กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

9 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาลั่น ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ หลังทหารไทยเหยียบเจ็บ 3 นาย

หน่วยงานทุ่นระเบิดของกัมพูชายืนยัน ไม่ได้วางกับระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด โว 30 ปีที่ผ่านมากู้ทุ่นระเบิดนับล้านลูกจนนานาชาติยอมรับ

สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2568 ปฏิเสธคำกล่าวหาของกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ระบุว่า กัมพูชาวางกับระเบิดใหม่ ทำให้ทหารไทยไปเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

สื่อกัมพูชาอย่าง พนมเปญโพสต์ ระบุว่า ทหารไทยถูกกับระเบิดได้รับบาดเจ็บขณะเตรียมการวางรั้วลวดหนามใหม่ ซึ่งอาจเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด

CMAA ระบุว่า จุดยืนของกัมพูชานั้นชัดเจน “เราไม่ได้ และจะไม่วางกับระเบิดใหม่ กัมพูชาเป็นภาคีที่น่าภาคภูมิในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเราได้ให้สัตยาบันในปี 2542 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติเรื่องสถิติการเก็บกู้ ไม่ใช่ติดตั้ง อาวุธโจมตีอย่างไม่แบ่งแยกเหล่านี้”

CMAA ย้ำด้วยว่า ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปมากกว่า 1 ล้านลูก และวัตถุระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามกว่า 3 ล้านลูก ช่วยชีวิตคนจำนวนนับไม่ถ้วนและกู้คืนที่ดินกลับมาให้แก่ชุมชน

แถลงการณ์ของ CMAA บอกอีกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใส เกี่ยวกับรายงานเรื่องการเหยียบกับระเบิดของทหารไทย และเนื่องจากยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน พวกเขาขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความอดกลั้นในการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะ

“ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ไม่เพียงเสี่ยงบ่อนทำลายเจตนารมณ์ของความร่วมมือที่สร้างขึ้นภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังคุกคามที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ต้องการความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์มากที่สุด”

“กัมพูชาหวังว่าฝ่ายไทยจะเคารพข้อตกลงที่เห็นชอบในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการชายแดนร่วมกัมพูชา-ไทย (GBC) โดยเฉพาะข้อ 2 ซึ่งระบุว่า คงกำลังทหารเอาไว้ในที่พื้นที่ปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม รวมถึงการลาดตระเวนเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย”

CMAA ยังแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย, พันธมิตรอาเซียน และคณะกรรมการทุ่นระเบิดระหว่างประเทศ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบและส่งเสริมความปลอดภัย

“กัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งว่าจะปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดอย่างเคร่งครัด, มุ่งมั่นเพื่อสันติภาพ, การเจรจา และความร่วมมือทางเทคนิค และปฏิเสธการกระทำหรือถ้อยคำใดๆ ที่บ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง” แถลงการณ์ของ CMAA ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน’หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน’ ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน'หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน' ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน’หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน’ ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปล่อยขบวนหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นำไปมอบช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

10 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ หัวหน้าส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ได้ร่วมพิธีปล่อยขบวนหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 5 ตัน หรือ 5,000 กิโลกรัม นำออกไปมอบแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทั้งเกษตรกร ประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากเหตุการณ์สู้รบกันของทหารไทยกัมพูชา ในระหว่างวันที่ 24-28ก.ค.68 ที่ผ่านมา

โดยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีข้อมูลพื้นที่และสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ ใน 3 อำเภอ คือ อ.บ้านกรวด 118 หมู่บ้าน 9 ตำบล เกษตรกร 220 ครัวเรือน , อ.ละหานทราย 27 หมู่บ้าน 6 ตำบล เกษตรกร 359 ครัวเรือน และ อ.เฉลิมพระเกียรติ 27 หมู่บ้าน 2 ตำบล เกษตรกร 11 ครัวเรือน

โดยการนำหญ้าอหารสัตว์มามอบช่วยเหลือในครั้งนี้ จะมีสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นโค 3,510 ตัว , กระบือ 161 ตัว , สุกร 694 ตัว , สุนัข-แมว 307 ตัว รวมทั้งสิ้น 4,672 ตัว ซึ่งในเหตุการณ์สู้รบกันดังกล่าวได้ส่งผลให้มีสัตว์เลี้ยงของเกษตรเสียชีวิต ได้แก่ โค 3 ตัว ของเกษตรกร 3 ราย , สุกรตาย 5 ตัว ของเกษตรกร 2 ราย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้มีการมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบรวมเป็นเงิน 120,000 บาท

