นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

แนะรื้อใหญ่-แยกประเภท”มหา’ลัย”ให้ชัด “นักวิชาการ มธ.”เสนอทางออก หลังพบ”ทุนมนุษย์ไทย”ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอแนวทางแก้ปัญหา หลัง “สศช.-TDRI-ยูนิเซฟ” ตีแผ่รายงานประเทศไทยสอบตกทุนมนุษย์หลายด้าน เสนอรัฐบาลปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ แยกประเภทมหาวิทยาลัยให้ชัดระหว่าง “วิชาการ-วิจัย” เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก กับ “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” เพื่อผลิตกำลังคนป้อนตลาดแรงงาน ระบุ หากเศรษฐกิจแย่ก็แทบเป็นไปไม่ที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี ชี้ชัดหากต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคล ต้องคำนึงถึงสุขภาวะของครอบครัวและชุมชน

จากกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์การยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” โดยแสดงความกังวลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย อาทิ ภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ทักษะการอ่านและการคำนวณของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมตามช่วงวัย มีคนอายุ 25-34 ปี เพียงร้อยละ 59 ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีวัยทำงานเพียง 3% เท่านั้น ที่ได้รับการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา และพบว่าวุฒิการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน มีแรงงานมากกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงสาย ฯลฯ พร้อมทั้งเสนอให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและเน้นสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักศึกษา

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของรายงานฯ ที่ระบุถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมีการปรับตัว ยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็น และหันมาเน้นการสร้างคนที่มีความพร้อมจะเรียนรู้และมีทักษะที่จำเป็น เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร หรือทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ เพื่อให้บัณฑิตมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีความสับสนในตัวเองอยู่ว่า ตกลงแล้วเราจะผลิตปัญญาชนเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือจะผลิตแรงงานเพื่อเข้าสู่ตลาดกันแน่ ซึ่งในยุโรปจะมีการแยกสถาบันการศึกษาออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. มหาวิทยาลัยทั่วไปที่เน้นวิชาการและวิจัย (University/Research University) เน้นการเรียนการสอนเชิงวิชาการและการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และผลักดันความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับสากล 2. มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (University of Applied Sciences) หรือโพลีเทคนิค (Polytechnic) ที่มุ่งเน้นการศึกษาเฉพาะเจาะจงไปที่สาขาอาชีพเป็นสำคัญ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการแยกประเภทมหาวิทยาลัยเช่นนี้จะเหมาะสมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลและเป็นทางออกของประเทศไทยได้

ผศ.ชล กล่าวว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ ด้วยการดำเนินการตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทสามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อตอบวัตถุประสงค์นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น มหาวิทยาลัยวิจัยก็จะวิจัยเชิงลึกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม หรือต้องแบ่งกำลังคนไปดูแลทั้งงานวิจัยและการสอนแบบประยุกต์ นักศึกษาเองก็จะเลือกได้อย่างชัดเจนว่าจะศึกษาแนวทางใด ขณะที่ตลาดแรงงานก็จะชัดเจน คือหากต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันทีก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่หากต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เชิงลึกก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิจัย

“รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสำหรับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อให้คุณภาพและมาตรฐานที่สูง แต่หลังจากนั้นควรส่งเสริมให้แต่ละสถาบันแข่งขันกันเอง ทั้งในด้านการดึงดูดนักศึกษาและการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนส่วนมหาวิทยาลัยวิจัย รัฐบาลต้องสนับสนุน งบประมาณวิจัยอย่างมียุทธศาสตร์ โดยไม่ใช้วิธีแบบเบี้ยหัวแตก หรือการให้งบประมาณจำนวนน้อยๆ กระจายไปหลายส่วนเหมือนที่ผ่านมา” ผศ.ชล กล่าว

นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษา การฝึกอบรม รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กและเยาวชนที่นำเสนอเอาไว้ในตัวรายงานแล้ว นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ กล่าวว่า ปัญหารากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลที่ค้องแก้ไขคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ การมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องมองไปที่สุขภาวะของครอบครัวและชุมชนด้วย แยกกันไม่ได้ หากเด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมหรือได้รับการเลี้ยงดูโดยผู้สูงอายุอย่างตามมีตามเกิด ก็แทบจะเป็นไปไม่เลยที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี สาเหตุที่ดึงพ่อแม่ออกจากบ้านก็คือปัจจัยทางเศรษฐกิจ

“ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังขาดการพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานอย่างแท้จริง เช่น อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอจนเป็นเหตุให้พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักล่วงเวลาจนไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานได้อย่างเต็มที่ การขาดแคลนงานที่มีมูลค่าสูงในชนบทจนเป็นผลให้ทำให้คนต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองและทิ้งลูกหลานไว้กับผู้สูงอายุ ฯลฯ” ผศ.ชล กล่าว

ผศ.ชล กล่าวว่า ในส่วนของภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ซึ่งนอกจากความรู้ด้านโภชนาการที่ต้องส่งเสริมกันต่อไปแล้ว ปัญหานี้ยังสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบอาหารและเกษตรกรรมของประเทศอีกด้วย ปัจจุบันอาหารที่ดีมีราคาแพง คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าไม่ถึงอาหารที่ดี ซึ่งมีผลต่อการทำลายรากฐานการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่ผลักดันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติด การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะหรือแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสุขภาวะครอบครัวและชุมชนทั้งสิ้น

สำหรับประเด็นมีวัยแรงงานเพียง 3% ที่ผ่านการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนตัวมองว่าก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่นกัน กล่าวคือสภาพการทำงานที่บีบคั้นและนโยบายของบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอจึงไม่สามารถเปิดช่องให้พนักงานไปฝึกอบรมได้ ขณะที่พนักงานก็ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อหารายได้ให้เพียงพอจนไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง ฉะนั้นหากจะคาดหวังให้พนักงานไปพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงปัญหาเหล่านี้ แนวทางดังกล่าวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

'วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี' น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ'สมเด็จพระพันปี'

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

“วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี“ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมบทบาทสตรี-สถาบันครอบครัว-ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

10 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด : กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบาง จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยมี ดร. สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา เลขานุการนายก อบจ. สุพรรณบุรี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมงาน

นายวราวุธ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ทรงเป็นแบบอย่างของ “แม่” ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในคุณงามความดี และทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ เนื่องในโอกาสเดือนสิงหาคมเป็นเดือนพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมบทบาทสตรีและธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของสถาบันครอบครัว อีกทั้งทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยเหลือครอบครัวและสตรีกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวันและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างมีความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้มีการจัด 2 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย 

1.กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค. 68 นี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัดให้เกิดการพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมความรัก ความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในครอบครัว พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านสถาบันครอบครัวในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ มีการจัด 3 กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรม “สานสัมพันธ์ชุมชนล้อมรักให้ครอบครัว” โดยนำเสนอเรื่องราวครอบครัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว , กิจกรรม“น้อมรำลึกพระคุณแม่” โดยถ่ายทอดความรู้สึกต่อแม่ผ่านตัวอักษร และกิจกรรม “เชื่อมใจ สายใยครอบครัว” โดยเรียนรู้แนวทางสร้างครอบครัวเข้มแข็งตามแนวพระราชดำริ

นอกจากนี้ มีการมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 อำเภอๆ ละ 30 คน รวม 300 คน ซึ่งบรรจุสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อน และให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาและความต้องการของสตรีกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ โอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2. กิจกรรมฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติหรือเครื่อง AED (Automatic External Defibrillator) โดยจัดอบรมจำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ สำหรับผู้รับการฝึกอบรมอาชีพหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ บุคลากรของหน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียวจังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และเครือข่ายภาคประชาชน จำนวน 100 คน ส่วน รุ่นที่ 2 วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวง พม. สะพานขาว กทม. สำหรับบุคลากร กระทรวง พม.จำนวน 100 คน ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ประสานความร่วมมือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความจงรักภักดีจากรัฐบาล โดยผลสัมฤทธิ์ไปสู่ประชาชน “ครอบครัว สตรีกลุ่มเปราะบาง” ที่อยู่ภายใต้พระบารมีของพระองค์อย่างแท้จริง.

012

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

10 ส.ค. 2568 12:46 น.

ชาติพันธมิตรยุโรปผนึกกำลังหนุนยูเครน ยืนยันต้องได้ร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพรัสเซีย

ชาติพันธมิตรในยุโรปรวมตัวกันสนับสนุนยูเครน โดยยืนกรานว่าการเจรจาสันติภาพกับรัสเซียจะต้องมียูเครนร่วมในการเจรจาด้วย

กลุ่มชาติพันธมิตรยุโรปได้แสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนยูเครน โดยเรียกร้องให้ยูเครนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาสันติภาพใดๆ กับรัสเซีย ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่รัฐอะลาสกาของสหรัฐฯ ในวันที่ 15 ส.ค. นี้

ผู้นำจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ ฟินแลนด์ และคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า “หนทางสู่สันติภาพในยูเครนไม่สามารถตัดสินใจได้หากปราศจากยูเครน” โดยแถลงการณ์ดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า “พรมแดนระหว่างประเทศจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง” ซึ่งเป็นการตอบโต้รายงานข่าวที่ว่าทำเนียบขาวกำลังพยายามโน้มน้าวชาติพันธมิตรยุโรปให้ยอมรับข้อตกลงที่รัสเซียจะเข้าครอบครองภูมิภาคดอนบาสและไครเมีย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าประเทศของตนอาจไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ และเตือนว่าข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยปราศจากยูเครนนั้นจะเป็นเพียง “การตัดสินใจที่ไร้ความหมาย” เขายังปฏิเสธข้อเสนอของทรัมป์ที่อาจมีการ “แลกเปลี่ยนดินแดน” เพื่อยุติความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า “เราจะไม่ให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับสิ่งที่พวกเขากระทำ”

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ( 9 ส.ค.) ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยินดีที่จะจัดการประชุมไตรภาคีร่วมกับทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกี แต่สำหรับตอนนี้การประชุมยังคงเป็นเพียงระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียตามคำขอเริ่มต้นของรัสเซีย ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าปูตินจะยอมรับการประชุมดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากเขาเคยปฏิเสธโอกาสในการเจรจาโดยตรงมาหลายครั้งแล้ว

แถลงการณ์จากผู้นำยุโรปยังยืนยันที่จะให้การสนับสนุนยูเครนต่อไป ทั้งในด้านการทูต การทหาร และการเงิน พร้อมกับเน้นย้ำว่า “ทางออกทางการทูต” มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องยูเครนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงของยุโรปด้วยเช่นกัน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้แสดงความกังวลผ่านทาง X เกี่ยวกับการที่รัสเซียและสหรัฐฯ พยายามกีดกันยุโรปออกจากกระบวนการเจรจา โดยกล่าวว่า “ชาวยุโรปต้องเป็นส่วนหนึ่งของทางออกอย่างแน่นอน เพราะความมั่นคงของพวกเขาเองก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

การประชุมสุดยอดที่รัฐอะลาสกาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พบกับประธานาธิบดีปูตินในเดือนมิถุนายน 2021 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 9 เดือนก่อนที่รัสเซียจะส่งกองทัพเข้าสู่ยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าสงครามจะดำเนินมานานกว่าสามปีแล้ว และรัสเซียได้ผนวกสี่ภูมิภาคของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเองในปี 2022 แต่ยังคงไม่สามารถรุกคืบได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่การรุกตอบโต้ของยูเครนก็ยังไม่สามารถผลักดันกองกำลังรัสเซียให้ถอยร่นได้เช่นกัน ทำให้การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเวทีโลก.

