Celebrity Gossip : 10 สิงหาคม 2568

Celebrity Gossip : 10 สิงหาคม 2568

Celebrity Gossip : 10 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • จ้าวลู่ซือ ออกมาประณามบริษัทต้นสังกัดของตัวเอง Galaxy Cool Entertainment ลงเว่ยป๋อ ว่าปฎิบัติกับเธอไม่ดี อ้างว่าต้นสังกัดบงการให้เธอลงนามถอนเงิน 2.05 ล้านหยวน จากบัญชีสตูดิโอส่วนตัวของเธอ “เนื่องจากฉันไม่สบาย จึงถูกบีบให้ยกเลิกสัญญาสินค้าบางแบรนด์ เพื่อลดความกดดันจากการถ่ายทำ ทางค่ายบอกว่าจะรับผิดชอบกับอาการป่วยของฉัน แต่สุดท้ายฉันกลับต้องมาจ่ายค่าชดเชยเอง” ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม 2025 จ้าวลู่ซือ เผยว่าเธอทนทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้า หลังมีภาพที่เธอนั่งรถเข็นออกมาว่อนเน็ต ซึ่งนางเอกคนดังเผยว่าเธอถูกคนในบริษัทที่ไม่เปิดเผยชื่อทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2019 เพราะไม่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งอาการของเธอในช่วงหลังย่ำแย่ลงจนทำให้การถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Almost Love ต้องชะงักไป จากนั้น จ้าวลู่ซือ ก็ไลฟ์ยืนยันกับแฟน ๆ ว่าเธอสบายดี เพื่อยืนยันว่าเธอเข้ารับการรักษาอาการป่วย และไม่อยากใครตีความหรือปล่อยข่าวลือมั่ว ๆ เกี่ยวกับเธออีก ที่โพสต์ก็แค่ไม่อยากทนกับการปฏิบัติที่ย่ำแย่ของบริษัทอีกต่อไป ทั้งยังย้ำว่า ถึงจะอยู่วงการมานาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะร่ำรวย แค่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ดังนั้นแฟนคลับไม่ต้องเป็นห่วง หากเธอไม่สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้ เธอมีแผนจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ เลี้ยงตัวเอง เพราะเธอรู้ดีว่า ไม่มีอะไรยั่งยืนอยู่แล้ว
  • ซงยองคยู นักแสดงรุ่นใหญ่วัย 55 ปี ถูกพบเสียชีวิตปริศนาภายในรถยนต์ส่วนตัวที่จอดอยู่ภายในอาคารพักอาศัยแห่งหนึ่งในเมืองยงอิน ช่วงเช้าวันจันทร์ที่แล้วตามเวลาท้องถิ่น หลังได้รับแจ้งเหตุจากผู้หญิงคนหนึ่ง โดยตำรวจยังอยู่ระหว่างค้นหาสาเหตุการเสียชีวิต และสภาพแวดล้อม ซงยองคยู เพิ่งตกเป็นประเด็นว่าเมาแล้วขับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เขาถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ทั้งยังต้องถอนตัวจากละครเวทีเรื่อง Shakepeare in Love ที่เขาร่วมแสดง รวมถึงการที่ฉากของเขาจะถูกตัดออกจากซีรีส์เรื่อง The Defects ที่ถ่ายทำเสร็จไปแล้วเท่าที่จะทำได้ ส่วนซีรีส์ The Winning Try ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเขาไม่ได้รับบทนำ อีกทั้งยังออกอากาศไปแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา
  • แคมเปญโฆษณากางเกงยีนส์ของแบรนด์ American Eagle ที่มี ซิดนีย์ สวีนีย์ นางเอกชื่อดังสุดฮ็อตมาเป็นนางแบบ สร้างกระแสฮือฮาไปทั่วโลกออนไลน์ ช็อตเด็ดคือตอนที่เจ้าตัวปรากฎในชุดกางเกงยีนส์ พร้อมพูดประโยคว่า “ยีนถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ เช่น สีผม นิสัย สีดวงตา แต่กางเกงยีนส์ของฉันสีน้ำเงิน” เนื้อหาตั้งใจเล่นคำสนุก ๆ ระหว่าง jeans (ยีนส์) กับ genes (ยีนพันธุกรรม) หลายคนมองว่าโฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงโฆษณาแฟชั่นธรรมดา แต่ซ่อนเนื้อหาที่มีนัยยะเชิงเชื้อชาติ และส่งเสริมอุดมการณ์ความเหนือกว่าทางพันธุกรรมของคนผิวขาว เพราะสื่อว่า ผู้หญิงแบบ ซิดนีย์ สวีนีย์ คือร่างกายที่ดี ใส่กางเกงยีนส์แล้วออกมาสวยเพราะพันธุกรรมดี เป็นการยกย่องความเหนือกว่าทางยีนและเชื้อชาติ ด้านฝั่งอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะนักการเมืองจากพรรครีพับลิกัน ออกมาโต้กลับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์ ผู้นำสหรัฐฯ บอกว่าซิดนีย์ที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันฮ็อตสุดๆ ตอนสวมกางเกงตัวนี้ ส่วนผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบขาวโพสต์บน X ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องโฆษณานี้มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติเป็นเรื่องบิดเบือนและโง่เขลา เป็นการแสดงปฏิกิริยาของฝ่ายซ้ายและกลุ่ม  woke ที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
  • บรู๊ค โฮแกน ลูกสาว ฮัลก์ โฮแกน ตำนานมวยปล้ำผู้ล่วงลับ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า เธอตัดสินใจไม่เข้าร่วมพิธีไว้อาลัยของพ่อ เพราะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ เพราะพ่อของเธอเกลียดบรรยากาศหดหู่ของงานศพ แม้ว่าฉันจะรู้ว่าผู้คนต่างมีวิธีการไว้อาลัยที่ต่างกัน และซาบซึ้งกับทุกงานที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงเขา แต่ในฐานะลูกสาว เธอขอเลือกวิธีที่จริงใจและใกล้ชิดกับพ่อมากที่สุดในแบบส่วนตัว ด้วยการพาลูกแฝดวัย 7 เดือน พร้อมสามีไปที่ชายหาด เพื่อรำลึกถึงพ่อในสถานที่ที่เขารักที่สุด โพสต์ของบรู๊คมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังพิธีรำลึกถึงฮัล์กที่จัดขึ้นในฟลอริดา ซึ่งมีบุคคลชื่อดังในวงการอย่าง ทริปเปิล เอช, คิด ร็อก, ริค แฟลร์, วินซ์ แม็กแมน และ เดนนิส ร็อดแมน มาร่วมงาน
  • วงการบันเทิงสหรัฐฯ สูญเสียอีกหนึ่งนักแสดงสาวดาวรุ่ง เคลลีย์ แม็ค ที่เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงต้นเดือนที่่ผานมา ที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ ในวัยเพียง 33 ปี หลังต่อสู้กับโรค glioma หรือเนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลางมาได้ระยะหนึ่ง เคลลีย์ แม็ค มีชื่อจริงว่า เคลลีย์ ลินน์ เคลปนาว เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากบทบาท Addy ชาวชุมชนฮิลท็อปในซีรีส์ดัง The Walking Dead ซีซั่น 9 โดยเธอปรากฏตัวใน 5 ตอน ต่อมา เธอยังมีบทรับเชิญใน 9-1-1 (2019) และ Chicago Med (2022) รวมถึงปรากฏตัวในโฆษณาแบรนด์ใหญ่มากมาย เช่น Budweiser, Dr Pepper, Dairy Queen และ Chick-fil-A ผลงานสุดท้ายของเธอคือภาพยนตร์เรื่อง Universal (2025) ซึ่งเคลลีย์ไม่เพียงรับบทนักแสดงนำ แต่ยังมีเครดิตเป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย

‘บุ๋ม ปนัดดา’เคลื่อนไหวปมนั่งโฆษกศบ.ทก. โอดยังไม่ทันทำงานก็กลายเป็นเป้านิ่งแล้ว

'บุ๋ม ปนัดดา'เคลื่อนไหวปมนั่งโฆษกศบ.ทก. โอดยังไม่ทันทำงานก็กลายเป็นเป้านิ่งแล้ว

‘บุ๋ม ปนัดดา’เคลื่อนไหวปมนั่งโฆษกศบ.ทก. โอดยังไม่ทันทำงานก็กลายเป็นเป้านิ่งแล้ว

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

9 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ ‘ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า “ตัวบุ๋มเอง เป็นเพียงโฆษก ศบ. ทก. ภาคประชาชน ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเป็นทางการ ทำหน้าที่ในมุมจิตอาสา เลยไม่เข้าใจว่า มันทำให้บางกลุ่มต้องรวมพลัง ดาหน้ามาโจมตีด้วยเหตุผลอะไร 

อยากเรียนแจ้งว่า ถ้าถึงเวลาต้องสื่อสารจริง บุ๋มเข้าใจดี ว่าต้องทำหน้าที่เจรจา แนะนำเสนอในข่าวที่เป็นความจริง ไม่เน้นการปะทะ มุ่งเน้นเสรีภาพและการทูต เลยไม่เข้าใจว่า ยังไม่ทันจะปฏิบัติหน้าที่แม้แต่ครั้งเดียว ก็กลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตีเพราะอะไร เหตุผลเดียวที่รับปากมาช่วยกองทัพ เพราะมีใจรักในแผ่นดินเกิด และอยากใช้ปากเสียงของตนเองชี้แจงในมุมที่ประเทศเราตกอยู่ในข้อครหาผิดๆ เท่านั้นเอง”

ซึ่งหลังจากที่ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้น ก็มีแฟนคลับเข้าไปโพสต์ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น คุณบุ๋ม ทำหน้าที่ไปเลยให้เต็มที่ครับ ผมเชื่อในวุฒิภาวะ ในการทำหน้าที่ส่วนคนบางกลุ่มที่ออกมาว่านั้นนี่ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่มีความอิจฉา เห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ สู้ๆ น๊ะครับ , เชื่อใจคุณบุ๋มค่ะ คุณบุ๋มฉลาดพอและฉลาดมากกว่าบางคนที่โจมตี ทำดีต่อไปค่ะ ซัพพอร์ตตลอดไป , ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆต่อไปเพื่อประเทศชาติค่ะ 

‘ใหม่ ดาวิกา’รับจบ! เปิดใจปมเขมรปล่อยเฟคนิวส์ ขอบคุณคนไทยไม่ยอมให้โดนด่าลำพัง

'ใหม่ ดาวิกา'รับจบ! เปิดใจปมเขมรปล่อยเฟคนิวส์ ขอบคุณคนไทยไม่ยอมให้โดนด่าลำพัง

‘ใหม่ ดาวิกา’รับจบ! เปิดใจปมเขมรปล่อยเฟคนิวส์ ขอบคุณคนไทยไม่ยอมให้โดนด่าลำพัง

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

9 สิงหาคม 2568 หลังจากที่นางเอกสาวชื่อดัง ‘ใหม่’ ดาวิกา โฮร์เน่ ถูกชาวเน็ตกัมพูชาสร้างเฟกนิวส์นำภาพที่มีคำว่า Cambodia อยู่ในบริเวณเท้าของดาราสาวไปแขวนให้ชาวเน้ตกัมพูชารุมถล่ม ใส่ร้ายว่า’ใหม่ ดาวิกา’ นั้นไม่ให้เกียรติประเทศกัมพูชาพร้อมประกาศเลิกสนับสนุน จนเจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ให้หยุดเผยแพร่ความเกลียดชัง ล่าสุดทาง ‘ใหม่ ดาวิกา’ ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า 

โดนเฟคนิวส์มา? 

ใช่ค่ะ แต่อยากจะบอกว่าในรอยยิ้มที่เราหัวเราะกับบางอย่าง รอยยิ้มที่เรารู้สึกว่าโอเค แต่ลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่มันจะเกิดขึ้นอย่างเฟคนิวส์ที่เกิดขึ้นกับใหม่ก็เป็นการเอาเจตนาของตัวเองมายัดเยียดให้ คิดว่าใหม่เป็นคนที่มีเจตนาร้ายกาจ ซึ่งที่จริงแล้วใหม่ไม่ได้มีเจตนา ถ้าเข้าไปดูจริงๆ รูปนั้นมันเกิดขึ้นจากนิตยสาร Vogue Thailand เขาทำ อาร์ตเวิร์ก แล้วก็อาร์ตเวิร์กชื่อประเทศอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ทุกประเทศเลย แต่พอใหม่เองนี่แหละที่ไปแชร์ เขาก็คิดว่าพอใหม่ไปแชร์แปลว่าใหม่มีเจตนา

อันนั้นที่จริงแล้วมันเป็นรูปที่สวยงาม ใหม่ทำนั่นคืองานของใหม่ แล้วใหม่รักงานของใหม่มากไม่ว่าจะเป็นงานที่ไหน แล้วใหม่ไปที่ไหนใหม่รักงานของใหม่มาก ใหม่ก็เลยแชร์เหตุผลใหม่แค่นั้นให้รู้สึกว่ามันเป็นชิ้นงานของใหม่ เสร็จปุ๊บมันก็กลายเป็นว่าอินฟลูหรือเป็นต่างชาติเอาไปตีแผ่กันว่าหนูเป็นอย่างนี้ เพราะว่าใหม่มีความคิดอย่างนี้ ใหม่อยากจะบอกว่าอย่าเอาเจตนาตัวเองมายัดเยียดให้คนอื่น เพราะว่าใหม่ไม่ได้จะมีเจตนาที่จะเหยียดใครทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นการเหยียดมนุษย์ด้วยกันเอง อย่างน้อยเราคือมนุษย์ด้วยกัน แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย อันนั้นอย่ามายุ่งกันให้มันเป็นประเด็น

ซึ่งใหม่เองถามว่า ณ ตอนนี้ดีขึ้นไหม ดีขึ้นมากๆ เพราะเขาก็ซอฟต์ลง ใหม่ก็ได้อธิบายในพื้นที่ของใหม่แล้วก็แฟนคลับคนไทยก็ไม่ยอม เหมือนทุกคนก็ไม่ยอมให้ใหม่โดนด่าฝ่ายเดียว ต้องขอบคุณมากๆ แล้วก็ขอโทษทุกคนด้วยที่ต้องมานั่งเห็นคำหยาบต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นประมาณนั้น แต่ก็ต้องขอบคุณทุกกำลังใจ

เจอแทบทุกครั้งไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร? 

น่าจะเป็นตัวแทนประเทศ

จิตใจเราเข้มแข็งยังไงบ้าง? 

จะบอกตัวเองว่าสงสัยเราดังเว้ยใหม่ เขาก็เลยคิดถึง ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่จริงไม่ชอบเลย เพราะว่ามันกระทบกับงาน มันกระทบกับจิตใจ มันกระทบกับคนรอบข้าง คนข้างๆ เราก็เป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้น แบบว่าเราต้องมีบอดี้การ์ดมากขึ้นไหม แต่ว่าใหม่โอเคแล้วค่ะ ใหม่ก็พร้อมเลย ใหม่ก็เต็มที่

นิยามเกิดแต่กับใหม่? 