อย่างไรก็ตาม สนง.ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ โดยนายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ  ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ดำเนินการดูแลและมอบเสบียงอาหารสัตว์ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบกันบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชาเกิดขึ้น โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและดำเนินการช่วยบำรุงพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ และด่านกักกันสัตว์บุรีรัมย์ ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที ทั้งการจัดเตรียมและส่งเสบียงอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์อุปกรณ์ในการดูแลสัตว์ในระหว่างเผชิญเหตุปะทะ เป็น หญ้าแห้งอัดฟ่อน 38,600 กิโลกรัม ,หญ้าหมัก (TMR) 12,000 กิโลกรัม, อาหารสุกร 1,500 กิโลกรัม , อาหารโค-กระบือ 480 กิโลกรัม และอาหารสุนัข-แมว 520 กิโลกรัม

ม.เกษตรฯ ช่วยทหารและผู้อพยพ จัดส่งนมเกษตร รอบ 2 ถึง ม.ราชภัฎสุรินทร์แล้ว

ม.เกษตรฯ ช่วยทหารและผู้อพยพ จัดส่งนมเกษตร รอบ 2 ถึง ม.ราชภัฎสุรินทร์แล้ว

ม.เกษตรฯ ช่วยทหารและผู้อพยพ จัดส่งนมเกษตร รอบ 2 ถึง ม.ราชภัฎสุรินทร์แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กำลังใจจากเราชาวศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก.และจากผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมส่งมอบ ครั้งที่ 2 นมยูเอชที จำนวน 5,670 กล่อง ( 160 ลัง ) และน้ำดื่ม 120 ขวด ( 10 โหล ) ส่งถึงยังศูนย์พักพิงจังหวัดสุรินทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยในรอบนี้ได้รับความกรุณาจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของทางสถาบันฯ ในการขนส่ง ‘นมและน้ำเกษตร’ ไปยังพื้นที่เป้าหมาย

สำหรับประชาชนท่านใดที่มีความประสงค์ร่วมสนับสนุน ผลิตภัณฑ์นม ลังละ 360  บาท ผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม ขนาด 350 มล. โหลละ 48 บาท หรือสามารถร่วมสนับสนุนตามแต่จิตศรัทธา สามารถแจ้งความประสงค์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ 02-579-9594 # 301-304 , FACEBOOK : นมเกษตร หรือโอนผ่าน Qr Code หรือ โอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงศรี เลขที่บัญชี 374-1-65641-2 ชื่อบัญชี “ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
พร้อมแนบสลิปผ่าน Facebook

ทั้งนี้ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. มีกำหนดส่งมอบรอบถัดไป วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568

-(016)

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Yannis Moralis ใน National Gallery Athens

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน National Gallery Athens ไม่มีผลงานของศิลปินใดที่โดดเด่นเท่า Yannis Moralis หรือ Yiannis Moralis เขาเกิดวันที่ 23 เมษายน 1916 ที่ Arta กรีซโดยเป็นบุตรคนที่สองของครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน เมื่ออายุได้ 6 ปี บิดาของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่ Preveza เพราะได้รับการจ้างให้เป็นหัวหน้ายิม และอาศัยอยู่ที่นั่น 5 ปีก่อนย้ายไปอยู่เอเธนส์ หลังจากย้ายมาเมืองหลวง เขาตัดสินใจว่าจะเป็นจิตรกร เลยเข้าเรียนศิลปะวันอาทิตย์ที่ Athens School of Arts พร้อมกับบิดา เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาได้เข้าเรียนกับ Yiannis Yeorgopoulous ศิลปินที่ภายหลังกลายมาเป็นพี่เขยเพื่อเตรียมเข้าเรียนที่ Athens School of Arts หลังจบการศึกษาในปี 1936 เขาเริ่มอุทิศตัวให้กับงานศิลปะและได้รับรางวัลมากมายก่อนที่จะสามารถเข้าร่วมนิทรรศการ Greek Engraving ที่เช็คโกสโลวาเกียที่ซึ่งผลงานไม้แกะสลักของเขาได้รับคำชื่นชมมากมาย

