‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’เบิกเนตร!! ‘ลุงตู่’ กับการสกัดไม่ให้ MOU 44 เขมือบทรัพยากรทางทะเล?

'เอ็ดดี้ อัษฎางค์'เบิกเนตร!! 'ลุงตู่' กับการสกัดไม่ให้ MOU 44 เขมือบทรัพยากรทางทะเล?

‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’เบิกเนตร!! ‘ลุงตู่’ กับการสกัดไม่ให้ MOU 44 เขมือบทรัพยากรทางทะเล?

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.58 น.

12 ส.ค. 68 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า ” ‘ลุงตู่’ กับการสกัดไม่ให้ MOU 44 เขมือบทรัพยากรทางทะเล?
#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

(1) มีการพูดกันว่า ยุครัฐบาลลุงตู่ได้ออกกฎหมายรักษาทรัพยากรทางทะเล เพื่อสกัดไม่ให้ MOU 44 เขมือบทรัพยากรทางทะเล
คำถามคือ ช่วงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ มีการออกกฎหมายรักษาทรัพยากรทางทะเลจริงไหม—คำตอบคือ มีอยู่จริง
พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562 (2019)
ออกในยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ รักษาอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น UNCLOS)

สิ่งที่กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ทำได้คือ
• เป็น “กฎหมายภายใน” ที่กำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของรัฐไทยในการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล
• ระบุขอบเขตการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ เช่น กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมประมง ฯลฯ
• อ้างอิงหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น UNCLOS เพื่อกำหนดเขตอาณาเขตทางทะเล เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีป
• ใช้ประกาศ “เขตที่ไทยถือว่ามีสิทธิ” เพื่อเป็นหลักฐานเชิงนโยบายและเอกสารในเวทีโลก
กฎหมายรักษาทรัพยากรทางทะเลสามารถ “กำหนดเขตหน้าน้ำไทย” ได้ในแง่การยืนยันสิทธิฝ่ายเดียว มีผลบังคับใช้ในเขตที่ไทยประกาศสิทธิ (เช่น เขตเศรษฐกิจจำเพาะ – EEZ, ไหล่ทวีป)
แต่ไม่ได้มีผลโดยตรง “สกัด” MOU 44 ให้หมดอำนาจ เพราะ MOU 44 เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต้องแก้ไขหรือยกเลิกโดยการเจรจาระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่แค่ประกาศกฎหมายฝ่ายเดียว

ข้อจำกัดของกฎหมายนี้
• ถ้าเป็นพื้นที่ที่ ไม่มีข้อพิพาท → กฎหมายนี้ใช้ได้เต็มที่
• ถ้าเป็น พื้นที่ทับซ้อนหรือคู่กรณีอ้างสิทธิเช่นเดียวกัน → การออกกฎหมายภายใน ไม่ทำให้คู่กรณียอมรับ หรือเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ
• ในพื้นที่พิพาท เช่น กรณี MOU 2544 กับกัมพูชา กฎหมายไทยสามารถใช้เป็น “หลักฐานแสดงจุดยืน” แต่ไม่ใช่เครื่องมือแก้ข้อพิพาทได้
การอ้างว่ากฎหมายนี้ “กันไม่ให้ MOU 44 เขมือบหน้าน้ำไทย” เป็นการพูดในเชิงการเมือง–สัญลักษณ์ มากกว่าผลผูกพันจริงในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

(2) มีการกล่าวว่า ในยุครัฐบาล คสช. มาตรา 44 ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่มีผลเหนือกฎหมายปกติ ทำไมไม่ใช้มันยกเลิก MOU 44
ข้อเท็จจริงคือ:

• มาตรา 44 อาจใช้ประกาศให้ MOU 44 เป็นโมฆะ “ในมุมของไทย” ได้ แต่ไม่ได้ทำให้ MOU หมดผลผูกพันในเวทีระหว่างประเทศ และเสี่ยงสูงต่อผลกระทบทางการเมือง–การทูต
• การเลิกโดยฝ่ายเดียวไม่ได้ทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิหรือเลิกยึด MOU ได้ กัมพูชาสามารถใช้การถอนตัวฝ่ายเดียวนี้เป็นข้อกล่าวหาไทยว่า “ละเมิดพันธกรณี” และนำไปสร้างแรงกดดันในเวทีโลกหรือใช้ต่อรองในอนาคต
• เสี่ยงเกิดการเร่งรัดการสำรวจและแสวงหาทรัพยากรจากฝั่งกัมพูชาในพื้นที่พิพาท เพราะถือว่า “ไม่มีข้อตกลงยับยั้งอีกต่อไป”
• เพิ่มความเสี่ยงต่อการปะทะทางทหารหรือข้อพิพาทในศาลระหว่างประเทศ
• ในทางยุทธศาสตร์ จึงมีเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลในหลายยุค รวมทั้ง ลุงตู่ เลือก “คง MOU ไว้” แม้จะถูกวิจารณ์ เพราะถือว่ามันเป็น “กลไกคุมเกม” มากกว่าการปล่อยให้สถานการณ์เปิดโล่ง

สรุปสั้น ๆ
พ.ร.บ. 2562 ช่วยยืนยันเขตและสิทธิของไทยในเชิง “ประกาศจุดยืน” และใช้เป็นฐานปฏิบัติของหน่วยงานความมั่นคง แต่ ไม่สามารถบังคับให้กัมพูชายอมรับเขตนั้นได้ ถ้าเขายังอ้างสิทธิอยู่

มาตรา 44 อาจใช้ประกาศให้ MOU 44 เป็นโมฆะ “ในมุมของไทย” ได้ แต่ไม่ได้ทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิหมดในเวทีระหว่างประเทศ กฎหมายไทยยืนยันสิทธิได้ แต่ไม่สามารถ “บังคับให้เขมรยอมรับ” ได้ในพื้นที่ที่เขาก็อ้างสิทธิเหมือนกัน”

.-008 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เอ็ดดี้ อัษฎางค์

โฆษก กห. แจงปมร้อน! ‘บิ๊กเล็ก’ ยึดมั่นแนวทางสากล คลี่ปมขัดแย้งชายแดน

โฆษก กห. แจงปมร้อน! 'บิ๊กเล็ก' ยึดมั่นแนวทางสากล คลี่ปมขัดแย้งชายแดน

โฆษก กห. แจงปมร้อน! ‘บิ๊กเล็ก’ ยึดมั่นแนวทางสากล คลี่ปมขัดแย้งชายแดน

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.37 น.

โฆษก กห.  แจง ปมร้อน “พล.อ.ณัฐพล” ใช้เวทีจีบีซี ป้องผู้นำกัมพูชา โยนฝ่ายปฏิบัติละเมิดหยุดยิง หวั่น สร้างความขัดแย้งคนในชาติ กระทบ เสถียรภาพแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แจ้งว่า ตามที่มีการเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ผอ.ศบ.ทก.) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนบิดเบือน ไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง พร้อมการตีความโดยสอดแทรกความคิดเห็นส่วนบุคคล อันสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงต่อสาธารณชนในวงกว้าง โดยอาจนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งกันเองของชนในชาติ และกระทบต่อเสถียรภาพในการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในภาพรวมได้ นั้น จึงขอทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม ดังนี้

1. พลเอก ณัฐพล ยึดมั่นในแนวทางการคลี่คลายปัญหาความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยสันติวิธี ด้วยกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้วมาโดยตลอด พร้อมทั้งยึดมั่นในหลักการสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ

2. พลเอก ณัฐพล เน้นย้ำและเรียกร้องความจริงใจจากผู้นำระดับสูงของกัมพูชา ผ่านการแถลงข่าว ความว่า 
“…นับตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เรื่องการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดการหยุดยิงหลังเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นที่สุด และตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนมีความสงบ แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงเสริมกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ ยังมีการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาสอดแนมในพื้นที่ต่าง ๆ ของไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่ยั่วยุ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและข่าวเท็จต่าง ๆ ซึ่งไม่สร้างสรรค์ และไม่ช่วยทำให้เกิดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจาและการฟื้นฟูความไว้วางใจ…” 

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกันในการประชุม GBC ครั้งนี้ ซึ่งเป็นการหารือในระดับกระทรวงกลาโหมไทย-กัมพูชา ทำให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเพิ่มเติม ตามที่ปรากฏในคำแถลงข่าวต่อมาว่า 

“…จากการประชุมร่วมกันในครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาระดับนโยบาย (กระทรวงกลาโหม) ได้แสดงให้เห็นความจริงใจต่อมาตรการหยุดยิงที่ได้ตกลงกันไว้ การกระทำที่ละเมิดการหยุดยิงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นการดำเนินการโดยพลการของหน่วยงาน (ทหารกัมพูชา) ในพื้นที่…” 
ซึ่งไม่มีข้อความใด ที่เป็นการตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยของหน่วยทหารไทย ตามหลักการสากลในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม อย่างได้สัดส่วน ตามที่ถูกบิดเบือน แต่อย่างใด

พลเรือตรี สุรสันต์ ย้ำว่า ในการแถลงข่าวดังกล่าว เป็นการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ไปสู่ประชาคมโลก บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยพลเอก ณัฐพล ได้ปกป้องศักดิ์ศรีของคนไทยและสะท้อนความจริงใจต่อข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายไทย อย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยจะยึดมั่นในการให้ความร่วมมือและการพูดคุยอย่างสุจริตใจ-จริงใจต่อไป บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน 

พร้อมทั้งขอความร่วมมือไปยังฝ่ายกัมพูชาใน 2 ประเด็นสำคัญ ที่ยังไม่ได้ตอบรับ คือ (1) การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่มีการปะทะและพื้นที่อื่น ๆ ตลอดแนวชายแดน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย และ (2) ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญกรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์หรือออนไลน์สแกม ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง อีกด้วย

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัว และการตีความที่เกินความเป็นจริงว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ จะเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง หรือเป็นการปกป้องผู้นำระดับสูงของกัมพูชา จากการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา (เรื่องการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) และอนุสัญญาเจนีวา (เรื่องการกระทำต่อเป้าหมายพลเรือนและละเมิดหลักมนุษยธรรม) นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากคำแถลงข่าวนั้น ไม่สามารถลบล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาฝ่ายไทยก็ได้มีการเก็บรวบรวมหลักฐานในทุกกิจกรรม ที่เป็นการละเมิดหลักการสากลอย่างต่อเนื่อง และได้ดำเนินการประท้วง-ส่งคำร้อง-ชี้แจงข้อเท็จจริง ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ 

1. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council : UNSC)      
2. ประธานอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) รวมทั้งประเทศผู้บริจาค เพื่อสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และ 
3. องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) 

ตลอดจนการบรรยายสรุปต่อเอกอัครราชทูต หรือผู้แทนจาก 75 ประเทศ 1 องค์กร (สหภาพยุโรป) และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ จาก 16 องค์การ รวมจำนวน 122 คน (เมื่อ 4 สิงหาคม 2568) เป็นต้น

‘สรวงศ์’โต้ข่าว’อิ๊งค์’จ่อลาออก หลัง​ผ่านงบฯ​ 69 ลั่นกำลังใจยังดี

'สรวงศ์'โต้ข่าว'อิ๊งค์'จ่อลาออก หลัง​ผ่านงบฯ​ 69 ลั่นกำลังใจยังดี

‘สรวงศ์’โต้ข่าว’อิ๊งค์’จ่อลาออก หลัง​ผ่านงบฯ​ 69 ลั่นกำลังใจยังดี

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.18 น.

“สรวงศ์​” ปัดข่าวนายกฯ จ่อลาออก หลัง​ผ่านงบฯ​ 69  

เมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 12 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง นายสรวงศ์​ เทียนทอง​ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา​ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย​ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.วัฒนธรรม​ เตรียมลาออกหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทน​ราษฎร​ จะส่งผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า​  ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร และยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้กังวล และไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ และยืนยันว่า​เรื่องดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทางพรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจ​ และกำลังใจยังดีอยู่ ก่อนทำท่ายกนิ้วโป้ง​​ 2 ข้าง

‘จุลพันธ์’ ยันรัฐบาลมีงบเพียงพอ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดน

'จุลพันธ์' ยันรัฐบาลมีงบเพียงพอ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดน

‘จุลพันธ์’ ยันรัฐบาลมีงบเพียงพอ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดน

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

“ภูมิธรรม” เลี่ยงตอบอภิปรายงบฯ 69 ด้าน “จุลพันธ์” ยันรัฐมีงบเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ไม่จำเป็นต้องแปรงบฯกระตุ้นเศษฐกิจ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 13 -15 สิงหาคม 2568 

ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งเมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับ นายภูมิธรรม โดยกระบวนการต้องทำให้ครบถ้วน ที่ต้องผ่านกระบวนการทางงบประมาณและแหล่งเงิน รวมไปถึงกองทุนเงินเยียวยาและกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องยกเว้นระเบียบบางข้อ ซึ่งต้องทำให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งนี้อาจจะไม่ได้เร็วทันใจ แต่จะพยายามทำให้ทันสัปดาห์ต่อไป

เมื่อถามว่าในเบื้องต้นจะเป็นการเยียวยาในส่วนของข้าราชการหรือประชาชน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราพูดถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย

เมื่อถามว่า วงเงินที่เหลือจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จะสามารถเปลี่ยนแปลงนำมาช่วยเหลือเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ ย้อนถามกลับว่า ถามว่าทำได้หรือไม่ ทำได้ ส่วนจำเป็นหรือไม่อาจจะยัง เพราะเรามีกลไกงบประมาณ และแหล่งเงินที่เพียงพออาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินจากแหล่งนั้น ทั้งนี้เงินที่จะมาช่วยเหลือประชาชนอย่างไรก็เพียงพออยู่แล้ว แต่จะใช้จากแหล่งใดเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า เงินค่าเบี้ยเลี้ยงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ จะให้ทั้งประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอรอให้ออกก่อนดีกว่า ซึ่งอยู่ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยกำลังดูอยู่ ตนไม่กล้าตอบ

‘อิ๊งค์’ไม่ตอบกระแสลาออกก่อนศาลรธน.ฟันคดีคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ บอกสื่อ ‘คิดถึงนะคะ’

'อิ๊งค์'ไม่ตอบกระแสลาออกก่อนศาลรธน.ฟันคดีคลิปเสียงคุย 'ฮุน เซน' บอกสื่อ 'คิดถึงนะคะ'

‘อิ๊งค์’ไม่ตอบกระแสลาออกก่อนศาลรธน.ฟันคดีคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ บอกสื่อ ‘คิดถึงนะคะ’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.48 น.

“อิ๊งค์” บอกคิดถึงนะ หลังถูกซักกระแสลาออกก่อนศาลรธน.ฟันคดีคลิปเสียงคุย “ฮุน เซน”  

เมื่อเวลา 07.50 น. วันที่ 12 ส.ค.68. ที่ท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ถึงกระแสข่าวการลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยน.ส.แพทองธารไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่หันมายิ้มให้สื่อมวลชน  และกล่าวว่า “คิดถึงนะคะ” ผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่าอยากชี้แจงกระแสข่าวนี้หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามดังกล่าวและได้เดินฝ่าวงล้อมสื่อมวลชน เพื่อไปขึ้นรถเดินทางออกจากสนามหลวง

มทภ.2 ขอบคุณ ‘คุณแม่’ อนุญาตให้ ‘ลูกชาย’ มาทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน

มทภ.2 ขอบคุณ 'คุณแม่' อนุญาตให้ 'ลูกชาย' มาทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน

มทภ.2 ขอบคุณ ‘คุณแม่’ อนุญาตให้ ‘ลูกชาย’ มาทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.35 น.

มทภ.2 ขอบคุณ คุณแม่ อนุญาตให้ ลูกชาย มาทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน พร้อมเปิดคลิปข้อความพิเศษจากทหารชายแดนไทย-เขมร เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.68  พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่2 ระบุว่า เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ผมขอขอบคุณ คุณแม่น้องๆทหารทุกนาย ที่เสียสละ อนุญาตให้บุตรชายของท่าน ไปทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน และเพื่อคนไทยทุกคน ขอให้คุณแม่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไป

โดย ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2 ได้เผยแพร่คลิป ข้อความพิเศษจากทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันแม่แห่งชาติ 11 ส.ค. ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อาทิ

“ผมเลือกที่จะมาที่นี่เพราะว่า ผมเป็นทหาร ไปอยากจะบอกคนข้างหลังว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนที่นี่คือนักสู้ เราจะกลับไปพร้อมกับความภาคภูมิใจ ผ้าถุงที่อยู่หน้าอก เป็นของ ปู่ ย่า พ่อแม่ ติดตัวไว้ เพราะผมไม่มีพระ เครื่องรางของขลัง แต่ผมคิดว่านี่คือพระที่ดีที่สุดของผม ผมคิดถึงพ่อกับแม่มากๆ อยากจะบอกแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ลูกชายแม่คือนักสู้ จะกลับบ้านไปพร้อมกับความภาคภูมิใจ”

“แม่ผมภูมิใจในตัวผมมาก ซึ่งผมก็บอกแม่กับพ่อไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมมาอยู่ในจุดนี้ ผมมารักษาแผ่นดิน อยากกลับไปกอดพ่อกับแม่ ถ้าได้กลับไป ไม่ต้องเป็นห่วงผม” 

“ผมยืนอยู่แนวหน้า เพื่อให้แม่อยู่แนวหลังอย่างสบายใจ ผมเฝ้ารอวันที่จะกลับไปหาแม่เร็วๆ ตอนนี้ผมทำหน้าที่ปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะกลับไปอย่างปลอดภัย ผมรักแม่ครับ ทำหน้าที่เสร็จจะรีบกลับไปหา อยากให้แม่ดูแลตัวเองดีๆ”

“บอกแม่ครั้งแรก แม่ไม่อนุญาต บอกว่า จะไปทำไม มันอันตราย ถ้าแม่ดูอยู่ ผมอยากบอกว่า ผมสบายดีปลอดภัย รอจบภารกิจจะกลับไปกอด ผมรักแม่ และคิดถึงมาก ขอบคุณแม่ที่ให้ผมเกิดมา ที่ผ่านมาผมไม่เคยทำอะไรให้แม่ภูมิใจ แต่ครั้งนี้เชื่อว่าแม่จะภูมิใจตัวผมมาก “

“ผมอยู่ทางนี้สบายดี แม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

“แม่เลี้ยงผมมา ผมปลอดภัยดี รักแม่มากๆ ไม่ต้องห่วงอยู่ตรงนี้ ผมสบายดี”

“ที่นี่ปลอดภัย มีหลุมหลบภัยที่แข็งแรง อาหารการกินก็ครบถ้วนสมบูรณ์ อยากได้คุณแม่ดูแลสุขภาพให้ดี ช่วงนี้เป็นฤดูฝน โรคภัยไข้เจ็บก็มาเยอะ อายุก็เยอะแล้ว ต้องดูแลสุขภาพ อยากฝากถึงคุณแม่ของน้องๆ ทุกคน ที่อยู่กับผม ณ ที่แห่งนี้ ไม่ต้องกังวลใจอะไรไป เพราะฐานนี้แข็งแรง สมบูรณ์ หลุมหลบภัยดี อยู่ที่นี่พวกเราเข้มแข็งสบายดีแน่นอน”

‘รมว.พาณิชย์’ ชี้! ฟื้นการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เล็งคุย’ทูตลาว’ขอใช้เส้นทางผ่านอุบลฯ

'รมว.พาณิชย์' ชี้! ฟื้นการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เล็งคุย'ทูตลาว'ขอใช้เส้นทางผ่านอุบลฯ

‘รมว.พาณิชย์’ ชี้! ฟื้นการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เล็งคุย’ทูตลาว’ขอใช้เส้นทางผ่านอุบลฯ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.24 น.

“รมว.พาณิชย์” ชี้! ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ มองผู้ประกอบการปรับตัวส่งสินค้าข้ามแดนไทย-กัมพูชา เล็ง! คุยทูตลาวขอผ่านทาง ส่งสินค้าจากอุบลฯไปเขมร

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 ส.ค.68 ที่ท้องสนามหลวง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่านว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ได้เจอทูตลาวและคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจากอุบลราชธานีไปลาวและไปยังกัมพูชาจะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย เมื่อถามถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาสงบแล้ว! ปชช.ศูนย์อพยพ4จว.กลับภูมิลำเนา กองทัพยังคงตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาสงบแล้ว! ปชช.ศูนย์อพยพ4จว.กลับภูมิลำเนา กองทัพยังคงตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาสงบแล้ว! ปชช.ศูนย์อพยพ4จว.กลับภูมิลำเนา กองทัพยังคงตรึงกำลัง

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.41 น.

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานชายแดนไทย – กัมพูชา สงบ ทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น ขณะที่ประชาชนจากศูนย์อพยพ 4 จังหวัด เดินทางกลับภูมิลำเนาเรียบร้อยแล้ว ด้านกองทัพขอความร่วมมือ หากพบวัตถุต้องสงสัย หลีกเลี่ยงเข้าพื้นที่ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

12 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันนี้ (วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีเหตุปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตน โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นรักษาความสงบเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

“ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของไทย พร้อมดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้กลับมาเดินหน้าต่อได้เหมือนเดิม“ นายจิรายุ กล่าว

009

‘อิ๊งค์’อ่วม!ถูกร้องปปช.สอบ ถือหุ้นบ.เทมส์วัลลี่ย์เขาใหญ่ ส่อผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

‘อิ๊งค์’อ่วม!ถูกร้องปปช.สอบ ถือหุ้นบ.เทมส์วัลลี่ย์เขาใหญ่ ส่อผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

‘อิ๊งค์’อ่วม!ถูกร้องปปช.สอบ ถือหุ้นบ.เทมส์วัลลี่ย์เขาใหญ่ ส่อผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิ๊งค์’อ่วม!ถูกร้องปปช.สอบ ถือหุ้นบ.เทมส์วัลลี่ย์เขาใหญ่ ส่อผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“เรืองไกร” ร้องป.ป.ช.สอบ “นายกฯ แพทองธาร” กรณีเคยเป็นกรรมการและถือหุ้น เทมส์ วัลลี่ย์ เขาใหญ่ ฝ่าฝืน รธน.ม.89(2) และส่อผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง พบว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 89 (2) บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 160 …”

นายเรืองไกร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) บัญญัติว่า“มาตรา 160 รัฐมนตรีต้อง(4)มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์(5)ไม่มีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งจากข้อเท็จจริงในขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยนั้น น.ส.แพทองธารเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท เทมส์ วัลลี่ย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด รายละเอียดปรากฏตามบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.และเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จากการขอข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบ พบว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ชำระค่าหุ้นของบริษัท เทมส์ วัลลี่ย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556 เป็นจำนวนเงิน 199,999,990 บาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ณ วันที่ 24 เมษายน 2567จำนวน 19,999,999 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 10 บาท หรือประมาณ 50% ของทุนจดทะเบียน รายละเอียดปรากฏตามแบบ บอจ.5

นายเรืองไกรกล่าวว่าบริษัท เทมส์ วัลลี่ย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด ทำธุรกิจอยู่บนโฉนดที่ดิน 4 แปลง ซึ่งกรมที่ดินระบุว่าที่ดินดังกล่าวมาจากที่ดิน น.ค.3 เล่มที่ 90 เลขที่ 4458 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และอาจเข้าข่ายเป็นที่ดินพื้นที่ต้นน้ำลำธาร(Watershed) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 ซึ่งต่อมามีการนำที่ดิน น.ค.3ไปเปลี่ยนเป็น น.ส.3ก.เลขที่ 2583 ตำบล อำเภอและจังหวัดเดียวกัน

โดยที่ดิน น.ค.3ก.แปลงดังกล่าว จะเป็นที่ดินพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (Watershed) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514หรือไม่ ดูได้จากกรณีที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลเจ้าหน้าที่กรมที่ดินกรณีออกโฉนดที่ดินที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร(Watershed) ในบริเวณเดียวกันมาแล้ว ดังนั้น ถ้าที่ดินของบริษัทที่ น.ส.แพทองธาร เคยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในขณะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ดินพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (Watershed) ย่อมนำไปออกโฉนดไม่ได้ แต่หากออกไปแล้ว น.ส.แพทองธารอาจจะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 89 (2) มาตั้งแต่แรก

นายเรืองไกร กล่าวว่าด้วยข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากเอกสารราชการต่าง ๆได้ร้องต่อ รมว.มหาดไทยแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโดยเร็วว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีเคยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท เทมส์ วัลลี่ย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 89 (2) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่ และเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบ ข้อ 27 หรือไม่ และขอให้ ป.ป.ช. พิจารณาเสนอคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิพากษาต่อไปโดยเร็วว่า น.ส.แพทองธาร จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปรวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี หรือไม่ วันนี้ตนจึงได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ถึง ป.ป.ช. แล้ว

แนะสอบเขากระโดงใหม่ อดีตตุลาการศาลปค.เสนอ ย้ำให้ได้ข้อยุติก่อนเพิกถอน

แนะสอบเขากระโดงใหม่ อดีตตุลาการศาลปค.เสนอ ย้ำให้ได้ข้อยุติก่อนเพิกถอน

แนะสอบเขากระโดงใหม่ อดีตตุลาการศาลปค.เสนอ ย้ำให้ได้ข้อยุติก่อนเพิกถอน

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แนะสอบเขากระโดงใหม่ อดีตตุลาการศาลปค.เสนอ ย้ำให้ได้ข้อยุติก่อนเพิกถอน

“ชั่งทอง”อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด ชี้การเพิกถอนที่ดินเขากระโดง แนะต้องตั้งคณะกรรมการมาตรา 61 มาตรวจสอบใหม่ ให้ได้ข้อยุติก่อนเพิกถอนและผู้เสียสิทธิ สามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยจากกรมที่ดินหรือรัฐบาล ขณะที่เอกสารว่อนการรถไฟดอดขอ สค.1หลังชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด วิเคราะห์เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยได้นำเสนอภาพรวมทั้งหมดใน 4 ฉากทัศน์ คือ ฉากทัศน์ที่ 1.คดีเกิดจากที่ประชาชนจำนวนหนึ่งยื่นขอออกโฉนดในพื้นที่เขากระโดง แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) ได้ยื่นคัดค้าน โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ของ รฟท. ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 842-876/2560 และ 8027/2561 ว่า ที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของ รฟท. ดังนั้น ผู้ที่ขอออกโฉนดในพื้นที่นี้จึงไม่สามารถกระทำได้ และผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 กลุ่มเป็นฝ่ายแพ้คดี

ฉากทัศน์ที่ 2.รฟท.ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาไปยื่นเรื่องต่อกรมที่ดิน เพื่อให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่กรมที่ดินไม่ดำเนินการ รฟท. จึงฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดินมีหน้าที่โดยตรงต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 เมื่อปรากฏว่าที่ดินเป็นของรัฐ และมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ โดยระบุว่ากรมที่ดินละเลยต่อหน้าที่

ฉากทัศน์ที่ 3.กรมที่ดินได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แต่ภายหลังกลับมีคำสั่งให้ยุติการสอบสวน โดยให้เหตุผลว่าไม่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ รฟท.จึงยื่นอุทธรณ์ แต่รองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ รฟท. จึงนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองอีกครั้ง ซึ่งหลายข้อหาศาลไม่รับ เพราะซ้ำซ้อน เคยพิพากษาไปแล้ว และรับเรื่องไว้พิจารณาบางข้อหา ที่เกี่ยวกับการให้ยกเลิกอุธรณ์ของ รฟท.

ฉากทัศน์ที่ 4.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงข่าวว่าจะสั่งเพิกถอนคำสั่งยุติการสอบสวนของกรมที่ดิน และสั่งให้เริ่มกระบวนการ เพิกถอนโฉนด เอกสารสิทธิ์ ที่ออกโดยไม่ชอบ การเพิกถอนจะกระทบแปลงที่ดินกว่า 900 แปลง ในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งทาง รฟท. อ้างกรรมสิทธิ์อยู่ โดยหลักการแล้วรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

“อย่างไรก็ตาม การจะเพิกถอนโฉนดนั้นจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด คือการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ซึ่งอาจจะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา และหากมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหาย หากเอกสารสิทธิ์ ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องเงินชดเชย หรือจะฟ้อง อย่างที่ว่าฟ้องละเมิด ต้องมีการพิสูจน์ในศาลว่า ผู้ถือครองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่ หรือเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐแต่เพียงผู้เดียว และศาลก็จะพิจารณาว่าค่าเสียหายจริงควรจะเป็นเท่าไหร่ หรือว่าจะมีแนวทางการเยียวยากันวิธีไหน เช่น ให้เช่าได้หรือไม่” นายชั่งทอง กล่าว

. นายชั่งทอง กล่าวว่า กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เพราะในระบบที่ดินของประเทศไทย ก็ยังมีพื้นที่คล้ายเขากระโดงอีกจำนวนมาก บางท่านก็พูดถึงอัลไพน์ที่ก็ต้องปฏิบัติคล้ายกัน ก็คือไปทําให้ถูกต้องแล้วจะเยียวยาแก้ไขกันอย่างไร ก็ทําให้ถูกต้อง

“แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือในอนาคต จะต้องป้องกันมิให้มีกรณีลักษณะนี้อีก การออกเอกสารสิทธิใดๆ ให้กับราษฎรเจ้าพนักงานที่ดินต้องทําอย่างเคร่งครัด ให้แน่ใจว่าที่ดินต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้ออกโดยไม่ชอบ เช่น ไม่ได้ออกทับที่สาธารณะ ไม่ได้ออกทับที่อุทยาน ถ้ามีการกระทําผิดอีกต่อไป เพราะว่าถ้ากรณีที่เอกชนที่ได้รับเอกสารสิทธิ์แล้วเขามาฟ้องมีความเสียหายเกิดขึ้น รัฐก็ต้องเป็นผู้ที่ชดใช้”นายชั่งทอง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่เอกสาร “แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)” เลขที่ 1180 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2498 (นายไสว นิมนวล) สบท. ตัวแทนการรถไฟฯ แจ้งครอบครองพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ รวมเนื้อที่ 5,083 ไร่ ต่อกรมที่ดิน โดยระบุในช่องสาเหตุการได้มาว่า “พระราชกฤษฎีกา” แต่ไม่ปรากฏวัน เดือน ปี ที่ได้มา และระบุสภาพที่ดินเป็น “ทางรถไฟ”

สำหรับ ส.ค.1 เป็นเพียงการแจ้งครอบครองเพื่อทำประโยชน์ ไม่ใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกรมที่ดิน ประกาศให้ราษฎรที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2497 มาจดทะเบียนแจ้งสิทธิ ซึ่งประชาชนจำนวนมากในพื้นที่เขากระโดง ได้แจ้ง ส.ค.1 ไว้แล้วตั้งแต่ปี 2497 ก่อนการรถไฟฯ จะมายื่นในปี 2498

ประเด็นนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า หากการรถไฟฯ มีกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2462 ตามที่อ้าง เหตุใดต้องมาขอจด ส.ค.1 ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายออกแบบมาเพื่อราษฎร และเหตุใด จึงไม่สามารถระบุ วัน เดือน ปี การได้มาของสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาที่อ้างได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมาย หน่วยงานของรัฐจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต้องได้มาโดยการเวนคืนหรือการจัดซื้อ พร้อมแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดเขตชัดเจน และต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ครบทั้ง 3 องค์ประกอบ ซึ่งในกรณีพื้นที่เขากระโดง ที่ผ่านมาการรถไฟฯ ไม่สามารถนำเอกสารครบทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ มาแสดงต่อคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้มีมติเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนได้ เอกสาร ส.ค.1 ปี 2498 นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ทำให้ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินเขากระโดง ยังคงต้องพิสูจน์กันในศาล ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานครบถ้วน ต่อไป

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee” กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เคยระบุว่าเตรียมเพิกถอนที่ดิน “เขากระโดง” ซึ่งจนถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วันแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ โยนายกรวีร์ ระบุว่า…10 วันเต็มๆ นับจากวันที่ท่านรมต.(หรือพรรคพท.) ประกาศ #พรุ่งนี้ เพิกถอนโฉนดเขากระโดง พรุ่งนี้มา 10 วันแล้ว หรือพรุ่งนี้ไม่มีจริง?? หรือความจริงมันทำไม่ได้?? หรือเพียงแค่ประเด็นโจมตีทางการเมือง?? จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า #พรุ่งนี้กี่โมง???