อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 ซึ่งจัดโดย กระทรวง อว. ร่วมด้วยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยและคุณครูที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

นายสุวรงค์ กล่าวว่า โครงการ Prime Minister’s Science Award ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูที่ทุ่มเทในด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เราขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันมีค่าในการก้าวไปสู่เวทีที่สูงขึ้น ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อประเทศต่อไป

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าวว่า สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย รางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอันทรงคุณค่า ที่มอบแก่เยาวชนและครูผู้ทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

โครงการ Prime Minister’s Science Award 2025 ประกอบด้วยรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มอบให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น และ รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025  มอบให้กับคุณครูที่เป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์

รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมฟองน้ำชีวภาพเพื่อลดพฤติกรรมการกินกันเองสำหรับการอนุรักษ์ปูม้าและระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน จัดทำโดย นายพิสิษฐ์ อาศิระวิชัย จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ซึ่งมี นางสาววนิดา ภู่เอี่ยม เป็นครูที่ปรึกษา และนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ 

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ โครงงานการสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมิน ที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด จัดทำโดย นายธนัช ไชยมงคล จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมี นายธีรพัฒน์ ขันใจ เป็นครูที่ปรึกษา และนางบุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้แก่ โครงงาน BeeShield : นวัตกรรมอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก จัดทำโดย นายปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน, นายกฤตนน เมืองแก้ว และนางสาววิภารัศมิ์ ธะนะวงศ์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ซึ่งมีนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นครูที่ปรึกษา

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ โครงงาน Healaria : การพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของพลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล จัดทำโดย นายกฤตยชญ์ ไทยสุริยันต์, นายปราชญ์ อำพนธ์ และนางสาวปาณิศา สว่างสุรีย์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ซึ่งมี นางสุภานันท์ สุจริต เป็นครูที่ปรึกษา

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ได้แก่ นางสาววราภรณ์ สืบสุยะ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวอาจรีย์ ธิราช จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง

ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมโครงงานวิทยาศาสตร์ฯ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันนี้-17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

'ในหลวง-พระราชินี' พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บพระราชทานดอกไม้และตะกร้าสิ่งของ พร้อมรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการษ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 11 สิงหาคม 2568  เวลา  09.30 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   จ่าสิบเอก ธานี พาหา  พลทหาร ภาคภูมิ  ไชยสุระ  และพลทหาร ธนันชัย ไกยวงศ์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์  อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี  

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

 

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

'สช.'เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 นายมณธล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุทัยธานี ทำร้ายครูผู้สอนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ว่า ตนก็ตกใจที่เห็นคลิปภาพได้โทรสอบถามทางโรงเรียน และได้รับรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่านักเรียนไม่พอใจครูเรื่องคะแนนสอบ เด็กจึงเดินมาถามครูเกี่ยวกับคะแนนสอบที่ได้ 18 คะแนนเต็ม 20 เด็ก จึงได้ทำร้ายครูตามที่เห็นในภาพคลิป และทราบว่า หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนให้นักเรียนคนดังกล่าวเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมห้องเรียนและครูต้องกังวล ขณะนี้นักเรียนก็ยังไม่ได้ลาออก และทางโรงเรียนก็ยังไม่ได้ไล่เด็กออก เด็กยังมีสถานะเป็นนักเรียนอยู่  

นายมณฑล กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนก็คงตั้งคณะกรรมการสอบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นมาอย่างไร โดยเรื่องนี้อยู่ในความดูแลของศึกษาธิการจังหวัด  และทราบว่า วันที่ 13 ส.ค.นี้ ทางโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุ และคุณครูที่ถูกทำร้ายมาพูดคุยกัน ก็จะทราบข้อมูลรายละเอียดว่าจะมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป และจะให้ทางโรงเรียนรายงานผลมาที่ศธ.ตามขั้นตอนต่อไป และจะสอบถามทางโรงเรียนถีงการดูแลขวัญกำลังใจครูอย่างไร

เบื้องต้นทราบว่าครูพ้นขีดอันตรายแล้ว และเท่าที่เห็นจากข่าวคุณครูได้ไปแจ้งความแล้วก็เป็นสิทธิ์ของคุณครูว่าจะดำเนินการอย่างไร และดูอายุว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและจะมีวิธีดำเนินการกับเด็กอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะพิจารณา

นายมณฑล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการป้องกันเหคุ ทางโรงเรียนก็ต้องมีมาตรการดูแล โรงเรียนก็ต้องตรวจสอบทางครอบครัวเรื่องของพฤติกรรมและสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งการทำร้ายกันก็มีทั้งครูทำร้ายนักเรียน และนักเรียนทำร้ายครูเกิดขึ้น ดังนั้น ทางโรงเรียนต้องมีการตรวจสอบให้ลึกถึงนักเรียนเป็นรายบุคคล ว่านักเรียนแต่ละคนมีสภาพจิตใจอย่างไร อ่อนไหวกับอะไร ก็เห็นใจคุณครูที่ไม่ได้มีเวลามากขนาดต้องไปติดตามเด็กทุกคน เพราะต้องเอาเวลามาสอน แต่ก็เป็นบทบาทของคุณครูที่ต้องดูแลเด็ก บางครั้งก็คาดไม่ถึงเพราะไม่รู้ว่าเด็กมีอาการอะไร สช.ก็มีการเน้นย้ำโรงเรียนในเรื่องจิตวิทยาที่ครูจะต้องมี แต่ก็ต้องยอมรับว่าครูทุกคนก็ไม่ได้มีความรู้หรือมีทักษะที่จะเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง คุณครูอาจจะมีแค่จิตวิทยาในการสอนและดูแลเด็กเป็นรายบุคคลเท่าที่ครูจะดูแลได้  

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

11 ส.ค. 2568 16:37 น.

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

ศาลฎีกาอินเดียมีคำสั่งให้กวาดล้างสุนัขจรจัดหลายหมื่นตัวออกจากกรุงนิวเดลี โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะ หลังจากเหตุการณ์ที่มีผู้ถูกสุนัขกัดเพิ่มขึ้น

อินเดียเป็นแหล่งอาศัยของสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และสื่อต่างๆ ในเมืองมักรายงานข่าวการโจมตีของสุนัขจรจัดที่ร้ายแรง โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุ

จากข้อมูลสำมะโนปศุสัตว์ของอินเดียปี 2012 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ มีสุนัขจรจัดอย่างน้อย 60,000 ตัวอาศัยอยู่ตามท้องถนนในกรุงเดลี บางคนคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวน่าจะสูงกว่านี้มาก โดยมีฝูงสุนัขขนาดใหญ่ที่เป็นคู่แข่งกัน ออกเดินเตร่ตามสวนสาธารณะและย่านที่อยู่อาศัยทั่วเมือง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อินเดียมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายลงเนื่องจากการขาดโครงการทำหมันและข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำจัดสุนัข
ศาลขอให้เจ้าหน้าที่กรุงนิวเดลีจัดตั้งศูนย์พักพิงสุนัขภายใน 8 สัปดาห์ และบันทึกข้อมูลสุนัขที่จับได้ทุกวัน  ศาลระบุว่า “สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยสุนัขจรจัดแม้แต่ตัวเดียว”  โดยคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้กับกรุงนิวเดลีและเขตชานเมืองใกล้เคียง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรราว 30 ล้านคน

ศาลเตือนถึงการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสัตว์ที่ขัดขวางการกวาดล้างสุนัข ศาลยังสั่งให้จัดตั้งสายด่วน 24 ชั่วโมงเพื่อรายงานเหตุการณ์สุนัขกัด และให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถานที่ที่มีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ข้อมูลที่เสนอต่อรัฐสภาอินเดียแสดงให้เห็นว่ามีกรณีการถูกสุนัขกัดมากกว่า 3.7 ล้านกรณี และมีผู้ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 54 รายในปี 2024

การประมาณการอื่นๆ ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงมากกว่านั้นเกือบ 2 เท่า โดยกรุงนิวเดลีเพียงแห่งเดียวมีกรณีสุนัขกัดประมาณ 2,000 กรณีในแต่ละวัน

ในย่านแหล่งอาศัยของชนชั้นกลาง สุนัขจรจัดจำนวนมากในนิวเดลีเป็นที่รักของประชาชน แม้ว่าจะไม่มีเจ้าของอย่างเป็นทางการ โดยสุนัขบางตัวสวมเสื้อแจ็คเก็ตสุนัขแบบพิเศษเพื่อให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว แต่สุนัขเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย โดยสื่ออินเดียรายงานข่าวการรุมทำร้ายเด็กเล็กโดยฝูงสุนัขที่ดุร้ายอยู่เสมอ.

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

11 ส.ค. 2568 14:29 น.

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

ฝนตกหนักบนเกาะคิวชู เกาะหลักทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในหลายจังหวีด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงสัปดาห์วันหยุดเทศกาลโอบ้ง รวมถึงมีรายงานผู้สูญหายหลายราย

ฝนที่ตกหนักซึ่งเริ่มต้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้สูญหาย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 4 รายในจังหวัดคาโกชิมะ ทางตอนใต้ โดยหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวส่งผลให้มีฝนตกหนักขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู

ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ภายในเวลา 6 ชั่วโมงจนถึงเช้าวันจันทร์ ฝนตกหนักกว่า 37 เซนติเมตรในเมืองทามานะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในจังหวัด ซึ่งถือเป็นสถิติของพื้นที่ดังกล่าว 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนระดับสูงสุดในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อเช้าวันจันทร์ (11 ส.ค.) สำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติได้ออกคำแนะนำการอพยพแก่ประชาชนหลายหมื่นคนในคุมาโมโตะและอีก 6 จังหวัดในภูมิภาค 

ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้สูญหายหลายคน โดยที่คุมาโมโตะ เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย 3 ราย ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 3 คน ถูกโคลนถล่มขณะขับรถไปยังศูนย์อพยพ มีผู้รอดชีวิต 2 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน และอีก 2 คนสูญหายจากที่อื่นๆ ในจังหวัด มีรายงานผู้สูญหายอีกหลายคนหลังจากตกลงไปในแม่น้ำที่เอ่อล้นในจังหวัดคุมาโมโตะและจังหวัดฟุกุโอกะที่อยู่ใกล้เคียง

ภาพทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นน้ำโคลนไหลทะลักลงมา พัดพาต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่นลงมา และประชาชนต้องลุยน้ำท่วมสูงถึงเข่า

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่ารัฐบาลกำลังสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้อื่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เขาเรียกร้องให้ประชาชน “ใช้ความระมัดระวังสูงสุด” และกระตุ้นให้ประชาชน “ให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น”

ฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้คนในช่วงสัปดาห์วันหยุดเทศกาลโอบ้งของชาวพุทธในญี่ปุ่น รถไฟหัวกระสุนที่เชื่อมต่อจังหวัดคาโกชิมะและฮากาตะทางตอนเหนือของเกาะคิวชู รวมถึงบริการรถไฟท้องถิ่น ถูกระงับการให้บริการในเช้าวันจันทร์ การให้บริการบางส่วนได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งในพื้นที่ที่ฝนหยุดตก บริษัทคิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ รายงานว่ามีครัวเรือนประมาณ 6,000 ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ในจังหวัดคุมาโมโตะ.

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

11 ส.ค. 2568 12:18 น.

เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

รัฐบาลฟิลิปปินส์รายงานว่า เรือของกองทัพเรือจีนชนเข้ากับเรือของหน่วยยามฝั่งของจีน ขณะกำลังไล่ล่าเรือลาดตระเวนของฟิลิปปินส์ ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ ในทะเลจีนใต้ พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอในระหว่างการเผชิญหน้า

พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลา โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับเกาะปะการังสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์กำลังคุ้มกันเรือต่างๆ ที่กำลังแจกจ่ายความช่วยเหลือให้กับชาวประมงในพื้นที่ 

วิดีโอที่เผยแพร่โดยฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นเรือของหน่วยยามฝั่งจีนและเรือขนาดใหญ่กว่ามากที่มีหมายเลข 164 อยู่บนตัวเรือชนกันอย่างแรง

โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “เรือ CCG 3104 (ของหน่วยยามฝั่งจีน) ซึ่งกำลังไล่ล่าเรือ BRP Suluan (ของหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์) ด้วยความเร็วสูง ได้ปฏิบัติการเสี่ยงอันตรายบริเวณกราบขวาของเรือ (ฟิลิปปินส์) ส่งผลให้เกิดการชนกับเรือรบของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)” และกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้ส่งผลให้หัวเรือของเรือ CCG เสียหายอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้”

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงมะนิลายังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้ รายงานการชนกันครั้งนี้นีบเป็นเหตุการณ์ครั้งล่าสุดของเผชิญหน้าระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมด แม้จะมีคำตัดสินระหว่างประเทศว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่มีมูลความจริงทางกฎหมายก็ตาม

การค้าทางทะเลทั่วโลกมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ต้องผ่านเส้นทางน้ำที่เป็นข้อพิพาทนี้ โดยพื้นที่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ เป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสอง นับตั้งแต่จีนยึดมาจากฟิลิปปินส์ในปี 2012

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์หรือไม่ พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ลูกเรือจีน “ไม่เคยตอบรับ” ต่อข้อเสนอความช่วยเหลือของเรือฟิลิปปินส์

ในการเผชิญหน้ากันก่อนหน้านี้ เรือ BRP Suluan ถูก “โจมตีด้วยปืนฉีดน้ำ” โดยจีน แต่ “สามารถหลบเลี่ยงได้สำเร็จ” ตามคำแถลงของโฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์.

ที่มา AFP

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

11 ส.ค. 2568 11:40 น.

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2  ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี.

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

11 ส.ค. 2568 11:35 น.

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชากรชายลดลง

กองทัพเกาหลีใต้หดตัวลง 20% ในช่วงหกปีที่ผ่านมา เหลือกำลังพล 450,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากจำนวนประชากรเพศชายวัยเกณฑ์ทหารที่เข้ารับราชการทหารมีจำนวนลดลงอย่างมาก 

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ระบุในรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (10 ส.ค.)ว่า การลดลงอย่างมากของจำนวนทหารชายที่พร้อมเข้ารับราชการทหารยังส่งผลให้จำนวนนายทหารลดลงอย่างมาก และอาจนำไปสู่ความยากลำบากในการปฏิบัติการหากสิ่งนี้ยังคงดำเนินการต่อไป

รายงานฉบับนี้ส่งถึงนายชู มี-เอ สมาชิกรัฐสภาพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ซึ่งทางสำนักงานพรรคได้เผยแพร่รายงานฉบับนี้

กองทัพเกาหลีใต้ถดถอยลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งมีทหารประมาณ 690,000 นาย อัตราการเติบโตเร่งขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และมีทหารและเจ้าหน้าที่ประจำการประมาณ 563,000 นายในปี 2019

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าเกาหลีเหนือมีกำลังทหารประจำการประมาณ 1.2 ล้านคน ตามการประมาณการล่าสุดของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ในปี 2022

ในช่วงระหว่างปี 2019 ถึง 2025 ประชากรชายอายุ 20 ปีลดลง 30% เหลือ 230,000 คน ตามข้อมูลของรัฐบาล ซึ่งเป็นอายุที่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ผ่านการตรวจร่างกายจะเข้ารับราชการทหาร ซึ่งปัจจุบันคือ 18 เดือน

กองทัพได้อ้างถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระยะเวลาการรับราชการสั้นลง ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐอเมริกา และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่

ทั้งนี้ เมื่อสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการสงบศึกในปี 1953 ชายที่มรร่างกายแข็งแรง จะต้องรับราชการทหาร 36 เดือน 

งบประมาณด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 61 ล้านล้านวอน (ราว 1.42 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ถือเป็นงบประมาณที่สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมกล่าวว่า กองทัพยังขาดกำลังพลอยู่ 50,000 นาย ซึ่งเพียงพอต่อการรักษาความพร้อมด้านกลาโหม โดยในจำนวนนี้ประมาณ 21,000 นายเป็นนายทหารชั้นประทวน

ขณะที่เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในสังคมผู้สูงอายุที่เร็วที่สุดในโลก และมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.75 ในปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ถึงจำนวนทารกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าจะมีในช่วงวัยเจริญพันธุ์ จากการคาดการณ์ของรัฐบาล คาดว่าประชากรเกาหลีใต้ซึ่งเคยสูงสุดที่ 51.8 ล้านคนในปี 2020 จะลดลงเหลือ 36.2 ล้านคนภายในปี 2072.

ที่มา Reuters

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

11 ส.ค. 2568 11:33 น.

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ

บริษัททัวร์รัสเซีย เปิดขายแพ็กเกจโปรโมชั่นท่องเที่ยวรีสอร์ตชายหาดแห่งใหม่ในเกาหลีเหนือ หลังจากก่อนหน้านี้มีการระงับการเดินทางเข้าประเทศชั่วคราว 

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้รายงานว่า เว็บไซต์ของบริษัท “วอสตอก อินตูร์” (Vostok Intur) บริษัททัวร์ในเมืองวลาดิวอสตอค ของรัสเซีย ได้เปิดรับจองแพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติไปยังรีสอร์ตชายหาดคัลมา เมืองวอนซาน เกาหลีเหนือ ระหว่าง 25 ส.ค. – 1 ก.ย. โดยมีการจัดโปรโมชั่นดึงดูดใจนักท่องเที่ยว หลังจากก่อนหน้านี้มีการระงับการเดินทางเข้าประเทศชั่วคราว

โดยโปรแกรมวันแรก นักท่องเที่ยวจะนั่งรถบัสจากวลาดิวอสตอคไปยังสถานีคาซาน ของรัสเซีย ต่อรถไฟเข้าสู่เกาหลีเหนือผ่านสถานีแม่น้ำตูเมน ก่อนเดินทางต่อไปยังเขตท่องเที่ยว

รายงานข่าวระบุว่า แพ็กเกจทัวร์ 7 คืน 8 วัน รวมที่พักโรงแรมสี่ดาว อาหารครบทุกมื้อ และไกด์ภาษารัสเซีย ค่าบริการสำหรับกลุ่ม 3–5 คนอยู่ที่ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐ บวกเพิ่ม 20,000 รูเบิล (ราว 250 ดอลลาร์) หรือรวมราว 1,500 ดอลลาร์ต่อคน หรือประมาณ 48,000 บาท โดยหากซื้อทัวร์เป็นกลุ่มใหญ่จะได้ส่วนลดเพิ่มอีก

บริษัทระบุว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษในการสัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือที่แทบไม่ถูกกระทบจากอิทธิพลตะวันตก

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเปิดรีสอร์ตชายหาดคัลมา เมื่อ 1 ก.ค. แต่ประกาศระงับการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อ 18 ก.ค. ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเป็นเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่พบระหว่างการทดลองเปิดให้บริการ.

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

11 ส.ค. 2568 11:09 น.

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนกันยายน

ออสเตรเลียเตรียมดำเนินการรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์ ในการประชุมสหประชาชาติครั้งต่อไปในเดือนกันยายน เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา

รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ได้ประกาศนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ อย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่ากลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการบริหารในอนาคต

นายอัลบาเนซีกล่าวว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็น “ความหวังที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ” ในการยุติวงจรความรุนแรงในตะวันออกกลางและบรรเทาความทุกข์ยากในฉนวนกาซา เขายืนยันว่าออสเตรเลียจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้การรับรองนี้เกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่ได้รับจาก องค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ซึ่งรวมถึงการรับรองสิทธิการมีอยู่ของอิสราเอล, การลดกำลังทหาร, และการจัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยนายอัลบาเนซีเน้นย้ำว่าโลกไม่สามารถรอให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เอง เพราะความสูญเสียจากสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ด้านนางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่านานกว่า 77 ปีแล้วที่ประชาคมโลกได้ให้คำมั่นกับรัฐปาเลสไตน์ แต่กระบวนการสันติภาพกลับหยุดชะงักลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การรับรองจึงเป็น “การมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ” เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับสันติภาพในภูมิภาค

นายอัลบาเนซียังเปิดเผยว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา และชี้แจงว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาเลวร้ายเกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิต รัฐบาลอิสราเอลยังคงเพิกเฉยต่อกฎหมายระหว่างประเทศและขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับชาวปาเลสไตน์ที่สิ้นหวัง

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮูได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ โดยกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ “หลงผิด” หากคิดว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์จะนำมาซึ่งสันติภาพ และเป็นการกระทำที่ “น่าละอาย” แต่ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของอิสราเอลได้

การเคลื่อนไหวของออสเตรเลียครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางของพันธมิตรหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ซึ่งต่างก็แสดงเจตจำนงที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนเช่นกัน โดยมีเงื่อนไขคล้ายคลึงกันคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีส่วนร่วมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังคงมี อำนาจยับยั้งหรือวีโต้การรับรองนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้เป็นการ “ให้รางวัล” แก่กลุ่มฮามาสจากเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

ปัจจุบันมี 147 จาก 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอธิปไตยแล้ว การที่ออสเตรเลียจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่จะเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ให้หาทางออกสำหรับสันติภาพอย่างถาวรในภูมิภาคนี้ต่อไป.

ที่มา ABC News