นอกจากนี้เขายังชนะแข่งขันจนได้ทุนการศึกษาเข้าเรียน Academy of Athens (Modern) ในด้านโมเสส เดือนมีนาคม 1937 เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต เขาตัดสินใจเดินทางไปโรมพร้อมกับ Nikos Nikolaou เพื่อนสนิทเพื่อหาแรงบันดาลใจและทุนการศึกษา ในที่สุดเขาสามารถเข้าเรียนต่อที่ Ecole Superieur des Beaux-Arts ที่ปารีสทางด้านจิตรกรรมซึ่งสอนโดย Charles Guerian และเรียนภาพเขียนสีน้ำมันกับ Dicaut de l’Ail อีกทั้งยังเรียนเรื่องโมเสสกับ Professor Mani ที่ Ecole d’Arts et Professions เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เขาเดินทางจากปารีสกลับเอเธนส์ และแต่งงานกับ Maria Roussen แต่ทั้งสองก็อยู่กันได้เพียงแค่ 4 ปี หลังจากนั้น 2 ปีเขาก็แต่งงานใหม่กับ Aglaia Lymberaki นักประติมากรที่ให้กำเนิดบุตรแก่เขา 1 คน ในปีเดียวกันนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านศิลปะที่ Athens School of Fine Arts

ปี 1949 เขาตั้งกลุ่มศิลปินที่ชื่อ Armos Group ร่วมกับ Panayiotis Tetsis และศิลปินกรีซอีกหลายคน กลุ่มศิลปินนี้ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการที่ Zappeion นับจากนั้นมาพวกเขาก็ร่วมกันออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงบันเล่ที่แต่งโดย Manos Hatzidakis ที่จัดแสดง ณ Greek Ballet Company ความสำเร็จในการออกแบบเครื่องแต่งกายนี้ทำให้เขาได้รับเชิญจากรัฐบาลรัสเซียให้ไปเยือนรัสเซีย และเป็นตัวแทนทางด้านวัฒนธรรมของกรีซ ปี 1954 เขาได้ร่วมมือกับโรงละคร Karolos Koun Arts ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายให้กับละครเรื่อง Naked Masks นับจากนั้นมา เขาได้จัดนิทรรศการร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ตามเมืองใหญ่ ๆ หลายครั้ง และสามารถจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1959 ณ เมืองเวนิส หลังจากนั้นมา เขามีชื่อเสียงมากขึ้นและได้มีโอกาสร่วมงานกับสถาปนิกดัง ๆ จากหลายประเทศหลายคนในการออกแบบและตกแต่งอาคารต่าง ๆ ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ปี 1988 National Gallery ได้จัดแสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวของเขาเพื่อเป็นเกียรติ ปีเดียวกันเขาได้บริจาคผลงานมากถึง 113 ชิ้นให้กับ National Gallery

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน National Gallery จึงได้มีโอกาสศึกษาถึงพัฒนาการของศิลปินทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค Post War อย่างต่อเนื่องตลอด 60 ปีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงชนิดที่ไม่บอกไม่รู้ว่าเป็นผลงานของศิลปินคนเดียวกันอย่างจุใจเลยทีเดียว

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยจีนค้นพบกลุ่มซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ชนิดใหม่จากยุคจูราสสิกตอนต้นในอำเภออู่ติ้ง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นซากไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ (sauropodomorph) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมาในเอเชียตะวันออก

นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและมานุษยวิทยาบรรพกาล (IVPP) พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน มหาวิทยาลัยยูนาน และสำนักทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ใช้เวลา 5 ปีในการฟื้นฟูและศึกษาซากฟอสซิลเหล่านี้ พร้อมตั้งชื่อสายพันธุ์ไดโนเสาร์เจ้าของฟอสซิลนี้ว่า “อู่ติ้งหลง” ซากฟอสซิลของอู่ติ้งหลงที่พบประกอบด้วยกระดูกส่วนหัว กระดูกสันหลังบริเวณคอและระดับอก รวมถึงกระดูกขาหน้าที่ยังคงอยู่ในสภาพดี

โหยวไห่หลู่ นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาฯ ระบุว่าผลการวิเคราะห์ทางสายวิวัฒนาการและชั้นหินพบว่าสายพันธุ์อู่ติ้งหลงเป็นไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟที่มีการแยกสายวิวัฒนาการเร็วที่สุดและอยู่ในชั้นหินโบราณที่สุดในเอเชียตะวันออกเท่าที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคแรกสุดของยุคจูราสสิกตอนต้น เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน

การค้นพบสายพันธุ์ใหม่นี้ช่วยเสริมหลักฐานว่า กลุ่มไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นไดโนเสาร์ที่มีชนิดหลากหลายและมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาแตกต่างกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกในยุคจูราสสิกตอนต้น

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

ตะลอนเที่ยว : เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยตกเป็นของศัตรู

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หากประเทศไทยไม่มีเอกราช ขาดอธิปไตย ก็หมดสิ้น สูญสลายความเป็นไทยไปโดยพลัน แผ่นดินผืนนี้คือแผ่นดินที่บรรพบุรุษของเราทุกคนยอมเสียสละเลือดเนื้อ ชีวิต และหยาดเหงื่อเพื่อสร้างความเป็นราชอาณาจักรไทย แล้วยังสู้อุ่ตส่าห์ปกป้องดินแดนนี้ไว้ จนสามารถส่งต่อบ้านเมืองที่สุขสงบร่มเย็นเป็นสุขให้กับลูกหลานเยาวชนรุ่นต่อ ๆ มาจวบจนบัดนี้ 


แผ่นดินไทยผืนนี้จึงเป็นมรดกที่บรรพชนของเรามอบไว้ให้กับอนุชนคนรุ่นเรา แล้วเราทุกคนก็มีหน้าที่สำคัญคือรักษา ทำนุบำรุงแผ่นดินผืนนี้ให้มั่นคง งอกงาม แล้วส่งต่อให้กับลูกหลานอนุชนคนรุ่นต่อ ๆ ไป
ปู่ยาตายาย บรรพบุรุษของเราสั่งสอนต่อ ๆ กันมาว่า ผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ต่อคนไทยทุกคนคือแผ่นดินไทย เพราะแผ่นดินนี้คือบ้านเกิดเมืองนอนของเราทุกคน เรามีอยู่มีกินมีความสุขตามอัตภาพจนถึงบัดนี้ได้ ก็เพราะเรามีแผ่นดินไทยให้เราได้อยู่ได้อาศัยทำมาหากิน ดังนั้น เราจึงต้องปกป้องดูแลรักษาบ้านเมืองของเราไว้ หากบ้านเมืองของเรามีภยันตรายใด ๆ เข้ามาคุกคามจู่โจม เราทุกคนก็ต้องร่วมกันดูแลรักษาบ้านเมืองและแผ่นดินของเราไว้


ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ทหารโดยอาชีพ แต่เราทุกคนต้องระลึกไว้เสมอว่าเรามีหน้าที่ปกป้อง ดูแลแผ่นดินไทยของเรา เราต้องให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญทหารของเราให้ดี เพราะเขาคือผู้ที่ทำหน้าที่ปกบ้านป้องเมืองให้กับเราทุกคน ส่วนการที่บ้านเมืองของเรามีนักการเมืองปากแจ๋ว (ปากแจ๋วในที่นี้หมายถึงปากเลวทราม) ถามว่ามีทหารไปทำไม มีเพื่ออะไร ก็เป็นเพราะนักการเมืองบ้านเราจำนวนไม่น้อยยังเลว และโง่เขลา อันที่จริงถ้าหากนักการเมืองไม่เลว ไม่โง่เขลามากนัก ก็ต้องชี้ให้ได้ว่าทหารเลว หรือโกงกินตรงไหนอย่างไร แล้วแก้ปัญหาให้ตรงประเด็นตรงจุด แต่การถามโง่ ๆ ว่า มีทหารไว้ทำไม มันคือการประจานว่านักการเมืองที่ถามเช่นนั้นโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้จริง


ภาพในคอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากภาพเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะหลังจากพวกเราชาวแนวหน้า (หมายถึงผู้อ่าน) และผู้ฟังรายการของเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวแนวหน้า ร่วมกันบริจาคเงิน สิ่งของ แล้วยังร่วมกับออกแรงเพื่อแบ่งข้าวของให้กับทหารเป็นรายบุคคล แล้วพวกเราก็ยังเดินทางไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บเพราะการปกป้องอธิปไตยไทยให้รอดพ้นจากการคุกคามโดยกัมพูชา โดยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี นครราชสีมา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ส่วนพวกเรามอบสิ่งใดให้ทหารบ้าง ขอให้คุณไปร่วมกิจกรรมกับเรา แล้วคุณจะรู้คำตอบด้วยตัวคุณเอง


