ทัพเรือปูนบำเหน็จ’ว่าที่ ร.ต.ภัชทราวุฒิ’ เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ

ทัพเรือปูนบำเหน็จ'ว่าที่ ร.ต.ภัชทราวุฒิ' เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ

ทัพเรือปูนบำเหน็จ’ว่าที่ ร.ต.ภัชทราวุฒิ’ เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

กองทัพเรือ ปูนบำเหน็จ ว่าที่เรือตรี ภัชทราวุฒิ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเตรียมอาวุธ ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ในพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชา

10 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ ตำแหน่งผู้บังคับหมวดป้องกัน ร้อย.บก.กรม ต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ทำหน้าที่ผู้บังคับหมวดป้องกัน กองพันต่อสู้อากาศยานเฉพาะกิจป้องกันภัยทางอากาศส่วนหลัง ที่ไปปฎิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

ขณะที่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ กำลังปฏิบัติภารกิจในการตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 2 ส.ค.68 

จากนั้นได้เข้ารับการรักษาตัวและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา โดย พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้แสดงความเสียใจและสั่งการให้เร่งดำเนินการตามระเบียบในการดูแลสิทธิและสวัสดิการ พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต     

โดยกองทัพเรือได้พิจารณาปูน บำเหน็จ และสิทธิกำลังพลสูงสุดให้แก่ผู้เสียชีวิต ขณะปฏิบัติงานในสภาพที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ในส่วนของ ว่าที่เรือตรี ภัชทราวุฒิ ในเบื้องต้นประกอบด้วย เงินประกันภัยหมู่กองทัพเรือจำนวน 500,000 บาท  เงินเดือนค้างจ่าย จำนวน 10,021 บาท บำเหน็จตกทอดจำนวน 1,277,720 บาท เงินช่วยเหลือ จากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือจำนวน 45,000 บาท เงินช่วยพิเศษ 3 เท่าจำนวน 112,740 บาท เงินฌาปนกิจ กองทัพเรือจำนวน 340,000 บาท รวมเฉพาะสิทธิที่เป็นตัวเงิน เป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2,355,481 บาท นอกจากนั้น จะพิจารณาปูนบำเหน็จให้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเลื่อนยศ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ต่อไป

ชายแดนเริ่มคลี่คลาย! ‘ทัพภาค 2’ขอความร่วมมือแจ้งพบวัตถุต้องสงสัย

ชายแดนเริ่มคลี่คลาย! 'ทัพภาค 2'ขอความร่วมมือแจ้งพบวัตถุต้องสงสัย

ชายแดนเริ่มคลี่คลาย! ‘ทัพภาค 2’ขอความร่วมมือแจ้งพบวัตถุต้องสงสัย

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.31 น.

“กองทัพภาคที่ 2″ขอความร่วมมือแจ้งพบวัตถุต้องสงสัย ระบุสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มคลี่คลาย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแถลงสถานการณ์การตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 14.00 น.โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการประชุม GBC ซึ่งทางฝ่ายเรามีความต้องการที่จะลดความตึงเครียด และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ โดยจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ

การดูแลผู้อพยพ ในขณะนี้หลายพื้นที่มีความปลอดภัยเพียงพอในการให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันยังคงมีผู้อพยพอาศัยในศูนย์พักพิงทั้งสิ้น 17 ศูนย์ จำนวน 1,173 คน ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่หลงเหลือวัตถุระเบิด หรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเก็บกู้จากเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือ จากพี่น้องประชาชน หากพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้ดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการตรวจสอบ เก็บกู้ หรือทำลาย และขอให้ผู้พบเห็นหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าจะมีประกาศยืนยันความปลอดภัยโดยชัดเจน

– 006

‘มทภ.2’เปิดใจ! เบื้องหลังเหตุปะทะ-ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำแดนก่อน

'มทภ.2'เปิดใจ! เบื้องหลังเหตุปะทะ-ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำแดนก่อน

‘มทภ.2’เปิดใจ! เบื้องหลังเหตุปะทะ-ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำแดนก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

“แม่ทัพภาคที่ 2″เปิดใจ! เบื้องหลังเหตุปะทะ-ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำแดนก่อน คาดฝ่ายกัมพูชาสูญเสียทหารมากกว่า 3,000 นาย เตือนประชาชนช่วยกันสอดส่องโดรนในทุกพื้นที่สำคัญ เชื่อฝ่ายตรงข้ามต้องการรู้พิกัดจุดยุทธศาสตร์

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เป็นตัวแทนรับมอบเครื่องเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคจาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อมกันนี้ยังได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และโดรนจากภาคเอกชน เพื่อส่งมอบต่อไปให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมอบเงินสนับสนุนให้แก่กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 3 แสนาบาท โดยมี ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ร่วมด้วย

พลโทบุญสิน ได้บรรยายสรุปสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด ให้กับผู้ที่ร่วมมอบสิ่งของให้กับกำลังพลในครั้งนี้ว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ตนพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางกำลังรุกล้ำเข้ามาจากเส้นเขตแดนไทยราว 100-150 เมตร นี่คือการล้ำเขตแดนครั้งแรกที่ตนไม่อาจยอมรับได้ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ออกไป แม้ฝ่ายไทยจะพยายามเจรจาให้ถอนกำลัง แต่ไม่เป็นผล ตนจึงตัดสินใจปิดด่าน ซึ่งได้รับคำยืนยันจากฝ่ายกัมพูชาว่าจะถอนกำลังหากเปิดด่าน แต่หลังจากการเจรจา และเปิดด่าน ทหารไทยกลับเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องบก และต่อมาก็เกิดเหตุเหยียบกัมระเบิดซ้ำที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เคารพอนุสัญญาออตตาวา

สำหรับเหตุการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ในอดีตเคยเปิดให้ประชาชนทั้งสองประเทศขึ้นมาสักการะได้ แต่เกิดความวุ่นวายจนประชาชนไทย และกัมพูชามีแนวโน้มจะปะทะกัน ตนจึงตัดสินใจปิดปราสาท ซึ่งการปิดครั้งนั้นเท่ากับการประกาศสงคราม นำไปสู่การยิงปะทะกัน โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน โดยในช่วงระยะเวลา 4 วันที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรามีเป้าหมายที่ฝ่ายเราต้องปฏิบัติการอยู่ 11 ที่หมาย ซึ่งเกือบทุกที่หมายเรายึดครองได้ 100% แต่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งฐานอยู่ใกล้ตัวปราสาท และมีการวางกับระเบิดไว้หน้าแนว ปราสาทตาควาย จึงยังเป็นปราสาทเดียวที่เรายังคงตรึงกำลังอยู่ห่างออกมาประมาณ 30 เมตร เรายังเข้าไปยึดในตัวปราสาทไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังเข้มแข็ง และภูมิประเทศเราก็เสียเปรียบ ซึ่งขั้นตอนต่อไปทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปพูดคุยกันในระดับรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกันต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการบรรยายสรุปสถานการณ์ได้มีผู้ถามแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า เหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ กำลังพลฝ่ายกัมพูชาสูญเสียมากน้อยแค่ไหน แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบว่า ไม่ต่ำกว่า 3,000 นาย ก็สูญเสียเยอะ เพราะเค้าเข้ามาทีละเยอะๆ ก็เห็นใจฝ่ายเขา แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำของเขา

สถานการณ์เรื่องโดรนขณะนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ โดรนบริเวณชายแดน และโดรนบริเวณพื้นที่ตอนใน โดรนที่ชายแดนเป็นเรื่องของยุทธวิธี ซึ่งทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายกัมพูชาก็มีเหมือนกัน ทุกวันนี้จะใช้โดรนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อยากฝากไปทางรัฐสภาในเรื่องโดรน ซึ่งน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้ ส่วนเรื่องโดรนที่ขึ้นบินในพื้นที่ตอนใน ก็มีการจับกุมได้ทั้งคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ซึ่งก็มาในรูปแบบของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องวางสายข่าวไว้ ในการเข้ามาหาที่ตั้งของสนามบิน บ้านผู้นำทางทหาร คลังกระสุน คลังระเบิด โดยทางฝ่ายเราได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานทำงานบูรณาการร่วมกับตำรวจ จัดหาเครื่องมือแอนตี้โดรน และค้นหาบุคคลที่บินโดรนให้ได้ ซึ่งหากจับกุมคนบินโดรนได้ ทางตำรวจก็ต้องสอบสวนไปให้สุด อย่าเพิ่งปล่อยตัว และสรุปเร็วเกินไป เพราะตนเชื่อว่าคนที่บินโดรนใกล้กับสนามบิน และคลังอาวุธ ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา ซึ่งพวกเราทุกฝ่ายต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะโดรนใช้หาข้อมูลพิกัดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเขาก็จะสามารถตั้งพิกัดในขีปนาวุธได้ นี่ก็คือเหตุผลที่เขาบินโดรน เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องมีบ้านใต้ดินไว้

– 006

กลไกสำคัญใกล้ชิด‘ปชช.’ ‘จิราพร’ร่วมยินดีครบรอบ 133 ปี วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

กลไกสำคัญใกล้ชิด‘ปชช.’ ‘จิราพร’ร่วมยินดีครบรอบ 133 ปี วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

กลไกสำคัญใกล้ชิด‘ปชช.’ ‘จิราพร’ร่วมยินดีครบรอบ 133 ปี วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

“จิราพร”ร่วมยินดีครบรอบ 133 ปี วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชูกลไกสำคัญใกล้ชิด ปชช. ช่วยขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมงานวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพนมไพร ประจำปี 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้กำลังใจและแสดงความชื่นชมบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ท้องถิ่น

โอกาสนี้ นางสาวจิราพร ได้กล่าวชื่นชมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายปกครองทำหน้าที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลพี่น้องประชาชน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะผู้นำชุมชนที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับชุมชน

นางสาวจิราพร ได้กล่าวถึงมาตรการ Seal Stop Safe ซึ่งเป็นมาตรการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา เชิงรุก ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี) ได้มอบนโยบายในงาน Kick off กิจกรรม “Thailand Zero Drugs” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568

ทั้งนี้ มาตรการ Seal Stop Safe ถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปิดล้อมชายแดน 52 อำเภอเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดและอาชญากรข้ามชาติ ส่งผลให้ราคายาบ้าในตลาดมืดปรับสูงขึ้น สะท้อนว่าการเข้าถึงยาเสพติดทำได้ยากขึ้น ในช่วง 10 เดือนของปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค.2567 – 30 ก.ค.2568) รัฐบาลดำเนินคดีมากกว่า 210,000 คดี จับกุมผู้ต้องหากว่า 211,000 ราย ตรวจยึดยาบ้ากว่า 851 ล้านเม็ด ไอซ์ 41 ตัน เฮโรอีน 1.2 ตัน เคตามีน 5 ตัน และอายัดทรัพย์สินขบวนการค้ายาเสพติดกว่า 12,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ นางสาวจิราพร ยังได้กล่าวถึงโครงการธวัชบุรีโมเดล ของจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ไม่เน้นเพียงการจับกุม แต่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยตรง โดยชาวบ้านในพื้นที่มีบทบาทเฝ้าระวัง ป้องกัน และดูแลผู้เสพในชุมชนอย่างใกล้ชิด นำไปสู่การลดจำนวนผู้เสพยาอย่างชัดเจน โดยผลงานจากธวัชบุรีโมเดลได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโมเดลที่ประสบความสำเร็จของรัฐบาล และเป็นแนวทางที่ถูกนำไป ขยายผลในอีก 10 จังหวัดนำร่องทั่วประเทศ

วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2435 (ร.ศ.111) ซึ่งเป็นวันที่ตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก ทดลองจัดระเบียบการปกครองระดับตำบลและหมู่บ้าน ณ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐในการดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด ภายใต้หลัก บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งยังคงสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

– 006

‘เจิมศักดิ์’ชำแหละเป็นข้อๆ ‘รัฐบาลของนางแพฯ’ไม่เหมาะกับการบริหารประเทศ

'เจิมศักดิ์'ชำแหละเป็นข้อๆ 'รัฐบาลของนางแพฯ'ไม่เหมาะกับการบริหารประเทศ

‘เจิมศักดิ์’ชำแหละเป็นข้อๆ ‘รัฐบาลของนางแพฯ’ไม่เหมาะกับการบริหารประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลไทยนิยมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่มองไกล ไม่ปรับโครงสร้าง ไม่เตรียมรับปัญหาอนาคต มุ่งเน้นแต่ไปกระตุ้น ให้เกิดผลระยะสั้น เช่น

– กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน ในรูปแบบต่างๆ 

– กระตุ้นการบริโภค เงินไม่พอก็กู้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะยาวค่อยหาเงินใช้หนี้พฤติกรรมการสะสมเงินออมเพื่อใช้ในอนาคตขณะสูงอายุจึงไม่เกิด

– กระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยการ เพิ่มวันหยุด ไม่ส่งเสริมการทำงาน ได้แต่เร่งโฆษณาชวนเชื่อ ให้ต่างชาติ มาเที่ยวไทย 

– กระตุ้นสุขภาพร่างกาย พละกำลังด้วยยาโด๊ป ปั๊มหัวใจ

ประเทศจะเป็นอย่างไร หากผู้นำการบริหารของไทยยังคิดสั้น คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ

– แต่งหน้าแต่งตัวปกปิด ปมด้อย วางท่าที ให้ดูมั่นใจทั้งที่ข้างในกลวง

– นักการเมืองผู้บริหารประเทศคิดแต่ประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้าที่ได้ดำรงตำแหน่ง  ทุจริต ส่วย จึงงอกงามน่าอับอาย

– ต้องคิดปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ เพื่อการแข่งขัน สามารถแก้ปัญหาที่อาจพบในอนาคต คิดแต่จะนำทรัพยากรแร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซ ในทะเลอ่าวไทย ในภูเขาพื้นที่ต่างๆมาใช้ มากระตุ้นเศรษฐกิจ

– ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงาน ให้คนทำงานหนัก คิดจะทำงาน วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร

– ต้องส่งเสริม เพิ่มพูนให้คนไทยมีทักษะการทำงานที่สูงขึ้นและมากชนิดขึ้น เพื่อรองรับอนาคตที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไว ประชากรก็สูงวัยมากขึ้น

– ต้องส่งเสริมให้คนไทย ค้นคิดเทคโนโลยี แต่หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดหาเทคโนโลยีจากต่างชาติที่ล้ำเลิศ แต่ใช้งานไม่ครบถ้วน เปลี่ยนเครื่องมืออุปกรณ์ใหม่ไปตามยุคตามสมัย

รัฐบาลของนางแพฯ คงจะไม่เหมาะสมกับการบริหารที่ให้คนไทยคิด วางแผนแก้ปัญหา ที่สอดคล้องกับอนาคตไทย 

เราไม่ควรได้ยินการแก้ปัญหาด้วยการ กระตุ้น กระตุ้น และกระตุ้นเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นอีกต่อไป 

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะ มศว เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัยเพื่อสังคม กิจกรรมและวิชาการจึงเป็นของคู่กัน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศ ต้อนรับนิสิตใหม่และกิจกรรมเสริมสร้างอัตลักษณ์นิสิต มศว ปีการศึกษา 2568 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ค่ายอัตลักษณ์นิสิต มศว” โดย รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า อยากให้นิสิตใหม่ มศว วันนี้ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก มศว ที่มีของดีถึง 7 อย่าง แบบที่ผมเรียกว่า “7 SWU Spirits” เป็นความหวังของสังคมในวันข้างหน้าและมีความภูมิใจในความเป็นเด็ก มศว ได้แก่ 1.มีการสื่อสารที่ดี Good Communication 2.มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนที่ดี Set Goals 3.มีส่วนร่วมที่ดีกับทุกคน Connect the Dots 4.คิดดี Positive Mindset มีทัศนคติเชิงบวก 5.มีความมั่นใจที่ดี Self-Confidence 6.มีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ดี Humble Behaviors และ 7.สร้างความไว้วางใจที่ดี Trust

“นี่คือคุณสมบัติของเด็ก มศว พันธุ์ใหม่ที่จะจะช่วยให้เป็นคนดีคนเก่งมีคุณภาพแก่สังคมและปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคเล็กหรือใหญ่พวกเขาก็จะฟันฝ่าผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นๆ ไปได้ด้วยกรอบความคิดที่ผมบอกกับพวกเขาว่า เขาคือ  เด็กดีเด็กเก่ง เด็ก มศว  มีดี 7 อย่าง อธิการบดี มศว กล่าวทิ้งท้าย

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ 1 ของจีน เปิดหลักสูตรพิเศษ วทจ. ชิงหวา ภายใต้แนวคิด “INNOVATION FOR THE FUTURE” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เสริมศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลพร้อมสร้างเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์กับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชิงหวา พร้อมเรียนรู้หัวข้อสำคัญ อาทิ ยุทธศาสตร์ นวัตกรรม ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียวกับกระแสหลัก เพื่อความยั่งยืนและความมั่นคง , ปรับตัวให้ทัน กับยุคอุตสาหกรรมโฉมใหม่ที่กำลังจะมาถึง  จับกระแสเม็ดเงินลงทุนของจีน ปัจจุบัน และอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของหลักสูตร คือการศึกษาดูงานในสถานประกอบการชั้นนำของจีน อาทิ Tsinghua Science Park ศูนย์บ่มเพาะเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ของจีน  Lenovo บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของจีนที่สั่นสะเทือนวงการอิเล็กทรอนิกส์ และ iFLYTEK เอไออัจฉริยะด้านภาษาที่จะเชื่อมโลกเป็นหนึ่งเดียว

หลักสูตร “วทจ. x ชิงหวา” มีพิธีเปิดและบรรยายพิเศษในวันที่ 22 พ.ย.68 ณ โรงแรม ยู สาทร กรุงเทพฯ และเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 5 ธ.ค.68 โดยผู้เข้าเรียนที่มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 75% จะได้รับ Certificate of Participation จาก Tsinghua University

โดยจะเปิดรับสมัครทั้งบุคคลทั่วไปและศิษย์เก่า วทจ. วันนี้ถึง 30 ก.ย.68 โดยจะมีการสัมภาษณ์ในวันที่ 4 ต.ค.68 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 ต.ค.68 พร้อมทั้งชำระค่าลงทะเบียนวันที่7 – 10 ต.ค.68 ผู้สนใจสามารถกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/qpuLuvN6LYDbXvdx7 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 090-220-9838 หรือ Line: @tclhcu เว็บไซต์: http://www.tclhcu.com

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว”

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทนครูผู้ชาย ชื่อว่า “คุณครูบรรณ” และคุณครูผู้หญิง ชื่อ “ครูจรรยา” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 1.ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย , 2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น      

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ผู้บริหารของ สอศ. เข้าร่วมในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 โดย สอศ. ร่วมกับ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้บริการซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานครั้งนี้จัดขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินและแม่ของประชาชนชาวไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรชาวไทยและเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาและวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้ร่วมมือกับกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของชาติ นำครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ออกมาให้บริการด้วยจิตอาสาและทักษะวิชาชีพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกการให้ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคมแก่เยาวชนอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 7 จุดบริการ และพื้นที่ชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ในเขตพระราชฐาน จำนวน 5 จุดบริการ ดังนี้ พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ 1.สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และสอนอาชีพ  2.วัดบางบัว เขตบางเขน ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และวิทยาลัยสารพัดช่างนครปฐม อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 3.วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต ร่วมกับกองทัพบก โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 4.วัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ร่วมกับกองทัพเรือ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม และวิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอาชีพ 5.วัดโพสพผลเจริญ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ร่วมกับกองทัพอากาศ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 6.วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เขตห้วยขวาง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 7.สวนสราญรมย์ เขตพระนคร ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม

สำหรับในภูมิภาคให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ในพื้นที่ชุมชนเขตพระราชฐาน 5 แห่งดังนี้ 1.พระตำหนักสิริยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2.โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ฝั่งประถม) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3.โรงเรียนบ้านนาตาลคาข่า อ.เต่างอย จ.สกลนคร ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสกลนคร 4.ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ 5.อาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกาญจนทักษิณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนราธิวาส

กิจกรรมจิตอาสาดังกล่าว เป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวะจะได้นำความรู้และทักษะวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือสังคม สร้างจิตสำนึกในการเป็นผู้ให้ และเป็นการพัฒนาทักษะการทำงานในสถานการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตกำลังคนอาชีวะที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และจิตอาสาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม 'คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี'

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่าในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ความว่า

ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ยามนี้ ขอคณะสงฆ์จงมีสติระลึกรู้ในอันที่สำรวมระวัง ครองตนในพระปาฏิโมกข์ อันสมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานไว้เป็นหลักประพฤติของเราทั้งหลายผู้เป็นสมณะอย่างเคร่งครัด เพื่อธรรมนั้นจักได้ปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ให้มีชัยเหนือปัญหา และก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้โดยสวัสดี ขอถวายกำลังใจให้สมณะที่ดี จงมีขันติธรรม พรหมวิหารธรรม และอิทธิบาทธรรม อย่างแกล้วกล้าเข้มแข็ง เพื่อรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยตลอดกาลนาน ขอให้ทราบถึงความห่วงใยที่มหาเถรสมาคมมีต่อบรรพชิตทุกรูปผู้เป็นสหธรรมิก ซึ่งมุ่งมั่นครองตน และครองงานด้วยวิริยภาพอาจหาญ แม้ในยามที่กำลังใจของท่านอาจถูกบั่นทอนโดยเหตุปัจจัยนานาประการ

ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุสามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

“สติ” เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก จึงขอให้พุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่า จงมั่นในธรรมภาษิตที่ว่า “ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ” ความว่า “คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี”

– 006