ที่มา BBC

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

10 ส.ค. 2568 10:14 น.

อังกฤษรวบผู้ประท้วง 474 คน ชุมนุมสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์

ตำรวจนครบาลลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 474 คนที่จัตุรัสรัฐสภา ซึ่งร่วมในการชุมนุมเพื่อสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” ที่ถูกรัฐบาลสหราชอาณาจักรขึ้นบัญชีดำภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีของตำรวจนครบาล โดยผู้ประท้วง 466 คนถูกจับกุมในข้อหาสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ขณะที่อีก 8 คนถูกจับกุมในข้อหาอื่น ๆ รวมถึงการทำร้ายเจ้าหน้าที่และการกระทำผิดที่มีเจตนาเหยียดเชื้อชาติ

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ถูกขึ้นบัญชีดำเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้พระราชบัญญัติการก่อการร้ายปี 2000 ทำให้การเป็นสมาชิกหรือให้การสนับสนุนกลุ่มนี้ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี

ผู้ประท้วงหลายร้อยคนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ โดยพร้อมกันชูป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันสนับสนุน Palestine Action” ซึ่งผู้จัดการประท้วงเผยว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 1,000 คน

ก่อนหน้านี้ ตำรวจนครบาลรายงานว่ามีผู้คนประมาณ 500 ถึง 600 คนอยู่ในจัตุรัสรัฐสภาเมื่อการประท้วงเริ่มต้นขึ้น แต่ “หลายคนเป็นผู้ชม สื่อมวลชน หรือผู้ที่ไม่ได้ถือป้ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวปาเลสไตน์” และเมื่อเวลา 13.00 น. เมื่อระฆังบิ๊กเบนดังขึ้น ผู้คนหลายร้อยคนที่นั่งอยู่บนจัตุรัสก็ชูป้ายประท้วง และตำรวจก็เริ่มจับกุมผู้ประท้วงหลายคนพร้อมกัน โดยแทรกตัวผ่านฝูงชน ผู้ประท้วบางคนเลือกที่จะเดินออกไปอย่างเงียบๆ ส่วนผู้ที่ไม่ยอมขยับตัวนอนราบกับพื้น ถูกตำรวจนำตัวออกไป

อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ และชี้แจงว่าการสั่งห้ามกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันนั้นมาจาก “คำแนะนำด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง” โดยอ้างถึงการโจมตีที่รุนแรงและแผนการโจมตีในอนาคตของกลุ่ม

ขณะที่นายซาชา เดชมุข ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล สหราชอาณาจักร กล่าวว่าการจับกุมผู้ประท้วงเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และชี้ว่าผู้ประท้วงไม่ได้ยุยงให้เกิดความรุนแรง และการปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะผู้ก่อการร้ายนั้นไม่สมเหตุสมผล

ผู้ประท้วงหลายคนได้แสดงความคิดเห็นต่อสื่อถึงความกังวลเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก โดยหนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า “ถ้าพวกเขาแบนกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันแล้วกลุ่มอื่นจะถูกแบนเมื่อไหร่? จนกว่าเราจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประท้วงอะไรเลย นั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย”

แม้จะมีการจับกุม แต่ศาลสูงก็ได้ตัดสินให้กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำสั่งห้ามดังกล่าวได้ โดยทนายความของกลุ่มอ้างว่าการสั่งห้ามเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี.

ที่มา BBC

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว "ฟ็อกซ์นิวส์" ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

10 ส.ค. 2568 09:40 น.

