
แนวหน้าวาทะเด็ด
วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
“รัฐบาลไทยยืนยันชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักสากล ไม่ใช้กำลังกับเป้าหมายพลเรือน และจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่”
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กรรมการ ศบ.ทก.

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
“รัฐบาลไทยยืนยันชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักสากล ไม่ใช้กำลังกับเป้าหมายพลเรือน และจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่”
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กรรมการ ศบ.ทก.

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
รบ.ไทยลุยฟ้องศาลอาญาระหว่างปท. ฟันพ่อลูกตระกูล‘ฮุน’ ฐานอาชญากรสงคราม กต.ร้องUNประจานเขมร ลอบวาง‘ทุ่นระเบิดใหม่’ ทบ.กู้BM-21กระสุนอื้อ
“ศบ.ทก.”รายงานชายแดนไทย–กัมพูชา สงบ หลายพื้นที่ปลอดภัย ปชช.ทยอยกลับบ้าน ขณะที่หน่วยงานเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้านรัฐบาลย้ำไทยเดินหน้าประจานให้โลกรู้ ปมเขมรวางกับระเบิดใหม่ทำให้ทหารไทยเจ็บครั้งที่ 3 ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงหลังข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ทูตไทยร้อง UN เข้าพบประธานประชุมอนุสัญญาออตตาวา พร้อมจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เอาผิด “ฮุนเซน-ฮุนมาเนต” ฐานอาชญากรสงคราม ย้ำไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ส่วนบัวแก้วส่งทูตร้องยูเอ็น-รัฐภาคี ประจานให้โลกรู้ เขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ ทำให้ทหารไทยเจ็บรอบ 3 บก.ทัพไทย เผยเก็บกู้ ‘จรวด-ระเบิด-กระสุนปืนใหญ่’ ที่‘กัมพูชา’ โจมตีไทย 384 รายการ พบจรวด BM-21 เพียบ
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม จนถึงเช้าวันนี้ (11 สิงหาคม) เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีเหตุปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น
ชายแดนสงบ-ปชช.ทยอยกลับภูมิลำเนา
ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา หลังการประชุม GBC มีแนวโน้มคลี่คลายลงต่อเนื่อง และหลายพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังพบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจหมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ
“รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้ประชาชนกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ” นายจิรายุกล่าว
ทูตไทยฟ้องUNเขมรวางระเบิดใหม่
นายจิรายุเปิดเผยกรณีกำลังพลเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนบริเวณรอยต่อ ช่องโดนเอาว์-กฤษณา (บริเวณภูมะเขือ) อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 นาย ซึ่ง 1 ในนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด ล่าสุด เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันแต่กัมพูชาปฏิเสธ ทั้งนี้ ได้ขอให้ประธานอนุสัญญาฯเวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาของกัมพูชา
จ่อฟ้องศาลอาญาฯฟันเขมรอาชญากรสงคราม
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และนครนิวยอร์ก ได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
“ขอย้ำว่า ไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) หรือศาลโลก มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 จนถึงปัจจุบัน แต่ไทยจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกัมพูชา เป็นอาชญากรรมสงคราม ทำร้ายพลเรือนอย่างชัดเจน”นายจิรายุกล่าว
และว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกัมพูชา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
ย้ำไทยไม่เคยมีระเบิดMK84-ยึดหลักสากล
นายจิรายุยังแถลงปฏิเสธกรณีรัฐบาลกัมพูชานำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา แล้ว อ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเกิดจากการโจมตีของฝ่ายไทย โดยยืนยัน ไทยไม่มีระเบิด MK 84 และไม่โจมตีใส่เป้าหมายพลเรือน ปฏิบัติการเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทยออกมายืนยันแล้วว่าเป็น“ข่าวปลอม”โดยไทยไม่เคยจัดซื้อระเบิดจากแหล่งที่ถูกกล่าวอ้าง และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทุกชนิดของไทยดำเนินการผ่านพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการรับรองเท่านั้น ซึ่งควรจะให้ องค์กรที่เป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ เป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และย้ำว่าปฏิบัติการทางอากาศของไทย เป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ และอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด มุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และจำกัดวงการทำลายให้อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการเท่านั้น ต่างจากกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทยนอกเขตพื้นที่การรบ
กู้ระเบิด-กระสุนเขมรยิงไทยได้384รายการ
วันเดียวกัน กองบัญชาการกองทัพไทย รายงานว่า ระหว่าง 1–9 สิงหาคม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) 15 ชุดปฏิบัติการร่วมกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) สนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3 เก็บกู้สรรพาวุธจากการโจมตีของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด รวม 384 รายการ ประกอบด้วย จรวด BM-21, กระสุนปืนใหญ่, ลูกระเบิด ค. และ วัตถุระเบิดชนิดอื่น ได้แก่
จ.บุรีรัมย์ 80 รายการ (BM-21 จำนวน 28 นัด, ลูกปืนใหญ่ 31 นัด, ลูก ค. 18 นัด, วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ) จ.สุรินทร์ 218 รายการ (BM-21 จำนวน 189 นัด, ลูกปืนใหญ่ 3 นัด, ลูก ค. 28 นัด, วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ) จ.ศรีสะเกษ 70 รายการ (BM-21 จำนวน 30 นัด, ลูกปืนใหญ่ 45 นัด) จ.อุบลราชธานี 16 รายการ (BM-21 จำนวน 16 นัด)
ทบ.โต้เขมรบิดเบือนอ้างไทยยิงถล่ม
ด้านพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวถึงกรณีพล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม กัมพูชา แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชาจาก 9 ประเทศ สำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน ตำบลโคกมอน อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัยได้รับผลกระทบจากความขัดจากการทิ้งระเบิด MK-84 และการยิงถล่มบ้านเรือน โรงเรียนและสถานีอนามัย โดยกองทัพไทยว่า การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ฝ่ายกัมพูชาอ้าง
กระสุนเขมารตกพื้นที่พลเรือนไทยนับร้อยจุด
พลตรีวินธัยกล่าวต่อว่า ทหารไทยยึดมั่นใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้นและยืนยันว่าการใช้อาวุธของฝ่ายไทย มีประสิทธิภาพสามารถจำกัดวงการทำลาย อยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น ไม่เหมือนฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ ในหลายจุดมีระยะห่างจากพื้นที่การรบไกลมากถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันนับจุดที่มีกระสุนจากฝ่ายกัมพูชามาตกในพื้นที่พลเรือนรวมเป็น 100 จุด ซึ่งมีทั้งที่ระเบิดไปแล้ว และที่ยังไม่ระเบิดอีกจำนวนมาก โดยฝ่ายไทยจัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วอย่างละเอียด ซึ่งฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธ ความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ
จับโป๊ะพื้นที่ที่ทูต9ปท.ไปดูเป็นพื้นที่สู้รบ
ส่วนกรณีกัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหรต่างประเทศประจำกัมพูชาจาก 9 ประเทศ ลงสำรวจพื้นที่ บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ต.โคกมอน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ที่มีร่องรอยความเสียหายตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น ขอย้ำว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีระยะห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปยังพื้นที่ตอนในไกลถึง 20-30 กิโลเมตร แบบที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในห้วงที่มีการสู้รบ พื้นที่ดังกล่าวไม่มีบุคคลพลเรือนอยู่อาศัย มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นพื้นที่รวมพลเพื่อเตรียมนำกำลังเข้าตีฝ่ายทหารไทย รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งบัญชาการรบ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหารของฝ่ายไทย ที่อยู่ในขอบเขตบริเวณของพื้นที่การรบในครั้งนี้ ส่วนตัวเลขพลเรือนที่บาดเจ็บและสูญเสียในพื้นที่อย่างที่กล่าวอ้างนั้น จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสียจะมีเพียงทหารกัมพูชาเท่านั้น
โต้“มาลี”ป้อง “มทภ.2”ปัดไทยยั่วยุ
พลตรีวินธัยกล่าวถึงกรณีกระทรวงกลาโหมกัมพูชาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย ขอยืนยันว่าเนื้อหาที่แม่ทัพภาค 2 พูด ไม่ได้มีความหมายในแบบที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาแถลงไป โดยเฉพาะท่านไม่พูดเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลัง เพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา สิ่งที่ท่านกล่าววันนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ในช่วงที่ปะทะที่ผ่านมาพยายามเข้าไปยึดด้วยการวางกำลัง แต่ยังไม่สำเร็จ เลยวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาท 30 เมตร แต่ในอนาคตต้องพยายามนำกลับมาภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนที่เหมาะสมของอนาคต พร้อมกล่าวว่าจะเตรียมการนำเรื่องต่างๆ ไปพูดคุยเจรจาในวงกรอบ RBC ที่จะเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์ และย้ำถึงจุดยืนว่าไทยจะไม่ถอยจากแนวการวางกำลังเดิม ยืนยันว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ได้พูดถึงเรื่อง การใช้กำลังทางทหาร ไปดำเนินการอย่างแน่นอน ฉะนั้นที่กล่าวไปในข้างต้น จึงไม่ไช่ความพยายามยั่วยุ และมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีประสาทตาควาย อย่างที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด
กต.ฟ้องโลกเขมรทำผิดอนุสัญญาออตตาวา
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ ออกรายงาน “การดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)
สาระสำคัญคือ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 23 กรกฎาคม และ 9 สิงหาคม 2568 ทหารไทยรวม 11 นาย บาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อตอบโต้กัมพูชาโดย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ เปิดเผยพฤติกรรมการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง รุกรานอธิปไตยไทย โดยโจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน กระทบมนุษยธรรมและขัดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้ง กฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังพบทุ่นระเบิดใหม่ เพียง 2 วันหลังจากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯฝ่ายไทยเสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกฯทั้งสองประเทศตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ
ทั้ง 3 ฉบับ ไทยได้ขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ขอรับความชัดเจนจากกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา
เช่นเดียวกับ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงการต่างประเทศ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2
ชาวกันทรลักษ์ผวาหลุมระเบิดตกค้างเต็มทุ่งนา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ลงพื้นที่สำรวจกลางทุ่งนาใกล้หมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่กระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบชนิดตกใส่จำนวนมาก แต่สามารถกู้ทำลายได้แค่ลูกเดียว หลังเริ่มสำรวจพบยังมีตกค้างอีกจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้าน ทยอยเดินทางกลับเข้าบ้าน และเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร เมื่อน้ำในนาข้าวลดลง พบหลุมต้องสงสัยหลายจุด จึงแจ้งผู้นำชุมชน และ ชรบ.เข้ามาตรวจสอบร่วมกับทหาร
เบื้องต้นคาดว่าเป็นหลุมวัตถุระเบิดตกค้างไม่ต่ำกว่า 50 จุด กระจายอยู่กลางทุ่งนา ตอนนี้ทำได้เพียงนำเชือกฟางล้อมพื้นที่เอาไว้ ห้ามบุคคลไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ รอประสานเจ้าหน้าที่ชุด EOD จังหวัดศรีสะเกษ มาตรวจสอบและทำลายล้างต่อไป ทั้งนี้ ฝากย้ำเตือนพี่น้องประชาชน หากพบวัตถุุต้องสงสัยตามที่ต่าง ๆ อย่าเข้าใกล้ หรือเคลื่อนย้ายโดยพลการ รีบแจ้งผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.09 น.
เดือดพลั่ก!‘เดชอิศม์’อัดคลิปโวย‘สนธิ’กล่าวหา ประกาศหลัง 15 ส.ค.ไม่ชี้แจงให้ เจอที่ศาล
11 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อัดคลิปตอบโต้นายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยกล่าวว่า การที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาวิจารณ์ตน ทำให้เกิดความเสียหายมาหลายปี หลายเรื่อง หลายครั้ง ตนจึงจำเป็นต้องอธิบาย ไม่เช่นนั้นประชาชนจำนวนมากจะเคลือบแคลงสงสัยว่าเป็นจริงตามที่สนธิพูดหรือไม่
นายเดชอิศม์ กล่าวว่า สำหรับนายสนธิ ที่พูดเสมอว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ดังนั้นถ้าตนพูดจริง นายสนธิ ก็พูดเท็จ ถ้านายสนธิพูดจริง ตนก็พูดเรื่องเท็จ แล้วใครจะพิพากษา
จากนั้นนายเดชอิศม์ ได้ตอบโต้และชี้แจงในหลายเรื่องที่ถูกนายสนธิ กล่าวหา พร้อมกล่าวว่า “ก่อนวันที่ 15 สิงหาคม นี้ ถ้านายสนธิ ออกข่าวที่ตนชี้แจงเรื่องต่างๆ ผมจะไม่ดำเนินคดี แต่ถ้าหลังวันที่ 15 สิงหาคม นี้ นายสนธิ ไม่ชี้แจง นายสนธิต้องมาเจอผมที่ศาลแน่นอน หลายคนกลัวคุณ ถอนแจ้งความ แต่ผมจริงที่สุดแล้ว ไม่มีวันยอมให้อีกแล้ว เพราะนายสนธิ รังแก ทำลายผม”
นายเดชอิศม์ ยืนยันว่า การเลือกตั้งรอบหน้าปี 2570 ตนจะนำทัพพรรค ปชป.ทั้งประเทศ มาดูกันว่า พรรค ปชป.จะตกต่ำเพราะตนหรือไม่ ขอฝากถึงนายสนธิ ที่อายุมากแล้ว ใกล้ 80 ปีแล้ว ว่าอยากให้พูดเรื่องจริง ตามที่นายสนธิพูดเสมอว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ช่วยพูดความจริงจะทำให้นายสนธิได้บุญ และยืนยันว่าระหว่างตนกับนายสนธิมี 2 ทางเลือก คือ ถ้าคนไม่ชั่ว ก็นายสนธิชั่ว

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.10 น.
‘กต.’ออกแถลงการณ์กรณีการบิดเบือนคำกล่าวของ‘แม่ทัพภาคที่ 2’
11 สิงหาคม 2568 ตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และปรากฏการนำเสนอข่าวผ่านบุคคล และสื่อต่าง ๆ ของกัมพูชา นั้น
กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนว่า กองทัพบก ได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยได้รักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผลเท่านั้น ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา ตามเงื่อนไขเวลาสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป
ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ ไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชา ร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.56 น.
หวั่นระบบผิดเพี้ยน!‘ภูมิธรรม’โยนกองทัพตัดสินใจ ปมต่ออายุราชการ‘แม่ทัพภาคที่2’
11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวเรียกร้องให้ต่ออายุราชการ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพราะไม่อยากให้เปลี่ยนม้ากลางศึก ว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการต่อสู้และการปกป้องอธิปไตยมีหลายกองทัพและหลายคน ดังนั้นการต่ออายุราชการต้องไปดูระเบียบ เพราะยังมีรองแม่ทัพ และมีหลายๆคนอยู่ อันนี้เป็นเรื่องกฎเกณฑ์ทางราชการ
“ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีการต่ออายุราชการให้ดำรงตำแหน่งต่อ แต่การต่อเวลาให้ต่อเนื่องขณะที่ยังรับราชการอยู่ก็เป็นไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้กองทัพเขาดู ถ้าเห็นความจำเป็นก็คงเสนอมา แต่โดยปกติเราก็เชื่อมั่นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 มีความสามารถ ก็ต้องให้กองทัพเป็นผู้พิจารณา” นายภูมิธรรม กล่าว
เมื่อถามว่า ระเบียบของกองทัพมีการให้ต่ออายุราชการได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่น่าจะมี ขอให้เป็นเรื่องของกองทัพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เห็นคุณค่าท่าน เรื่องคุณค่าที่ท่านทำหน้าที่ก็เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคนอยู่แล้ว แต่การต่ออายุราชการต้องไปดูระเบียบราชการอีกที ตนคิดว่าถ้ามีช่องทาง กองทัพก็คงเสนอเรื่องขึ้นมา
เมื่อถามว่า ปีนี้มีผู้บัญชาการเหล่าทัพเกษียณอายุราชการหลายคน ได้มีการวางแผนในเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทุกคนรู้ตั้งแต่ปีแรก และปีสุดท้ายของท่านแล้ว รู้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว เรื่องนี้ไม่เป็นไร เป็นไปตามกระบวนการกองทัพ ถ้าไปทำให้ผิดเพี้ยนไป ก็จะมีปัญหาอีก ใครจะขอต่ออายุ ไม่ขอต่ออายุ ตนคิดว่าระบบมันดีอยู่แล้ว ต้องให้ระบบเดินไป
“ส่วนถ้าแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการไปแล้ว จะมีบทบาทด้านไหนบ้าง ก็พิจารณาได้ อย่าให้ระบบผิดเพี้ยนไปเลย จะทำให้การบริหารระบบราชการต่างๆเป็นปัญหา” นายภูมิธรรม กล่าว

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.
‘วุฒิสภา’ไม่ทนรอ! จ่อยื่นสอบจริยธรรมร้ายแรง‘สว.คนดัง’ เคยก่อวีรกรรมฉาว‘ลักทรัพย์ศพรถคว่ำ’มูลค่ากว่า 2 ล้าน เมื่อปี64 หลังใช้เอกสิทธิ์ยื้อถ่วงเวลาต่อสู้คดีในชั้นศาล
11 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวกรณี สว.คนดัง หลังพนักงานสอบสวน สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้สั่งฟ้องต่ออัยการสูงสุด ต่อศาลอาญาแล้ว ฐานร่วมกันลักทรัพย์ศพจากอุบัติเหตุรถคว่ำในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะ เมื่อปี 2564
คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยพบว่าสว.คนดังกล่าวอ้างเอกสิทธิ์สว. ในการขึ้นศาล ทำให้การดำเนินคดีล่าช้า ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของคณะวุฒิสภา เตรียมดำเนินการตรวจสอบพฤติการณ์ และการกระทำของสว. รายนี้ว่าเข้าข่ายขัดต่อประมวลจริยธรรมร้ายแรงของวุฒิสภาหรือไม่ใน
สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.50 น. วันที่ 31 พ.ค. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำบนถนนทางพิเศษบูรพาวิถี กรุงเทพ–ชลบุรี สายใหม่ ก่อนถึงบางวัว 1 กม. เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงพบรถยนต์อยู่ในสภาพพลิกตะแคงอยู่ริมถนน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ พลเมืองดีหลายคนเข้าช่วยเหลือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจะเข้าช่วยต่อมา ครอบครัวผู้เสียชีวิตแจ้งตำรวจว่า ทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง มูลค่าประมาณ 7 หมื่นบาท แว่นตา มูลค่า 3 แสน กระเป๋าสะพายหลุยส์ วิตตอง เงินสด 1.2 แสนบาท สร้อยคอทองคำหนัก 8 บาท ราคา 4 แสนบาท พระเครื่องหลวงปู่ทวดเลี่ยมทอง 1 องค์ พร้อมตะกรุด มูลค่า 9 แสนบาท เงินสด 2.2 แสนบาท รวมทั้งสิ้น 7 รายการ มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท สูญหายไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่ามีรถบรรทุกเข้ามาจอดให้ความช่วยเหลือ ก่อนมีชาย 2 คน โดยหนึ่งในนั้น ในปัจจุบันนี้เป็น สว. ต่อมายอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ลักทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตจริง และนำทรัพย์สินมาคืนเพียง 3 รายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง กระเป๋าสะพายหลุยส์ วิตตอง และต่อมาถูกตำรวจและอัยการแจ้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมาย คดีอยู่ในชั้นศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สว. รายนี้เคยมีวีรกรรมฉาวในอดีตหลายกรณี ปี 2554 ถูกดำเนินคดีที่ สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ฐานเป็นเจ้ามือหวยเถื่อน คดีสิ้นสุดแล้ว ถูกสั่งปรับ ,ปี 2559 ถูกดำเนินคดีที่ สน.บางเขน กทม. รวม 2 คดี ข้อหาเป็นเจ้าของเรือประมงไม่ติดตั้งระบบติดตามเรือตาม พ.ร.ก.ประมง คดีสิ้นสุดแล้ว ถูกสั่งปรับ , ปี 2564 ถูกฟ้องในข้อหาลักทรัพย์จากเหยื่ออุบัติเหตุ ปี 2568 ถูกหญิงสาวเข้าแจ้งความที่ สน.เตาปูน ให้ดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศ
ส่วนเหตุที่สว.คนดังกล่าวยังสามารถดำรงตำแหน่ง ได้ทาง กกต. ชี้แจงว่า คดียังไม่ถึงที่สุด ส่วนคดีอื่นที่สิ้นสุดแล้ว ไม่ขัดต่อคุณสมบัติของการเป็นสว.

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.
‘ภูมิธรรม’ไม่ได้ยิน‘แม่ทัพภาคที่ 2’ประกาศยึดปราสาทตาควาย รอประชุม สมช.เล็งยุบ‘ศบ.ทก.’
11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 16.30 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาประกาศยึดคืนประสาทตาควาย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงไทย-กัมพูชาหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ได้ยินแม่ทัพภาคที่ 2 พูด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง
เมื่อถามว่า แม้กองทัพจะออกมาปฏิเสธแล้ว แต่ทางกัมพูชาอาจมองเป็นการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง และอาจละเมิดข้อตกลง 13 ข้อ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรผิดสัญญา กองทัพซึ่งเป็นตัวหลักได้ยืนยันแล้ว ก็จบตามนั้น
เมื่อถามว่าสถานการณ์ชายแดน 2-3 วันที่ผ่านมาถือว่าสงบนิ่งหรือไม่ เนื่องจากมีเฟคนิวส์ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบจะกลับมาอีกครั้ง นายภูมิธรรม กล่าวว่า เฟคนิวส์เยอะจนทำให้ สื่อและประชาชนปั่นป่วนกันไปหมด ซึ่งในวันที่ 13-14 ส.ค. จะมีการประชุมสภาความมั่นคง (สมช.) ทุกอย่างก็จะเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทให้กลับไปสู่ปกติ ทุกวันนี้สู้กับเฟคนิวส์ที่สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกให้เกิดความมึนงง มีปัญหาไปหมด ทั้งนี้ที่ประชุม สมช. จะพิจารณา ถ้าทุกอย่างยืนยัน ทุกหน่วยเรียบร้อยแล้ว ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขอให้รอดูข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงจากทางรัฐบาล อย่าไปนำเรื่องจากโซเชียลมีเดียที่มีโน่นมีนี่มากระตุ้นให้เกิดความปั่นป่วน ควรฟังและดูสิ่งเหล่านั้นอย่างมีสติ
เมื่อถามว่าการยุบ ศบ.ทก. เพราะมั่นใจสถานการณ์จะนิ่งไปตลอดใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เกิดขึ้นจากกองทัพ ฝ่ายข่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมิน หากคิดว่าจบแล้วก็จบ ดังนั้นจะยุบ ศบ.ทก. เมื่อไหร่ ขอให้มีการประชุม สมช. ภายหลังการประชุมจะมีคำตอบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.
ลากไส้‘ระบอบฮุน-ชิน’ ตราบาปของ‘กัมพูชา-ไทย’
11 สิงหาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า…
ฮุน เซน-ทักษิณ
สงครามไทย กัมพูชา รอบนี้ กลายเป็นเรื่องต่อความมั่นคงภายในกัมพูชาให้ระบอบฮุนเซน
ฮุน เซน ไม่ได้สนใจ ทหารที่เสียชีวิต
ไม่ได้สนใจ มารยาททางการทูต
ไม่ได้สนใจความจริงอันใด
ฮุน เซน ไม่สนใจวิธีการ สนใจแต่เพียง ระบอบฮุน ต้องอยู่ต่อโดยเงื่อนไขสงคราม
ระบอบชิน ก็เช่นเดียวกัน
รอบนี้ ทักษิณ ไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง ฉีกทุกความถูกต้อง ไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว
สุดท้ายมา สทร.บริหารบ้านเมือง แทรกแซงบ้านเมือง นำมาสู่นโยบายภายในประเทศที่สร้างความแตกแยกในสังคม และนโยบายต่างประเทศที่หลานสร้างเรื่องเข้าทางลุงอังเคิล
2 คนจึงทำทุกอย่างเพื่อตัวเองรอด บ้านเมืองจะชิบหายไม่สนใจ
ฮุน-ชิน จึงเป็นตราบาปของทั้ง กัมพูชา และ ไทย
.jpg)

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.27 น.
‘อนุสรณ์’ไม่ก้าวล่วง‘ฝ่ายค้าน’โหวตงบ 69 อย่างไร แต่ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ ลั่นไม่อยากให้มองเป็นเรื่องของรัฐบาล ชี้เป็น‘วาระประเทศ’ มอง‘กองทัพ’ทำงานร่วมรัฐบาล-กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้แยกกัน เชื่อรัฐบาลเร่งยกระดับงานหลายด้าน
11 สิงหาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการพิจารณาร่าง (พ.ร.บ.) พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม ทางรัฐบาลมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างไร ว่า วาระนี้ไม่ใช่เป็นวาระของพรรคการเมือง แต่เป็นวาระของประเทศ เชื่อว่าการอภิปรายของผู้แปรญัตติ หรือสส.ทั่วไป ก็ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้น ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือของพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน เช่น กรณีงบประมาณของกองทัพที่ในแต่ละปีกองทัพจะถูกตั้งคำถาม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ภาคประชาสังคม หรือรัฐบาลก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยพร้อมสนับสนุนกองทัพเต็มที่
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ในยามที่ประเทศต้องเดินหน้าหรือต้องแก้ไขปัญหา ตนเชื่อว่าการบริหารจัดการงบประมาณก็จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลไปแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศในด้านต่างๆต่อไป
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ตนมั่นใจว่าช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม จะไม่เกิดเหตุ เช่น การเสนอขอนับองค์ประชุม หรือจะไปกระทำการให้งบประมาณไม่ผ่านสภาฯ ส่วนฝ่ายค้านจะโหวตอย่างไรนั้น ตนคงไม่ไปก้าวล่วง แต่เชื่อว่าจะโหวตอย่างไรก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ เช่น งดออกเสียง แปลว่าอย่างไร หรือโหวตคว่ำไม่เห็นด้วย เจตนาคืออะไร เพราะประชาชนติดตามอยู่ รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ยิ่งทำให้ประชาชนจับตาดูการทำงานของสส. ฉะนั้น เชื่อว่าจะโหวตอย่างไรเป็นสิทธิ์ แต่ย้ำว่าโหวตแล้วต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงกรณีนิด้าโพลเผยผลสำรวจคนไทยไว้วางใจกองทัพสูงกว่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศในการจัดการปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ว่า รัฐบาลยินดีรับฟัง แต่จริงๆ การทำงานของรัฐบาลไม่ได้แยกส่วนระหว่างกระทรวงการต่างประเทศหรือทหาร เพราะรัฐบาลทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอยู่แล้ว ทั้งกระทรวงกลาโหม ทหาร กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงภาคส่วนที่ไปดำเนินการต่างๆ ก็มาจากนโยบายของรัฐบาล และจากนี้ไปก็จะเห็นแนวทางการดำเนินงานด้านความมั่นคงหรือการต่างประเทศของรัฐบาล และรัฐบาลคงต้องสื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำไมประชาชนจึงมองแยกส่วน ทั้งที่รัฐบาลกับกองทัพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมื่อถามว่า จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอย่างไร นายอนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลทำงานหนักทุกวัน และเราได้เห็นถึงสัญญาณ เพราะในช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์ชายแดนกับวันนี้ เชื่อว่ารัฐบาลก็เร่งยกระดับการทำงานหลายด้าน ทั้งเรื่องการสื่อสาร และเรื่องที่รัฐบาลทำได้ดีคือการฟื้นฟูเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบผ่านกระทรวงต่างๆ
“ช่วงแรกที่ประชาชนถามถึงเรื่องการสื่อสาร ผมเชื่อว่าวันนี้รัฐบาลก็เร่งยกระดับเรื่องนี้ และเชื่อว่าต้องทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีกเพื่อให้ประชาชนเห็นภาพและได้ทราบแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาล โดยเฉพาะจุดที่รัฐบาลทำได้เร็วและดีคือเรื่องการเยียวยา ฟื้นฟู ดูแล ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ” นายอนุสรณ์ กล่าว

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.
“นิพนธ์-พิพัฒน์ “ส่งสัญญาณจับมือทางการเมือง เดินหน้าลุยยึดผู้แทนภาคใต้ หลังภาพหลุดเปิดบ้านเขาช้างรูปสงขลา หม่ำข้าวสานมิตรภาพ มีลุ้นอนาคตเข้าซบภูมิใจไทย
วันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายของพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรมว.ท่องเที่ยวฯ อดีต รมว.แรงงาน ขุนพลภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปที่บ้านใหญ่เขารูปช้างของ นายนิพนธ์ บุญญามณี พร้อมมีนายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของบ้านอีกคนร่วมโต๊ะทานข้าวด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างกันเอง
ทั้งนี้นาย พิพัฒน์ไม่ได้มาคนเดียว มีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้สนับสนุนหลายคนมาร่วมด้วย รวมถึงนายกฯแบน “ประสงค์ บริรักษ์” อดีตนายกฯเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา ประชาธิปัตย์ อีกคนหนึ่ง
สำหรับ อาหารการเมืองรสเด็ดมือ ดังกล่าวมีแกงส้มปลาช่อนทะเลจากหลีเป๊ะ น้ำพริกผักลวก เป็นตัวยืนตามด้วยของคาวหวานอีกมากมาย สัญญาณเชื่อมสัมพันธ์ ภูมิใจไทย–บ้านใหญ่เขารูปช้าง เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และลึกถึงขนาดนิพนธ์-เนวิน ชิดชอบ ได้พบเจอกันพูดคุยกันแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนั่งโต๊ะอาหารร่วมกัน แต่ก็มีภาพหลุดออกมาอย่างตั้งใจ เป็นการ “โชว์ให้เห็น” ว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องทางพูดคุย และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งตลอดเวลาอาจเป็นการวางฐานความร่วมมือในอนาคต ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรค
ภายหลังภาพสัมพันธ์ชื่นมื่นระหว่างคณะของนายพิพัฒน์ และคณะของนายนิพนธ์ ปรากฎตามสื่อ บรรดาคอการเมือง วิเคราะห์ทันทีว่าคงมีการจับมือกันในสนามเลือกตั้งอย่างแน่นอน และคาดการว่านายนิพนธ์ อาจนำคณะย้ายพรรคไปสังกัดภูมิใจไทย