“Born But With Me เกิดแต่กับใหม่ หรือ Birthday But With Me แต่ตอนนั้นใหม่รู้สึกว่ามันเกิดแต่กับใหม่จริงๆ นะ เรื่องดีก็เกิดแต่เรื่องไม่ดีไม่เกิดได้ไหม มันก็ยังเกิด ก็แบบว่าโอเคค่ะไม่เป็นไร ใหม่เป็นทูตให้กับประเทศได้ เพราะว่าคิดถึงประเทศไทยก็คิดถึงหน้าเราได้ เพราะว่าเขาก็เหมือนเอาโทรศัพท์มาทาบมือถือตัวเอง”

แต่ตอนเราไปนู่นมันก็เป็นปกติ? 

“ใช่ ตอนที่ยังไม่มีการขัดแย้งอะไรต่างๆ ใหม่ถูกเชิญไปร่วมงานที่นั่นปกติมาก คนที่นั่นดูละครแล้วก็รักดาราไทยมากๆ ซึ่งใหม่เองเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกภูมิใจมากๆ ในแฟนคลับของใหม่ที่อยู่ที่นั่นด้วย เพราะว่าชาวกัมพูชาก็อยู่ที่ไทยค่อนข้างเยอะแล้วก็น่ารักกับใหม่เสมอ แต่พอมีเรื่องนี้มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต่างคนก็ต่างต้องรักประเทศของตัวเอง”

กับแฟนคลับที่เขาชื่นชอบเราจริงๆ ตอนนี้เขามีความรู้สึกยังไง?

ใหม่ยังไม่ได้มีการสื่อสารกันแต่ดูจากคอมเมนต์แล้ว ก็น่าจะชัดเจน (ยิ้ม) แต่ว่าใหม่ยังไม่ได้สื่อสารอะไร เพราะว่าของใหม่เองก็มีแฟนๆ หลายประเทศ ซึ่งเขาก็ซัพพอร์ตใหม่แล้วก็เข้าใจใหม่ ซึ่งแฟนคลับก็อาจจะมีบางส่วน แต่ใหม่เข้าใจได้จริงๆ แล้วใหม่ก็เชื่อว่าเวลาก็อาจจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้

พอมันเกิดเหตุการณ์นี้เสร็จอีกประมาณ 3-4 วันแฟนคลับเวียดนามก็มาโอบอุ้มเรา? 

รักมาก อย่างใหม่ก็ได้เดินทางไปที่เวียดนาม แฟนคลับเวียดนามน่ารัก ใหม่ไป 2 วันใหม่กินเฝอไป 5 ถ้วย ใหม่ชอบอาหารเขาและใหม่ก็ดีใจที่ได้ไปร่วมงานแล้วก็ได้เจอแฟนคลับหลากหลายประเทศ ก็คือไม่น่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นเลย ไม่งั้นก็จะไม่เกิดความแตกแยกขึ้น

พอมีเรื่องนี้เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย ซัพพอร์ตพี่น้องชาวไทย? 

ใหม่เห็นหมอต๊อกแต๊กเขาลงพื้นที่ไปช่วยที่บ้านจริงๆ ที่ศูนย์อพยพจริงๆ ใหม่ก็เลยโอนเงินไป แล้วหลังจากนั้นก็มีป้ายเป็นรูปใหม่ก็เลยงง ซึ่งแม่บอกว่าการที่เขาเห็นดาราที่เขาชื่นชอบให้มันเป็นเหมือนกำลังใจนะลูก ใหม่ก็เลยบอกว่าได้แม่ ถ้าทำยังงั้น คือตอนแรกใหม่ก็ว่าจะโอนไปเฉยๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีป้ายหรืออะไร คือใหม่แค่อยากโอนไปให้เพราะใหม่รู้ว่าหมอต๊อกแต๊ก เขาเข้าห้างแม็คโครไปซื้อของที่ใช้จริงๆ ผ้าอนามัยต่างๆ คือเขาไปให้จริงๆ เพราะคนที่นั่นไม่มี อย่างเช่น ทหารที่ขาขาดหรืออะไรอย่างนี้ เขาเอาเงินแล้วเขาก็เขียนซองเป็นใหม่ ดาวิกาไปให้ แล้วเขาก็ดีใจมากๆ เราก็เลยดีใจมากๆ แล้วก็ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ใหม่ช่วยเยอะมากหลายศูนย์?

หมอต๊อกแต๊กไปทุกศูนย์เลย เราเลยได้รับบุญครั้งนี้ด้วยและเราก็ได้ช่วยเหลือด้วย เพราะว่าเขายังไม่ได้กลับบ้าน การที่เขาไม่ได้กลับบ้าน ดังนั้นผู้หญิงประจำเดือนต้องมา ของกินต้องมี น้ำสะอาดต้องมี แล้วก็บางศูนย์เขาก็มีแหละแต่ถ้ามีเพิ่มก็ดี ก็จะได้อยู่กันอย่างสบาย เพราะเขาได้รับผลกระทบ เพราะว่าบ้านเขาก็ไม่ได้ปลอดภัยแล้วก็ไม่รู้ว่ากลับไปจะเจอบ้านที่ยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า ก็ต้องเป็นกำลังใจให้จริงๆ ขอให้เข้มแข็งดีกว่า เพราะว่าตอนนี้มันก็ไม่ดี แต่ว่าขอให้เข้มแข็งจริงๆแล้วก็ผ่านไปได้ด้วยกัน คนไทยช่วยเหลือกันแน่นอนค่ะ

หยุดยิงแค่หน้าฉาก! จับตา 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ยกต่อไปจะรุนแรงหรือซับซ้อนเพียงใด

หยุดยิงแค่หน้าฉาก! จับตา 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ยกต่อไปจะรุนแรงหรือซับซ้อนเพียงใด

หยุดยิงแค่หน้าฉาก! จับตา 2 พ่อลูกตระกูลฮุน ยกต่อไปจะรุนแรงหรือซับซ้อนเพียงใด

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา : “ยกแรกยังไม่จบ ศึกใหญ่ยังมา”

แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเริ่ม “เบาบางลง” ในช่วงนี้ แต่คำว่า “เบาบาง” ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุด เพราะปมใหญ่ที่สุดอย่าง การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 หรือ 1:200,000 ซึ่งเป็นหัวใจของข้อพิพาท ยังไม่มีข้อยุติ การประนีประนอมในรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันเพียงช่วยให้ทุกฝ่ายถอยกลับไปตั้งหลัก แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่เป็นเพียง “การพักยก” ก่อนศึกใหญ่รอบต่อไป หลังจากทั้งสองฝ่ายประเคนหมัดกันไปแล้วในยกแรก

ยกแรก: ไทยตั้งรับ – กัมพูชารุก

แม้หลายคนจะมองว่ายกแรกนี้ไทยตั้งรับเพราะ “ไม่พร้อม” แต่ข้อเท็จจริงคือ กองทัพไทยมีขีดความสามารถและเตรียมพร้อมสำหรับการรบในรัศมีนี้อยู่แล้ว ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี และมีการปะทะเป็นระยะ เพียงแต่เหตุการณ์เหล่านั้นมักไม่ถูกนำเสนอในข่าว เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต ทำให้ประชาชนทั่วไปอาจไม่ตระหนักว่าพรมแดนไทย–กัมพูชามีแรงกดดันสะสมมาตลอด

ในยกแรก ฝ่ายไทยอยู่ในสถานะ “ตั้งรับเชิงรุก” – ใช้กำลังและยุทธวิธีสกัดการรุกคืบของกัมพูชาได้ทุกจุดยุทธภูมิ รักษาอธิปไตยและควบคุมพื้นที่สำคัญไว้ได้ ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับพลังสนับสนุนจากประชาชนที่ช่วยเหลือกองทัพอย่างจริงใจ

ความขัดแย้งในกัมพูชา: ศึกสองพ่อลูก

แม้ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะเป็นผู้นำตามกฎหมาย แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงลำพัง – ฮุน เซน ผู้เป็นบิดาและอดีตผู้นำ ยังคง “ล้วงลูก” และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการให้โจมตีไทยอย่างรุนแรง เป้าหมายของฮุน มาเนต คือเพิ่มคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการใช้การปลุกกระแส “ชาตินิยม” ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จทางการเมืองกัมพูชา แต่เป้าหมายของฮุน เซนกลับกว้างกว่า – ครอบคลุมถึงการได้มาซึ่งผลประโยชน์จากเกาะกูด บ่อนคาสิโน และการลงทุนของ LYP Group ที่โยงถึงเกาะกง ฟูก๊วก และอาจเชื่อมไปถึงนักการเมืองไทย-มาเลเซีย

ความต่างเป้าหมายนี้ทำให้เกิดรอยร้าว ฮุน มาเนตต้องการชัยชนะเพื่อการเมืองในประเทศ ขณะที่ฮุน เซนมองถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจและอำนาจในภูมิภาค

ทำไมต้องหยุดยิง?

การหยุดยิงครั้งล่าสุดเป็นเพียง “หน้าฉาก” เพราะในความเป็นจริง กัมพูชากำลังเสียเปรียบและไม่สามารถใช้สถานการณ์นี้ต่อยอดเป็นแต้มการเมืองได้ ศึกสองพ่อลูกนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและซับซ้อน

สรุป: สิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้คือ “ยกแรก” ที่ไทยตั้งรับเชิงรุกสำเร็จ แต่ปมหลักยังไม่ได้แก้ไข และรอยร้าวในผู้นำกัมพูชากำลังเป็นตัวแปรสำคัญว่า “ยกต่อไป” จะรุนแรงหรือซับซ้อนเพียงใด

‘มทภ.2’ย้ำ!ปกป้องชายแดนเต็มกำลัง พร้อมใช้เทคโนโลยีกู้ทุ่นระเบิดลดความเสี่ยง

'มทภ.2'ย้ำ!ปกป้องชายแดนเต็มกำลัง พร้อมใช้เทคโนโลยีกู้ทุ่นระเบิดลดความเสี่ยง

‘มทภ.2’ย้ำ!ปกป้องชายแดนเต็มกำลัง พร้อมใช้เทคโนโลยีกู้ทุ่นระเบิดลดความเสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ล่าสุดเกิดเหตุทหารไทย 3 นาย เหยียบทุ่นระเบิด เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ขาขาด 1 นาย และบาดเจ็บที่ขาอีก 2 นาย จากการตรวจสอบพบว่า ทุ่นดังกล่าวเป็นทุ่นใหม่ที่ถูกวางไว้ในช่วงที่ทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานเพื่อป้องกันการเข้าตีของไทย ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปหลังการเข้าตีสำเร็จ ไม่ใช่การลอบนำมาวางใหม่หลังถอนกำลัง ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมใช้เทคโนโลยี และเครื่องจักร เช่น รถไถ รถตัก ในการเคลียร์เส้นทางและค้นหาทุ่นระเบิดบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับอันตรายซ้ำ

สำหรับพื้นที่แนวปะทะที่มีการวางกำลังของทหารกัมพูชายังถือว่าไม่ปลอดภัยสำหรับทหาร เนื่องจากมีการวางระเบิดไว้มาก ส่วนพื้นที่ชาวบ้านอยู่นอกแนวชายแดนลึกเข้ามา จึงไม่น่าเป็นห่วงจากทุ่นระเบิดบุคคล แต่ยังมีความเสี่ยงจากจรวดที่ยิงเข้ามาแล้วไม่ระเบิด ประชาชนที่พบเห็นควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และห้ามเข้าไปจับ ดึง หรือเก็บเอง พื้นที่ส่วนใหญ่ เช่น ภูมิมะเขือ อานม้า ซำแปร และตาบรรทม ไทยสามารถครอบครองได้ 100% แต่พื้นที่ตาพาย ยังต้องตรึงกำลังเพราะมีระเบิดจำนวนมาก และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ในประเด็นข้อพิพาทเรื่องทุ่นระเบิด กัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขให้เก็บกู้ในกรอบ JBC เพราะยังมีการวางทุ่นอยู่ ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยระเบิด ส่วนข่าวการยั่วยุโดยใช้หนังสติ๊ก หรือสิ่งต่างๆ ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงภาพข่าวในโซเชียลฯ ขณะนี้ทหารไทยยังคงควบคุมพื้นที่และปฏิบัติตามเงื่อนไขการหยุดยิงของรัฐบาล การกู้ระเบิดในพื้นที่ชาวบ้านเริ่มทยอยดำเนินการในช่วง 1 – 2 วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่สมบูรณ์ 100% เนื่องจากไม่ทราบจำนวนหลุมจากการยิง จึงต้องอาศัยการเฝ้าระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่ของประชาชน พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจและสิ่งของจากประชาชน หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรี และนายทักษิณ ชินวัตร ที่มอบโดรนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ โดยยืนยันว่า กำลังพลจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

‘ซูเปอร์โพล’เผยคนไทยปลื้มความสำเร็จเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หนุนตั้ง’บุ๋ม ปนัดดา’นั่งโฆษกจิตอาสา

'ซูเปอร์โพล'เผยคนไทยปลื้มความสำเร็จเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หนุนตั้ง'บุ๋ม ปนัดดา'นั่งโฆษกจิตอาสา

‘ซูเปอร์โพล’เผยคนไทยปลื้มความสำเร็จเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หนุนตั้ง’บุ๋ม ปนัดดา’นั่งโฆษกจิตอาสา

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

‘ซูเปอร์โพล’เผยพลสำรวจเปิดใจประชาชน พบคนไทยปลื้มความสำเร็จเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หนุนตั้ง’บุ๋ม ปนัดดา’นั่งโฆษกจิตอาสา

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2568 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เปิดใจประชาชน จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,125 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8 – 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า จากผลสำรวจ “เปิดใจประชาชน” ของซูเปอร์โพลนี้พบภาพสะท้อนทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในมิติข่าวดีด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและพึงพอใจกับเหตุการณ์ที่มีผลเชิงบวกต่อประเทศ ทั้งในด้านความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก และการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ อันดับสูงสุดคือความสำเร็จของทีมเศรษฐกิจไทยที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา ได้รับการยอมรับจากร้อยละ 74.5 ของตัวอย่างว่าเป็นข่าวดีที่สร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย

ตามมาด้วยชัยชนะของนักกีฬาไทยในเวทีนานาชาติ เช่น ทีมวอลเลย์บอลหญิงและฟุตบอลหญิง (ร้อยละ 71.9) และการเจรจายุติการสู้รบไทย–กัมพูชา (ร้อยละ 68.3) ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในมิติการทูตและจิตวิญญาณแห่งสันติภาพที่รักสงบของปวงชนชาวไทย ขณะที่มาตรการเข้มงวดจัดระเบียบสังคม แก้ปัญหายาเสพติด และลงโทษฝ่ายปกครองที่ละเลยหน้าที่ (ร้อยละ 65.1) รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ (ร้อยละ 62.4) ก็เป็นประเด็นที่ประชาชนมองว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า

ที่น่าสนใจคือ ในประเด็นทางการเมืองและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ การแต่งตั้งบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นโฆษกจิตอาสาของศูนย์บัญชาการทางการทหาร (ศบ.ทก.) ได้รับเสียงสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 72.3 สะท้อนว่าประชาชนเห็นคุณค่าในบทบาทของบุคคลที่สามารถสื่อสารได้เข้าถึงและสร้างภาพลักษณ์บวกให้กับหน่วยงานรัฐ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 6.8 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนคาดหวังให้โฆษกฯ สื่อสารประเด็นสำคัญต่อชาวโลกอย่างตรงไปตรงมา โดยลำดับแรกคือการประณามการโจมตีพลเรือนไทย โรงพยาบาล และบ้านเรือนประชาชนโดยกองทัพกัมพูชา (ร้อยละ 84.5) รองลงมาคือการฟ้องศาลโลกต่อผู้นำกัมพูชาในฐานะผู้กระทำฆาตรกรสงคราม (ร้อยละ 81.2) และการเปิดเผยข้อเท็จจริงเรื่องการวางทุ่นระเบิดในเขตไทย การรุกรานไทยก่อน และการทำสงครามผิดหลักสากล (ร้อยละ 80.9, 80.3 และ 76.4 ตามลำดับ)

อย่างไรก็ตาม ในมิติความรู้สึกต่ออนาคต พบว่าประชาชนยังมีความหวังและความกลัวผสมผสานกัน ร้อยละ 48.2 แสดงออกถึง “ความหวังที่จะก้าวต่อไป” ขณะที่ร้อยละ 21.7 ยังคง “กลัวที่จะเดินต่อ” และอีกร้อยละ 30.1 ไม่แน่ใจ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในจิตวิทยาสังคมและความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ประเทศ

รายงานของซูเปอร์โพล สรุปปิดท้ายว่า การสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า ประชาชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้และมีผลต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่สร้างโอกาสใหม่ ด้านการเมืองที่แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก และด้านสังคมที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรสานต่อความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการทูต ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกในประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่น และไม่ละเลยการสร้างหลักประกันความปลอดภัยและความยุติธรรมในสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความหวัง ลดความกลัว และสร้างพลังบวกให้กับประชาชนในการก้าวต่อไป

กกต.พร้อมสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 13-17 ส.ค.นี้

กกต.พร้อมสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 13-17 ส.ค.นี้

กกต.พร้อมสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 13-17 ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

กกต.พร้อมสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 13-17 ส.ค.นี้ เตือนตรวจสอบให้ดีก่อนสมัคร หากขาดคุณสมบัติแล้วยังมาสมัครมีโทษ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยความพร้อมการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย แทนตำแหน่งที่ว่าง ภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้า และตำบลจันจว้าใต้) อำเภอเชียงแสน อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงของ (เฉพาะตำบลครึ่ง ตำบลศรีศรีดอนชัย ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลสถาน และตำบลห้าลห้วยช้อ) และอำเภอเวียงแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนนี้

สำนักงาน กกต.ประกาศให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมทั้งหลักฐาน ได้ตั้งแต่วันพุธที่ 13 สิงหาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 17 สิ่งหาคม เวลา 08.30 – 16.30 น.ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยผู้ประสงค์จะสมัครต้องนำหลักฐานประกอบการยื่นใบสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งต้องมีคำรับรองด้วยว่าได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว ตามแบบ ส.ส. 4/8 หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2565 ปีภาษี 2566 และปีภาษี 2567 ของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษี พร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษี ตามแบบ ส.ส. 4/7 รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตาดำ เงินค่าธรรมเนียมการสมัครคนละ 10,000 บาท เอกสารสรุปย่อประวัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสำเนาหลักฐานอื่นที่ผู้สมัครนำมาแสดงตน ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด โดยตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯ ลงพื้นที่ให้ความรู้ปชช. ย้ำหากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยรีบแจ้ง จนท.

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯ ลงพื้นที่ให้ความรู้ปชช. ย้ำหากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยรีบแจ้ง จนท.

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯ ลงพื้นที่ให้ความรู้ปชช. ย้ำหากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยรีบแจ้ง จนท.

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ตามศูนย์พักพิง เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด พร้อมย้ำ หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2568 พันเอกหญิง ฉัตรรพี พูนศรี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย ดำรงความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจด้านการแจ้งเตือนและให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตเป้าหมาย เพื่อสร้างความตระหนัก สร้างความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่อาจปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยเกิดการปะทะ

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ก่อนการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่พักพิงกลับสู่ภูมิลำเนาของแต่ละครอบครัว ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นวัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย หรือสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อให้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายอย่างปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติยังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และคุ้มครองชีวิตประชาชนจากภัยคุกคามของทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน
 

ตอกกลับเขมร! โฆษก ทบ.ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

ตอกกลับเขมร! โฆษก ทบ.ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

ตอกกลับเขมร! โฆษก ทบ.ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

โฆษก ทบ.ยันไทยมีสิทธิ์คุมตัว 18 เชลยศึกทหารกัมพูชา ตามกฎหมายสากล ชี้ส่งตัวกลับหากสู้รบจบ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จากกรณีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา รายงานว่า “ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.50 น.ทันทีหลังจากข้อตกลงหยุดยิง มีทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกทหารไทยจับกุมโดยมิชอบตามกฎหมาย จนถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อทางการไทยหลายครั้ง เพื่อให้ส่งตัวทหารทั้งหมดกลับประเทศโดยเร็ว ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเพื่อสนองต่อคำร้องเร่งด่วน จากประเทศพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ นั้น”

ล่าสุด พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ขอเรียนว่า ฝ่ายกัมพูชาอาจไม่เข้าใจหลักปฏิบัติในระบบของสากล ยืนยันการปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งเชื่อว่าประเทศพันธมิตร และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีความเข้าใจ และไม่ได้มีความกังวลใดๆ อย่างที่กัมพูชากล่าวอ้าง

โดยเฉพาะการที่ฝ่ายไทยได้เปิดโอกาสให้องค์กรสากลที่เกี่ยวข้องสามารถประสานขอเข้าเยื่ยมชมได้ตลอดตั้งแต่วันแรกๆ ที่ฝ่ายไทยได้มีการควบคุมตัว อย่างเช่นเมื่อ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้มีคณะผู้แทนจาก ICRC ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ด้านการคุ้มครอง , ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ , เจ้าหน้าที่โครงการของ ICRC และล่าม รวม 4 คน เพิ่งมาเยื่ยมชมไป

จึงขอยืนยันว่า การควบคุมทหารกัมพูชาทั้ง 18 คนนั้น เป็นไปตามหลักกฎหมายสากล ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ไม่ใช่การควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย ตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ การถูกควบคุมตัวดังกล่าว จำเป็นต้องคงไว้ จนกว่าสถานะการณ์การหยุดยิงหรือสถานการณ์การสู้รบ จะมีความสมบูรณ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแล้วเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด จะไม่หวนกลับมาทำการสู้รบกับฝ่ายไทยอีก ซึ่งเป็นไปตามแนวทางหลักสากล และเชื่อว่า ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชายังมีเรื่องสำคัญอื่นที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจให้เป็นที่ประจักษ์ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

‘นพดล’มองผลเจรจา‘จีบีซี’มีทิศทางดี แนะเร่งประชุม‘อาร์บีซี-เจบีซี’ต่อเนื่อง

‘นพดล’มองผลเจรจา‘จีบีซี’มีทิศทางดี แนะเร่งประชุม‘อาร์บีซี-เจบีซี’ต่อเนื่อง

‘นพดล’มองผลเจรจา‘จีบีซี’มีทิศทางดี แนะเร่งประชุม‘อาร์บีซี-เจบีซี’ต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า แม้ผลการเจรจาจีบีซีจะมีทิศทางที่ดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น แต่คงต้องติดตามว่ากัมพูชา จะทำตามที่ตกลงครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีคณะผู้สังเกตการณ์และตรวจสอบการปฎิบัติตามเงื่อนไขโดยทางฝ่ายมาเลเซีย จะได้รู้ว่าใครทำตามข้อตกลงจีบีซีหรือไม่

นายนพดล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า ควรมีการประชุมในระดับพื้นที่หรือระดับแม่ทัพภาค (RBC) เพื่อลงในรายละเอียดต่อไปแต่หมุดหมายที่สำคัญคือการประชุมเจบีซี (JBC) หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเพราะ ถ้าไม่ปักปันเขตแดนและทำหลักเขตแดนให้ชัดเจน ในอนาคตก็จะมีข้อพิพาทด้านเขตแดนเกิดขึ้นอีก ตนคิดว่าการทำงานของคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคภายใต้การประชุม JBC ตามกรอบเอ็มโอยู 2543 จะช่วยให้มีความชัดเจนเรื่องเขตแดน และช่วยให้ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งเรื่องการอ้างสิทธิ์ในดินแดนของแต่ละฝ่ายในอนาคตได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า 25 ปีที่ผ่านมา มีการประชุม JBC ไปน้อยมากเพียงแค่ 10 กว่าครั้ง ซึ่งควรจะต้องมีการประชุมต่อเนื่องและบ่อยมากขึ้น เมื่อทำหลักเขตแดนชัดเจนแล้วก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วย

นายนพดล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจความเห็นของพี่น้องประชาชนล่าสุด ประชาชนเกือบ 50% สนับสนุนให้มีการเจรจาระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชาอย่างจริงจัง ซึ่งยืนยันสิ่งซึ่งตนเคยพูดมาต่อเนื่องว่าสงคราม สุดท้ายก็จบด้วยการเจรจาและการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นสิ่งซึ่งประชาชนต้องการ ดังนั้นการระงับข้อพิพาท ทางการทูตจึงเป็นทางออกในความขัดแย้งหลายกรณีทั่วโลก จึงขอเอาใจช่วยรัฐบาลในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ต่อไปด้วยการปกป้องอธิปไตยและแก้ปัญหาทางการทูตต่อไป