ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

หนึ่งในเงื่อนไขเจรจาของไทย กรณีสหรัฐใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) คือเพิ่มปริมาณสินค้านำเข้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยผลการเจรจาในเบื้องต้น ไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3 ล้านตัน กากถั่วเหลือง 3 ล้านตัน และกากข้าวโพดอีก 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ชาวไร่ข้าวโพดเกิดความกังวลว่าอาจทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำและการผลิตจะลดลง ที่สำคัญ คือ ข้าวโพดจากสหรัฐฯเกือบทั้งหมดเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และรวมถึงถั่วเหลือง ที่ยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในความเป็นจริง การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งมีความต้องการสูง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลประมาณการ ปริมาณความต้องการอาหารสัตว์ในปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 21.8 ล้านตันมีความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 9.2 ล้านตัน แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.59 ล้านตัน หรือผลิตได้เพียงร้อยละ 49.89 (ปี 2567/2568) และมีความต้องการใช้กากถั่วเหลืองอยู่ที่ 4.6 – 4.7 ล้านตัน แต่กากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศมีเพียง 0.010 – 0.012 ล้านตัน หรือไทยผลิตได้เพียงร้อยละ 2.17 ดังนั้น การนำเข้าข้าวโพด และกากถั่วเหลือง เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจัดเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีการนำเข้ามาเป็นเวลานานแล้ว และจากข้อมูลในปี พ.ศ. 2567 มีการนำเข้าข้าวโพด จำนวน 2.01 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือเมียนมา ลาว และกัมพูชา มีส่วนน้อยนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่กากถั่วเหลือง จำนวน 2.83 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก บราซิล สหรัฐอเมริกา และ อาร์เจนตินา ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้า เกือบทั้งหมดจะเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม และปลูกอยู่ในแหล่งปลูกเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมมากที่สุดที่ 630.62 ล้านไร่ รองลงมาคือข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งมีพื้นที่ 433.12 ล้านไร่

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์เป็นสมาคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ความปลอดภัยทางชีวภาพ และรวมถึงการกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) อาการแพ้ : ไม่มีอาหารใดที่ปลอดภัย 100% ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไป อาหารดัดแปลงพันธุกรรม หรืออาหารออร์แกนิก และการแพ้อาหารส่วนใหญ่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบในอาหารเพียง 9 ชนิด ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง หอย งา และปลา กรณีถั่วเหลืองที่พบว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และมีจำหน่ายในรูปแบบของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม หากแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม และหากไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม

2) ความเป็นพิษ : จากข้อมูลของขององค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา สรุปแล้วว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีพิษต่อมนุษย์  แม้แต่สารบีทีในข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมบางสายพันธุ์ ก็จะมีฤทธิ์เพียงต้านทานแมลงศัตรูพืชเท่านั้น

3) การดื้อยาปฏิชีวนะ : พืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดื้อยาของมนุษย์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่ายีนจากพืชเหล่านี้ไม่ได้ถ่ายทอดสู่มนุษย์หรือสัตว์โดยตรงจนทำให้เกิดการดื้อยา และมีโอกาสต่ำมากที่แบคทีเรียในลำไส้จะได้รับยีนเหล่านี้ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุชัดเจนว่า ดีเอ็นเอจากอาหารทั้งอาหารปกติและอาหารดัดแปลงพันธุกรรม ส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายในระบบย่อยอาหาร

4) การเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางโภชนาการ : ก่อนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบปริมาณสารอาหารโดยใช้หลัก “คุณค่าทางโภชนาการที่เปรียบเทียบได้” ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

อีกประการสำคัญคือ ก่อนที่อาหารดัดแปลงพันธุกรรมจะถูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งผลการตรวจสอบจำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้นแสดงให้เห็นว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ไม่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือมีความเป็นพิษ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ไม่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม รวมทั้งไม่มีการดื้อยาปฏิชีวนะและไม่มีผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นต่อปริมาณสารอาหาร กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ไม่พบสิ่งใดบ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ”

เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มีความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของมนุษย์ องค์กรทางวิทยาศาสตร์อิสระกว่า 275 แห่งทั่วโลก และผู้ได้รับรางวัลโนเบลกว่า 110 คน จึงได้สรุปเป็นฉันทามติว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีความปลอดภัยในการรับประทานเช่นเดียวกับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

#สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

ยะลาฮับทุเรียน! ดาโต๊ะมาเลเซียบุกเจาะลึกเคล็ดลับ ‘ทุเรียนเบตง’ คุณภาพระดับพรีเมียม-จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดาโต๊ะ ฮัจญ์ มูฮัมหมัด บิน อับดุลเลาะห์ จากรัฐเนกรีเซมบิลัน ประเทศมาเลเซีย พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนทุเรียนของนายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ เกษตรกรแปลงใหญ่ในตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับชมการสาธิตการเก็บเกี่ยวทุเรียน ซึ่งเบตงถือเป็นแหล่งปลูกผลไม้คุณภาพแห่งใหม่ของไทย

นายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ หรือที่รู้จักในนาม ‘เฮียเต๋อ’ เจ้าของสวนทุเรียนเบตง เผยว่าความสำเร็จในการปลูกทุเรียนคุณภาพของที่สวน เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของอำเภอเบตง ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีอากาศหนาวเย็น มีสายหมอก และพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,900 ฟุต ซึ่งทำให้ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด หรือเงาะ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยในฤดูกาลที่ผ่านมา ทุเรียนที่ส่งออกกว่า 18 ตัน พบหนอนเพียง 7-8 ลูกเท่านั้น

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและลูกค้า ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์ดังอย่างมูซานคิง สามารถขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600 บาท และยังคงหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเขาต้องการให้เกษตรกรรายอื่นๆ หันมาผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างแบรนด์ ‘ทุเรียนเบตง’ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา ระบุว่าในปี 2567 จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 105,401 ไร่ เพิ่มขึ้น 9.53% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในอำเภอเบตงที่เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนแทนยางพาราและผลไม้ชนิดอื่น เนื่องจากราคาดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตทุเรียนจะออกสู่ตลาดไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ///-026

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

สธ.มอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัด ทางห้องปฏิบัติการ ประจำปี 2568

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานและมอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่ขับเคลื่อนโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ และพัฒนาระบบการให้บริการห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างนอกโรงพยาบาลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด บุคลากรโรงพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี

นายกิตติกร กล่าวว่า ที่มาของงานในวันนี้มาจากปัญหาปัจจุบันที่ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาในการรอคอยจากการรับบริการที่โรงพยาบาลทั้งหมดเฉลี่ย 3-5 ชั่วโมงต่อราย โดยใช้เวลารอคอยเพื่อใช้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ประมาณ 1-3 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของเวลารอคอยทั้งหมด ดังนั้นการจัดระบบเพื่อลดเวลารอคอยการให้บริการ จึงมีความสำคัญที่ต้องจะลดความแออัดในโรงพยาบาลได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้กำหนดนโยบายลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความแออัดในกลุ่มเป้าหมายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีโมเดลให้ผู้ป่วยไปใช้บริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ศูนย์อนามัย ศูนย์สุขภาพ ดำเนินการเจาะเลือด เก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ที่โรงพยาบาลแม่ข่าย หลังจากนั้นก็มาฟังผลพบแพทย์

นายกิตติกร กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอมีนโยบายสนับสนุนการให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดระยะเวลาการรอคอย และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เน้นเพิ่มศักยภาพการให้บริการของหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่เขตสุขภาพ ทั้งนี้ปัจจุบันมีจังหวัดที่ขับเคลื่อนการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 63 64 จังหวัด โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 120 240 แห่งทั่วประเทศ และมีหน่วยบริการปฐมภูมิที่ผ่านการขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวนมากกว่า 2,000 2,370 แห่ง

นายแพทย์พิเชฐ กล่าวเติมเพิ่มว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สนับสนุนโครงการลดความแออัดของกระทรวงสาธารณสุข โดยร่วมมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในการจัดระบบกระจายจุดเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจที่ได้มาตรฐาน นอกโรงพยาบาล ผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลภาครัฐจะเกิดความพึงพอใจในการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และผู้ให้บริการมีความสุข ส่งเสริมการให้บริการของหน่วยบริการภาครัฐได้มาตรฐานในระดับสากลต่อไปในอนาคต จึงได้จัดพิธีมอบรางวัลความเป็นเลิศโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการ โดยมี 4 รางวัล ได้แก่ (1) รางวัลโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยไปใช้บริการเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลมากที่สุด ระดับประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบ้านโป่ง โรงพยาบาลโพธารามโรงพยาบาลสวรรคโลก และโรงพยาบาลบ้านฉาง (2) รางวัลโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายหน่วยเจาะเลือดมากที่สุด ระดับประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลกำแพงเพชร โรงพยาบาลบ้านหมี่ โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย และโรงพยาบาลวัฒนานคร  (3) รางวัลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนประสบผลสำเร็จ ระดับประเทศ จำนวน 18 แห่ง  และ (4) รางวัลเขตสุขภาพที่มีการขับเคลื่อนประสบผลสำเร็จ ระดับประเทศ จำนวน 5 เขต

“ทั้งนี้โรงพยาบาลที่สนใจเข้าร่วมโครงการลดความแออัดทางห้องปฏิบัติการสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 02951 0000 ต่อ 99961 หรือที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่งทั่วประเทศ” นายแพทย์พิเชฐ กล่าว

-(016)

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม 'Patient Purpose Day 2025'

DKSH ส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลสุขภาพผู้หญิงไทย ผ่านกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

DKSH ประเทศไทยเตรียมจัดงานวิ่งการกุศล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Patient Purpose Day: Run for Her Health” โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิงไทย  กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงพันธกิจและความมุ่งมั่นของ DKSH ในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ “Patient Purpose Day” เป็นกิจกรรมประจำปีของ DKSH ซึ่งจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกในการดูแลสุขภาพ และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพสตรีซึ่งเป็นหัวใจหลักของโครงการในปีนี้

หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านโซลูชันการดูแลสุขภาพและผู้นำด้านการขยายตลาด สำหรับบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ยา บริษัท ผู้ผลิตยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องมือแพทย์ ได้กำหนดจัดวิ่งการกุศล “Patient Purpose Day” ในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ณ สวนหลวง ร.9 กรุงเทพฯ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้หญิงไทยที่ขาดโอกาส ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (The Thai Medical Women’s Association Under The Royal Patronage of Her Majesty The Queen)

กิจกรรมวิ่งการกุศลในประเทศไทยนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘Patient Purpose Day 2025’ ที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ DKSH ดำเนินธุรกิจอยู่ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน กัมพูชา ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และเวียดนาม โดยปีนี้มุ่งเน้นการส่งเสริม “ความเท่าเทียมด้านสุขภาพสตรี” สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ DKSH ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคน

ส่งเสริมสุขภาพสตรีด้วยการตรวจคัดกรองป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงไทย จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ HPV Information Centre (2023)[1] พบว่า ในแต่ละวันประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งเต้านมประมาณ 59 ราย และตรวจพบมะเร็งปากมดลูก 25 ราย แม้การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้การรักษาผู้ป่วยโรคทั้งสองได้ผลดี  แต่ผู้หญิงจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการดูแลป้องกันดังกล่าว จากข้อมูลของสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ค่านิยมทางวัฒนธรรม ข้อจำกัดทางการเงิน และภาระหน้าที่การดูแลครอบครัวคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยละเลยการตรวจสุขภาพของตนเอง ส่งผลให้โอกาสในการตรวจพบและรักษาอย่างท่วงทีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นลดน้อยลง 

เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองในวงกว้าง สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดตั้งคลินิก สมาคมแพทย์สตรี เพื่อให้บริการด้านนรีเวชพร้อมโปรแกรมการตรวจคัดกรองโรค ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด พบว่าประมาณร้อยละ 27 ของผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเต้านมหรือปากมดลูก[2] ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะส่งต่อผู้ป่วยที่ตรวจพบอาการผิดปกติเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและดำเนินการรักษาต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ร่วมวิ่งระดมทุนเพื่อสุขภาพของผู้หญิงไทย 

DKSH ประเทศไทย ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล “Patient Purpose Day 2025” เพื่อระดมทุนส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยรายได้ทั้งหมดจากกิจกรรมจะนำไปสนับสนุนการตรวจคัดกรองฯ ที่ดำเนินการโดยสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้หญิงอย่างน้อย 1,000 คน ได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที “ทุกก้าวที่วิ่ง ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้หญิงไทย”

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึง 5 กันยายน 2568 คลิกที่นี่เพื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรม https://bit.ly/4kJUfmz

ผู้เข้าร่วม สามารถเลือกสมัครได้ตามระยะวิ่ง ดังนี้ 

Micro Run ระยะทาง 2.5 กม. จำนวน 300 คน ค่าสมัคร 500 บาท 

Fun Run ระยะทาง 5 กม. จำนวน 500 คน ค่าสมัคร 500 บาท 

Mini Marathon ระยะทาง 10 กม.  จำนวน 700 คน ค่าสมัคร  600 บาท 

นายลารี่ เมอริซัลเด รองประธาน หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ DKSH เราเชื่อว่าทุกคนควรเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด ในปีนี้กิจกรรม‘Patient Purpose Day’ ได้ร่วมสนับสนุนบุคลากรของบริษัทฯ ประชาชนทั่วไป พันธมิตรและชุมชน ในการสร้างความแตกต่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้กับสตรี โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การเข้าถึงบริการ และการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” 

พญ.มยุรา กุสุมภ์ นายกสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวเสริมว่า “ด้วยการสนับสนุนจากบริษัท DKSH ทางสมาคมฯ คาดว่าจะสามารถขยายการเข้าถึงและให้บริการตรวจคัดกรองที่สำคัญให้แก่ผู้หญิงไทยบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานตรงนี้ได้ โครงการ Patient Purpose Day จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สตรีไทยได้รับความรู้ โอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งก่อให้เกิดการยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง” 

นางสาวไอรีล ไตรสารศรี รองประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (TBCC) อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันรับรู้เป็นอย่างดีว่า การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากผู้หญิงทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี ย่อมส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิต เช่น มีเวลาดูแลครอบครัว เป็นต้น ปัจจุบันผู้หญิงส่วนใหญ่มักตรวจพบโรคเมื่อถึงภาวะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา อุปสรรคในการดำเนินชีวิต การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคนในการวางแผนดูแลรักษา ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนควรเข้าถึงโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม” 

-(016)

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

Manao Software เตรียมขยายทีมตอบรับความต้องการระดับโลก เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

Manao Software บริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เดินหน้าขยายทีมงานและเพิ่มความแข็งแกร่งเปิดสำนัก งานในกรุงเทพฯ เพื่อตอบรับกับความต้องการด้านโซลูชันเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ชูจุดแข็งด้วยการเป็นองค์กรที่เน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอทีในระยะยาว วางโครงสร้างทีมได้อย่างเป็นระบบ และมืออาชีพ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง และการส่งมอบงานที่ยึดคุณภาพเป็นหลัก ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย เพื่อเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

Manao Software ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 โดย คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ผู้ประกอบการชาวเดนมาร์ก ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก โดยไม่วิ่งตามผลประโยชน์ระยะสั้นหรือการขยายที่กระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว บริษัทจึงเลือกลงทุนกับ ‘คน กระบวนการ และวัฒนธรรม’ อันเป็นคุณค่าที่หยั่งรากมาจากหลักการบริหารแบบเดนมาร์ก ซึ่งให้ความสำคัญกับความประณีตในการทำงาน การใช้งานจริงเหนือรูปลักษณ์ และคุณภาพที่ยั่งยืน ปรัชญานี้ได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้าได้รับไม่เพียงแต่ซอฟต์แวร์ที่เสร็จสมบูรณ์ แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

จากจุดเริ่มต้นด้วยทีมเล็กๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบัน Manao Software เติบโตขึ้นเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดกลางที่ได้รับความไว้วางใจ มีพนักงานมากกว่า 120 คน และมีชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือและคุณภาพการทำงานที่เป็นเลิศ ปัจจุบันบริษัทดำเนินงานจาก 2 สาขาหลัก โดยเชียงใหม่ยังคงเป็นรากฐานของวัฒนธรรมและนวัตกรรม ขณะที่สำนักงานกรุงเทพฯ จะช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเข้าใกล้ลูกค้า พันธมิตร และชุมชนธุรกิจระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น โมเดลสำนักงาน 2 แห่งนี้ผสานจุดแข็งของ “ความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตที่สมดุลจากเชียงใหม่” เข้ากับ “การเชื่อมต่อระดับโลกของกรุงเทพฯ” มอบทั้งความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับลูกค้า และโอกาสความก้าวหน้าที่หลากหลายสำหรับบุคลากรของบริษัท

โซลูชันซอฟต์แวร์แบบครบวงจร (End-to-End Software Solutions) Manao Software มอบบริการที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ AI-Driven Software & Consulting หรือ ซอฟต์แวร์และที่ปรึกษาด้าน AI – โซลูชัน AI ที่มุ่งเน้นธุรกิจ เพื่อการดำเนินงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

Automation with n8n and AI หรือ การทำงานอัตโนมัติด้วย n8n และ AI – เพิ่มความคล่องตัวให้กับเวิร์กโฟลว์ ลดงานที่ต้องทำด้วยมือ และเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ด้วยโซลูชันอัตโนมัติที่คุ้มค่า ขับเคลื่อนด้วย AI

Outsourced Software Development Teams  หรือ ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จากภายนอก – ทีมที่ขยายได้ตามความต้องการ เพื่อทำงานร่วมกับโครงการของลูกค้าได้อย่างลงตัว

Mobile App Development หรือ การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ – ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่แนวคิดจนถึงการเปิดตัว ออกแบบเพื่อการใช้งานง่ายและประสิทธิภาพสูง

Web Application Development หรือ การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน – โซลูชันที่ปลอดภัยและขยายขนาดได้ ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ

Outsourced Software Testing (QA) หรือ บริการทดสอบซอฟต์แวร์ (QA) จากทีมภายนอก – ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์เชื่อถือได้จริง

Web Application Penetration Testing หรือ บริการทดสอบความปลอดภัยเว็บแอป – ตรวจหาช่องโหว่ก่อนจะเกิดปัญหาด้านความเสี่ยง

ในฐานะพันธมิตรระดับ Gold รายแรกและรายเดียวของ ISTQB® ในประเทศไทย Manao Software แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพระดับโลกด้านการทดสอบและประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ คุณภาพคือหัวใจสำคัญของการเติบโตของ Manao Software มาโดยตลอด นอกเหนือจากการส่งมอบซอฟต์แวร์แล้ว Manao Software ยังมีบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง การร่วมมือกับมหาวิทยา

ลัยเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอที และการสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศภายใต้โครงการ Thailand 4.0 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างชื่อเสียงด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นคงระยะยาว พร้อมก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของธุรกิจต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software กล่าวว่า “การขยายทีมในกรุงเทพฯ พร้อมกับการเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Automation with n8n และ AI สะท้อนถึงความตั้งใจของเราที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับลูกค้าและพนักงานในระยะยาว ตลอดกว่า 18 ปีที่ทำงานกับทั้งธุรกิจไทยและต่างประเทศ เราเรียนรู้ดีว่าความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ชัดเจนคือหัวใจของความสำเร็จ”

ที่ Manao Software ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรแบบครบวงจร โดยมีทีมงานที่พร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกด้าน และเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ผ่านกระบวนการแบบ Agile ที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น โปร่งใส จะไม่ปล่อยให้ลูกค้ารอคำตอบโดยไม่จำเป็น ทุกความท้าทายได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว พร้อมการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และแม้ในกรณีที่เกิดปัญหา ก็เลือกที่จะบอกความจริงอย่างซื่อตรง พร้อมจัดการสถานการณ์ด้วยความเป็นมืออาชีพเสมอ

“แนวทางการทำงานนี้สะท้อนถึงรากฐานจากเดนมาร์กของเรา ที่ซึ่งคำว่า ‘คุณภาพ’ ไม่ได้หมายถึงเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง การส่งมอบงานเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ เรามั่นใจได้ว่าสิ่งที่ทำจะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้จริง นี่คือวิธีคิดที่เรานำมาใช้ในทุกโปรเจกต์ เพื่อให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมีความน่าเชื่อถือ คงทนระยะยาว และตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าอย่างแท้จริง” คริสโตเฟอร์ มอสซ์ กล่าวปิดท้าย

Manao Software ยังคงโดดเด่นในฐานะบริษัทที่ให้คุณค่าแก่ “คน” ไม่แพ้ “เทคโนโลยี” โดยผสานหลักการบริหารแบบตะวันตกเข้ากับความคุ้มค่าเชิงต้นทุนในแบบเอเชียอย่างลงตัว ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและการขยายตัวที่ครอบคลุมสองเมืองหลักของประเทศไทย บริษัทจึงอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมในการก้าวสู่บทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลก และสำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม และทำความรู้จักกับเรื่องราวของ Manao Software ได้ที่ เว็บไซต์ภาษาไทย: https://manaosoftware.co.th  หรือ English Website: https://manaosoftware.com

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software

‘วส.พุทธปัญญาฯ’ เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

'วส.พุทธปัญญาฯ' เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

‘วส.พุทธปัญญาฯ’ เปิดตัววิจัยเชิงนวัตกรรม ‘เงากรรม’ สะท้อนปัญหาสังคมชาวพุทธร่วมสมัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ครั้งแรกในประเทศไทย ที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี (วส.พุทธปัญญา) ได้เปิดตัวงานวิจัยเชิงนวัตกรรมด้านพระพุทธศาสนา ผลงานของนางนพขวัญ นาคนวล นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง

“การถอดบทเรียนผลของปาณาติบาตตามหลักกฎแห่งกรรมผ่านมุมมองคำสอนพระพุทธศาสนา”

สิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้แตกต่างและทรงพลัง คือการต่อยอดสู่การสร้าง ละครสั้น “เงากรรม” และ “มาตุฆาต” ที่ไม่เพียงยึดหลักพระไตรปิฎก หากยังหยิบยกเหตุ การณ์จริงในสังคมไทยมาถ่ายทอดให้คนดูได้เห็นผลกรรมอันเลี่ยงไม่พ้นของการฆ่าและการเบียดเบียน

งานวิจัยที่ไม่หยุดอยู่บนกระดาษ

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ใช้เวิร์กชอปและเทคนิค AIC สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีชีวิต

กรอบการวิจัยดำเนินไปครบ 5 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการ วางแผน ปฏิบัติ สังเกตผล จนถึงการสะท้อนผล สุดท้ายได้ข้อค้นพบสำคัญว่า—ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) มีองค์ประกอบ 5 ประการ และให้ผลกรรมทั้งปัจจุบัน อนาคต และทางจิตวิญญาณ

การเว้นปาณาติบาต คือ รากฐานของ เมตตา กรุณา ศีล สมาธิ และปัญญา

การพัฒนาสื่อธรรมะผ่าน หนังสั้น แอนิเมชัน นิทานชาดก สื่อออนไลน์ ช่วยสื่อสารกฎแห่งกรรมได้ง่ายและเข้ากับสังคมยุคใหม่

การนำเสนอเชิงบวกช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น การลดละการฆ่าสัตว์ ปล่อยสัตว์ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เงากรรม” และ “มาตุฆาต”: เมื่อละครสั้นกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม

– เงากรรม

อ้างอิงเหตุการณ์จริงของ “ลูกทรพี” ที่วางแผนฆ่าพ่อแท้ ๆ เพื่อเงินประกันเพียง 70,000 บาท และถึงขั้นเผาบ้านตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า ความโลภเพียงเสี้ยววินาที สามารถทำลายทั้งครอบครัวและศรัทธาในความเป็นมนุษย์ได้

