BM-21 เพียบ! เก็บกู้ระเบิดสำเร็จ 432 รายการในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

BM-21 เพียบ! เก็บกู้ระเบิดสำเร็จ 432 รายการในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

BM-21 เพียบ! เก็บกู้ระเบิดสำเร็จ 432 รายการในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ บก.ทัพไทย TMAC และ EOD เก็บกู้สรรพาวุธระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา สำเร็จ 432 รายการในพื้นที่‘บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี’

11 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) รายงานว่า ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) จำนวน 15 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจภูธร สนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3 ดำเนินภารกิจสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายสรรพาวุธระเบิดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา

ผลการปฏิบัติ สามารถเก็บกู้สรรพาวุธได้รวมทั้งสิ้น 432 รายการ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ดังนี้

– จังหวัดบุรีรัมย์ พบ BM-21 จำนวน 28 นัด, ลูกปืนใหญ่ 31 นัด, ลูก ค. 21 นัด, วัตถุระเบิดอื่น ๆ 11 รายการ รวม 81 รายการ

– จังหวัดสุรินทร์ พบ BM-21 จำนวน 206 นัด, ลูกปืนใหญ่ 3 นัด, ลูก ค. 36 นัด, วัตถุระเบิดอื่น ๆ 19 รายการ รวม 234 รายการ

– จังหวัดศรีสะเกษ พบ BM-21 จำนวน 33 นัด, ลูกปืนใหญ่ 65 นัด รวม 92 รายการ

– จังหวัดอุบลราชธานี พบ BM-21 จำนวน 26 นัด รวม 25 รายการ

ทั้งนี้ การปฏิบัติภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ TMAC ดังกล่าวแสดงถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคงไทยในการลดภัยคุกคามและปกป้องความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายที่มีการปนเปื้อนของทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากการเกิดสงครามในอดีตมีทั้ง ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เช่น  pmn-2, pom – z รวมทั้งระเบิดดักรถถัง และ กระสุนของอาวุธหนัก เช่น RPG กระสุนปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด ที่ยิงตกแล้วแต่ยังไม่ระเบิด โดยการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ทั้ง 15 ชป.ในขณะนี้ ยังคงมุ่งหมายที่จะสำรวจและเก็บกู้ทำลายขีปนาวุธและอาวุธหนักที่ส่งผลกระทบกับประชาชนเป็นลำดับแรกเพื่อเตรียมการสำหรับการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนอย่างปลอดภัย

หากประชาชนพบเห็นวัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย หรือสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อให้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายอย่างปลอดภัย

ลุยไฟ!‘กลุ่มสว.อิสระ’เดินหน้าล่าชื่อยื่นสอย 136 สว.โยงคดีฮั้ว ใครร่วมสังฆกรรมคือ‘ฮีโร่’

ลุยไฟ!‘กลุ่มสว.อิสระ’เดินหน้าล่าชื่อยื่นสอย 136 สว.โยงคดีฮั้ว ใครร่วมสังฆกรรมคือ‘ฮีโร่’

ลุยไฟ!‘กลุ่มสว.อิสระ’เดินหน้าล่าชื่อยื่นสอย 136 สว.โยงคดีฮั้ว ใครร่วมสังฆกรรมคือ‘ฮีโร่’

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

‘กลุ่มสว.อิสระ’ยันลุยไฟเดินหน้าล่าชื่อยื่นสอบ‘136 สว.’โยงเอี่ยวคดีฮั้ว ภายในสัปดาห์นี้ ชูคนร่วมสังฆกรรมเป็น‘ฮีโร่’ ถามหา‘กลุ่มพันธุ์ใหม่’อีก 6-7 คน โอดไม่กล้าเข้าสภาฯหวั่นถูกทำร้าย

11 สิงหาคม 2568 น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กลุ่มอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อ สว. 1ใน 10 หรือไม่น้อยกว่า 20 รายชื่อ ทดแทนรายชื่อที่อ้างว่าถูกปลอมรายเซ็นและถอนตัวออกไป เพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้ สว.ที่ต้องคดีฮั้วเลือกจำนวน 136 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ว่า จากนี้จะมีการประชุมกัน เรื่องนี้อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ หรือช่วงหลังวันที่ 13-14 ส.ค. ซึ่งยืนยันว่าในความเป็นจริงกลุ่มอิสระมีตั้ง 60 คน พี่น้องประชาชนก็ถามไถ่เข้ามาถึงคนที่ลงชื่อเพราะชื่อหลุดออกไปหมดแล้ว คนที่ร่วมลงชื่อก็เป็นฮีโร่ไป คนที่ไม่ลงก็มีคนทวงถามว่าทำไมจึงไม่ลงชื่อ อย่างกรณี สว.พันธุ์ใหม่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้มาร่วมประมาณ 6-7 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย

เมื่อถามว่าจนถึงวันนี้มีรายชื่อเข้ามาทดแทนคนที่ถอนตัวออกไปแล้วหรือไม่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครจะถอนก็ถอนไป แต่ว่าครั้งต่อไปเวลาลงชื่อจะลงต่อหน้าประชาชนให้เห็นเลยว่าเขามาลงชื่อจริง โดยยืนยันจะว่าจะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้ ตนพูดมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะเดือดร้อนกันไปหมด อย่างไรก็ตามอยากให้กลุ่มเสียงข้างมากสบายใจมากกว่าว่าถ้าหากมีการตรวจสอบคนไหนที่ไม่ผิดก็ได้พ้นจากคำครหาหรือคำป้ายสีไป เป็นการได้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว.ด้วย

“คนที่ยังไม่ถอนชื่อ ก็ยังอยู่กันครบ ซึ่งทุกคนถือว่าเป็นผู้กล้าแล้ว คนเราถ้าเป็นผู้กล้าแล้วคุณจะถอนตัวให้เป็นผู้ขาดเขลาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว เพราะถ้าถอนตัวไปฝั่งโน้นเขาก็เล่นเราอยู่ดี วันนี้มันก็ไม่มีทางเลือก ลุยไฟก็ต้องลุยไฟกันถือว่าเดินหน้าลุยไฟ  ถ้าเราคิดว่าทำถูกต้อง ประชาชนและสื่อมวลชนจะเป็นพยานว่าเราทำถูกต้อง ถ้าทำไม่ถูกคนก็ด่าเราเละเทะทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว  มันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว ก็ทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ข้อกังวลเสีย ไม่ใช่ไปจับผิดน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ไปโยงมอบปริญญาสมเด็จฮุน เซน ตอนนั้นฮุน เซน เขาก็ยังไม่ได้เป็นคนแบบนี้ ผมว่าเจตนาของเราเป็นเจตนาบริสุทธิ์อยากให้ทุกอย่างมันถูกต้อง ไม่ได้มีเจตนาซ่อนเร้น อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ถ้าปล่อยผ่านไปประชาธิปไตยก็จะถูกบ่อนทำลาย และเกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสว. ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน อย่างน้อยก็ให้กำลังใจพวกเรา ๆ ตอนนี้กำลังขวัญหนีดีฝ่อ จะไปสภายังไม่กล้าไปเลยเพราะกลัวโดนทำร้าย” น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว

‘เสธ.เบิร์ด’ฝากถึงผู้นำ’เขมร’ ก่อนแหกปากโกหก ขอให้แหกตาดูความจริงด้วย

'เสธ.เบิร์ด'ฝากถึงผู้นำ'เขมร' ก่อนแหกปากโกหก ขอให้แหกตาดูความจริงด้วย

‘เสธ.เบิร์ด’ฝากถึงผู้นำ’เขมร’ ก่อนแหกปากโกหก ขอให้แหกตาดูความจริงด้วย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

11 ส.ค. 68 พล.ต.วันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ระบุว่า “ฝากถึงผู้นำเขมรก่อนที่จะออกมาแหกปากแถลงโกหกขอให้แหกตาดูความจริงด้วย

เรื่องโกหก ที่เขมรพยายามหลอกคนเขมรด้วยกันว่า ยอดภูมะเขือไทยยังยึดไม่ได้

เรื่องจริงคือ บนยอดมะเขือ ณ ปัจจุบัน ทหารไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% แล้ว

1 ได้ทำการทำลายบันไดทางขึ้นทั้งหมด
2 ได้ทำการวางลวดหนามหีบเพลงบริเวณขอบเขาโดยรอบเรียบร้อย
3 ตรวจพบระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมาก
4 ทหารไทยได้ปักธงชาติไทยเหนือยอดภูมะเขือปลิวไสวเป็นสง่า

ภูมิประเทศบนยอดภูมะเขือนี้ถือว่าเป็นชัยภูมิที่สำคัญได้เปรียบอย่างยิ่งทั้งการตรวจการและพื้นการยิง
มองจากยอดภูออกไปทางเขมร ด้านซ้ายสามารถมองตรวจการณ์ได้ไกลถึงปราสาทพระวิหารสามารถเห็นเส้นทางการส่งกำลังของเขมรได้อย่างชัดเจน ส่วนทางด้านหน้าและทางขวาก็เช่นเดียวกันสามารถตรวจเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายของเขมรได้ทั้งหมด ภูมิประเทศบนยอดมะเขือนี้จึงถือว่าเป็นภูมิประเทศสำคัญที่เขมรก็อยากที่จะยึดกับคืนให้ได้”

.-008 

‘เสธ.นิด’เปิดอีกความจริง!‘บิ๊กตู่’คลอดกฎหมาย สกัดเขมือบทรัพยากรทางทะเล ด้วย MOU 44

‘เสธ.นิด’เปิดอีกความจริง!‘บิ๊กตู่’คลอดกฎหมาย สกัดเขมือบทรัพยากรทางทะเล ด้วย MOU 44

‘เสธ.นิด’เปิดอีกความจริง!‘บิ๊กตู่’คลอดกฎหมาย สกัดเขมือบทรัพยากรทางทะเล ด้วย MOU 44

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

‘เสธ.นิด’เปิดอีกความจริง!‘บิ๊กตู่’คลอดกฎหมาย สกัดเขมือบทรัพยากรทางทะเล ด้วย MOU 44

11 สิงหาคม 2568 พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ “เสธ.นิด” อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Vachara Riddhagni ระบุว่า…

ผมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวและห่างกัน ๕ รุ่น

ผมเคยทำงานและฝึกร่วมกับ ร.๒๑ รอ.พร้อมทั้งได้ให้การสนับสนุน “การฝึกภาคสนามประจำปี  ของ ร.๒๑.รอ.โดยให้มีเครื่องบินโจมตีตามสถานการณ์สมมุติ ทำการโจมตีสนับสนุนโดยใกล้ชิดให้กับทหาร ร.๒๑ รอ.ให้ดูสมจริง”

(ราวปีพ.ศ.๒๕๓๐โดยไม่มีอยู่ในแผนการฝึกและนอกพื้นการฝึกบินของ ทอ.แต่ผมได้นำเรียนขออนุมัติพิเศษจาก ผบ.ทอ.ซึ่งท่านเมตตาอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ ผมจึงได้เหรียญเสือคาบมีดมาประดับอก)

ผมเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะครองยศ พันตรีหรือพันโท ท่านน่าจะเพิ่งจบ รร.สธ.ทบ.๒๕๒๙/๓๐ (๒๕๓๓ ท่านเป็น ผบ.พัน ร.๒ รอ.) เราจึงไม่เคยพบกัน

ใครจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับขณะที่ท่านมีอำนาจแต่ไม่จัดการกับปัญหาชายแดนไทย/กัมพูชา นั้นผมว่ามันซับซ้อนมากๆ

แต่ที่ผมต้องเรียนให้คนไทยได้รับรู้ว่า ท่านออกกฎหมายสำคัญยิ่งที่จะสกัดระบอบทักษิณ “เขมือบทรัพยากรทางทะเล ด้วย MOU 44” โดยตรากฎหมายฉบับนี้

พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562

ซึ่งครอบคลุมการรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ทั้งหมด

เป็นสิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตว่า “รัฐบาลนางแพทองธาร ชินวัตร และ ครม.แม้แต่ สว.สส.ในรัฐสภาไม่เคยกล่าวถึงเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

เราต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรมครับ ความจริงมีทั้งเหตุและผลซึ่งพิสูจน์ได้

มวล.เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ทปอ.ด้านการพัฒนานักศึกษา ชูแนวคิด ‘สุขภาวะ’ รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิต

มวล.เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ทปอ.ด้านการพัฒนานักศึกษา ชูแนวคิด ‘สุขภาวะ’ รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิต

มวล.เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ทปอ.ด้านการพัฒนานักศึกษา ชูแนวคิด ‘สุขภาวะ’ รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิต

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดบ้านต้อนรับผู้บริหาร บุคลากร และผู้นำนักศึกษาจาก 22 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ในการประชุมสัญจรคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 2/2568 ระหว่างวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 ภายใต้แนวคิดหลัก “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” (Well-Being : The Foundation for Unlocking Academic and Personal Potential) โดยในพิธีเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมภัทรธรรมาภรณ์ ชั้น 9 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความสำเร็จของบัณฑิต แต่ยังต้องประกอบด้วยสุขภาวะที่ดี ทั้งกาย ใจ และปัญญา อันเป็นฐานสำคัญของการเรียนรู้ พัฒนาตน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสมดุล

ด้าน ..ณัชริญา คงสุวรรณ และ ..ธัญญธร สิงห์ชัย นักศึกษาผู้เข้าร่วมประชุมจากม.วลัยลักษณ์สะท้อนว่า เรื่องสุขภาวะกับการพัฒนาคุณภาพนิสิตนักศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ การที่ผู้บริหารและคณาจารย์ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะทำให้นักศึกษารู้สึกดีใจและอบอุ่นใจ เพราะการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างสูง การมีสุขภาวะที่ดีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีความสุขและเต็มศักยภาพ

นายกีรดิต โยงราช นักศึกษาจาก . กล่าวว่า ปัจจุบันในมหาวิทยาลัยต่างๆ มีจำนวนนักศึกษาเป็นจำนวนมาก การส่งเสริมเรื่องสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ หากทุกคนในมหาวิทยาลัยมีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน จะทำให้สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยดีขึ้น เมื่อสภาพแวดล้อมดี การเรียนรู้ของนักศึกษาก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สุขภาวะ: รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” โดยผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ, นิทรรศการแสดงผลงานและนวัตกรรมการดูแลนักศึกษาจาก 17 สำนักวิชา 3 วิทยาลัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาวิทยาลัยเครือข่าย รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอป “ฮีลใจไปด้วยกัน เติมพลังชีวิต” เพื่อสร้างเสริมพลังบวกให้กับผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแข่งขันบอร์ดเกมเชิงวิชาการ รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษธาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจําปี 2568 งาน “Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025” โดยมี นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.(รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.) รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. นายอดุลย์ศักดิ์ บุญอเนก ผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 และนายอำนาจ อัปษร รองผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา  คณะครูและนักเรียนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ของการเรียนรู้ ด้วยการใช้บอร์ดเกมถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการ ที่ช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง ระบบนิเวศน์และสายใยอาหาร” ที่มีผลกระทบถึงมนุษย์ สัตว์ และพืชได้มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดทุกคนก็จะได้ตระหนักถึงสภาวะต่างๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศน์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ด้าน นายภกร รงค์นพรัตน์  รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์การวางแผนการทำงานร่วมกันและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลผ่านกิจกรรมการเล่นบอร์ดเกมซึ่งเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงเนื้อหาในบทเรียนวิชาชีววิทยาและพัฒนาทักษะสมองที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับสากล ดังนั้น องค์การค้าของสกสค ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันจัดการแข่งขันขึ้นใน 4 ภูมิภาค เป็นรอบคัดเลือกคือจังหวัดพิษณุโลก ขอนแก่น ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 416 โรงเรียนมีผู้เข้าร่วมงาน 2,489 คนโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

สำหรับ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่งผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ปี 2568 มีดังต่อไปนี้ รางวัลชนะเลิศ : รร.ภูเก็ตวิทยาลัย , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: รร.กระสังพิทยาคม , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : รร.คุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 : รร.หล่มสักวิทยาคม , รางวัลชมเชยอันดับ 1 : รร.วังทองพิทยาคม , รางวัลชมเชยอันดับ 2 : รร.เทศบาล 5 เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และรางวัลชมเชยอันดับ 3 : รร.เบญจมราชานุสรณ์  

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

รัฐบาลสุดปลื้ม ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568 พร้อมติด Top 10 ของโลก สะท้อนพลัง“ซอฟต์พาวเวอร์”ดันเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติของชาติ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และชื่นชม พร้อมต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

“ล่าสุด เว็บไซต์ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางมรดกวัฒนธรรม อันดับ 1 ของเอเชีย และ อันดับ 8 ของโลก จาก 89 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การเข้าถึงวัฒนธรรม 2) ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง 3) อาหาร 4) สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และ 5) ความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ แม้รายได้จากการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 7% ของ GDP แต่ไทยยังติดอันดับประเทศที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ผลการจัดอันดับนี้สะท้อนถึงพลังของการขับเคลื่อน “Soft Power ไทย” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหารรสเลิศ โบราณสถาน วัดวาอาราม และการนวดแผนไทย สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังสร้างอิทธิพลบนเวทีโลก พร้อมเปลี่ยนเสน่ห์ไทยให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ

“รัฐบาลยืนยัน จะเดินหน้าส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยคงความโดดเด่นบนเวทีโลก สร้างทั้งความภาคภูมิใจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกคน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมประมงร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกระดับ “สาหร่ายพวงองุ่น” สู่นวัตกรรมเครื่องสำอาง คว้ารางวัล Silver Award ในงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี จากผลงานวิจัย “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ที่พัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสิรฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทรัพยากรชีวภาพทางชายฝั่งทะเลอย่าง สาหร่ายพวงองุ่น ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างอาชีพใหม่และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชายฝั่ง จนปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผลผลิตรวมกว่า 1,000 ตันต่อปี และสามารถจำหน่ายสาหร่ายเกรดบริโภคคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ สาหร่ายส่วนที่เหลือจากการคัดแยกประมาณ 50% ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพิ่มมูลค่าได้มากกว่า 10-15 เท่าของราคาจำหน่ายสาหร่ายสด สามารถเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จึงร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการ “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเชิงสุขภาพ หรือ เวชสำอาง ที่ผสมผสานคุณสมบัติในการดูแลและบำรุงผิวอย่างล้ำลึกเพื่อแก้ไขปัญหาผิวด้านต่างๆ โดยนำสาหร่ายมาสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ด้วยวิธีการสกัดที่เพิ่มประสิทธิภาพการดึงสารออกฤทธิ์สูงกว่าวิธีทั่วไป และนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเครื่องสำอาง จนได้ ผลิตภัณฑ์ Greenscentia – เซรั่มสร้างเกราะป้องกันผิวจาก PM 2.5 ที่อุดมไปด้วย Polysaccharide ซึ่งทำหน้าที่เป็น Natural Moisturizing Factor รักษาความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ, Antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดริ้วรอย, Apigenin ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง รวมถึงกระตุ้นการสร้าง Collagen ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในผิวหนัง โดยผลิตภัณฑ์ Greenscentia มี Polysaccharide สูงถึง 2.74% ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้านการอักเสบและการปกป้องผิวจากมลภาวะ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 41.25%

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หลังใช้ 15 นาที พบว่า สามารถเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ทำให้ผิวมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและบอบบาง เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติและปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี และเมื่อเร็วๆนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award จากงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยจากทั่วโลกนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ จัดขึ้นโดย Korea University Invention Association (KUIA) และ World Invention Intellectual Property Association (WIIPA) สาธารณรัฐเกาหลี

การได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของนักวิจัยไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสของการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและการประมงของไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และพร้อมขยายผลสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนในอนาคต อีกทั้ง โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบของ โมเดล BCG ที่เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการนำนวัตกรรมด้านทรัพยากรทางทะเลมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นางฐิติพร กล่าว

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.35 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงเรียนเสนานุเคราะห์ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สพป.นครราชสีมาจุดประกายไอเดียล้ำ จัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่สู่การสร้าง “นวัตกรตัวจิ๋ว”

ร้อนแรงกว่าแดดโคราช !  ไม่ใช่เพราะอากาศ…แต่เป็นเพราะความร้อนแรงของแนวคิดใหม่ในการจัดการเรียนรู้ที่ระเบิดออกกลางงานสัมมนา “1 โรงเรียน 1 อำเภอ-การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล”

นายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 เป็นประธานเปิดเวที พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษา ปลุกพลังครูทั่วภาคอีสานให้ “เลิกยืนสอนเฉย ๆ” แล้วหันมาออกแบบห้องเรียนให้เด็ก“กล้าคิด-กล้าทำ-กล้าสร้างสรรค์”

GPAS 5 Steps : หัวใจของการเปลี่ยนแปลงผู้เรียนสู่นวัตกร เวทีนี้ไม่ใช่เวทีธรรมดา แต่มันคือ “ฐานปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ : Launch Pad” ที่เปลี่ยนครูจาก “ผู้สอน” เป็น “โค้ช” เปลี่ยนเด็กจาก“ผู้ฟัง” เป็น “นวัตกรตัวจิ๋ว” ที่รู้จักคิด วิเคราะห์ สร้าง และสะท้อนกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบGPAS 5 Steps ถูกยกมาเต็มสูตร : ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบถักทอ หลอมรวมจิตใจ (เจตคติค่านิยม : Attitude & Value)กาย (ทักษะปฏิบัติ : Skill & Performance) และสติปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ : Wisdom & Knowledge) ด้วยการค้นหา คัดเลือกข้อมูล (Gathering: G) มาวิเคราะห์ให้เกิดความหมาย สร้างความรู้และสรุปความเข้าใจได้ด้วยตนเอง (Processing: P) ประยุกต์ใช้ความรู้ผลิตผลงาน นวัตกรรม (Applying and Constructing the Knowledge: A1) นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Applying the Communication Skill: A2) ประเมินตนเอง ถอดบทเรียน พัฒนาต่อเนื่อง (Self-Regulating: S) ผสมผสานให้เข้ากับยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital technology & AI) เพื่อสร้างคุณค่างานการดำรงชีวิต มีผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม GPAS 5 Steps จึงไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการเรียนรู้ธรรมดา แต่คือเครื่องมือ “เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้น” ในยุคที่เด็กต้องโตไปใช้ชีวิตท่ามกลางข้อมูลมหาศาล AI จึงกลายเป็นผู้ช่วยตัวจี๊ดของครู ที่ทำให้ห้องเรียนไม่หลับ แต่ “ลุกเป็นไฟ”

ครูต้นแบบสายจ๊าบ-จุดไฟไม่ให้ห้องเรียนมอด หนึ่งในไฮไลต์ของงาน ต้องยกให้  ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค วิทยากรสายลุย จาก มรภ.อุดรธานี ที่บอกว่า “ถ้าครูไม่เปลี่ยน เด็กจะไม่ไปไหน” เขายกตัวอย่างโรงเรียนคุณภาพหลายแห่งที่ดึง Soft Power มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยเน้นให้ครู “ฟังเด็ก” มากกว่า “สอนเด็ก”

ด้านนางจารุณี แจ้งอิ่ม จาก รร.บ้านโคกสูง สพป.นครราชสีมา เขต 1 ก็ไม่น้อยหน้า เธอวางแผนการสอน ให้นักเรียนเรียนรู้แบบสร้างความรู้ ผลิตผลงานตามแนวคิดและวิธีการนี้แบบชาญฉลาด ออกแบบกิจกรรมที่ดึงดูดใจเด็กสุด ๆ แถมยังชวนครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษแบบเอาจริงเอาจัง ผลลัพธ์ คือ เด็ก ๆ กล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ชัดเจนขึ้น และมั่นใจสุด ๆ

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ฝากคำคมไว้ว่า : “เมื่อ Active Learning แบบ GPAS 5 Steps เข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ เด็กจะไม่ใช่แค่ “ผู้เรียน” แต่เป็น “ผู้สร้าง” ผู้เรียนกลายเป็น นักคิด นักสร้าง นักเปลี่ยนแปลง” นั่นแหละคือหัวใจของการศึกษาไทยยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ให้ “รู้” แต่ต้อง “ลงมือทำ” และ “เชื่อมโยงกับชีวิตจริง” สอดคล้องกับแนวคิดสี่เสาหลักการศึกษาของ UNESCO  คือ การเรียนรู้เพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ (Learning to Do) การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) และการเรียนรู้ความถนัด สันทัดเพื่อสร้างอนาคต (Learning to Be) กิจกรรมในขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ช่วยครูพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าใจการเรียนรู้และเนื้อหาบทเรียนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพป.โคราช ตอกหมุดวิสัยทัศน์ใหม่ สร้าง “โรงเรียนสร้างนวัตกร” ทั่วภาคอีสาน ! การประชุมในครั้งนี้ เต็มไปด้วยพลังบวก รอยยิ้ม และความหวัง เมื่อครูเริ่ม “เข้าใจ เข้าถึง” เทคโนโลยีกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงานนวัตกรรมแบบ GPAS 5 Steps เด็กจะได้ “พัฒนา” การเรียนรู้ของตนด้วยตน เมื่อครูพร้อมจะเปลี่ยน ห้องเรียนจะพร้อมพัฒนา และนั่นแหละ…จุดเริ่มต้นของการสร้าง “นักเรียนคุณภาพ” ที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในตำรา  ท่านอยากเป็นครูแบบไหน? ครูที่ยืนสอนแบบเดิม ๆ หรือครูที่ลุกขึ้นมา “เปลี่ยนโลกของเด็ก” ให้กลายเป็น “นักคิด นักสร้าง และนักแก้ปัญหา” คำตอบอยู่ที่การลงมือทำในวันนี้ ไม่ใช่รอวันพรุ่งนี้

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม’ เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! 'ปราสาทสด๊กก๊อกธม' เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม’ เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม สระแก้ว นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของปราสาทสด๊กก๊อกธม ในช่วงสงครามและความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงพ.ศ.2518 

▪️ปราสาทสด๊กก๊อกธม  โบราณสถานสำคัญชายแดนตะวันออกของไทย ไม่ใช่เพียงแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเท่านั้น แต่ในช่วงสงครามเขมรแดง พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชานับแสนชีวิต ไปชมกันได้เลยค่ะ 

ปราสาทสด๊กก๊อกธม : โบราณสถานชายแดนตะวันออกของไทย สู่ที่พักพิงของผู้ลี้ภัยกัมพูชา 

ถ้าจะกล่าวถึงปราสาทสด๊กก๊อกธม หลายคนจะนึกถึงโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่ติดชายแดน-ไทยกัมพูชา ที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในพ.ศ. 2478 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทสด๊กก๊อกธมเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในช่วงเวลานั้นพื้นที่ของปราสาทสด๊กก๊อกธม เต็มไปด้วยป่ารกทึบ และซากปรักหักพังของโบราณสถาน และยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก ในระหว่างพ.ศ. 2518 – 2526  บริเวณพื้นที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนไทย – กัมพูชา ถูกใช้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวในความดูแลขององค์การสหประชาชาติ หรือ UNHCR  เพื่อให้กองกำลังเสรีและประชาชนชาวกัมพูชาผู้ลี้ภัยจำนวนหลายแสนคน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเขมรแดง ภายในประเทศกัมพูชา มาพักพิงที่ปราสาทแห่งนี้ นอกจากปราสาทสด๊กก๊อกธมแล้วยังมีศูนย์อพยพอีกหลายแห่ง ได้แก่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี (ในขณะนั้น), ช่องจอม, กาบเชิง, จังหวัดศรีสะเกษ 

นอกจากการสู้รบภายในประเทศกัมพูชาแล้ว กองกำลังเขมรแดงยังตามไล่ล่าผู้อพยพเข้ามาฝั่งประเทศไทยและได้ฝังทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อป้องกันชาวกัมพูชาอพยพออกนอกประเทศ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ภายหลังสงครามทำให้ทราบว่า ในช่วงเวลาสงคราม ตัวปราสาทสด๊กก๊อกธมได้รับผลกระทบ จากการงัดหินปราสาทบางส่วนไปทำบังเกอร์ ทำเตาก้อนเส้า มีการวางทุ่นระเบิดโดยรอบพื้นที่ ทำให้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย และเป็นสาแหตุหนึ่งที่ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหาย

เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนกัมพูชาจำนวนมากถูกผลักดันให้อพยพออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นประเทศไทยจึงได้ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศจัดตั้งศูนย์ผู้ลี้ภัยเขาอีด่าง ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุด เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่อพยพหนีความรุนแรงมาจากกัมพูชา ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของค่ายผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมากได้รับการจัดสรรให้เดินทางไปตั้งรกรากในประเทศที่สาม อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และฝรั่งเศส ขณะที่ผู้ลี้ภัยบางส่วนทยอยเดินทางกลับประเทศกัมพูชา หลังจากสงครามกัมพูชาสงบลง ค่ายผู้ลี้ภัยเขาอีด่างได้ทยอยปิดตัวลงในพ.ศ. 2536 

บทบาทของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สะท้อนถึงความมีน้ำใจ  พอมีเมตตาและช่วยเหลือมนุษย์ในยามวิกฤตอย่างแท้จริง 

รู้หรือไม่ 

1.ในอดีตผู้ลี้ภัยกัมพูชาที่อพยพมาพักพิงที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ได้ขุดหาแหล่งน้ำดื่มข้างในบาราย จำนวนหลายร้อยหลุม เพื่อนำมาดื่มประทังชีวิต ทำให้เกิดการขุดตัดชั้นดินกักเก็บน้ำของบาราย ส่งผลให้บารายในปัจจุบันไม่สามารถกักเก็บน้ำได้

2.ศูนย์ปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ร่วมกับองค์กรพันธมิตรแห่งประเทศญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (JAHDS) และมูลนิธิ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธมคู่ขนานไปกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด