‘นพดล กรรณิกา’ผุดคู่มือลาก’ผู้นำเขมร’ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

'นพดล กรรณิกา'ผุดคู่มือลาก'ผู้นำเขมร'ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

‘นพดล กรรณิกา’ผุดคู่มือลาก’ผู้นำเขมร’ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

‘นพดล กรรณิกา’ผุดคู่มือลาก’ผู้นำเขมร’ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ปมโจมตีพลเรือน-โครงสร้างพื้นฐานในไทย

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ด้านวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science and Methodology) ได้เผยแพร่ คู่มือปฏิบัติการนำผู้นำกัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยมีเนื้อหาระบุว่า “สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาที่นำไปสู่การโจมตีพลเรือน โรงพยาบาล ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชน เป็นเหตุการณ์ที่เข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีบทบัญญัติชัดเจนว่าการโจมตีโดยจงใจต่อเป้าหมายพลเรือนถือเป็นความผิดร้ายแรง ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) มีหน้าที่พิจารณาคดีเหล่านี้เพื่อเอาผิดกับผู้สั่งการหรือผู้นำที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงหรือโดยการละเว้น การดำเนินการให้คดีเข้าสู่ ICC จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด

สรุปสาระสำคัญ

1. ICC คืออะไร — เป็นศาลอาญาระหว่างประเทศที่มีอำนาจพิจารณาความผิดร้ายแรง เช่น อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการรุกราน

2. หลักการสำคัญ — ICC จะเข้ามาพิจารณาเมื่อศาลในประเทศไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีเอง ผู้นำระดับสูง ผู้บังคับบัญชา และบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถถูกดำเนินคดีได้แม้เป็นหัวหน้ารัฐ และไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มกันแม้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทางการทูต

3. เหตุผลที่สามารถนำฮุนเซนขึ้น ICC ได้ — แม้ไทยจะไม่ใช่ภาคี ICC แต่กัมพูชาเป็น ทำให้ ICC มีอำนาจเหนือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาหรือสามารถใช้มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติส่งเรื่องได้ หรือประเทศอื่นที่เป็นภาคี ICC ส่งเรื่องให้ได้

4. สิ่งที่ต้องพิสูจน์ — ต้องแสดงให้เห็นว่ามีการโจมตีพลเรือนโดยจงใจ มีความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคำสั่งหรือการรับรู้ของผู้นำ

5. หลักฐานที่จำเป็น — รวมถึงซากอาวุธและวัตถุระเบิด รายงานชันสูตรและผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์ภาพถ่าย/วิดีโอพร้อมข้อมูลพิกัด ภาพดาวเทียม และคำให้การพยานแสดงถึงการสูญเสียของไทยที่มาจากการกระทำความผิดของฝ่ายกัมพูชา

6. หน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกัน — กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หน่วยงานท้องถิ่น NGO และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เป็นต้น

7. ขั้นตอนการยื่นเรื่อง — เก็บและจัดทำรายงานหลักฐานตามมาตรฐาน ICC ส่งผ่าน UNSC หรือประเทศภาคี ICC  อัยการ ICC พิจารณาเปิดการสอบสวนและออกหมายจับ

ดังนั้น การนำผู้นำประเทศขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศต้องอาศัย “หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้” มากกว่าการกล่าวหาเชิงการเมืองและมากกว่าการปะทะคารมกัน และต้องใช้การประสานงานระดับรัฐ–ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายสากลและได้รับการยอมรับในเวทีโลก สาระสำคัญบางประการที่น่าพิจารณาดำเนินการคือ องค์ประกอบความผิดที่ต้องพิสูจน์ เพื่อให้ ICC รับคดี ต้องพิสูจน์ได้ว่า (1) มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม Rome Statute เช่น การโจมตีโดยจงใจต่อพลเรือน การโจมตีโรงพยาบาล โรงเรียนและสิ่งก่อสร้างเพื่อการพลเรือน (2) มีเจตนาหรือความรู้ว่าการกระทำจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือน และ (3) มีความเชื่อมโยงกับผู้นำระดับสูง หลักฐานว่ามีการออกคำสั่ง หรือรับรู้และไม่ยับยั้ง (Command Responsibility)

คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์

1) เน้นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะ ICC ให้ความสำคัญมากกว่าข่าวลือหรือการกล่าวหาทางการเมือง

2) ให้ NGO และสื่อสากลร่วมเก็บข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

3) แยกการดำเนินคดีส่วนบุคคลกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทูตโดยรวม

กล่าวโดยสรุป สาระสำคัญของบทความนี้คือ ผมได้ศึกษามาและชี้ให้เห็นว่า “การนำผู้นำกัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)” เป็นกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับสากล ไม่ใช่การโต้เถียงทางการเมือง หรือการปะทะคารมกัน และต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบตั้งแต่การยืนยันข้อเท็จจริงในพื้นที่เกิดเหตุ ไปจนถึงการส่งสำนวนต่ออัยการ ICC ผ่านช่องทางที่กฎหมายรองรับ”

‘ปราชญ์ สามสี’ชี้โดรน 3 ล้านบาท’ทักษิณ’ ของดีมีประโยชน์ แต่ถูกจับโป๊ะง่ายมาก

'ปราชญ์ สามสี'ชี้โดรน 3 ล้านบาท'ทักษิณ' ของดีมีประโยชน์ แต่ถูกจับโป๊ะง่ายมาก

‘ปราชญ์ สามสี’ชี้โดรน 3 ล้านบาท’ทักษิณ’ ของดีมีประโยชน์ แต่ถูกจับโป๊ะง่ายมาก

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องโดรน มูลค่า 3 ล้านของคุณทักษิณ

โอเคครับ ของบริจาคก็คือของบริจาค จะบอกว่าไร้ประโยชน์ก็ไม่แฟร์ แต่ต้องทำใจว่า DJI นี่มันโดรนพาณิชย์ ไม่ใช่เครื่องบินล่องหนจากสตาร์วอร์ส

ข้อเสียหลัก ๆ คือมันถูก “จับโป๊ะ” ได้ง่ายมาก เพราะสัญญาณทุกอย่างมันชัดจนเครื่อง Drone Locator จับได้สบาย ๆ แถมระบบมันไม่ได้ทำมาให้หลบสัญญาณศัตรูเหมือนของทหาร

จะเอาไปใช้จริงในสนามรบ? ก็ต้อง โมฯ เพิ่ม เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ปิดโน่นเปิดนี่ เหมือนเอารถบ้านไปลงแข่งแรลลี่ — ขับได้ แต่ถ้าจะเอาชนะ ต้องรื้อทั้งคัน

งบก็ต้องมี คนทำก็ต้องเจ๋ง ไม่ใช่แค่เสียบปลั๊กแล้วลุย

สรุปง่าย ๆ: ของก็ดี แต่เป็นของที่ศัตรูรู้พิกัดคุณได้เร็วพอ ๆ กับรู้ว่าคุณอัปสเตตัสบนเฟซบุ๊ก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทักษิณ’ส่งโดรน10ชุด ให้กองทัพปกป้องชายแดนไทย มทภ.2เป็นผู้แทนรับมอบ

‘บิ๊กอ้วน’กล้ามั้ย! ‘จตุพร’ท้ายึดทรัพย์’ผู้นำฮุน’ลากตัวประจานนาย

'บิ๊กอ้วน'กล้ามั้ย! 'จตุพร'ท้ายึดทรัพย์'ผู้นำฮุน'ลากตัวประจานนาย

‘บิ๊กอ้วน’กล้ามั้ย! ‘จตุพร’ท้ายึดทรัพย์’ผู้นำฮุน’ลากตัวประจานนาย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อ 9 ส.ค.2568 ว่า ทหารไทยลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา เหยียบทุ่นระเบิดเป็นครั้งที่สาม ส่อถึงสมรภูมิรบครั้งใหม่ใกล้เวลาเปิดศึกกันอีกครั้ง

อีกทั้งกล่าวว่า ผลการเหยียบทุ่นระเบิดฝังใหม่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษนั้น ทหารยศสิบเอกข้อขาซ้ายขาด ส่วนพลทหาร 2 นายบาดเจ็บหนัก และเป็นการเหยียบทุ่นระเบิดหลัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ เจรจายุติสู้รบไม่มีเงื่อนไขกับนายกฯ ฮุน มาแนต เมื่อ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การประชุมจีบีซี ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่ยอมรับข้อตกลงเก็บกู้ทำลายทุ่นระเบิด กระทั่งทหารไทยลาดตระเวนชายแดนแถบภูมะเขือต้องโชคร้ายพลาดไปเหยียบเมื่อ 9 ส.ค.

นายจตุพร คาดว่า การเหยียบทุ่นระเบิดล่าสุดนี้ จะส่งผลให้การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ส่อไม่ยุติลงเด็ดขาด เพราะโอกาสปะทะครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ โดยการวางทุ่นระเบิดใหม่นี้ ชี้ชัดว่า กัมพูชาไม่สนใจอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้าม ใช้ สะสม และให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่กัมพูชาลงสัตยาบันด้วย

“สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่ง จึงยังวางใจไม่ได้ ส่วนกองทัพสองประเทศต่างเตรียมการเคลื่อนกำลังพลประชิดชายแดนกันเต็มที่ สิ่งสำคัญกัมพูชาไม่เคยเหยียบทุ่นระเบิดเหมือนฝั่งไทยเลย ดังนั้น แทบคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่า ใครเป็นคนวาง”

ส่วนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดใหญ่ที่สุดในไทย ถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จฮุน เซน นั้น แม้สมเด็จฮุน เซน บอกได้นำใบปริญญาทิ้งโถส้วมไปแล้ว แต่มหาลัยแห่งนี้ได้ผลิตบัณฑิตรับใช้ประเทศในตำแหน่งใหญ่โตมาแล้วมากมาย ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ควรไปใส่ใจกับคำพูดสมเด็จฮุน เซน เพราะตอบโต้ด้วยอารมณ์สะใจ ประชดประชันแบบฉับพลัน และขาดการยั้งคิด

สิ่งสำคัญและน่าสนใจคือ ปรากฎข่าวลือจะยึดทรัพย์สมเด็นฮุน เซน ที่ฝากไว้ในไทย ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่าไทยคงไม่กล้าทำ เพราะจะกระทบกับทรัพย์สินนักธุรกิจการเมือง ที่ไปฝากซุกเงินไว้ในกัมพูชาเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของสมเด็จฮุน เซน ฝากไว้ในไทย

“ถ้าไทยอยากรู้ว่า คนไทยเป็นใครบ้าง ซึ่งเป็นคนสนิทและแพลมชื่อให้รู้กันแล้วว่า นำทรัพย์สินไปฝากที่กัมพูชา ดังนั้น ให้ยึดทรัพย์อังเคิล (สมเด็จฮุน เซน) ในไทยก็จะได้รู้กัน แต่รักษาการนายกฯ จะกล้าหรือเปล่า ที่จะเปิดเผยความจริงว่า ใครปล้นชาติไปจำนวนเท่าใด แล้วนำไปฝากฟอกในกัมพูชา และเราจะได้หูตาสว่างมากยิ่งขึ้น”

อีกทั้งเชื่อว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่กล้ายึดทรัพย์สมเด็จฮุน เซน ที่ฝากซุกไว้ในไทยอย่างแน่นอน ซึ่งไม่แตกต่างจากการฟ้องคดีอาชญากรสงครามในศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะหวั่นกระทบลุลามถึงการอุ้มฆ่าคนไทยในสงครามยาเสพติดช่วงต้นปี 2546 รวมทั้งกรณีกรือเซะ ตากใบ และเรื่องราวความเหี้ยมโหดอื่นจะประเดประดังเข้าใส่

“ดังนั้น ความสัมพันธ์เชิงบุคคลของไทยคงตัดกันไม่ขาดกับสมเด็จฮุน เซน เพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวพ่วงกันอยู่ จนทำให้ความตรึงเครียดชายแดนเป็นลักษณะยื่นหมูยื่นแมวกันไป แต่คนไทยนั่งโง่กันอยู่แบบนี้ จึงเชื่อว่า ไทยไม่กล้ายึดทรัพย์สมเด็จฮุน เซน เพราะกลัวถูกตอบโต้จนเรื่องแดงขึ้นประจานเช่นกัน”

นายจตุพร ย้ำว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังมีความสุ่มเสี่ยง ขอคนไทยกลับบ้านเข้าพื้นที่อย่าประมาทกับการปะทะรอบใหม่ เพราะคำมั่นสัญญาตามตัวหนังสือที่ลงนามยอมรับการเจรจายุติศึกกัน คงไม่มีความหมายกับความจริงใจต่อกัน ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในสมรภูมิรบของสองชาติชายแดนติดกัน ดังนั้น บาดแผลสู้รบญาติทหารสูญหาย และเสียชีวิตจำนวนมากอาจก่อหวอดร้องหาพาศพกลับบ้าน

อีกทั้งกล่าวว่า จากนี้ไปจะเห็นความบ้อท่าของรัฐบาลที่ไม่ได้เรื่องมากขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยข่าว ทักษิณ ชินวัตร ผู้อาสาเป็นเสมียนประเทศ จะรอดคดีทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คดีชั้น 14 ในทางการข่าวแล้ว แทบไม่มีคุณด้านบวกกับทักษิณเลย รวมถึงคดีถอดถอนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร ศาลจะลากยาวต่อ หรือในสัปดาห์หน้าจะกำหนดวันวินิจฉัย ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น

“แต่ถ้าลากเวลาออกไป ผลลัพธ์ตามมา ยิ่งจะเกิดความเสียหาย หากผลออกมารอดเร็ว ประชาชนจะได้คิดอ่านปฏิบัติการรุกจบเร็วได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่รอดโดยลากเวลาให้ช้าไป บ้านเมืองยิ่งเสียหาย ซึ่งเราไม่สนใจจะรอดหรือไม่รอด เพราะทุกผลลัพธ์นั้น ภาคประชาชนมีแบบไว้เลือกเดินอยู่แล้ว”

นายจตุพร เชื่อว่า จากนี้ไปสถานการณ์ประเทศทุกด้านมืดมนไปหมด ยิ่งพรรคการเมืองใหญ่เปิดศึกแย่งชิงและแตะสกัดผลประโยชน์กันทุกฝ่าย ดังนั้น โอกาสได้นายกฯ ใหม่ จะเป็นใครก็ตาม ย่อมลุ่มๆ ดอนๆ ขาดเสถียรภาพ ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ จึงต้องเฝ้าดูกันทีละตอน

ส่วนการยุบสภานั้น คาดว่าพรรคเพื่อไทยไม่กล้า เพราะเสียเปรียบทางการเมือง ถ้ายุบก็แพ้ ส่วนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ หากไม่รอดคดีศาล รธน. แล้วผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นเป็นนายกฯ สถานการณ์รัฐบาลก็ง่อนแง่นอยู่ดี และยิ่งวนมาทำลายเสมียนประเทศให้ย่อยยับเร็วขึ้น

‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’หายตัวไปไหน! ซัด’ส.ส.’ไร้ประโยชน์-คนไว้ใจทหารมากกว่า

'รัฐบาล-ฝ่ายค้าน'หายตัวไปไหน! ซัด'ส.ส.'ไร้ประโยชน์-คนไว้ใจทหารมากกว่า

‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’หายตัวไปไหน! ซัด’ส.ส.’ไร้ประโยชน์-คนไว้ใจทหารมากกว่า

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  “ศรัทธาต่อประชาธิปไตยหายไปไหน” 

อ่านเจอนักวิชาการบ่นว่า​ ความขัดแย้งไทยเขมร สงครามทำให้คนเบื่อรัฐสภาและประชาธิปไตย หรือนี่คือความกลัวของพวกลัทธิประชาธิปไตย สส.ไร้ประโยชน์​ สภาพึ่งพิงไม่ได้ มีคำถามว่า​ รัฐบาลทำอะไรอยู่ คนชื่อนายกหายไปไหน​ หรือหายตัวได้ รัฐบาลทำอะไรเพื่อสนับสนุนกองทัพบ้าง ได้ยินแต่ให้ทหารไทยถอยกลัวเผชิญหน้า กลัวขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ หรือกลัวฮุนเซนจะแพ้​ สงครามสมัยใหม่​ โดรนมีบทบาทมาก โดรนมีพลังทำลายล้างและป้องกันยาก คนไทยรู้ทั่วว่า​ เขมรมีโดรนนับหมื่นตัว รัฐบาลให้งบกองทัพจัดหาโดรนบ้างไหม ได้ยินแต่กลุ่มรวมพลังจัดหาให้กองทัพ

เคยมีสักครั้งไหมที่รัฐบาลจะซื้อโดรนให้กองทัพ อย่าบอกว่าให้กองทัพใช้งบตัวเองจัดหา จัดซื้อแบบราชการมันช้าไม่ทันใช้งานการรบ จัดซื้อแบบราชการจะได้ของไม่ดีราคาถูก ไม่เหมาะกับการสู้รบ
ทีงบจัดคอนเสิร์ทพันล้านให้ได้ ฝ่ายค้านคอยด่าทหารแทนตรวจสอบรัฐบาล ฝ่ายค้านเงียบ​ไม่ฉวยจังหวะสร้างคะแนนนิยม ​ท่องแต่อย่ารุนแรง​อย่าชาตินิยมอย่าคลั่งชาติ กลัวจะเกิดสงครามใหญ่ หรือกลัวทหารจะชนะ

หัวหน้าพรรคจะเสียหน้าเพราะพูดไปแล้ว​ ถึงมีสงครามก็ไม่เขื่อว่าจะชนะ แต่ละคำของนักการเมืองเสียดแทงหัวใจคนไทย ตอนนี้คนไทยไว้วางใจกองทัพมากกว่ารัฐบาล

ติด Top 10 โลก! ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568

ติด Top 10 โลก! ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568

ติด Top 10 โลก! ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568 ติด Top 10 ของโลก สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ดันเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติของชาติ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และชื่นชม พร้อมต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ล่าสุด เว็บไซต์ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางมรดกวัฒนธรรม อันดับ 1 ของเอเชีย และ อันดับ 8 ของโลก จาก 89 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การเข้าถึงวัฒนธรรม 2) ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง 3) อาหาร 4) สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และ 5) ความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ แม้รายได้จากการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 7% ของ GDP แต่ไทยยังติดอันดับประเทศที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก

ผลการจัดอันดับนี้สะท้อนถึงพลังของการขับเคลื่อน “Soft Power ไทย” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหารรสเลิศ โบราณสถาน วัดวาอาราม และการนวดแผนไทย สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังสร้างอิทธิพลบนเวทีโลก พร้อมเปลี่ยนเสน่ห์ไทยให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ

“รัฐบาลยืนยัน จะเดินหน้าส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยคงความโดดเด่นบนเวทีโลก สร้างทั้งความภาคภูมิใจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกคน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เคยตรวจสอบกันมั้ย! ‘สมชาย’ถามตรงๆตั้งแต่กัมพูชาเปิดศึก’รบ.อิ๊งค์’ทำอะไรบ้าง?

เคยตรวจสอบกันมั้ย! 'สมชาย'ถามตรงๆตั้งแต่กัมพูชาเปิดศึก'รบ.อิ๊งค์'ทำอะไรบ้าง?

เคยตรวจสอบกันมั้ย! ‘สมชาย’ถามตรงๆตั้งแต่กัมพูชาเปิดศึก’รบ.อิ๊งค์’ทำอะไรบ้าง?

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.14 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เคยตรวจสอบกันมั้ย นับแต่กัมพูชาเปิดศึกยิงจรวด ปืนใหญ่ วางทุ่นระเบิด สังหารทหารและราษฎรไทยที่ รพ. ศูนย์เด็กเล็ก ร้านสะดวกซื้อฯลฯ ตาย เจ็บมากมาย จนถึงวันนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งตัดกระแสไฟฟ้า internet น้ำมัน ตลอดชายแดนทั้งหมดแล้วหรือยัง?