– มาตุฆาต

ถ่ายทอดบาปกรรม “อนันตริยกรรม” การติดยาเสพติด จนเกิดภาพหลอน และคลุ้มคลั่งฆ่ามารดา ซึ่งในพระไตรปิฎกถือว่าหนักที่สุด ละครสั้นเรื่องนี้มิใช่เพียงการเล่าเรื่องบาป หากคือการเปิดโปง ความทุกข์จริงของสังคม ที่ยังคงปรากฏและสร้างรอยแผลลึกในจิตใจผู้คน

สะท้อนใจสังคม: กรรมคือความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ

“กรรมไม่ว่าดีหรือชั่ว บางครั้งอาจให้ผลช้า แต่ยุติธรรมเสมอ เพราะกรรมให้ผลตามความจริง มิใช่ตามความเชื่อ”

บทเรียนจากงานวิจัยนี้ทำให้สังคมต้องหยุดคิด—การฆ่าและเบียดเบียนไม่ใช่เพียงผิดศีล แต่คือ การทำลายตัวเอง

กฎแห่งกรรมไม่เลือกเพศ วัย หรือชนชั้น

ทางออกของสังคมคือการเว้นปาณาติบาต และหันกลับมาพัฒนาจิตใจบนเส้นทางแห่ง เมตตาและปัญญา

ไม่ใช่แค่วิจัย แต่คือเสียงเตือนสติแห่งยุคสมัย

ผลงานของ นพขวัญ นาคนวล และการสนับสนุนจาก วส.พุทธปัญญาฯ คือการชี้ให้เห็นว่า การศึกษาที่แท้จริง ต้องกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคม

“นวัตกรรมพุทธปัญญา” ที่สะท้อนให้สังคมเห็นเงาของกรรมที่ติดตามมนุษย์ทุกคน และปลุกให้ผู้คนหันกลับมา หยุดเบียด เบียน สร้างเมตตา และร่วมกันพาสังคมไปสู่สันติสุข

ดังนั้น ผลงานวิจัยและนวัตกรรมพุทธปัญญาฯ เรื่อง “เงากรรม” และ “มาตุฆาต” จึงไม่ใช่เพียงสื่อสร้างสรรค์เพื่อความบันเทิง แต่คือ เครื่องเตือนสติของสังคมไทย ที่เชื่อมโยงคำสอนพระพุทธศาสนากับความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานชิ้นนี้ยังผ่านการ ตรวจสอบคุณภาพจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ รศ.ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน (มหาวิทยาลัยมหิดล), รศ.ดร.มานพ นักการเรียน (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย), ผศ.ดร.ประครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม (ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี), ผศ.ดร.พระเจริญพงษ์ ธมฺมธีโป (ประธานหลักสูตร), ดร.พระมหาศุภวัฒน์ ฉายา ฐานวุฑโฒ, ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมันกุล และ ดร.ปัทมาวดี แสนเขื่อนแก้ว (อาจารย์ที่ปรึกษา)

ซึ่งการได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสถาบันเช่นนี้ คือ หลักฐานชัดเจนว่าผลงานวิจัยนี้ มีทั้งพลังทางวิชาการ และพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง

-(016)

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้ มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้  มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

“เปิดคลังซีเอ็ด แบ่งปันความรู้ มอบหนังสือร่วมแสนบาทแก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย”

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มอบหนังสือมูลค่ารวม 97,960 บาท ให้แก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุนและการพัฒนาทักษะการอ่านของคนไทย

พิธีมอบจัดขึ้นภายในงาน “SE-ED Warehouse Sale โปรลดฟ้าผ่า เปิดคลังทุบราคา” ณ คลังซีเอ็ด บางนา กม.21 อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568

ในการนี้ซีเอ็ดได้รับเกียรติจาก นายศุภรัตน์ ตั้งศรีวงศ์ ผู้อำนวยการสายงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ร่วมด้วย นายนิวัฒน์ วัฒนสิริมนต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์และฝ่ายการตลาดองค์กร และ นางสาวนิตยา จันทร์ทอง ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร เป็นผู้แทนส่งมอบหนังสือให้แก่สมาคมนักลงทุนหุ้นไทย โดยมี นายชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย พร้อมด้วย นายธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ เลขาธิการสมาคม และ นายพีรดนย์ จันทบาล กรรมการสมาคม ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ

การมอบหนังสือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของซีเอ็ดในการส่งต่อองค์ความรู้สู่สังคม พร้อมสนับสนุนพันธกิจของสมาคมนักลงทุนหุ้นไทยในการสร้างนักลงทุนคุณภาพ ที่มีความรู้เท่าทัน พัฒนาตนเอง และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างตลาดทุนไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อสังคมไทย  ผนึกกำลังร่วมเป็นศูนย์กลางในการระดมความช่วยเหลือ ส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุ รินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และจันทบุรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกันนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเสริมคลังสำรองโลหิตให้เพียงพอรองรับสถาน การณ์ฉุกเฉินอีกด้วย

การให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า โรงแรม ร้านอาหาร ไทวัสดุ  ท็อปส์ โกโฮเซลล์ และ เพาเวอร์บาย เป็นต้น โดยได้มีการบริจาคอาหาร น้ำดื่มและเครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อนำส่งถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที  พร้อมจัดตั้งจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นจากประชาชนทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความช่วยเหลือ โดยสามารถนำสิ่งของ อาทิ น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในชีวิตประจำวัน ไปบริจาคได้ที่  โรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดบุรีรัมย์ โรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดสุรินทร์ ไทวัสดุ จังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์การค้าเซ็นทรัล จังหวัดจันทบุรี โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกรวบรวมและกระจายสู่พื้นที่ที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน นอกจากรวบรวมภายในศูนย์ฯ แล้วยังผสานความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิเพชรเกษม ส่งต่อของใช้ที่จะเป็น ทั้งอุปโภค บริโภค ร่วมพันธกิจแก่กองทัพและศูนย์พักพิงที่เดือดร้อนในพื้นที่อีกด้วย

ในส่วนของการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน บริษัท เซ็นทรัล  เรสตอรองส์ กรุ๊ป จํากัด โดยแบรนด์มิส เตอร์โดนัท ได้จัดแคมเปญ “Hero Donut” ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568 โดยทุกการซื้อโดนัท 1 ชิ้น เท่ากับการร่วมบริ จาค 5 บาท สามารถรวบรวมยอดเงินบริจาคจากการจำหน่ายโดนัทฮีโร่ได้จำนวน 257,380 บาท และบริษัทฯ ร่วมสมทบเพิ่มเติมอีก 200,000 บาท รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 457,380 บาท ให้กับกรมกิจการพลเรือนทหารบก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์บริเวณชาย แดนไทย-กัมพูชา รวมทั้ง โครงการส่งมื้อเติมพลังใจ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบอาหารว่างจาก มิสเตอร์โดนัท อานตี้ แอนส์ และเคเอฟซีเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติภารกิจห่างไกลครอบครัว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด บริจาคน้ำดื่มและสิ่งของจำเป็นรวมมูลค่ากว่า 100,070 บาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย และยังจัดทำแคมเปญ “ไทวัสดุ : ส่งต่อกำลังใจ สู่ชายแดน”  ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568 เชิญชวนประชาชน ลูกค้าและคู่ค้าร่วมสนับสนุนแคมเปญผ่านการซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์ที่ร่วมรายการ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป ต่อใบเสร็จ ทางไทวัสดุจะส่งมอบ 10 บาท ให้แก่สภาชาดไทย เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากสิ่งของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้จำเป็นและงบประมาณสนับสนุนแล้ว อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ส่งต่อความห่วงใยให้ทหารไทยที่ปฏิบัติภารกิจ ได้ดำเนินการส่งมอบเสื้อยืดจำนวน 1,000 ตัว สกรีนข้อความแทนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยถึงฮีโร่ของชาติ พร้อมเน้นย้ำบทบาท “Center of Life” เชิงสัญลักษณ์ ด้วยการแสดงธงชาติไทยขึ้นในทุกจอของศูนย์การค้าทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเสริมคลังสำรองโลหิตให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสามารถบริจาคได้ที่จุดรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทย รวมถึงหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำและเคลื่อนที่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เซ็นทรัล อุบลราชธานี (ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00–16.00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ เวลา 12.00–17.00 น.) และเซ็นทรัล นครราชสีมา (ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00–19.00 น.) รวมถึงจุดบริจาคเคลื่อนที่ในศูนย์การค้ากลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ (ติดตามข้อมูลและตารางหน่วยรับบริจาคได้ที่ Facebook CENTRAL GROUP หรือ Facebook CENTRAL Tham)

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ในฐานะภาคเอกชนที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เราเล็งเห็นถึงความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา การเข้าถึงสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประสบภัยในสถานการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการประสานความช่วยเหลือ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก”

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ พร้อมส่งพลังใจ ฟื้นฟูชุมชนชายแดน ให้เดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจะยังคงมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งจากภาคธุรกิจ ภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อร่วมกันฟื้นฟูและสร้างสังคมที่แข็งแรง ต่อไปอย่างยั่งยืน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

ผู้บริหารส่งมอบเงินในแคมเปญ Hero Donut ให้กับ กรมกิจการพลเรือนทหารบก

ผู้บริหารส่งมอบเงินในแคมเปญ Hero Donut ให้กับ กรมกิจการพลเรือนทหารบก

มอบสิ่งของให้มูลนิธิชัยพัฒนา

มอบสิ่งของให้มูลนิธิชัยพัฒนา

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลอุบล

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลอุบล

จุดรับบริจาคสิ่งของ ไทวัสดุ

จุดรับบริจาคสิ่งของ ไทวัสดุ

จุดรับบริจาคสิ่งของ โรบินสันไลฟ์สไตล์

จุดรับบริจาคสิ่งของ โรบินสันไลฟ์สไตล์

ส่งมอบสิ่งของพื้นที่ชายแดนไทย จ.สุรินทร์

ส่งมอบสิ่งของพื้นที่ชายแดนไทย จ.สุรินทร์

ศูนย์บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

ศูนย์บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

โกโฮเซลล์ ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

โกโฮเซลล์ ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

ส่องมอบของ จ.อุบลราชธานี

บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี

บริจาคโลหิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลจันทรบุรี

จุดรับบริจาคสิ่งของ เซ็นทรัลจันทรบุรี

เริ่มแล้ว! เวทีประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ปี 68 ภาคกลาง เผยโฉม 42 ผลงานฝีมือเยี่ยม เข้าประชันระดับประเทศ สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

เริ่มแล้ว! เวทีประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ปี 68 ภาคกลาง เผยโฉม 42 ผลงานฝีมือเยี่ยม เข้าประชันระดับประเทศ  สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

เริ่มแล้ว! เวทีประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ปี 68 ภาคกลาง เผยโฉม 42 ผลงานฝีมือเยี่ยม เข้าประชันระดับประเทศ สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.00 น.

เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับเวทีการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568 รอบคัดเลือก ระดับภูมิภาค ประเดิมสนามแรก ณ ภาคกลาง เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานผ้าทอและหัตถกรรมฝีมือดีจากช่างทอผ้าและผู้ประกอบการ OTOP เป็นตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศ ปลายเดือนตุลาคม นี้

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

การประกวดรอบคัดเลือกภาคกลาง จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดและร่วมเป็นกรรมการตัดสิน โดยได้รับเกียรติจาก นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, นางพรศรี ตรงศิริ ประธานแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดนนทบุรี, นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธีเปิดฯ

(ซ้าย) ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, อรจิรา ศิริมงค, สยาม ศิริมงคล, จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์, ธีระพันธ์ วรรณรัตน์, ดร.ศรินดา จามรมาน และ ศิริชัย ทหรานนท์

พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและนักออกแบบแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 และดีไซเนอร์เจ้าของห้องเสื้อ TIRAPAN, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ THEATRE, ผศ. ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH, นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE, นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ และนายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TANDT สรลักษณ์ ติกขะปัญญา ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้ง แบรนด์แฟชั่น ARCHIVE026,  เจนสุดา ปานโต นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Janesuda ร่วมพิจารณาคัดเลือกฯ

คณะกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568

ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เป็นลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบขึ้นเนื่องในโอกาสที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายจากศิลปกรรมไทยและผืนผ้าโบราณที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย นำมาออกแบบต่อยอดให้มีความร่วมสมัยเป็นสากล แต่ยังคงเอกลักษณ์อันงดงามของชาติไทยไว้ ทั้งในประเภทผ้ามัดหมี่, ผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา และผ้าบาติก ลายที่ 1 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 และลายที่ 2 ประกอบด้วย ลายดอกพุดตาน, ลายหัวใจดอกพุดตาน,ลายช่อดอกพุดตาน, ลายมยุรสิริ, ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568

ธีระพันธ์ วรรณรัตน์

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ประเภทผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และประเภทผ้าบาติก  ลายที่ 1 และลายที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ผู้ผลิต ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรม ได้พัฒนาฝีมือการทอผ้าในทุกเทคนิค ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย และประยุกต์รูปแบบลวดลายสีสันให้ร่วมสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และพระดำรัสที่พระราชทานไว้ในงานเปิดตัวหนังสือ “Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026” เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทรงเชิญชวนให้คนไทยหันมาใช้สินค้าไทย อุดหนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของคนไทย การประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ในปีนี้  จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือทั่วประเทศ สำหรับเวทีภาคกลางในวันนี้ เราได้เห็นผลงานที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคอันยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของช่างฝีมือในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่า ผู้ที่ได้รับคัดเลือกในวันนี้จะเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งบนเวทีระดับประเทศต่อไป”

ดร.ศรินดา จามรมาน

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ให้เป็นต้นแบบ แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และ งานหัตถกรรม ได้พัฒนาฝีมือการทอผ้าในทุกเทคนิค ให้มีคุณภาพ  มีความหลากหลาย และประยุกต์รูปแบบลวดลายสีสันที่  ร่วมสมัย นอกจากนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion หรือ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ด้วยการส่งเสริมการใช้สีธรรมชาติ เส้นใยธรรมชาติ รวมถึงเส้นใยรีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งการพัฒนาเส้นใยรีไซเคิลเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการ ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่มุ่งส่งเสริมให้พวกเราคนไทยทุกคน ได้สวมใส่ผ้าไทยในรูปแบบที่มีความทันสมัยสู่สากล ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผ่านการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ตลอดทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรม โดยจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568

เจนสุดา ปานโต และ ภูภวิศ กฤตพลนารา

สำหรับปีนี้ แบ่งการประกวดประเภทผ้าออกเป็น 14 ประเภท อาทิ ผ้ามัดหมี่, ผ้าขิด, ผ้าจก, ผ้าบาติก และผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ รวมถึงประเภทงานหัตถกรรมเช่น งานเซรามิก งานจักสาน ฯลฯ ที่นำลายพระราชทาน ‘ลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ไปต่อยอด ประกอบด้วย หัตถกรรมจากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา, หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์, หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี และหัตถกรรมจากลายสิริราชพัสตราภรณ์  โดยผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ได้ทุกประเภท

กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม โดยจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม จำนวน 14 ประเภท และงานหัตถกรรม ตามชิ้นงานที่เหมาะสม ซึ่งได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวดทั่วประเทศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 เมษายน – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาแล้วนั้น ทั้งนี้ มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้น แบ่งเป็น ประเภทผ้า จำนวน 8,336 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 567 ชิ้น โดยภาคกลาง มีผ้าที่ส่งเข้าประกวด จำนวน 689 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 150 ชิ้น และผ่านการประกวดฯ ระดับจังหวัด จำนวน 349 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 128 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 477 ชิ้นงาน สำหรับการประกวด รอบคัดเลือก ภาคกลาง ในครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกตามชิ้นงานที่เหมาะสมเป็นตัวแทนระดับภาค รวม 42 ชิ้นงาน เป็นประเภทผ้า 36 ผืน และงานหัตถกรรม 6 ชิ้นงาน

ทั้งนี้ จะมีการจัดประกวดในระดับภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาค เริ่มที่ภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี โดยจุดหมายต่อไปคือ ภาคเหนือ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 จังหวัดเชียงใหม่, ภาคใต้ วันที่ 7 กันยายน 2568 จังหวัดสงขลา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2568 จังหวัดอุดรธานี โดยจะจัดการประกวด รอบตัดสินระดับภาค(Quarter final) ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะเข้าสู่การประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) ในวันที่ 23 กันยายน 2568 รอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร  โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสินฯ และจะมีพิธีมอบเหรียญรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สำหรับผู้ที่ชนะการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ในงาน Silk Festival ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต่อไป

‘SX2025’ มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ชวนทุกคนมาปรับตัว ร่วมมือ สู่ทางรอดในวิกฤตโลกรวน ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’

‘SX2025’ มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ชวนทุกคนมาปรับตัว ร่วมมือ สู่ทางรอดในวิกฤตโลกรวน ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’

‘SX2025’ มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ชวนทุกคนมาปรับตัว ร่วมมือ สู่ทางรอดในวิกฤตโลกรวน ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน Sustainability Expo 2025 หรือ SX2025  ต้นแบบงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีที่ทั้งอาเซียนและทั่วโลกต้องจับตา กับการรวมพลังครั้งสำคัญที่จะชวนคุณมาร่วมเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นไปในทศวรรษแห่งการลงมือทำ ด้วยการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน- วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้แนวคิดหลักการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability)

งาน Sustainability Expo ริเริ่มขึ้นในปี 2020  ภายใต้ความร่วมมือของ 5 องค์กรธุรกิจ ซึ่ง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งาน ผนึกกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสู่มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค ร่วมขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการตามพระราชปณิธานการสืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางการจัดงานร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ที่ทุกภาคส่วนจะมาร่วมมือกันบูรณาการ เพื่อสร้างแนวทางในการปรับใช้ได้จริงให้ครอบคลุมทุกระดับของการดำรงชีวิตได้อย่างความสมดุลเป็นรูปธรรม

งต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)

นางต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) กล่าวว่า  การจัดงาน Sustainability Expo ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ต้องขอขอบคุณกลุ่มองค์กรที่ร่วมกันสร้าง และผลักดันจนกลายเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านความยั่งยืนสำคัญที่จะทำหน้าขับเคลื่อน และเชื่อมโยงบทบาทของทุกภาคส่วนในภูมิภาคอาเซียน ที่ปีนี้ได้ขยายความร่วมมือไปยังนานาชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่เวทีความยั่งยืนระดับโลก ที่ทุกคนมารวมพลังแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อสะท้อนให้เห็นโอกาส และความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และร่วมกันผลักดันให้เกิดการปรับตัวในมิติต่างๆ ผ่านการลงมือทำจริงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายสู่การเติบโตที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนกว่า 750 คนจากทั่วโลก”

อีกหนึ่งความพิเศษในปีนี้ คือการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 Presented by ThaiBev ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 50 กับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านพลังของคนรุ่นใหม่ไปสู่การลงมือทำของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่จะส่งผลกระทบในระดับโลก เรียกว่าเป็นเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติที่รวบรวมสุดยอดทีมเยาวชนกว่า 32 ประเทศ จากทั่วโลกที่จะมีเพียงหนึ่งทีมที่จะได้รับการประกาศเป็นแชมป์ Enactus World Cup 2025 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิรากแก้วร่วมกับ Enactus ประเทศไทย โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลัก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่าน SX IDEALAB พื้นที่ Workshop โดยผู้เชี่ยวชาญ  ที่ผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ ลงมือทำ และนำมาประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตจริง อาทิ การนำของที่ไม่ใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่า การเรียนรู้การแยกขยะผ่านบอร์ดเกม ซึ่ง

10 วัน 10 โซน สนุกและเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดในยุคโลกรวน

1) โซน SEP INSPIRATION พบองค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ อาทิ มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และนิทรรศการ Immersive Experience ที่ร่วมกับ National Geographic Global สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลกระทบที่มีต่อมวลมนุษยชาติสู่ทางออกของการอยู่รอด ที่เป็น Landmark เช็คยอดฮิตที่ทุกคนต้องไม่พลาดด้านหน้า Prologue

2) โซน BETTER ME พบนวัตกรรมด้านสุขภาพให้คุณรู้ลึกรู้จริงเรื่อง Personalized Medicine อาหารเพื่อการฟื้นฟู การพักผ่อนที่เหมาะสมของแต่ละคน เพราะการมีสุขภาพดี ชีวิตยืนยาวคือการปรับตัวที่เริ่มต้นได้ที่ตัวเราที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต รวมไปถึงเคล็ดไม่ลับการวางแผนทางการเงินพร้อมรับมือวัยเกษียน

3) โซน BETTER LIVING พบนวัตกรรมด้านการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้คุณได้เรียนรู้ และปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมบนโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สัมผัสกับ 4D Theatre ห้องจำลองภัยพิบัติที่เราต้องเผชิญ พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยี การฝึกหนีภัย น้ำท่วมฉับพลัน คลื่นความร้อน ฯลฯ และการเตรียมตัวเพื่อรับมือสู่ทางรอดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

4) โซน BETTER COMMUNITY พบสังคมจำลองที่จะชวนคุณมาสำรวจบทบาทของจิตอาสาผ่านโมเดลธุรกิจ หรือการรวมกลุ่มอาสาสมัครเพื่อรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ ตั้งแต่ภัยพิบัติ การดูแลผู้สูงวัย และภารกิจช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าการปรับตัวของเมืองด้วยพลังของคนอาสาจะนำไปสู่เมืองที่ยั่งยืนแห่งอนาคต

5) โซน Better World ที่จะชวนคุณมาฮีลใจไปกับนิทรรศการศิลปะที่สร้างค่าสู่สมดุลโลกที่หลากหลาย สะท้อนมุมมองปัญหา การปรับตัว และการอยู่รอดอย่างยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม อาทิ ภาพถ่าย จิตรกรรม ประติมากรรม ผลงานศิลปะนานาชาติจากศิลปิน BAB ก่อนจะแวะมาบันทึกภาพที่ห้องภาพฉายานิติกร

6) โซน SX Food Festival เทศกาลอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีที่ทุกคนรอคอยที่จะชวนให้ทุกคนมา “กินเพื่อรักษ์โลก” พร้อมร่วมเปลี่ยนแปลงโภชนาการง่ายๆ เพื่อสุขภาพ ไปกับเชฟคนดัง และร้านอาหารในตำนานมาให้คุณได้อิ่ม และฟินใจไปพร้อมกับการเช็คอินภาพสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศของแลนด์มาร์คเมืองยอดฮิตจากทั่วมุมโลกที่ยกมาไว้ที่นี่ที่เดียว

7) โซน Kids Zone มาร่วมปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตด้วยนิทรรศการ และกิจกรรม “ผ่านการเล่น-ทดลอง-เรียนรู้” ให้เด็ก ๆ ได้ตื่นตา ตื่นใจไปกิจกรรมความสนุก และความรู้ต่าง ๆ ที่เสริมสร้างจิตนาการ ให้น้องๆ ได้ปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อโลกไปพร้อมกับสัตว์โลก และสิ่งแวดล้อมรอบตัวผ่านนิทรรศการ ‘Adaptation Adventures’

8)โซน SX MARKETPLACE ให้คุณเพลิดเพลินไปกับตลาดนัดสร้างสรรค์สินค้ายั่งยืน จากผู้ประกอบการตัวจริง ท่ามกลางบรรยากาศสวนกลางเมืองเอาใจสายกรีน สายคราฟ และสายช้อปผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสุดว๊าวจากกว่า 217 ร้านค้า

9) SX REPARTMENTSTORE ที่จะชวนคุณมารวมแบ่งปันของนอกสายตา..ทิ้งแบบไหนดีต่อโลกเพื่อมอบคุณค่าให้แก่สังคม พร้อมเลือกซื้อสินค้ามือสองคุณภาพดีนำรายได้มอบให้การกุศล  10) งานสัมมนา และเครือข่ายธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (B2B) เจาะลึกแนวทางธุรกิจยั่งยืนที่จะสร้างความเชื่อมโยง และพลังความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก เพื่อค้นหาคำตอบ และทางรอดให้กับสังคม และสิ่งแวดล้อมในยุคโลกรวน

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expowww.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial