‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับบทบาทหน้าที่ชี้แจงความจริง

‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับบทบาทหน้าที่ชี้แจงความจริง

‘บุ๋ม ปนัดดา’ กับบทบาทหน้าที่ชี้แจงความจริง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.17 น.

 หลังจากที่ต้องอดทนกับการแถลงข่าวจาก พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมของกัมพูชา มาพักใหญ่ เนื่องจากความไม่ตรงมาตรงไปของข้อมูลที่นำมาแถลง ตอนนี้ไทยเราก็มีตัวแทนที่พร้อมจะชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาแล้ว

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ประกาศเปิดตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม นักแสดง พิธีกรชื่อดัง และอดีตนางสาวไทย เป็นโฆษกจิตอาสา ของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

พลเอกณัฐพล กล่าวแบบติดตลกว่า อย่างน้อยสิ่งที่มองว่า โฆษกของเราได้เปรียบกว่าก็คือ สวยกว่าแน่นอน เพราะเป็นนางสาวไทย แต่โฆษกกระโหมของกัมพูชาไม่ใช่นางสาวกัมพูชา จึงขออนุญาตเปิดตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เนื่องจาก น.ส.ปนัดดา นั้นมีงานมากมาย ปัจจุบันก็ทำงานอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดด้วย จึงขอให้ทำหน้าที่ช่วยตอบโต้ทางออนไลน์ ตนและทีมงานก็จะสนับสนุนด้านการข่าวเพื่อให้ น.ส.ปนัดดา เป็นผู้แถลงข่าว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป น.ส.ปนัดดา คือโฆษก ศบ.ทก.คนใหม่

ส่วน บุ๋ม ปนัดดา ได้ขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่น้องประชาชน ที่ตกลงมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะอยู่ในพื้นที่มานาน และเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เห็นความอดทนของพี่น้องทหาร และในฐานะที่เป็นจิตอาสาตรงนี้เลยอยากจะเป็นสื่อกลางที่ชัดเจน และเป็นสื่อกลางที่สามารถคุยกับทั้งสื่อ ประชาชนและทหาร ให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงบอกกับการต่างประเทศด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยของเรา

“พี่ ๆ ทหารบอกว่า ถ้าหาโฆษกที่ชนกับทางนั้นได้มันที่สุดก็คือดิฉัน ยินดีมาช่วยงานเพื่อประเทศไทย”

บุ๋ม ปนัดดา บอกด้วยว่า ตนเองไม่กลัวเรื่องเฟคนิวส์อยู่แล้ว ย้ำว่าเป็นคนชัดเจน คนตรงอยู่แล้ว และเชื่อว่าสื่อไทยเองก็รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี เราทำงานกันมานานก็จะรู้ว่าเป็นคนชัดเจนมากขนาดไหน กับทางฝั่งนั้นพูดอะไรมาเราไม่ค่อยให้ราคากันอยู่แล้ว

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรให้คำราญใจ แต่แล้ว ก็มีประเด็นจนได้ เมื่อ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ อมรัตน์ อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ว่า หน้าที่โฆษก” คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ

การโพสต์ข้อความดังกล่าวของ เจี๊ยบ อมรัตน์ ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความคิดเห็นในเชิงต่อว่า โดยระบุเป็นทำนองเดียวกันว่า ความคิดเห็นที่เจี๊ยบได้แสดงออกมา เป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนที่จะเข้ามาทำงานเพื่อชาติ คนที่ไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่ควรไปว่าคนอื่น บ้างก็บอกว่า หากมีคุณสมบัติมากกว่าบุ๋ม ปนัดดา ก็คงได้รับคำเชิญให้ไปช่วยงานแล้ว ทั้งยังมีผู้ให้กำลังใจ บุ๋ม ปนัดดา ให้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเชื่อมั่นในวุฒิภาวะของ บุ๋ม ปนัดดา ว่าจะทำหน้าที่ได้อย่างดี

ส่วนผู้ที่โพสต์ต่อว่าเจี๊ยบหนักๆ แบบไม่ยั้งเลย ก็คือ อั๋น ภูวนาท คุนผลิน ที่ใช้ข้อความฟาดแรงๆ ว่า คุณบุ๋มเขาทำงานรึยังครับ ยัง แปลกคน! หิวแสงไม่ผิดนะครับ บางคนแก่ไปเป็นตัวอย่าง บางคนเป็นได้แค่อุทา หอน” เอาไว้สอนตนและคนอื่นว่าอย่าเผลอใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง ให้กำลังใจกันเถิดพวกเราอย่าเอาแต่ใจ”

ทางฝั่งของกัมพูชาเองก็เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการมารับตำแหน่งของ บุ๋ม ปนัดดา เช่นกันโดย Phnom Penh Post สื่อของกัมพูชา ลงบทความพาดหัวข่าวว่า “Thailand Brings a Tiara; Cambodia Brings the Truth” หรือ ไทยใช้มงกุฎความงาม สู้กับความจริงของกัมพูชา” ซึ่งเป็นการเหน็บว่า การแต่งตั้งบุ๋ม ปนัดดา โดยใช้อดีตนางสาวไทย เป็นโฆษกจิตอาสา ศบ.ทก. สะท้อนว่าไทยกำลังใช้กลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์และเสน่ห์ มากกว่าการนำข้อเท็จจริงและเอกสารมาสู้ในเวทีข้อพิพาทชายแดน

ขณะเดียวกัน ยังพยายามสื่อว่ากัมพูชามีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งแผนที่ สนธิสัญญา และเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก และใช้วิธีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับข่าวปลอมมานานหลายปี พร้อมเหน็บไทยว่า กำลังเปลี่ยนประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยให้กลายเป็น โรงละครแห่งเสน่ห์ แทนที่จะเป็นการเจรจาบนข้อเท็จจริง

บุ๋ม ปนัดดา ตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ตัวบุ๋มเอง เป็นเพียงโฆษก ศบ.ทก. ภาคประชาชน ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเป็นทางการ ทำหน้าที่ในมุมจิตอาสา เลยไม่เข้าใจว่า มันทำให้บางกลุ่มต้องรวมพลัง ดาหน้ามาโจมตีด้วยเหตุผลอะไร อยากเรียนแจ้งว่า ถ้าถึงเวลาต้องสื่อสารจริง บุ๋มเข้าใจดี ว่าต้องทำหน้าที่เจรจา แนะนำเสนอในข่าวที่เป็นความจริง ไม่เน้นการปะทะ มุ่งเน้นเสรีภาพและการทูต เลยไม่เข้าใจว่า ยังไม่ทันจะปฏิบัติหน้าที่แม้แต่ครั้งเดียว ก็กลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตีเพราะอะไร เหตุผลเดียวที่รับปากมาช่วยกองทัพ เพราะมีใจรักในแผ่นดินเกิด และอยากใช้ปากเสียงของตนเองชี้แจงในมุมที่ประเทศเราตกอยู่ในข้อครหาผิดๆ เท่านั้นเอง”

นอกจากตอบโต้ทางเฟซบุ๊คแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ก็ยังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคำเหน็บของสื่อกัมพูชาด้วย โดยบอกว่า “ถ้าประเทศไทยใช้มงกุฎ ก็มีมงกุฎเดียว เรามีไม่ถึง 18 มงกุฎ ยืนยันว่า ดิฉันมีทั้งสมอง และประสบการณ์ทำงาน ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว”

บุ๋ม ปนัดดา ระบุว่า ไม่มีอะไรจะฝากถึง พล.ท.มาลี การที่หลายคนมองว่า แต่งตั้งตนเป็นโฆษก ศบ.ทก.เพื่อมาปะทะกับ พล.ท.มาลี เป็นแค่มุกตลก แต่ในความเป็นจริง ไทยต้องการสื่อสารกับสังคมโลกให้รับรู้ความจริง ซึ่งตน ได้มองข้ามช็อต พล.ท.มาลี ไปแล้ว

เป็นการสวนกลับแบบเบาๆ แต่ก็เล่นเอาถึงกับจุก นี่แค่ยกแรก ยังมีเวลาอีกมากมายให้ บุ๋ม ปนัดดา ได้แสดงฝีมือ ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ น่าติดตามจริงๆ

– ทีมข่าวแนวหน้า 

สอนมวย‘ภูมิธรรม’ ‘นิพนธ์’แตะเบรกเขากระโดง อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา

สอนมวย‘ภูมิธรรม’  ‘นิพนธ์’แตะเบรกเขากระโดง  อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา

สอนมวย‘ภูมิธรรม’ ‘นิพนธ์’แตะเบรกเขากระโดง อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย ที่เคยกำกับดูแลกรมที่ดิน แตะเบรกปมเพิกถอนโฉนดเขากระโดง สอนมวย “ภูมิธรรม-เดชอิศม์” ดูรายละเอียดให้ชัดอย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา เอกสารหลักฐานทางราชการว่อน ร.ฟ.ท.ไม่มีแผนที่แนบท้ายเพิกถอนโฉนดไม่ได้

นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย ซึ่งเคยกำกับดูแลกรมที่ดิน กล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารกระทรวง ไม่ควรเร่งรีบออกมาพูด หรือสั่งการ ควรศึกษาเอกสารข้อมูลให้ชัดเจน เพราะมีเอกสารข้อมูลจำนวนมาก และไม่ควรตัดใจแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ สมัยตนเป็นรมช.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน ปัญหาที่ดินเขากระโดง อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น ได้ทำรายละเอียดเสนอมา 3-4 หน้า หลังอ่านแล้วได้เซ็นว่าทราบ และสั่งการให้อธิบดีทำตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า ที่ดินจำนวน 5,000 กว่าไร่ที่ระบุว่า เป็นของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศ(รฟท.)และศาลฏีกาได้สั่งให้เป็นที่ดินของการรถไฟนั้น ในรายละเอียดศาลฎีกาได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ขอออกโฉนดและการรถไฟฯได้ยื่นร้องคัดค้าน ไม่ได้สั่งว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟฯ และศาลปกครองได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

‘ปัญหาที่ดินเขากระโดงพระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดแนวเขตชัดเจน และที่ผ่านมาการรถไฟฯ ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจน กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิ์ได้ เพิกถอนเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่ง ส่วนอีก 900 กว่ารายไม่ได้มีการกำหนดมีการฟ้องร้องไม่มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ที่ผ่านกรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้เพิกถอนต้องมีคำสั่งศาล ไม่เช่นนั้นอธิบดีกรมที่ดินที่ฟ้อง ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 คนขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้’ อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า ทราบว่า การรถไฟฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งการรถไฟฯไม่มีความสามารถดำเนินการเอง จึงส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา

“การดำเนินการปัญหาที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องได้ จะทำตามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เพราะกระทบต่อชาวบ้าน 900 กว่ารายที่ถือโฉนดที่ดิน ตามที่นายภูมิธรรมเวชชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ระบุว่า จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ภายใน 2 วันนั้น ก็จะรอดูว่า สามารถทำได้หรือไม่ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามาจะกล้าดำเนินการหรือไม่” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่ดินเขากระโดงกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความแตกต่างกันที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาสั่งให้เป็นของวัดชัดเจน จึงต้องเพิกถอน หากไม่เพิกถอนก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ซับซ้อนเหมือน ที่ดินเขากระโดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) เวนคืนที่ดินพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์นั้น ล่าสุด ได้ตรวจสอบย้อนหลัง พบเอกสารที่นายสุชาติ เต็งสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญกรมที่ดิน ได้ทำบันทึกข้อความถึงนายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อธิบดีกรมที่ดิน(ในขณะนั้น) โดยลงนามรับรองวันที่ 18 มี.ค.2552 เรื่องการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง เกี่ยวกับผลการสอบสวนคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเกี่ยวกับตรวจสอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาน อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ บนเนื้อที่ประมาณ 5,083 ไร่ที่ไม่ชอบ เพราะได้ออกในเขตที่ดินของการรถไฟนั้น

โดยในตอนหนึ่งของเอกสาร พบเหตุผลที่กรมที่ดิน ไม่สามารถเพิกถอน และยุติเรื่องสอบ เพราะ รฟท. ไม่สามารถจัดส่งรูปแผนที่ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจาก จ.นครราชสีมา ถึง จ.อุบลราชธานี พ.ศ. 2462 มาแสดงได้ แต่ได้จัดส่งแผนที่นครราชสีมา (บุรีรัมย์) ของกรมแผนที่ทหาร พ.ศ. 2464 ลงวันที่ 13ก.พ. 2552 มาให้แทน โดยระบุว่า “ค้นหาไม่พบ เนื่องจากเวลาได้ผ่านมานานถึง 85 ปีเศษแล้ว” พบแต่แผนที่นครราชสีมา (จ.บุรีรัมย์) จากกรมแผนที่ทหาร พ.ศ. 2464 ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้เพราะปรากฏแนวเขตทางรถไฟส่วนที่แยกไปยังที่ย่อยศิลาตรงกันซึ่งเป็นการจัดทำการสำรวจในระหว่างปี พ.ศ. 2464 ถึง 2465 ซึ่งจัดทำเสร็จหลังพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินฯ2464และไม่มีการแจ้งว่าได้ดำเนินการจากหลักฐานใด จึงน่าจะเป็นการสำรวจจัดทำรูปแผนที่ภูมิประเทศตามที่ปรากฏในภาคสนามทั่วไป จึงเป็นเหตุให้กรมที่ดิน ไม่เชื่อว่าที่ดินข้อพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดิน อยู่ในแนวเขตทางรถไฟตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงฯ 2462

นอกจากนี้ ยังพบว่านายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักมาตรฐาน กรมที่ดิน ได้ทำบันทึกข้อความถึงนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน(ในขณะนั้น) ในวันที่ 18 ต.ค.2567 แจ้งเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯ เกี่ยวกับผลการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบที่ดินในท้องที่ต.เสม็ด และต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 992 ฉบับเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้พบว่า เอกสารที่ รฟท. นำไปใช้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 และประกอบการต่อสู้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-476/2560 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่8027/2561 จึงน่าเชื่อได้ว่าแผนที่ที่ปรากฏตามคำพิพากษาไม่ใช่แผนที่ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟหลวงจัดการสร้าง ประกาศลงวันที่ 7พ.ย.2464 (ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25พ.ย.2464)

แต่ รฟท. ใช้รูปแผนที่แสดงต่อศาลฯ จัดทำขึ้นเมื่อปี 2531 และปี 2539 เป็นการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด สันนิษฐานว่าน่าจะจัดทำขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22เม.ย.2539 และมีมติที่ประชุมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเมื่อวันที่15เม.ย.2537

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ยังพบเอกสาร ที่ระบุ วันที่ 27ก.ย.2564 ที่นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน(ในขณะนั้น) ได้ทำหนังสือ ที่ มท. 0516.2/3530 ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย สาเหตุไม่สามารถเพิกถอนได้เนื่องจาก รฟท.แจ้งว่า ไม่สามารถจัดส่งหลักฐานแผนที่ประมาณที่กำหนดแนวเขตทางรถไฟเพื่อสำรวจและทำการสงวนหวงห้าม ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตสร้างทางรถไฟต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พ.ศ.2462 มาประกอบการพิจารณา และไม่มีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟแผ่นดินจัดสร้าง พ.ศ. 2464

‘เพื่อไทย’ชิงสยบข่าวลือ ยัน‘แพทองธาร’ไม่ไขก๊อก เมินเสียงไล่พร้อมไปต่อ กำชื่อ‘ชัยเกษม’นั่งนายกฯ

‘เพื่อไทย’ชิงสยบข่าวลือ  ยัน‘แพทองธาร’ไม่ไขก๊อก  เมินเสียงไล่พร้อมไปต่อ  กำชื่อ‘ชัยเกษม’นั่งนายกฯ

‘เพื่อไทย’ชิงสยบข่าวลือ ยัน‘แพทองธาร’ไม่ไขก๊อก เมินเสียงไล่พร้อมไปต่อ กำชื่อ‘ชัยเกษม’นั่งนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โฆษกพท.สยบข่าวลือ “แพทองธาร ชินวัตร” ชิงลาออกนายกฯ ก่อนศาลวินิจฉัย อ้างถาม “หมอมิ้ง” แล้วไม่มีการพูดคุยประเด็นนี้ ยอมรับประเมินทุกฉากทัศน์การเมืองหากถูกศาลตัดสินพร้อมดัน “ชัยเกษม นิติสิริ” ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯคนต่อไป

เมื่อวันที่ 10สิงหาคม2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า ในพรรคเรายังไม่มีการพูดคุยกันถึงกระแสข่าวดังกล่าว “เรื่องที่นายกฯจะลาออกก่อนการตัดสินนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจากการที่ได้พูดคุยกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่าไม่มีการคุยกันในเรื่องนี้”นายดนุพร ระบุ

เมื่อถามว่า พรรค พท.ได้ประเมินหรือไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาในทิศทางใด นายดนุพรกล่าวว่า เราคุยกันทุกทางออกที่จะเกิดขึ้น ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีอยู่ต่อก็ทำงานไป แต่หากนายกรัฐมนตรีถูกศาลตัดสินให้จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อมน้อมรับคำตัดสินของศาล

“แต่อย่าลืมว่าพรรค พท.ยังเหลือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 1 คนคือ นายชัยเกษม นิติสิริ เรายังสามารถนำนโยบายและงบประมาณที่สภาดำเนินการต่อได้”นายดนุพร กล่าว

นายดนุพร ยังกล่าวถึงกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 13-15สิงหาคม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 และวาระ 3 ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ พรรค พท.มุ่งมั่นจะจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

“ฝากไปถึงประชาชนให้รับทราบว่าจะมีการพิจารณา ซึ่ง สส.แต่ละคนจะอภิปรายตามที่สงวนคำแปรญัตติไว้ และขอให้เชื่อมั่นว่าเมื่องบประมาณเสร็จสิ้นแล้วจะเตรียมนำเม็ดเงินนี้ไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้กับประเทศชาติที่ได้ประเชิญปัญหา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาต่างๆ ที่เชื่อว่าเม็ดเงินนี้จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”นายดนุพร ระบุ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานของกมธ.ฯ ระบุว่า งบประมาณปี 2569 ที่มีวงเงินตั้งแต่ 3.78 ล้านล้านบาท กมธ.มีมติปรับลดทั้งสิ้น รวม 8.92 พันล้านบาท โดยทุกกระทรวงและส่วนราชการถูกปรับลดงบประมาณ ทั้งนี้ กระทรวงและส่วนราชการที่ปรับลดสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 2.14 พันล้านบาท

สำหรับรายการที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง อาคารต่างๆ ของส่วนราชการ 2.หน่วยงานรัฐสภา 880 ล้านบาท 3.กระทรวงคมนาคม 795 ล้านบาท 4.กระทรวงสาธารณสุข 693 ล้านบาท และ 5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 459 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับงบประมาณที่ปรับลดดังกล่าว ตามรายงานของกมธ.ได้จัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น รวม 8.69 พันล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ รวม 230 ล้านบาท

ขณะที่ส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.รัฐวิสาหกิจ ตั้งเพิ่มจำนวน 4.91 พันล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างงานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม กทม.

2.กระทรวงการคลัง ตั้งเพิ่มจำนวน 1.56 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 25693.งบกลาง ตั้งเพิ่มจำนวน 1 พันล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ

4.กระทรวงแรงงาน ตั้งเพิ่มจำนวน 1 พันล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา39 5.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งเพิ่มจำนวน 153 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ

6.หน่วยงานของศาล ตั้งเพิ่มจำนวน 83 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานการพิจารณาพิพากษาคดีที่รวดเร็ว มีคุณภาพ และ7.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่วนของวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งเพิ่มในส่วนของ 2 แผนงาน ได้แก่แผนงานบูรณาการ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ติดสารเสพติดที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและพัฒนาพฤตินิสัยแผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน 160 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายบุคลากร 6 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานอัยการสุงสุด 78 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 32 ล้านบาท สำนักงานศาลปกครอง 27 ล้านบาท สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 13 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 6.9ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของกมธ.แจ้งรายละเอียดงบในส่วนรายการเปลี่ยนแปลงได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ที่ปรับลดงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลง 114ล้านบาท และเติมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ เทศบาลเมืองโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 35ล้านบาท เทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ 21 ล้านบาท เทศลาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 23 ล้านบาท และเทศบาลตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทา 33ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับลดงบส่วนของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข 70 ล้านบาท ไปจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง อาทิ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ 8.6 ล้านบาท อบจ.ยะลา 5 ล้านบาท อบจ.ร้อยเอ็ด 6 ล้านบาท อบจ.พะเยา 9.7ล้านบาท อบจ.ตาก 7.8 ล้านบาท เป็นต้น

รบ.ไทยเตรียมประท้วง-ฟ้องโลก เขมรฉีกข้อตกลง ลอบฝังระเบิดใหม่เขตไทย EODเก็บกู้ได้กว่า824หลุม

รบ.ไทยเตรียมประท้วง-ฟ้องโลก  เขมรฉีกข้อตกลง  ลอบฝังระเบิดใหม่เขตไทย  EODเก็บกู้ได้กว่า824หลุม

รบ.ไทยเตรียมประท้วง-ฟ้องโลก เขมรฉีกข้อตกลง ลอบฝังระเบิดใหม่เขตไทย EODเก็บกู้ได้กว่า824หลุม

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.ไทยเตรียมประท้วง-ฟ้องโลก เขมรฉีกข้อตกลง ลอบฝังระเบิดใหม่เขตไทย EODเก็บกู้ได้กว่า824หลุม มทภ.2ยันทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ปรับแผนใช้‘ไอที’เซฟกำลังพล

ศบ.ทก.สรุปสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-เขมรไม่มีเหตุปะทะ เร่งประท้วงเขมรฉะใช้ทุ่นระเบิดขัดสนธิสัญญาออตตาวา ละเมิดอธิปไตยไทย ลอบเข้ามาวางระเบิดช่วงก่อนหยุดยิง ด้านเจ้าหน้าที่อีโอดีปฎิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อเนื่อง พบ 824 หลุม ในพื้นที่บ้านเรือปชช. –รพ. เตือนปชช.ที่กลับเข้าบ้านเรือนแล้ว ตรวจสอบให้ดี ถ้าพบแจ้งจนท.ทันที ขณะที่โฆษก ทบ. ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว18เชลยศึกทหารกัมพูชา ตามกฎหมายสากล ชี้ส่งตัวกลับต่อเมื่อสู้รบจบแม่ทัพภาคที่ 2 ยัน ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย «เป็นทุ่นระเบิดใหม่» ที่เขมรวางไว้ เล็งใช้เครื่องจักร-เทคโนโลยีเซฟกำลังพล ซัดละเมิดกม.-ข้อตกลงซ้ำซาก

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม จนถึงช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม เวลา 07.00 น. สถานการณ์ตามแนวชายแดน 7 จังหวัดไม่มีเหตุการณ์ปะทะ

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจาก ศบ.ทก.ว่ามีทหารออกลาดตระเวน บริเวณพื้นที่รอยต่อ โดนเอาน์ – กฤษณา เหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 ดูแลทหารที่จะได้รับบาดเจ็บใกล้ชิด

รบ.ประท้วงเขมรลอบวางทุ่นระเบิด

นายจิรายุกล่าวต่อว่า ศบ.ทก ยืนยันว่าพื้นที่ที่ทหารลาดตระเวนนั้น อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 100% ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า กองทัพกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดอธิปไตยเข้ามาวางกับระเบิดในช่วงก่อนการหยุดยิงทั้งนี้ ได้เตรียมการประท้วงทั้งระดับชายแดนและระดับนานาชาติกรณีที่กัมพูชาใช้ทุนระเบิด ซึ่งขัดต่อข้อตกลงสนธิสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน

เตรียมพร้อมส่งปชช.กลับภูมิลำเนา

ด้านนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาลขณะนี้คือการดูแลความปลอดภัย และพาประชาชนกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าปลอดภัย 100% และห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จำเป็นต้องย้ายไปเข้าพักพิงที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดข้อจำกัดและความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง

นายอนุกูล กล่าวว่า สำหรับการเดินทางกลับที่พักอาศัยนั้น ในบางพื้นที่อาจเผชิญระดับสถานการณ์ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น หากประชาชนประสงค์เดินทางกลับ กระทรวงสาธารณสุขมีข้อแนะนำปฏิบัติตนดังนี้ ให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านพักหรือที่อยู่อาศัยอย่างละเอียด อาทิ ด้านโครงสร้างบ้าน ผนัง หลังคา และระบบไฟฟ้า สังเกตสภาวะจิตใจของตนเองและคนในครอบครัว หากรู้สึกว่ามีอาการเครียด วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้า ควรเข้ารีบเข้าปรึกษาแพทย์/เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที

“แม้ว”ส่งโดรน10ชุดให้ทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบกรับมอบอากาศยานไร้คนขับ 10 ชุด มูลค่ารวม 3,000,000 บาท (สามล้านบาท) จาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และงบประมาณสนับสนุน 50,000 บาท จากคณะนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 โดยมี พล.ต.ต.สุรสิทธิ์สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนในการส่งมอบพล.ท.บุญสินกล่าวว่า ในนามกองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบอุปกรณ์ให้วันนี้ ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปช่วยเสริมศักยภาพในการลาดตะเวน ป้องกันตัวเองของทหาร และปกป้องชายแดน เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินไทยของเรา

แฉฝังทุ่นระเบิดใหม่-ใช้ไอทีเซฟทหาร

พล.ท.บุญสิน เปิดเผยถึงกรณีทหารเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวน พื้นที่บ้านโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ทหารบาดเจ็บ 3 นาย ว่า ทหารทั้งหมดได้รับการรักษาปลอดภัยแล้ว จากการตรวจสอบพบว่าพบว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่ทหารกัมพูชาติดตั้งไว้ระหว่างที่เข้ายึดพื้นที่ดังกล่าว แม้ปัจจุบันทหารไทยจะยึดพื้นที่นี้คืนได้แล้วแต่ยังไม่ปลอดภัย เนื่องจากคาดว่ามีทุ่นระเบิดทั้งใหม่และเก่าติดตั้งจำนวนมาก

แม่ทัพภาคที่2กล่าวต่อว่า ล่าสุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณ ช่องบก ช่องอานม้า และตาควาย ได้แล้วประมาณ 60 ลูก โดยพบว่า ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่จะมีสีและตัวเลขที่ระบุที่ตัวระเบิดแตกต่างกัน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักร เช่น รถไถ รถตัก เคลียร์เส้นทางและค้นหาทุ่นระเบิดบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับอันตรายซ้ำ

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังเปิดเผยว่า ทุ่นระเบิดบริเวณที่ทหารเหยียบเมื่อวานนี้ อยู่ห่างจากพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่จึงยังไม่ส่งผลกระทบกับชาวบ้าน แต่อาจมีอาวุธที่ถูกยิงเข้ามาก่อนหน้านี้ตกลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัย ขณะนี้ชาวบ้านเพิ่งเริ่มกลับเข้าบ้าน จึงขอความร่วมมือช่วยสังเกตวัตถุอันตรายที่อาจหลงเหลือหากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าเก็บกู้ ส่วนกรณีมีการแชร์ข้อมูลทหารเขมรยิงหนังสติ๊กมาฝั่งไทยนั้น เป็นข้อมูลเท็จ สำหรับพื้นที่ที่ควบคุมได้ตอนนี้ ได้แก่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และตาเมือนธม ครอบครองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บริเวณตาควายต้องตรึงกำลังไว้เนื่องจากมีทุ่นระเบิดจำนวนมาก

ยันทำหน้าที่ให้ดีที่สุด-ลุยกู้ทุ่นระเบิด

“กัมพูชาไม่ได้ยึดถือสนธิสัญญาอย่างจริงจัง แล้วก็ละเมิดมาตลอด» รวมถึงการไม่ยอมรับข้อตกลงเรื่องการห้ามวางระเบิดในการประชุม GBC ที่ผ่านมากัมพูชาต้องจริงใจปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา ว่าด้วยการไม่ใช้ทุนระเบิดกับระเบิดอย่างจริงจัง และต้องให้ความร่วมมือเก็บกู้ในส่วนพื้นที่ของเขาด้วยในการประชุม RBC/GBC ครั้งต่อไป จะหารือระดับกองทัพบกเพื่อกำหนดหัวข้อและประเด็นที่จะนำไปหารือในการประชุม RBC (ระดับภูมิภาค) และ GBC (ระดับทั่วไป) มีกรอบหลักคือ «การถอนกำลังต่างๆ แล้วก็การดูแลแนวชายแดนให้เกิดคนเรียบร้อยร่วมกันจะทำอย่างไร» และจะ «ผลักดัน»ปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคาอยู่

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทหารไทยยังควบคุมพื้นที่และปฏิบัติตามเงื่อนไขหยุดยิงของรัฐบาล การกู้ระเบิดในพื้นที่ชาวบ้านเริ่มทยอยดำเนินการ1 – 2 วันที่ผ่านมาแต่ยังไม่สมบูรณ์ 100% อย่างไรก็ตาม ยืนยันกำลังพลจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

EODเจอ824หลุมย้ำเขมรยิงใส่พลเรือน

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก «กองทัพบก ทันกระแส»โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า «กัมพูชายิงอาวุธใส่เป้าหมายพลเรือน 824 หลุมระเบิด ส่วนใหญ่ถูกพบใน บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล ทั้งนี้ ขออัพเดตยอดการเก็บกู้ระเบิด เมื่อ 9 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ EOD เร่งเก็บกู้เพื่อให้ประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัยที่สุด

โดยก่อนหน้านี้ได้โพสต์ ระบุว่า หลุมระเบิดกว่า 824 หลุม! ส่วนใหญ่พบบ้านพลเรือน , โรงพยาบาล ความเสียหายอาจมากขึ้นเรื่อยๆหลังประชาชนเริ่มทยอยกลับเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจบ้านพักอาศัย

ทร.เสียใจเรือตรีภัชทราวุฒิพลีชีพ

ขณะที่พลเรือเอก พาสุกรี วิลัยรักษ์ โฆษกกองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยถึงกรณีการเสียชีวิตของเรือตรี ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดป้องกัน ร้อย.บก. กรม ต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ทำหน้าที่ ผู้บังคับหมวดป้องกัน กองพันต่อสู้อากาศยานเฉพาะกิจป้องกันภัยทางอากาศส่วนหลัง ซึ่งถูกส่งไปปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ว่ากองทัพเรือ ได้รับรายงานแล้ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 19.00 น. ขณะที่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ กำลังปฏิบัติภารกิจในการตรวจสอบความพร้อมของอาวุธได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และหลังเกิดเหตุ ได้รับการส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในพื้นที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 22.15 น. ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิถูกส่งเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คณะแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

“ในนามกองทัพเรือ ขอแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้ โดยพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ด้แสดงความเสียใจและสั่งการให้เร่งดำเนินการตามระเบียบในการดูแลสิทธิและสวัสดิการ พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต”โฆษกกองทัพเรือกล่าว

ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว18เชลยตามกม.

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงกรณีกระทรวงกลาโหมกัมพูชารายงานตั้งแต่ วันที่ 29 กรกฎาคมหลังมีข้อตกลงหยุดยิง ทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกทหารไทยจับกุมโดยมิชอบตามกฎหมาย จนถึงปัจจุบันกัมพูชายื่นข้อเรียกร้องต่อทางการไทยหลายครั้ง เพื่อให้ส่งตัวทหารทั้งหมดกลับประเทศโดยเร็ว ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเพื่อสนองต่อคำร้องเร่งด่วน จากประเทศพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆนั้น ขอชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาอาจไม่เข้าใจหลักปฏิบัติในระบบสากล ยืนยันการปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งเชื่อว่าประเทศพันธมิตร และองค์กรระหว่างประเทศต่างเข้าใจ และไม่มีความกังวลใดๆ อย่างที่ กัมพูชากล่าวอ้างโดยเฉพาะการที่ฝ่ายไทยเปิดโอกาสให้องค์กรสากลที่เกี่ยวข้องสามารถประสานขอเข้าเยี่ยมได้ตลอดตั้งแต่วันแรกๆ ที่ฝ่ายไทยได้ควบคุมตัว

ย้ำจะส่งกลับต่อเมื่อการสู้รบยุติแล้ว

พลตรีวินธัยกล่าวต่อว่า อย่างเช่นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา มีคณะผู้แทนจาก ICRC ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ด้านการคุ้มครอง / ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ / เจ้าหน้าที่โครงการของ ICRC และล่าม รวม 4 คน ได้ไปเยี่ยมทหารเขมร 18 คนที่ถูกจับ จึงขอยืนยันว่า การควบคุมทหารกัมพูชาทั้ง 18 คนนั้น เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ไม่ใช่การควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวอ้าง

“การถูกควบคุมตัวดังกล่าว จำเป็นต้องคงไว้จนกว่าสถานการณ์การหยุดยิงหรือสถานการณ์การสู้รบ จะมีความสมบูรณ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแล้วเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด จะไม่หวนกลับมาทำการสู้รบกับฝ่ายไทยอีก เป็นไปตามแนวทางหลักสากลและเชื่อว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชายังมีเรื่องสำคัญอื่น ที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจให้เป็นที่ประจักษ์ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง”โฆษกกองทัพบกกล่าว

ศูนย์ฯกู้ระเบิดลงพื้นที่ให้ความรู้ปชช.

พันเอกหญิง ฉัตรรพี พูนศรี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย ดำรงความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจด้านการแจ้งเตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตเป้าหมาย เพื่อสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรับมือกับความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่อาจปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยเกิดการปะทะการลงพื้นนครั้งนี้ มุ่งให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ก่อนการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่พักพิงกลับสู่ภูมิลำเนาของแต่ละครอบครัว ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นวัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย หรือสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อให้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายอย่างปลอดภัย

เขมรพาผช.ทูตลงพื้นที่ฟ้องไทยยิงวัด

เพจArmy Military Force รายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพกัมพูชาเผยว่า พาผู้ช่วยทูตทหารประจำพนมเปญ 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร แคนาดา จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลาวและเวียดนาม ทั้งที่มีถิ่นพำนักในและนอกประเทศกัมพูชา ลงพื้นที่วัดตาเมินแสนชัยและโรงเรียนในจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จริง หลังกัมพูชาเข้าร่วมปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตามพบว่ากัมพูชายังพยายามโกหกซํ้าแล้วซํ้าอีก ฟ้องผู้ช่วยทูตทหารกล่าวหาไทยทำลายวัดและโรงเรียนของกัมพูชาช่วงปะทะกัน มีรายงานว่าทหารกัมพูชาใช้วัดและโรงเรียนเป็นที่ตั้งทางทหาร เพื่อยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และปืนใหญ่โจมตีจังหวัดชายแดนของประเทศไทย

ยังมีหน้าแถลงโต้ไทยกล่าวหาซุกระเบิด

ก่อนหน้านั้น หน่วยงานจัดการทุ่นระเบิดและช่วยเหลือผู้พิการจากทุ่นระเบิดของกัมพูชา (หน่วยงานทุ่นระเบิด) ออกแถลงการณ์ปฏิเสธแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมกรณีกล่าวหากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยหน่วยงานทุ่นระเบิดของกัมพูชายืนยันว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในจุดยืนอย่างแน่วแน่ที่จะไม่มีการใช้ และจะไม่ใช้ทุ่นระเบิดใหม่โดยเด็ดขาด กัมพูชามีความภาคภูมิใจในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล ซึ่งกัมพูชาให้สัตยาบันในปี 2542 และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากผลสำเร็จในการกำจัดทุ่นระเบิด โดยไม่มีการใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลแต่อย่างใด อีกทั้งยืนยันว่า กัมพูชาได้กำจัดทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลไปแล้วกว่า 1 ล้านลูก และซากวัตถุระเบิดจากสงครามอีกกว่า 3 ล้านลูก ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก และมอบพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชน จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการ และโปร่งใสเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรงดเว้นจากการออกแถลงการณ์สาธารณะใดๆ การกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเจตนารมณ์ของการหยุดยิง และลดความไว้วางใจระหว่างกันในสถานการณ์นี้ กัมพูชาคาดหวังว่าฝ่ายไทยจะเคารพข้อตกลงที่เห็นพ้องกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) โดยเฉพาะข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่เคลื่อนย้ายกองกำลัง รวมถึงไม่ลาดตระเวนเกินตำแหน่งที่ตั้งของตน ยืนยันว่า หน่วยงานทุ่นระเบิดของกัมพูชา พร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทย ประชาคมอาเซียน และประชาคมทุ่นระเบิดนานาชาติ เพื่อยึดมั่นในสันติภาพ และส่งเสริมความปลอดภัย

โพล’ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ ปชช.ไม่ไว้ใจ สอบตกแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา

โพล’ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่  ปชช.ไม่ไว้ใจ  สอบตกแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา

โพล’ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ ปชช.ไม่ไว้ใจ สอบตกแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โพล’ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ ปชช.ไม่ไว้ใจ สอบตกแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา คะแนนนิยมกองทัพพุ่งปรี๊ด เชื่อมั่นรักษาประเทศชาติได้

นิด้าโพลตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ เผยประชาชนกว่าร้อยละ 50 ไม่ไว้ใจ และไม่พอใจต่อการแก้ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ขณะที่คะแนนความนิยมของกองทัพพุ่งกระฉูดติดเพดาน กว่าร้อยละ 75 เชื่อมั่นจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ด้านโฆษก พท.อ้างถือเป็นเรื่องดีเพราะกองทัพเป็นหน่วยหน้าในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ18ปีขึ้นไป จากทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความไว้วางใจและความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ผลการสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

เมื่อถามถึงความไว้วางใจต่อภาคส่วนต่างๆว่า จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่ากองทัพ ตัวอย่าง ร้อยละ75.73 ระบุว่า ไว้วางใจมาก รองลงมา ร้อยละ19.31 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ3.66 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ1.07 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.76 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.28 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 19.23 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.89 ระบุว่า ไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.58 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 11.45 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.66 ระบุว่า ไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่ากองทัพ ตัวอย่าง ร้อยละ 75.42 ระบุว่า พอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 19.85 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 3.36 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 40.31 ระบุว่า ไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 20.38 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.81 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนรัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า ไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 27.40 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 13.75 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.27 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังชี้ว่า ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.98ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า กดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้าส่งออกในทุกกรณี

ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 27.10 ระบุว่า เปลี่ยนรัฐบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 23.97 ระบุว่า เพิ่มกำลังทางทหารชายแดน เพื่อป้องกันประเทศ ร้อยละ 21.30 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา

ขณะที่ ร้อยละ 19.62 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร้อยละ16.49ระบุว่า รบต่อจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ขอเพียงแค่ไม่มีการสู้รบกัน ร้อยละ 5.19 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา

ร้อยละ 2.90 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 2.67 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต ร้อยละ 2.21 ระบุว่า สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันอย่างเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา เพื่อการรักษาพยาบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ51.37 ระบุว่า ไม่ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล

รองลงมา ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยเท่านั้น ร้อยละ11.45 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในไทยหรือขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลโพลพบว่าประชาชนเชื่อใจกองทัพมากกว่ารัฐบาล นายดนุพร กล่าวว่า กองทัพเป็นหน่วยหน้าในพื้นที่ ซึ่งการที่ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพถือเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลก็ได้ทำงานร่วมกับกองทัพเป็นหนึ่งเดียว มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดที่มีทั้งกองทัพและรัฐบาลร่วมอยู่ด้วย

“ดังนั้นการที่ประชาชนเชื่อมั่นในฝ่ายปฏิบัติการที่ทำงานร่วมกันกับรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง ขอประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของกองทัพ”นายดนุพรกล่าว

ต่อข้อถามว่า ผลสำรวจสะท้อนความนิยมรัฐบาลหรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ไม่ แต่เชื่อว่าประชาชนเข้าใจดี ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ ตัวพึ่งหลักของประเทศและตัวพึ่งหลักของรัฐบาลคือกองทัพ ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพคือกำลังหลักในการรักษาประเทศ และการที่ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพเป็นสิ่งที่ดี

ทบ.ยัน’กัมพูชา’นำผู้ช่วยทูตทหารดูความเสียหายวัดตาเมือนแซนเจย เป็นพื้นที่สู้รบ-ไร้พลเรือน

ทบ.ยัน'กัมพูชา'นำผู้ช่วยทูตทหารดูความเสียหายวัดตาเมือนแซนเจย เป็นพื้นที่สู้รบ-ไร้พลเรือน

ทบ.ยัน’กัมพูชา’นำผู้ช่วยทูตทหารดูความเสียหายวัดตาเมือนแซนเจย เป็นพื้นที่สู้รบ-ไร้พลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.59 น.

โฆษก ทบ. ชี้ กัมพูชา นำผู้ช่วยทูตทหารดูความเสียหาย วัดตาเมือนแซนเจย จ.อุดรมีชัย พื้นที่เขตสู้รบเป็นที่รวมพลทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายไทย ไร้พลเรือน

10 สิงหาคม 2568 จากกรณีกระทรวงข่าวสารกัมพูชา รายงานว่า พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชาจาก 9 ประเทศ สำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน ตำบลโคกมอน อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งอ้างว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย โดยความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการทิ้งระเบิด MK-84 และการยิงถล่มบ้านเรือน โรงเรียน และสถานีอนามัย โดยกองทัพไทย

การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ล่าสุด พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ขอเรียนว่าจากกรณีดังกล่าว เป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงของฝ่ายกัมพูชา ยืนยันว่าฝ่ายทหารไทยยึดมั่นต่อการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้นและยืนยันว่าการใช้อาวุธของฝ่ายไทย มีประสิทธิภาพสามารถจำกัดวงการทำลาย อยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ไม่เหมือนฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย ที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ โดยในหลายจุดมีระยะห่างจากพื้นที่การรบไกลมากถึง 30 กม. ปัจจุบันสามารถนับจุดที่มีตำบลกระสุนจากฝ่ายกัมพูชามาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันเป็น 100 จุด ซึ่งมีทั้งได้ระเบิดไปแล้ว และที่ยังไม่ระเบิดอีกจำนวนมาก ฝ่ายไทยมีจัดทำเป็นบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วอย่างละเอียด ซึ่งฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ

ส่วนกรณีกัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชาจาก 9 ประเทศ ลงสำรวจพื้นที่ บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ต.โคกมอน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ที่มีปรากฏร่องรอยความเสียหายตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น ขอเรียนว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีระยะห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปยังพื้นที่ตอนในไกลถึง 20-30 กิโลเมตร แบบที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในห้วงที่มีการสู้รบ พื้นที่ดังกล่าวไม่มีบุคคลพลเรือนอยู่อาศัย มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นพื้นที่รวมพลเพื่อเตรียมการนำกำลังเข้าตีฝ่ายทหารไทย รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งในการควมคุมบังคับบัญชาการรบ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหารของฝ่ายไทย ที่อยู่ในขอบเขตบริเวณของพื้นที่การรบในครั้งนี้ ส่วนตัวเลขพลเรือนที่มีบาดเจ็บและสูญเสียในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้างถึงนั้น  จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสียจะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น

‘ทักษิณ’ออกงาน! ร่วมอวยพรวันเกิดครบ 88 ปี คุณแม่’พิชัย’

'ทักษิณ'ออกงาน! ร่วมอวยพรวันเกิดครบ 88 ปี คุณแม่'พิชัย'

‘ทักษิณ’ออกงาน! ร่วมอวยพรวันเกิดครบ 88 ปี คุณแม่’พิชัย’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.16 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ (Chatrium Grand Bangkok) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ ได้จัดงานฉลองเนื่องในวันเกิดคุณแม่ นางสุวรรณี นริพทะพันธุ์ ครบ 88 ปี โดยมีลูกหลาน สส. นักการเมือง เพื่อนสนิทมาร่วมอวยพร รวมถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาร่วมอวยพรด้วย

โดย นายทักษิณ กล่าวอวยพรว่า “หลายคนในนี้ คุณแม่ปีฉลูอายุ 88 ปี ผมปีฉลู 76 ปี คุณพิชัยปีฉลู 64 ปี เป็นรอบๆ ไป ดีใจได้มาอวยพรให้คุณแม่ อยากให้คุณแม่สุขภาพแข็งแรง เพราะมีลูกที่น่ารัก กตัญญูกับคุณแม่มากทุกคน คุณแม่น่าจะมีความสุขที่สุดแล้ว เป็น 88 ปีที่มีความสุข เผลอแป๊บเดียวจะ 90 ส่วนผมเผลอแป๊บเดียวจะ 80 แล้ว ก็ขอให้คุณแม่มีความสุขกับลูกๆ หลานๆ เหลนๆ มีอายุยืน แฮปปี้เบิร์ธเดย์ครับ”

– 006

ตอบโต้’กัมพูชา’ กต.ออกแถลงการณ์ เหตุ’ทหารไทย’เหยียบทุ่นระเบิด

ตอบโต้'กัมพูชา' กต.ออกแถลงการณ์ เหตุ'ทหารไทย'เหยียบทุ่นระเบิด

ตอบโต้’กัมพูชา’ กต.ออกแถลงการณ์ เหตุ’ทหารไทย’เหยียบทุ่นระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ การดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

* หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

* หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20.00 น.กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้ง กฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

* หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3. นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2

จับตา 3 คดีสำคัญ! ‘สมชาย’เชื่อมั่น-ศรัทธา’กระบวนการยุติธรรมไทย’

จับตา 3 คดีสำคัญ! 'สมชาย'เชื่อมั่น-ศรัทธา'กระบวนการยุติธรรมไทย'

จับตา 3 คดีสำคัญ! ‘สมชาย’เชื่อมั่น-ศรัทธา’กระบวนการยุติธรรมไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า Time line ที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ

คือช่วงเวลาหลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านงบประมาณ ปี 2569 แล้ว

นับ 1 ความยุติธรรมไทย

1) คดีศาลรัฐธรรมนูญ แพทองธาร ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คลิปหลุดโทรลับกับฮุนเซน จนเกิดศึกไทย-กัมพูชา คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนสค 68

2) คดีทักษิณ ความผิดตามมาตรา 112 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา 22 สค 68

3) คดีป่วยทิพย์ ชั้น 14 ศาลฎีกานักการเมืองนัดฟังคำสั่งบังคับโทษนายทักษิณแล้วหรือไม่ 9 กย 68

ไส้ศึกกับข้าศึกอะไรน่ากังวลกว่ากัน

ทุกคำพิพากษาที่กล้าหาญท้าทาย ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องของบ้านเมือง

คือการสร้างความเชื่อมั่นหรืออาจก่อวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมไทย

ท่ามกลางข่าวลือต่างๆ นานา ที่ส่วนตัวผมไม่เชื่อความลือในทางลบที่เสียหายใดๆ ต่อกระบวนการยุติธรรม

เพราะยังเชื่อมั่นและศรัทธาในหลักนิติธรรมนิติรัฐของประเทศนี้อยู่ครับ

สมชาย แสวงการ
10 สค 2568

‘โฆษก ทบ.’ซัด’กัมพูชา’ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ไม่จริงใจแก้ปัญหาชายแดนสันติวิธี

'โฆษก ทบ.'ซัด'กัมพูชา'ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ไม่จริงใจแก้ปัญหาชายแดนสันติวิธี

‘โฆษก ทบ.’ซัด’กัมพูชา’ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ไม่จริงใจแก้ปัญหาชายแดนสันติวิธี

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

“โฆษก ทบ.”ซัด”กัมพูชา”ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ไม่จริงใจแก้ปัญหาชายแดนสันติวิธี หลังปรากฏหลักฐานลอบวางทุ่นระเบิดสังหารทหารไทยหลายจุด

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.68 กำลังพลของฝ่ายไทยได้ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดชนิด PMN-2 บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา บนเส้นทางที่ฝ่ายไทยใช้ในการส่งกำลังบำรุงอยู่เป็นประจำ ซึ่งในอดีตหลายพื้นที่เคยมีการตรวจสอบความปลอดภัยจากหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (นปท.) ของกองบัญชาการกองทัพไทย ไปแล้ว

ทั้งนี้ เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาได้ลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดทางทิศเหนือของจุดประสานงานฐานฯ กฤษณา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมะเขือ และในหลายพื้นที่ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดที่ช่องบก เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68

สำหรับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ดังกล่าว ได้ถูกฝ่ายไทยตรวจพบครั้งแรกในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ห่างจากบริเวณนี้ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 5 กม.จากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่กำลังพลฝ่ายไทยเหยียบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันนี้ในพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย และล่าสุดบริเวณโดนเอาว์-กฤษณา ตามลำดับ

ก่อนเกิดเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดครั้งล่าสุด พบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏภาพทหารกัมพูชาถือพวงทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวนมาก อยู่บริเวณด้านหน้าปราสาทตาควาย รวมถึงเมื่อวันที่ 4 ส.ค.68 ฝ่ายไทยยังได้ตรวจพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เพิ่มเติมในพื้นที่ภูมะเขือ อีกจำนวน 18 ทุ่น โดยเป็นสภาพพร้อมใช้งานจำนวน 2 ทุ่น และบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 16 ทุ่น

สิ่งที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาดังกล่าวไม่แตกต่างจากการใช้อาวุธโจมตีต่อฝ่ายไทยโดยตรง และเป็นการแสดงออกถึงความไม่ซื่อตรงในการต่อสู้ในแบบสุภาพบุรุษชายชาติทหาร ถือเป็นการต่อสู้ด้วยวิธีที่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี และเป็นการตั้งใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างจงใจ

ที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชามักปฏิเสธสิ่งที่ได้กระทำ แม้มีหลักฐานข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์ แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงแม้แต่ในวงเจรจาก็ไม่ยอมให้มีข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดที่จะป้องกันปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในข้อตกลงร่วมกัน

ท่าทีดังกล่าวอาจทำให้ผู้คนในสังคมทั้งในระดับประเทศและสังคมโลกเข้าใจได้ว่า กัมพูชาไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีอย่างแท้จริง สิ่งที่เป็นอยู่อาจเป็นเพียงการสร้างภาพลวงต่อสายตาชาวโลก