‘นักเขียนซีไรท์’ฟาดยับ! ‘ดิวลังกาวีหรือดิวอื่น’ยิ่งเงียบงำยิ่งแตกแยก

'นักเขียนซีไรท์'ฟาดยับ! 'ดิวลังกาวีหรือดิวอื่น'ยิ่งเงียบงำยิ่งแตกแยก

‘นักเขียนซีไรท์’ฟาดยับ! ‘ดิวลังกาวีหรือดิวอื่น’ยิ่งเงียบงำยิ่งแตกแยก

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.08 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่ว่าจะดิวลังกาวีหรือดิวอื่น ทำไมคนดิวไม่ออกมาพูดให้ชัดเจน กล้าทำทำไมไม่กล้ารับ ไม่กล้ารับผิดชอบ กลัวหรืออายอะไร พวกคุณล้วนยิ่งใหญ่จนทำอะไรบนหัวพลเมืองก็ได้อยู่แล้ว

ยิ่งเงียบงำ ปล่อยให้พลเมืองหาเหตุหาผล วิเคราะห์ คาดเดากันเอง ก็ยิ่งทำให้แตกแยกกันมากขึ้น

พวกคุณประกาศว่ารักชาติ แต่พอใจจะให้พลเมืองแตกแยกกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนประเทศชาติอ่อนแอไปกว่านี้หรือ?

วิเคราะห์และขบคิด! ‘เทพไท’ยกผลโพล บอกนัยยะทางการเมือง

วิเคราะห์และขบคิด! 'เทพไท'ยกผลโพล บอกนัยยะทางการเมือง

วิเคราะห์และขบคิด! ‘เทพไท’ยกผลโพล บอกนัยยะทางการเมือง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.47 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ประชาชนพึงพอใจกองทัพสูงสุด แนะเปลี่ยนรัฐบาล

ผลการสำรวจของนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เกี่ยวกับความเห็นของประชาชน ในหัวข้อ “สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไปต่อแบบไหนดี” มีผลการสำรวจน่าสนใจใน2ประเด็นคือ

1.ความไว้วางใจต่อหน่วยงานต่างๆ พบว่ากองทัพ : ได้รับความไว้วางใจสูงสุด 75.73% ค่อนข้างไว้วางใจ 19.31% รวม 95.04% กระทรวงการต่างประเทศ : ไว้วางใจมาก 4.89% ค่อนข้างไว้วางใจ 19.23% รวม 24.12% รัฐบาล : ไว้วางใจมาก 4.66% ค่อนข้างไว้วางใจ 11.45% รวม 16.11%

2.ความพึงพอใจพบว่ากองทัพ : ประชาชนมีความพึงพอใจมาก 75.42% ค่อนข้างพอใจ 19.85% รวม 95.27% กระทรวงการต่างประเทศ : พอใจมาก 4.81% ค่อนข้างพอใจ 20.38% รวม 25.19% รัฐบาล : พึงพอใจมาก 4.27% ค่อนข้างพอใจ 13.75% รวม 18.02%

จะเห็นได้ว่าความไว้วางใจและความพึงพอใจ มีผลการสำรวจที่สอดคล้องกัน ซึ่งหมายความว่า ประชาชนพึงพอใจกองทัพสูงสุด เมื่อรวมแล้วประมาณ 95.04% ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ มีความพึงพอใจ รวมแล้ว 24.12% ส่วนรัฐบาล มีความพึงพอใจ 16.11% แสดงให้เห็นว่าความพึงพอใจของประชาชน มีต่อกองทัพมีต่อทหารอยู่ในระดับสูงสุด ในขณะที่ส่วนของรัฐบาล ประชาชนมีความพึงพอใจและความไว้วางใจต่ำสุด ถือว่าเป็นความล้มเหลวของฝ่ายการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน

จากการที่ประชาชนไว้วางใจและพึงพอใจต่อรัฐบาลต่ำสุดเช่นนี้ ส่งผลกระทบไปยังฝ่ายการเมืองอื่นๆด้วย ทำให้คะแนนนิยมพรรคการเมืองตกต่ำทุกพรรค สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะความตกต่ำอยู่ในตัวเลขตัวเดียว พรรคประชาชนที่มีคะแนนนิยมสูงสุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนก็ติดกับวาทะกรรม “มีทหารไว้ทำไม” รวมถึงการโพสต์ข้อความ “กองทัพส้นตีน” หรือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลประชาชนกัมพูชาว่า ขัดต่อหลักสิทธิมนุษชน

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆไม่มีความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น และความนิยมตกต่ำมาก ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทน้อยมากในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้กองทัพหรือทหารมีบทบาทสูงมาก จึงทำให้ประชาชนไว้วางใจและพึงพอใจมากที่สุด เพียงแต่กองทัพไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเป็นโอกาสของฝ่ายการเมืองไม่ว่าพรรคการเมืองเก่าหรือพรรคการเมืองก่อตั้งใหม่ จะต้องปรับปรุงบทบาท และนโยบาย เพื่อหวังคะแนนนิยมจากคะแนนเสียงที่ศรัทธาต่อกองทัพและทหารมาเป็นคะแนนนิยมของตัวเองให้ได้

ส่วนรัฐบาลหรือรัฐบาลทั้งหมด จะพบว่าความเห็นของประชาชนที่ต้องการให้เปลี่ยนรัฐบาลมีมากถึง 27.10% โดยประชาชนตั้งความหวังว่า ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว สถานการณ์จะดีขึ้น

นี่คือผลการสำรวจของนิด้าโพล ซึ่งบอกนัยยะทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นนัยยะทางการเมือง ที่พรรคการเมืองควรนำไปวิเคราะห์และขบคิดกันต่อไป

เก็บกู้’จรวด-ระเบิด-กระสุนปืนใหญ่’ที่’เขมร’โจมตีไทยได้ 384 รายการ พบจรวด BM-21 เพียบ

เก็บกู้'จรวด-ระเบิด-กระสุนปืนใหญ่'ที่'เขมร'โจมตีไทยได้ 384 รายการ พบจรวด BM-21 เพียบ

เก็บกู้’จรวด-ระเบิด-กระสุนปืนใหญ่’ที่’เขมร’โจมตีไทยได้ 384 รายการ พบจรวด BM-21 เพียบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

บก.ทัพไทย เผยเก็บกู้ ‘จรวด-ระเบิด-กระสุนปืนใหญ่’ ที่ ‘กัมพูชา’ โจมตีไทย 384 รายการ พบจรวด BM-21 เพียบ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 กองบัญชาการกองทัพไทย รายงานว่า ระหว่าง 1–9 ส.ค.2568 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) 15 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) สนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3 เก็บกู้สรรพาวุธจากการโจมตีของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด รวม 384 รายการ

ประกอบด้วย จรวด BM-21, กระสุนปืนใหญ่, ลูกระเบิด ค. และ วัตถุระเบิดชนิดอื่น ได้แก่

– บุรีรัมย์ 80 รายการ (BM-21 จำนวน 28 นัด, ลูกปืนใหญ่ 31 นัด, ลูก ค. 18 นัด, วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ)

– สุรินทร์ 218 รายการ (BM-21 จำนวน 189 นัด, ลูกปืนใหญ่ 3 นัด, ลูก ค. 28 นัด, วัตถุระเบิดอื่น 10 รายการ)

– ศรีสะเกษ 70 รายการ (BM-21 จำนวน 30 นัด, ลูกปืนใหญ่ 45 นัด)

– อุบลราชธานี 16 รายการ (BM-21 จำนวน 16 นัด)

ขอบคุณภาพจาก : กองทัพบก ทันกระแส

‘ศบ.ทก.’รายงานชายแดนไทย–กัมพูชาสงบ หลายพื้นที่ปลอดภัย ปชช.ทยอยกลับบ้าน

'ศบ.ทก.'รายงานชายแดนไทย–กัมพูชาสงบ หลายพื้นที่ปลอดภัย ปชช.ทยอยกลับบ้าน

‘ศบ.ทก.’รายงานชายแดนไทย–กัมพูชาสงบ หลายพื้นที่ปลอดภัย ปชช.ทยอยกลับบ้าน

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.27 น.

‘ศบ.ทก.’รายงานชายแดนไทย–กัมพูชาสงบ หลายพื้นที่ปลอดภัย ปชช.ทยอยกลับบ้าน ขณะที่หน่วยงานเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค.2568 จนถึงเช้าวันนี้ (11 ส.ค.2568) เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา 7  จังหวัด ไม่มีเหตุปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

ทั้งนี้  ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา  หลังการประชุม GBC  มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง และหลายพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคง 

อย่างไรก็ตาม  บางพื้นที่ยังพบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ” นายจิรายุกล่าว