 
การไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับทหารกัมพูชา ทำให้เราได้เห็นหน้า ได้พูดคุยกับทหาร ญาติทหาร และได้ทราบถึงความเด็ดเดี่ยวของตัวทหาร และญาติพี่น้องของทหาร คำถามหนึ่งที่เราถามทหารที่เราไปเยี่ยมคือ หากหายป่วยแล้ว แต่สถานการณ์ชายแดนยังไม่ดีขึ้น จะออกรบอีกหรือไม่ คำตอบที่ได้ตรงกันก็คือ ไปแน่นอน และหากไปได้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะไปเฝ้ารักษาเขตอธิปไตยของไทยโดยทันที ทหารบางคนบอกว่า ผมรอให้หายจากบาดเจ็บแล้วผมจะกลับไปทำหน้าที่ที่ชายแดนโดยทันที ส่วนเมื่อเราได้พูดคุยกับแม่และเมียของทหารที่บาดเจ็บ ก็ได้รับคำตอบว่า จริง ๆ แล้วเป็นห่วงลูกและสามีมาก หากห้ามได้ก็จะห้ามไม่ให้เขาไปชายแดนอีก แต่ไม่สามารถห้ามเขาได้ แล้วอีกใจหนึ่งก็ภูมิใจมากที่ลูกและสามีทำหน้าที่รักษาอธิปไตยให้บ้านเมืองของเรา 


ในฐานะคนแนวหลังที่ได้รับการคุ้มครองดูแลเขตอธิปไตยของประเทศไทยโดยเหล่าทหารหารเหล่านี้ เราทุกคนขอกราบขอบคุณในความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเด็ดเดี่ยว ขอชื่นชม และแสดงความเคารพในความเสียสละ พร้อมทั้งขอแสดงความขอบคุณทหารหาญทุกคน โดยเฉพาะวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และขอบคุณพ่อแม่ ลูกเมียของทหารหาญที่ยอมให้ลูกและสามีหรือพ่อของเขาออกไปรบเพื่อรักษาเอกราชของไทยไว้ ขอกราบคารวะด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ และความเสียสละ


พวกเราแนวหลังของเป็นกำลังใจให้ทหารหาญทุกคน และขอกราบแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของทหารหาญที่พลีชีพเพื่อชาติไทยของเรา เพื่อเอกราชและอธิปไตยของไทย พวกเราแนวหน้าขอตั้งจิตอธิษฐานของคุณงามความดีทั้งปวงในสากลโลก และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจักรวาลโปรดช่วยคุ้มครองรักษาให้ทหารหาญทุกคนแคล้วคลาดรอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง ขอพลานุภาพและพระบารมีแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ของสยามและไทยจงช่วยให้ทหารไทยรอดพ้นจากภัยอันตรายจากข้าศึกศัตรู


เราจะเฝ้าดูแลและให้การสนับสนุนทหารหาญทุกคนตลอดไป ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะป่วยจนพิการหรือทุพพลภาพ เราจะติดตามดูแลและช่วยเหลือเขาจนกว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเราทุกคนตระหนักในความดี ความกล้าหาญ ความเสียสละของทหารหาญตลอดไป และหากคุณ ๆ ที่ติดตามคอลัมน์นี้ต้องการจะร่วมกิจกรรมเพื่อสนับสนุนทหารหาญของเรา โปรดติดต่อที่ 091 7233615 เราจะไปเยี่ยมให้กำลังใจและช่วยเหลือทหารหาญของเราตลอดไป ด้วยจิตสำนึกแห่งความขอบคุณในความเสียสละของทหารทุกคน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

คุยกัน 7 วันหน : หลากเรื่องน่าหนักใจของสวนสัตว์ต่างแดน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวน่าสนใจของสวนสัตว์ในต่างประเทศ 2 แห่งมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มที่สวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก (Aalborg) ทางตอนเหนือของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศที่อาจทำให้หลายคนที่ได้อ่านต้องแปลกใจ เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสวนสัตว์ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Aalborg Zoo ขอให้ประชาชนบริจาคสัตว์เลี้ยง เช่น กระต่าย ไก่ หนูตะเภา และแม้แต่ม้าขนาดเล็ก ที่พวกเขารู้สึกว่าไม่ชอบใจหรือไม่ได้ประโยชน์แล้ว ให้กับสวนสัตว์ เพื่อที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์นักล่าในสวนสัตว์ เช่น สิงโตเอเชีย เสือสุมาตรา และแมวป่าลิงซ์ยุโรป

สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กอธิบายว่า แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่า การให้อาหารสัตว์นักล่าด้วยสัตว์ทั้งตัว เช่น กระต่าย ไก่ หรือหนูตะเภา ช่วยให้สัตว์นักล่าได้รับสารอาหารที่ทั้งช่วยเสริมสุขภาพ และส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติเหมือนในป่า สวนสัตว์ระบุว่า สัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในอาหารของสัตว์นักล่า โดยเฉพาะแมวป่าลิงซ์ยุโรปที่ต้องการเหยื่อทั้งตัวคล้ายที่พบในป่า สัตว์ที่ได้รับบริจาค จะถูก “การุณยฆาตอย่างนุ่มนวล” โดยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า ผู้ที่สนใจสามารถนำสัตว์มาบริจาคได้ที่สวนสัตว์ในเวลาทำการ สูงสุดคราวละ 4 ตัว และไม่จำเป็นนอกนัดหมายล่วงหน้า

นอกจากนี้ ทางสวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก ยังขอรับบริจาค ‘ม้า’ ตัวเป็นๆ ด้วย ต้องเป็นม้าที่สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ผู้บริจาคม้าสามารถขอรับการลดหย่อนภาษีตามมูลค่าน้ำหนักของม้าได้ พร้อมกับเน้นย้ำว่า ภารกิจหลักของสวนสัตว์ ซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2478 และมีผู้เยี่ยมชมปีละกว่า 500,000 คน คือการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการให้อาหารตามธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบนี้

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ TV2 Nord ในปีนี้ สวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก ได้รับบริจาคสัตว์กว่า 140 ตัว ทั้งกระต่าย ไก่บ้าน หนูตะเภา ปลาค็อด และม้า

เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายในโลกออนไลน์ บางคนวิจารณ์ว่าแนวคิดนี้โหดร้ายและไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้สัตว์เลี้ยงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาเป็นอาหารสัตว์ป่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งระบุว่า การเอาสัตว์เลี้ยงมาเป็นอาหารสัตว์ป่าเป็น “สิ่งที่ยอมรับไม่ได้” ขณะที่อีกคนเรียกแนวคิดนี้ว่า “แนวโน้มที่น่าสยดสยองของความเฉยเมยต่อสัตว์ในเดนมาร์ก” อย่างไรก็ดี หลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ชาวเดนมาร์กคนหนึ่งที่เคยไปเที่ยวสวนสัตว์นี้มา 40 ปี เผยว่า เธอต้องการบริจาคม้าที่ป่วยหนักของเธอให้สวนสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร แต่เนื่องจากม้าของเธอหนักกว่า 2,000 ปอนด์ ซึ่งเกินขนาดที่สวนสัตว์รับได้ เธอจึงบริจาคให้องค์กรอื่นเพื่อใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือปุ๋ยแทน

เพีย นีลเซน รองผู้อำนวยการสวนสัตว์เมืองอัลบอร์ก กล่าวกับสื่อ The Guardian ของอังกฤษว่า การให้อาหารสัตว์นักล่าด้วยสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น กระต่าย ไก่ หรือม้า เป็นแนวปฏิบัติที่สวนสัตว์ทำมานานหลายปี และเป็นเรื่องปกติในเดนมาร์ก เมื่อสวนสัตว์เลี้ยงสัตว์นักล่า ก็จำเป็นต้องให้อาหารที่มีขน กระดูก และส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ได้อาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด การให้สัตว์ที่ต้องถูกการุณยฆาตด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์เช่นนี้จึงสมเหตุสมผล และย้ำว่า ผู้เยี่ยมชมและพันธมิตรหลายรายของสวนสัตว์ล้วนชื่นชมและเห็นด้วยกับแนวทางนี้ของสวนสัตว์

ที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายของสวนสัตว์เดนมาร์กเรื่องการจัดการสัตว์ ในปี 2014 สวนสัตว์โคเปนเฮเกนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังการุณยฆาตยีราฟหนุ่มวัย 2 ปี ชื่อ “มาริอัส” ซึ่งมีสุขภาพดี แต่ถูกฆ่าเพื่อป้องกันการผสมพันธุ์เลือดชิดในฝูงยีราฟ ร่างของมาริอัสถูกใช้บางส่วนเพื่อการวิจัยและบางส่วนเป็นอาหารให้สิงโต เสือ และเสือดาวในสวนสัตว์

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา สวนสัตว์แห่งนี้ถูกวิจารณ์อีกครั้งเมื่อการุณยฆาตสิงโต 4 ตัว เพื่อเปิดทางให้สิงโตตัวผู้ใหม่เข้าฝูง เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิดเช่นกัน สะท้อนถึงแนวทางของสวนสัตว์ในยุโรป ที่มักปล่อยให้สัตว์ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและการุณยฆาตสัตว์ส่วนเกิน แทนการใช้ยาคุมกำเนิดเหมือนในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี แนวทางปฏิบัติดังกล่าวอาจใช้เพื่อลดความแออัดของสัตว์ในสวนสัตว์ ซึ่งบางกรณีก็นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์

สวนสัตว์เทียร์การ์เทน เนิร์นแบร์ก (Tiergarten Nürnberg) ในเมืองเนิร์นแบร์ก เยอรมนี ได้ทำการฆ่าลิงบาบูนสายพันธุ์กินี (Guinea baboons) จำนวน 12 ตัว แม้จะเผชิญการประท้วงอย่างหนักจากกลุ่มพิทักษ์สัตว์ ทางสวนสัตว์ให้เหตุผลว่าประชากรบาบูนที่เพิ่มขึ้นถึง 43 ตัว เกินกว่าความจุของสถานที่พักที่รองรับเพียง 25 ตัวและลูก ๆ ลิงทำให้เกิดความขัดแย้งภายในฝูง

สวนสัตว์ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหาความแออัดมานาน โดยตั้งแต่ปี 2011 มีบาบูน 16 ตัวถูกย้ายไปยังสวนสัตว์ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ประเทศจีน และสเปน แต่สวนสัตว์เหล่านี้ก็ถึงขีดจำกัดความจุแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ การทดลองใช้การคุมกำเนิดเมื่อหลายปีก่อนไม่ประสบผลสำเร็จ จึงถูกยกเลิก สวนสัตว์ยังพิจารณาข้อเสนอรับบาบูนจากหน่วยงานอื่น แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลให้ตัดสินใจฆ่าบาบูน 12 ตัว โดยเลือกตัวที่ไม่ใช่ตัวเมียตั้งท้องหรือเกี่ยวข้องกับงานวิจัย และใช้วิธีการยิง

แผนการฆ่าบาบูน ถูกประกาศครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2024 ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิสัตว์ เช่น Animal Rebellion และนำไปสู่การประท้วงหน้าสวนสัตว์เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา จนสวนสัตว์ประกาศปิดให้บริการโดยอ้าง “เหตุผลด้านการปฏิบัติงาน” แต่ก็ยังมีนักกิจกรรม 7 คนบุกเข้าไปในสวนสัตว์ โดยหญิง 1 คนใช้กาวติดมือกับพื้นเพื่อประท้วง ทั้งหมดจะถูกควบคุมตัวเพียงไม่กี่เมตรจากทางเข้า

กลุ่มพิทักษ์สัตว์ เช่น สมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งเยอรมนี ประกาศจะยื่นฟ้องร้องทางอาญาต่อสวนสัตว์ โดยมองว่าการฆ่าบาบูนที่มีสุขภาพดีเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ การการุณยฆาตสัตว์ในสวนสัตว์ยุโรปเป็นเรื่องปกติด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ความแออัดหรือปัญหาสุขภาพ แต่กรณีนี้ถูกเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2557 ที่สวนสัตว์เมืองอัลบอร์กในเดนมาร์กฆ่ายีราฟวัย 2 ปีที่มีสุขภาพดีและชำแหละต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมาก

ทั้งนี้ สวนสัตว์เมืองเนิร์นแบร์ก กำลังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นปัญหาที่พบในสวนสัตว์หลายแห่งในยุโรป การเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์ที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งในฝูง และสวนสัตว์อ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการการุณยฆาต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้จุดกระแสวิจารณ์ถึงจริยธรรมในการจัดการสัตว์ในสวนสัตว์ และเรียกร้องให้มีการทบทวนแนวปฏิบัติในอนาคต

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่มชูชีพแห่งความหวังในกาซา

เป็นสัปดาห์ที่สองแล้ว ที่เครื่องบินบินปล่อยสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งค่อยๆ ลอยลงจากท้องฟ้าพร้อมร่มชูชีพ ที่ช่วยพยุงให้สิ่งของตกลงพื้นอย่างปลอดภัยในพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา การส่งสิ่งของช่วยเหลือเหล่านี้เป็นความร่วมมือของหลายประเทศ และส่วนหนึ่งของความพยายามเร่งด่วนในการจัดส่งอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคนี้

‘โบวี่ อัฐมา’ชวนคนไทยสวดมนต์-นั่งสมาธิ อธิษฐานให้ประเทศชาติปลอดภัย

'โบวี่ อัฐมา'ชวนคนไทยสวดมนต์-นั่งสมาธิ อธิษฐานให้ประเทศชาติปลอดภัย

‘โบวี่ อัฐมา’ชวนคนไทยสวดมนต์-นั่งสมาธิ อธิษฐานให้ประเทศชาติปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้หลายภาคส่วนในสังคมไทยเริ่มออกมาแสดงพลังและความห่วงใยต่อประเทศชาติในรูปแบบต่าง ๆ ล่าสุด “โบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์” นักแสดงสาวสายธรรมะ ก็ได้ออกมาเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกัน สวดมนต์และนั่งวิปัสสนา เพื่อเป็นพลังจิตในการปกป้องแผ่นดินไทย รวมถึงอุทิศบุญให้กับทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

โดยโบวี่ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“มาร่วมรวมพลังสวดมนต์และนั่งวิปัสสนา เพื่อเป็นพลังกุศลในการรักษาอธิปไตยให้แก่ชาติ รวมตัวกันหลายจังหวัดทั่วประเทศเลย โบร่วมมา 2 ครั้งแล้ว อาจจะมีจัดอีกนะคะ เผื่อใครสนใจ มาร่วมรวมพลังกัน สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เพจนี้ค่ะ —> อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
จริงๆ เบื้องต้นสามารถทำเองได้ที่บ้านทุกวันนะคะ สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ และอุทิศบุญให้แก่ประเทศชาติ ช่วยกันอธิษฐานจิตเพื่อรักษาเขตแดนของชาติ และปกป้องทหารและประชาชนให้ปลอดภัยค่ะ”

‘อั๋น ภูวนาท’ฟาด’เจี๊ยบ ก้าวไกล’ ลั่น’อย่าใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง’

'อั๋น ภูวนาท'ฟาด'เจี๊ยบ ก้าวไกล' ลั่น'อย่าใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง'

‘อั๋น ภูวนาท’ฟาด’เจี๊ยบ ก้าวไกล’ ลั่น’อย่าใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

10 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ได้รับตำแหน่งโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) แบบจิตอาสา เพื่อปะทะกับ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จนกลายเป็นกระแสฮือฮา

แต่งานนี้ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยเฉพาะ “เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” อดีต สส. พรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “”หน้าที่โฆษก” คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล  ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ  ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา”

ด้านพิธีกรหนุ่มฝีปากกล้า “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” ก็ออกโรงโพสต์ฟาดกลับเจี๊ยบ อมรัตน์ แทนบุ๋ม ปนัดดา ผ่านทางอินสตาแกรม โดยโพสต์ภาพข่าว “เจี๊ยบ” เหน็บ “บุ๋ม” พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “คุณบุ๋มเค้าทำงานรึยังครับ… ยัง แปลกคน! หิวแสงไม่ผิดนะครับ บางคนแก่ไปเป็นตัวอย่าง บางคนเป็นได้แค่อุทา ”หอน” เอาไว้สอนตนและคนอื่นว่าอย่าเผลอใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง ให้กำลังกันเถิดพวกเราอย่าเอาแต่ใจ”