนามเลือกตั้งซ่อม เพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีก เนื่องจากในวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 วาระ 2-3 ตรงกับวันเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 เชียงราย แทน“พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน”ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีซึ่งทางพรรคเพื่อไทยจะต้องส่งผู้สมัครลงรักษาเก้าอี้ให้ได้ โดยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การชิงเก้าอี้ในพื้นที่ แต่เป็น “บทพิสูจน์ทางการเมือง”ว่าพรรคเพื่อไทย ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมได้หรือไม่ หรือ จะต้องเสียที่นั่งให้พรรคฝ่ายค้าน  ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากคู่แข่งในสนามเลือกตั้งและจากเกมในสภา ขณะที่การเลือกตั้งซ่อมแทนนายพิเชษฐ์จะเป็นตัวชี้วัดและสะท้อนความนิยมในพื้นที่ฐานเสียงเดิมและอาจส่งสัญญาณไปยังสนามเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตกระทบไปด้วย

ฉะนั้น ในสองสนาม‘สภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งซ่อม’กำลังทดสอบทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลและภาวะผู้นำของแพทองธารอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลสามารถประคองเสียงผ่านการพิจารณางบประมาณได้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อพรรคร่วมและฐานสนับสนุน แต่หากล้มเหลว หรือเกิดปัญหา สภาล่มซ้ำซากจนงานสภาสะดุด จะเป็นเชื้อไฟให้ฝ่ายค้านและกระแสวิจารณ์ภายนอกโหมกระหน่ำแรงขึ้น

ช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ยังมีปมร้อนคดีสำคัญรอจับตาด้วย รัฐบาล‘แพทองธาร’ต้องเดินบนเส้นด้าย ทั้งการรักษาเสียงในสภาและป้องกันฐานเสียงในพื้นที่เลือกตั้งซ่อม ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจถูกขยายเป็นวิกฤตทางการเมืองใหญ่ สุดท้ายขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างเหนียวแน่นของพรรคร่วมและความเข้มแข็งของผู้นำจะเป็นปัจจัยตัดสินว่ารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะยืนระยะต่อไปได้ หรือ จะถูกบีบให้ถอยหลังเร็วกว่าที่คาด

+++++++++++++++++++++++++++++++++

พท.วอนศาลเลื่อนพิจารณาไป6ด. คดีคลิป‘ฮุนเซน’ อ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญนัดถก13ส.ค.

พท.วอนศาลเลื่อนพิจารณาไป6ด.  คดีคลิป‘ฮุนเซน’  อ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ  ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญนัดถก13ส.ค.

พท.วอนศาลเลื่อนพิจารณาไป6ด. คดีคลิป‘ฮุนเซน’ อ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญนัดถก13ส.ค.

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.วอนศาลเลื่อนพิจารณาไป6ด. คดีคลิป‘ฮุนเซน’ อ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญนัดถก13ส.ค. ‘อิ๊งค์’ปิดปากไม่ตอบปมไขก๊อก

ลุ้นระทึก คาด 13 สิงหาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคลิปเสียง “ฮุนเซน” ด้าน“อิ๊งค์”ไม่ตอบ ไขก๊อกพ้นเก้าอี้นายกฯก่อนจะมีคำตัดสิน ขณะที่เพื่อไทยวอนเลื่อนการตัดสินออกไปก่อน อ้างเหตุการณ์ไม่ปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นกรณีศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีการพิจารณาคำร้องของ สว.ให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯฮุนเซน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้เวลานางสาวแพทองธาร ส่งเอกสารที่แจ้งภายใน 15 วันและขยายเวลาให้ส่งคำชี้แจง 2 ครั้ง โดยครั้งแรก 15 วันและครั้งที่ 2 อีก 5 วัน ซึ่งวันสุดท้ายของการส่งคำชี้แจงคือวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2558 โดยนายกรัฐมนตรีได้ทรงคำชี้แจงในวันดังกล่าว

นายสมชัย ระบุว่าโดยปกติศาลรัฐธรรม นูญจะมีการประชุมในวันพุธ ดังนั้น วันพุธที่ 6 สิงหาคม ควรจะมีความคืบหน้าหรือ มีการนัดหมายว่าจะวินิจฉัยคดีดังกล่าวในวันใด แต่จนถึงวันนี้ 12 สิงหาคม ยังไม่ปรากฏข่าวใด ๆ

ล้นศาลถกคดีคลิปอังเคิล

พร้อมระบุเหตุผลว่ามีทั้งเป็นข้อเท็จจริงและการคาดเดา คือ

1. วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 ศาลไม่สามารถนัดประชุมได้ เนื่องจากวันที่ 4-9 สิงหาคม 2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมจำนวน 5 คน ได้แต่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ /นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม / นายนภดล เทพพิทักษ์ / นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยเจริญกุล มีภารกิจ นำคณะผู้อบรมหลักสูตร “ข้าราชการศาลฯ ระดับอำนวยการ รุ่นที่ 1” ได้ศึกษาดูงานที่ประเทศอินเดีย

2. คาดเดาว่า การนัดหมายวินิจฉัยน่าจะมีขึ้นในการประชุมวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568 และวันที่นัดหมายอาจเป็น 20 หรือ 27 สิงหาคม 2568 ไม่ควรล่าช้ากว่านั้น เพราะคดีนี้เป็นคดีสำคัญและไม่ควรปล่อยให้ประเทศอยู่ในภาวะมีแต่นายกรัฐมนตรีรักษาการนานเกินไป

3. การดึงเวลาให้ล่าช้าออกไป อาจเป็น การเปิดโอกาสให้นางสาวแพทองธาร ตัดสินใจลาออกเอง ซึ่งจะทำให้ตัวเองยังมีอนาคตทางการเมือง และ ศาลอาจจะรู้สึกสบายใจมากกว่าที่ไม่ต้องวินิจฉัย เนื่องจากผู้ถูกร้องเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เมื่อไม่มีสถานะเป็นรัฐมนตรีแล้วก็สามารถจำหน่ายคดีทิ้ง ไม่ต้องวินิจฉัยให้เป็นประเด็นอะไรอีก

นายสมชัย ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “รอดูพรุ่งนี้ จะมีวันนัดหรือไม่”

เพื่อไทยอ้อนเลื่อนไปก่อน

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13ส.ค.ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐฯ และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกฯไว้สัก 6เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆผ่านไปแล้ว ค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง การมีนายกฯตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่ากว่านายกฯรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น

อย่างไรก็ตามหากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกฯ และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือ ผลักดันนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่า สถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกฯไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกฯจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

‘อิ๊งค์’ไม่ตอบลาออกปมคลิปเสียง

ที่ท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ถึงกระแสข่าวการลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยน.ส.แพทองธารไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่หันมายิ้มให้สื่อมวลชน และกล่าวว่า “คิดถึงนะคะ” ผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่าอยากชี้แจงกระแสข่าวนี้หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามดังกล่าวและได้เดินฝ่าวงล้อมสื่อมวลชน เพื่อไปขึ้นรถเดินทางออกจากสนามหลวง

ด้าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เตรียมลาออกหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะส่งผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร และยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้กังวล และไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทางพรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจ และกำลังใจยังดีอยู่ ก่อนทำท่ายกนิ้วโป้ง 2 ข้าง

ไม่ยุบสภาหลังผ่านงบ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยทางเฟซบุ๊กว่า สัปดาห์นี้จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 โดยไม่มีปัญหาใดๆ ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา

ที่ผ่านมามีสื่อบางรายวิเคราะห์ว่าหลัง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภาแล้ว รัฐบาลอาจทำการยุบสภา ขอเรียนในฐานะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่าตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยได้ยินแนวคิดนี้จากบุคลากรสำคัญ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคแต่อย่างใด ดังนั้น การวิเคราะห์ว่าจะมีการยุบสภาหลังผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ จึงเป็นเพียงการมโนที่ปราศจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิงครับ

สว.พร้อมพิจารณาร่างพรบ.งบ

นายอลงกต วรกี สมาขิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 คนที่1 วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ69 ซึ่งสภาฯ เตรียมพิจารณาวาระสองและวาระสาม ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่าจะมีการติตามขณะเดียวกันในส่วนของกมธ.ของวุฒิสภา ยังมีการพิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด โดยเชิญหัวหน้าส่วนราชการเข้ามาชี้แจงรายละเอียด และสว.มีหน้าที่ทำข้อสังเกต โดยวันที่ 13 ส.ค.นี้ กมธ.ของวุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานมหาดไทยเข้ามาชี้แจงในรายละเอียด ทั้งนี้การพิจารณารายละเอียดของสว.ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่างบบางตัวมีความแปลก เช่น งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตั้งงบไว้สูงเพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ. หรือ งบประมาณบางหมวดที่เป็นเบี้ยหัวแตก งบการแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น เมื่อถามว่า ฝ่ายกมธ.สภาฯ ปรับลดงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง มากถึง 2,148 ล้านบาทนายอลงกต กล่าวว่า เป็นปัญหาของรมว.มหาดไทย และเป็นปัญหาของพรรครัฐบาล ไม่เกี่ยวกับสว. เพราะสว.มีหน้าที่ให้ข้อสังเกต

ปัดมีกระแสข่าวจ้องคว่ำร่างงบ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า สว. อาจไม่เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.งบฯ69 นายอลงกต กล่าวว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน ขอให้คิดดูว่า หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ และส่วนตัวได้คุยกับหลายคนเห็นว่า หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก ดังนั้นสว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากสามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี

“ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ไม่มีเหตุผลยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ แต่ไม่ควรที่จะชะลอการผ่านงบประมาณในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ งบประมาณอนุมัติเร็ว เท่ากับจ่ายเร็ว ส่วนที่บอกว่างบประมาณกระจุกตัวบางจังหวัด เช่น อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แต่งบเหล่านั้นกระจายตัวในพื้นที่” นายอลงกต กล่าว เมื่อถามย้ำว่า ข่าวลือที่ผ่านงบ นั้นไม่จริงใช่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า “ไม่ผ่าน ได้ประโยชน์อะไร เพราะเงินเข้าระบบช้า ทำให้สัคมมองว่าสว.ดึง ไม่มีประโยชน์”

เมื่อถามถึงการตั้งข้อสังเกตว่างบจังหวัดอาจมีเงินทอนขึ้นได้ นายอลงกต กล่าวว่า “สว.ไม่มีอำนาจยับยั้ง ลด หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ไม่เหมือนกับ สส.ดังนั้นเงินทอนจะอยู่ที่ไหน”เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าส่วนตัวไม่กังวลใช่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า เป็นเรื่องของสส.ไมใช่เรื่องที่สว. กังวล เพราะสว.ต้องรอพิจารณาจากสส. ดังนั้นความกังวลคือ สส.และหน่วยงาน สว.มีหน้าที่ตั้งข้อสังเกต หากหน่วยงานท่ีมาชี้แจงตอบไม่ได้ สว.ทำได้แค่ตั้งสังเกต และนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ช่วงวันที่ 25-26 ส.ค.นี้

‘บิ๊กเล็ก’ประณามกัมพูชา ไร้มนุษยธรรม เรียกร้องประชาคมโลกกดดันเก็บกู้ทุ่นระเบิด

'บิ๊กเล็ก'ประณามกัมพูชา ไร้มนุษยธรรม เรียกร้องประชาคมโลกกดดันเก็บกู้ทุ่นระเบิด

‘บิ๊กเล็ก’ประณามกัมพูชา ไร้มนุษยธรรม เรียกร้องประชาคมโลกกดดันเก็บกู้ทุ่นระเบิด

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.42 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กห. และ ผอ.ศบ.ทก. ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง จากกรณีพี่น้องทหารไทยได้รับอันตราย จากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย ผมขอประณามการกระทำดังกล่าว ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา

ผมในฐานะ รมช.กห.และ ผอ.ศบ.ทก. ขอยืนยันว่าจะดูแลและเยียวยากำลังพลทุกนายอย่างเต็มที่ จากการบาดเจ็บในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

ผมขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจ เราจะทำทุกอย่าง อย่างสุดความสามารถ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย และ ผมขอเรียกร้องไปยังประชาคมโลก ร่วมกดดันรัฐบาลกัมพูชา เพื่อเร่งรัดความร่วมมือในการเก็บกู้กับระเบิด โดยทันที อีกทั้ง ขอให้รัฐภาคีอนุสัญญานี้ ทบทวนความช่วยเหลือที่ไร้ผล ไร้ความจริงใจกลับคืนมา รวมทั้งใช้มาตรการอื่นใดที่จะช่วยยุติการสูญเสียครั้งใหม่ จากการกระทำที่ไร้ความปราณี

————————
I would like to express my deepest condolences over the incident
in which our Thai soldiers were injured by anti-personnel mines laid by the Cambodian side while conducting a patrol mission within Thai territory. This constitutes a clear violation of our sovereignty, 
a breach of the Ottawa Convention, and an inhumane act by Cambodia.
As Deputy Minister of Defence, I affirm that we will fully look after and provide compensation to all personnel injured who have served
with sacrifice in the line of duty. 
I ask the Thai people to rest assured that the security forces will not remain idle. We will do everything within our utmost ability to protect the sovereignty and security of the Kingdom of Thailand.
I also call upon the international community to join in pressuring the Cambodian government to expedite cooperation in immediate mine clearance operations. Furthermore, I urge the State Parties to this Convention to reconsider the effectiveness of your assistance and the insincerity received, and to seek implementing any
other measures that will help prevent further loss of life 
from such merciless acts.
General Natthaphon Narkphanit
Deputy Minister of Defence / Director of the Ad Hoc Centre for Thailand-Cambodia Border Situation
August 12, 2025 
#TruthFromThailand

‘ภูมิธรรม’มอบ’ทวี-ธีรรัตน์’ลงพื้นที่มอบบ้านเพื่อคนไทย ให้ผู้ประสบภัยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

'ภูมิธรรม'มอบ'ทวี-ธีรรัตน์'ลงพื้นที่มอบบ้านเพื่อคนไทย ให้ผู้ประสบภัยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’มอบ’ทวี-ธีรรัตน์’ลงพื้นที่มอบบ้านเพื่อคนไทย ให้ผู้ประสบภัยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.19 น.

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี – ธีรรัตน์” ลงพื้นที่มอบบ้านเพื่อคนไทยให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่มอบบ้านเพื่อคนไทยให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ศาลาประชาคมบ้านนาสามัคคี หมู่ที่ 5 ตำบลสีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ในวันนี้ เป็นการมอบบ้านน็อคดาวน์ให้กับประชาชนรวม 5 หลัง แบ่งเป็นพื้นที่บ้านนาสามัคคี หมู่ที่ 5 ตำบลสีวิเชียร จำนวน 4 หลัง และพื้นที่บ้านโพนทอง หมู่ที่ 9 ตำบลโดมประดิษฐ์ จำนวน 1 หลัง เพื่อใช้พักอาศัยชั่วคราวในระหว่างการสร้างบ้านหลังใหม่ภายหลังจากประสบเหตุจากการถูกจรวด BM-21 ยิงใส่ตัวบ้านได้รับความเสียหายทั้งหลัง 

สำหรับบ้านน็อคดาวน์ที่มอบในวันนี้มี 2 แบบ คือ แบบแรก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 36 ตารางเมตร และแบบสอง พื้นที่ใช้สอย 54 ตารางเมตร โดยบ้านทุกหลังมีห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก พร้อมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ ทีวี 24 นิ้ว  เตียงนอน 6 ฟุต โซฟา ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า Internet

ด้านนางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตนได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมทั้งได้มีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้กำชับให้ทุกพื้นที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือเยียวยาตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบวงเงินช่วยเหลือและกรมบัญชีกลางได้อนุมัติวงเงินทดรองราชการ 100 ล้านบาทให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

“ในเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกจังหวัด อำเภอ เก็บข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ และนำมาประเมินความช่วยเหลือ ซึ่งเราจะทำให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งมีภาคเอกชนที่ได้เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความอบอุ่นใจว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนไม่ทอดทิ้ง และจะช่วยทำให้วิกฤตนี้ผ่านพ้นไปให้ได้ และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สำรวจความเสียหายต่าง ๆ อย่างเต็มกำลังโดยไม่มีวันหยุด เราทำงานทุกวันจนกว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือดูแลให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และในขณะนี้ ยังมีระเบิดที่ตกหล่นอยู่ในพื้นที่ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกำลังพลทหารได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เราก็จะเร่งดำเนินการเยียวยาช่วยเหลือให้เร็วที่สุดทั้งทหารและพลเรือน” นางสาวธีรรัตน์ กล่าว

ช่วยพลิกวิกฤตศรัทธา เป็นโอกาสทางปัญญา ‘หมอวี’ชี้แก่นแท้ศาสนา บวชเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่เรี่ยไร

ช่วยพลิกวิกฤตศรัทธา เป็นโอกาสทางปัญญา ‘หมอวี’ชี้แก่นแท้ศาสนา บวชเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่เรี่ยไร

ช่วยพลิกวิกฤตศรัทธา เป็นโอกาสทางปัญญา ‘หมอวี’ชี้แก่นแท้ศาสนา บวชเพื่อหลุดพ้น ไม่ใช่เรี่ยไร

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า  ช่วยกันพลิกวิกฤตศรัทธา เป็นโอกาสทางปัญญากันครับ!
พวกเราชาวพุทธควรเอากรณีศึกษาหลายกรณีช่วงนี้มาขบคิด ทบทวนบทบาทของพวกเราอย่างถ่องแท้ เพื่อธำรงรักษาศาสนาของเราให้ยั่งยืน พลิกวิกฤตศรัทธา เป็นโอกาสพัฒนาทางปัญญากันนะครับ

บวช…เพื่อหลุดพ้น มิใช่เพื่อเรี่ยไร

หัวใจของการบวชในพระพุทธศาสนา คือการมุ่งปฏิบัติธรรม เพื่อละกิเลส บรรลุมรรคผล และหลุดพ้นจากความทุกข์ทางใจ นี่คือเจตนารมณ์แท้ของการครองเพศสมณะ มิใช่เพื่อประกอบกิจอื่นที่นอกเหนือจากนั้น

พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ไม่เคยเรี่ยไร ไม่เคยสร้างวัดแม้แต่วัดเดียว วัดทั้งหลายล้วนเกิดจากศรัทธาของญาติโยมผู้เลื่อมใส ร่วมกันสร้างและดูแลตาม “สมณบริโภค” คือพอดี เหมาะสม ไม่ฟุ้งเฟ้อ

ตามพระธรรมวินัย พระไม่อาจขอจากผู้ที่มิใช่ญาติ หรือมิใช่ผู้ที่ปวารณาไว้ก่อน เพราะการบิณฑบาตหรือรับไทยทาน ควรเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ให้ มิใช่การร้องขอจากฝ่ายพระ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ทำบุญกับพระที่มาเรี่ยไร เพราะไม่เคยได้ปวารณาไว้ และเชื่อว่าการทำบุญที่แท้จริง คือการให้ด้วยใจที่ศรัทธา พร้อม และพอดี นั่นต่างหากคือบุญที่ถูกต้องและงดงามในทางพระพุทธศาสนา

ปล. ผมเคยปวารณาไว้กับพระอาจารย์ของผม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวราราม กว่า ๑๐ ปี สิ่งที่ผมมีโอกาสได้ถวายท่านมีเพียง ๒ สิ่ง คือ ไมโครโฟนที่ท่านใช้เวลาสนทนาธรรมออนไลน์ กับที่วางโทรศัพท์ ๑ อัน เท่านั้น

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

‘อุ๊งอิ๊งค์’เผยภาพสุดน่ารักในวันแม่แห่งชาติ ความรักจากลูกคือพลังใจของแม่

'อุ๊งอิ๊งค์'เผยภาพสุดน่ารักในวันแม่แห่งชาติ ความรักจากลูกคือพลังใจของแม่

‘อุ๊งอิ๊งค์’เผยภาพสุดน่ารักในวันแม่แห่งชาติ ความรักจากลูกคือพลังใจของแม่

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.15 น.

12 สิงหาคม 2568  เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 ‘อุ๊งอิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความบนอินสตาแกรมส่วนตัว “@ingshin21” เป็นภาพที่ ‘อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร’ ถูกลูกสาวคนโต ‘น้องธิธาร’ และลูกชายคนเล็ก’น้องธาษิณ’ กำลังจุ๊บแก้มคุณแม่ พร้อมระบุแคปชั่นด้วยว่า “ความรักจากลูก คือพลังใจของแม่ #mmdpskids Happy Mother’s Day “

‘เจิมศักดิ์’ถามแรง!’ภูมิธรรม’ซื่อหรือ’จงใจช่วย’ปม’กัมพูชา’ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกใส่โรงพยาบาล

'เจิมศักดิ์'ถามแรง!'ภูมิธรรม'ซื่อหรือ'จงใจช่วย'ปม'กัมพูชา'ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกใส่โรงพยาบาล

‘เจิมศักดิ์’ถามแรง!’ภูมิธรรม’ซื่อหรือ’จงใจช่วย’ปม’กัมพูชา’ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกใส่โรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.58 น.

‘เจิมศักดิ์’ ถามแรง! ‘ภูมิธรรม’ ซื่อ หรือ ‘จงใจช่วย’ ปม’กัมพูชา’ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกใส่โรงพยาบาล

วันที่ 12 ส.ค.68 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของนายภุมิธรรม เวชชชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้สัมภาษณ์ในประเด็นกรณีทหารกัมพูชายิงกระสุนปืนใหญ่ตกใส่โรงพยาบาลไทยในลักษณะที่ว่า “กัมพูชาไม่ได้ตั้งใจให้โดนโรงพยาบาล” โดย รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้ตั้งคำถามถึงการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรงว่า “ขณะที่ไทยกำลังจะเอาผิดฮุน เซน เป็นอาชญากรสงคราม ให้สัมภาษณ์อย่างนี้ โง่ ซื่อ หรือจงใจช่วย” (ฟังคลิปด้านล่าง)