ทรัมป์เสนอชื่อ อดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ดำรงตำแหน่งรองทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ได้เสนอชื่อแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและอดีตผู้ประกาศข่าว “ฟ็อกซ์นิวส์” ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้แทนถาวรสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

ในโพสต์บนทรูธโซเชียล ทรัมป์กล่าวว่าบรูซ ซึ่งทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม ได้ “ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม” ในบทบาทนี้

ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาล บรูซเคยเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้กับฟ็อกซ์นิวส์ มานานกว่า 20 ปี และเขียนหนังสือหลายเล่มที่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยม รวมถึงหนังสือ “Fear Itself: Exposing the Left’s Mind-Killing Agenda” อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อใด หากการเสนอชื่อของเธอได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภา

ทรัมป์เขียนในโพสต์บนทรูธโซเชียลเมื่อวันเสาร์ (9 ส.ค.) ว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ผมได้เสนอชื่อแทมมี บรูซ ผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญทางโทรทัศน์ และนักเขียนหนังสือขายดี ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนต่อไป โดยมียศเป็นอัครราชทูต” 

“นับตั้งแต่เริ่มต้นวาระที่สองของผม แทมมีได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโดดเด่นในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเธอได้ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม” พร้อมเสริมว่าเธอจะเป็นตัวแทนของสหรัฐฯ “อย่างยอดเยี่ยม”

ในฐานะโฆษกหญิง บรูซได้ปกป้องการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เป็นที่ถกเถียงหลายประเด็น ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ ไปจนถึงการส่งผู้รับเหมาทางทหารเอกชนไปแจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซา

ไมค์ วอลทซ์ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากทรัมป์ให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ยังต้องรอการยืนยันจากวุฒิสภา

โดโรธี เชีย นักการทูตอาชีพ ดำรงตำแหน่งรักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติคนปัจจุบัน เธอเคยดำรงตำแหน่งรองเอกอัครราชทูตในปี 2024.

ที่มา BBC

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

10 ส.ค. 2568 06:54 น.

เจ้าอาวาสใหม่วัดเส้าหลิน สั่งเปลี่ยนกฎ-ลดใช้มือถือ พระ-เจ้าหน้าที่แห่ลาออก

เจ้าอาวาสองค์ใหม่ของวัดเส้าหลิน บังคับกฎใหม่สุดเข้มงวด รวมถึงจำกัดเวลาใช้โทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้พระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ลาออกไปหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อ 9 ส.ค. 2568 ว่า พระกับเจ้าหน้าที่ของวัดเส้าหลินกว่า 30 คน ลาออกจากวัดแล้ว หลังจากพระ ซื่อ หยินเล่อ (Shi Yinle) ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่ง เริ่มบังคับใช้กฎหมาย ลดเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือ จำกัดการทานอาหาร และให้ทำงานเป็นเวลานาน

เจ้าอาวาส ซื่อ หยินเล่อ รับตำแหน่งต่อจาก ซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสผู้กำลังถูกเจ้าหน้าที่จีนสืบสวนข้อหาอาชญากรรมหลายอย่าง รวมถึงยักยอกเงิน, ใช้เงินทุนและทรัพย์สินของวัดอย่างไม่เหมาะสม, มีความสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสมกับผู้หญิงหลายคนเป็นเวลานาน และมีลูกนอกสมรสอย่างน้อย 1 คน

ซื่อ หยินเล่อ วัย 59 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ใหม่ของวัดเส้าหลินเมื่อ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นเขาก็ประกาศการปฏิรูป 5 อย่างในทันที ได้แก่

– หยุดกิจกรรมเชิงพาณิชย์

– ห้ามทำพิธีกรรมที่มีค่าใช้จ่ายสูง

– ปิดร้านค้าภายในวัด

– ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของพระด้วยการทำเกษตรกรรม

– ปรับระบบการกระจายรายได้ใหม่ ด้วยการยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมที่เคยถูกวิจารณ์

เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินองค์ใหม่ระบุว่า พระสงฆ์ของวัดนั้นหลงทางจากเส้นทางธรรมไปแล้ว พวกเขาไม่ฝึกฝนอย่างจริงจังและไม่ทำงานอย่างเหมาะสม เช่น พระบางรูปสั่งอาหารมายังห้องทำสมาธิ และฟังเพลงป๊อประหว่างสวดมนต์

กฎใหม่ดังกล่าวบังคับให้พระสงฆ์ต้องรายงานตัวเพื่อทำวัตรเช้าในเวลา 4.30 น. ตามด้วยทำการเกษตรและฝึกฝนวิทยายุทธตามวิถีเซน นอกจากนั้นโทรศัพท์มือถือจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของกลาง ลดเวลาการใช้งานเหลือ 30 นาที และห้ามใช้เพื่อความบันเทิงทุกอย่าง

พระสงฆ์ที่ไม่ผ่านการประเมินใหม่ที่เรียกว่า “ระบบคัดออกผู้อยู่ระดับล่างสุด” (bottom-tier elimination system) เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน จะต้องออกจากวัดเส้าหลิน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่มากมายตัดสินใจลาออกจากวัด โดยยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะถูกย้ายไปอยู่วัดอื่น หรือขาดความเป็นพระองค์อย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ซื่อ หย่งซิ่น หรือชื่อเดิมคือ หลิว อิงเฉิง อายุ 59 ปี บวชเป็นพระตั้งแต่ปี 2524 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ในปี 2542 และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของจีนที่มีวุฒิปริญญาโท โดยเขาเรียนจบในสาขาบริหารธุรกิจ

ซื่อ หย่งซิ่น ได้รับฉายาว่า “พระซีอีโอ” จากการพลิกโฉมสถาบันทางศาสนาให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ภายใต้การนำของเขา วัดได้เริ่มเปิดโรงเรียนนอกประเทศจีน และจัดตั้งคณะพระสงฆ์สัญจรเพื่อแสดงศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของวัด สามารถดึงดูดลูกศิษย์ปีละหลายพันคนจากหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ซื่อ หย่งซิ่นก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากเช่นกัน เพราะด้านหนึ่ง เขาทำให้วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และพฤติกรรมส่วนตัว โดยเขาเคยถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงและยักยอกเงินจากวัดมาแล้วในปี 2558 แต่ตอนนั้นพ้นข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : NDTV

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

10 ส.ค. 2568 05:04 น.

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเริ่มถอดเครื่องขยายเสียงบริเวณชายแดนบางส่วนแล้ว ตามรอยเกาหลีใต้ที่ทำแบบเดียวกันไปก่อนหน้านี้ ชี้เป็นสัญญาณดีหลังเกาหลีใต้ได้ประธานาธิบดีคนใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 กองทัพเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือเริ่มการถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วน ที่พวกเขาติดตั้งไว้บริเวณชายแดนเกาหลีใต้ เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว

แถลงการณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า พวกเขาตรวจพบว่าทหารเกาหลีเหนือเริ่มรื้อถอนเครื่องกระจายเสียงในบางพื้นที่ตามแนวชายแดนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (9 ส.ค.) แต่ยังต้องรอยืนยันว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกถอดออกทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือดูเหมือนจะเป็นปฏิกิริยาเชิงบวก หลังจากนายอี แจ-มยอง ผู้ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีทั้งสอง ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ก็เพิ่งถอดเครื่องขยายเสียงบางส่วนของพวกเขาที่ติดตั้งเอาไว้ตามแนวเขตปลอดทหาร (DMZ) โดยในช่วงที่ผ่านมา เกาหลีใต้คอยเปิดเพลง เค-ป๊อป และรายงานข่าวข้ามพรมแดน ในขณะที่เกาหลีเหนือเปิดเสียงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เช่น เสียงหอนของสัตว์ต่างๆ

อนึ่ง เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้หยุดกระจายเสียงเข้าใส่กันมานานถึง 6 ปี จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 2567 เกาหลีใต้กลับมากระจายเสียงอีกครั้ง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเปียงยางที่ส่งบอลลูนทิ้งขยะข้ามพรมแดน ก่อนที่เกาหลีเหนือจะเปิดเครื่องกระจายเสียงตาม

ชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนร้องเรียนว่า พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื่องจากเสียงที่ดังมาจากทั้งสองฝ่าย โดยที่บางครั้งก็ดังขึ้นกลางดึก

เกาหลีใต้อ้างว่า เครื่องกระจายเสียงของพวกเขาสามารถถ่ายทอดเสียงได้ไกลสุดถึง 10 กม.ในตอนกลางวัน และ 24 กม.ในตอนกลางคืน แต่เกาหลีใต้ระงับการกระจายเสียงในเดือนมิถุนายน โดยองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือออกมาโจมตีมาตรการดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

10 ส.ค. 2568 03:59 น.

สหรัฐฯ จับวัยรุ่นอายุ 17 ปี ยิงปืนกลางไทม์สแควร์ มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

เกิดเหตุยิงกันที่จัตุรัสไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์ก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ขณะที่วัยรุ่นอายุ 17 ปีถูกจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมตัววัยรุ่นอายุ 17 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธปืนยิงกลางจัตุรัสไทม์สแควร์ ในนครนิวยอร์ก เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

ข่าวระบุว่า เสียงปืนดังขึ้นในเวลาประมาณ 1.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ถนนตะวันตกลำดับที่ 44 และถนนเซเวนธ์อเวนิว (Seventh Avenue) ใต้หอคอยบิลบอร์ดในจัตุรัสไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในโลก

ตำรวจนิวยอร์กไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ต้องสงสัยรายนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อหา ขณะที่ผู้บาดเจ็บประกอบด้วยชายอายุ 19 ปี ถูกยิงเข้าที่เท้า, ชายอายุ 65 ปี ถูกยิงที่ขาซ้าย และหญิงอายุ 18 ปี ถูกกระสุนถากที่คอ โดยทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว และมีอาการทรงตัว

ทั้งนี้ เหตุยิงกันที่ไทม์สแควร์ปะทุขึ้นระหว่างเกิดการทะเลาะวิวาทที่หน้าร้านไก่ทอด Raising Cane’s โดยตำรวจยึดอาวุธปืนพกได้ 1 กระบอกจากที่เกิดเหตุ

อนึ่ง นี่นับเป็นเหตุอาชญากรรมด้วยอาวุธปืนครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในรัฐนิวยอร์ก โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมก็เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายบุกยิงภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในย่านมิดทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ คนร้ายเป็นชาวรัฐเนวาดา อายุ 27 ปี คาดว่าตั้งใจมาโจมตีสำนักงานลีกอเมริกันฟุตบอล NFL

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจนิวยอร์กระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นครนิวยอร์กมีสถิติเหตุความรุนแรงด้วยอาวุธปืนต่ำที่สุดเป็นประวัติกาล

เหตุยิงกันล่าสุดยังเกิดขึ้นเพียง 3 เดือนก่อนที่การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่จะมาถึง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางออกปฏิบัติการตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อปราบปรามการก่ออาชญากรรมโดยคนหนุ่มสาว ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่าอยู่ในระดับ “เหนือการควบคุม” แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

10 ส.ค. 2568 02:21 น.

กัมพูชาเผย กำลังดูแลหญิงไทย ถูกพบนอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์

สื่อกัมพูชาเผย พบหญิงไทยมีอาการสับสน นอนอยู่บนถนนในสีหนุวิลล์ และเธอกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยมีแพทย์ให้ความดูแลอย่างดีที่สุด

สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา รายงานว่า นายมัง สีเนธ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระสีหนุ (สีหนุวิลล์) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรับผู้ป่วยส่งต่อประจำจังหวัด ให้การดูแลทางการแพทย์แก่หญิงชาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งถูกแอดมิตเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตามข้อมูลในบัตรประชาชนที่หญิงคนนี้พกติดตัวพบว่าเธอชื่อ ชลธิญา พุทธิวงษ์ เป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ อายุ 24 ปี โดยเธอถูกพบนอนอยู่บนถนนสายหนึ่งบริเวณหาดโอเทรส (O’Tres) ในสีหนุวิลล์ โดยชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า เธออยู่ในอาการสับสน และมีอาการเครียดเล็กน้อย

จากนั้นชาวบ้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรียกรถพยาบาลมารับตัวหญิงรายนี้ไปส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด

“แพทย์ได้สอบถามเธอแล้ว แต่เธอไม่ตอบสนองมากนัก เธอพูดขึ้นมาว่า ปวดหัว แล้วจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เจ้าหน้าที่ทางการก็พยายามสอบถามเธอแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการตอบสนอง” ดร.เซง นง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรับผู้ป่วยส่งต่อประจำจังหวัดสีหนุวิลล์กล่าว

พนมเปญโพสต์ย้ำว่า ตอนนี้คนไข้รายนี้กำลังได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากทีมแพทย์ของกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

10 ส.ค. 2568 00:41 น.

เซเลนสกีลั่น ยูเครนไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนทรัมป์คุยปูติน หาทางยุติสงคราม

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันว่ายูเครนจะไม่ยอมเสียดินแดน ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน จะพบปะพูดคุยกันเพื่อหาทางยุติสงคราม

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมากล่าวว่า ยูเครนจะไม่ยอมเสียดินแดนของตัวเอง ปฏิเสธคำพูดของฝ่ายสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ข้อตกลงกับรัสเซียอาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนดินแดน ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน จะพูดคุยกันในสัปดาห์หน้า เพื่อหาทางยุติสงคราม

นายทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เขาจะพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียที่อะแลสกา ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ และอ้างว่าหลายฝ่าย รวมถึงนายเซเลนสกี เข้าใกล้ข้อตกลงที่อาจแก้ไขความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งได้

รายละเอียดเรื่องข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผย แต่นายทรัมป์กล่าวว่า มันอาจรวมถึงการ “แลกเปลี่ยนดินแดนบางส่วนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย” หมายความว่ายูเครนอาจต้องสละดินแดนบางส่วนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ยูเครนกับพันธมิตรของพวกเขาในยุโรประบุว่า เป็นการสนับสนุนการรุกรานของรัสเซีย

“ชาวยูเครนจะไม่ยกดินแดนของตัวเองเป็นของขวัญให้แก่ผู้ยึดครอง” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอแถลงการณ์ และเสริมว่า พรมแดนของยูเครนถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว

ทั้งนี้ ตลอดสงครามนานกว่า 3 ปีครึ่ง รัสเซียประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียว ควบรวม 4 แคว้นของยูเครนได้แก่ ลูฮานสก์, โดเนตสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตัวเอง เพิ่มเติมจากแคว้นไครเมียที่พวกเขายึดไปในปี 2557

รัสเซียยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้ง 4 แคว้นได้ทั้งหมด และพวกเขาก็เรียกร้องให้เคียฟถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ฝ่ายยูเครนควบคุมอยู่

ด้านยูเครนอ้างว่าพวกเขายังมีทหารยึดครองพื้นที่เล็กๆ ในแคว้นคูสค์ของรัสเซียเอาไว้ ราว 1 ปีหลังจากพวกเขาส่งทหารข้ามพรมแดนโจมตีในรัสเซียเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างข้อต่อรองในการเจรจา แต่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ขับไล่ทหารยูเครนออกจากแคว้นแห่งนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว

ขณะเดียวกัน การต่อสู้บริเวณพื้นที่แนวหน้าการปะทะความยาวกว่า 1,000 กม. ทางฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของยูเครน ยังคงดุเดือด โดยรัสเซียครอบครองดินแดนของยูเครนเอาไว้ได้ราว 1 ใน 5 และทหารมอสโกกำลังรุกคืบอย่างช้าๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna