‘นพ.พรหมินทร์’ส่งคำชี้แจงศาล คดีคลิปเสียงนายกฯแล้ว มั่นใจความบริสุทธิ์ใจ

'นพ.พรหมินทร์'ส่งคำชี้แจงศาล คดีคลิปเสียงนายกฯแล้ว มั่นใจความบริสุทธิ์ใจ

‘นพ.พรหมินทร์’ส่งคำชี้แจงศาล คดีคลิปเสียงนายกฯแล้ว มั่นใจความบริสุทธิ์ใจ

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

“​นพ.พรหมินทร์” เผย ส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียงนายกฯแล้ว ปัดเตรียมมาตรการรองรับหากผิดคาด มั่นใจความบริสุทธิ์ใจ ต้องการปกป้องอธิปไตย ผืนแผ่นดินไทย ปัดข่าวนายกฯชิงลาออก 

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญ คดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ภายหลังขอขยายกรอบเวลาครั้งที่ 2 ออกไปถึงวันที่ 4 ส.ค. เป็นวันสุดท้าย ว่า เอกสารต่างๆพร้อมแล้ว ซึ่งตนได้เซ็นออกไปเมื่อสักครู่นี้ หลังจากที่นายกฯได้ลงนามไว้ โดยตัวแทนของนายกฯกำลังเดินทางไปส่งที่ศาล 

เมื่อถามว่ามั่นใจในคำชี้แจงมากน้อยแค่ไหน นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจในสถานการณ์ต่างๆที่จะทำให้ประเทศพ้นจากภัยวิกฤตในเรื่องของความรุนแรง ซึ่งถือเป็นเจตนาสำคัญ 

นพ.พรหมินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ต่างๆที่ทหารได้ชี้แจงกับทางการทูตและที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงกับบรรกาทูตต่างๆชัดเจนแล้วว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนก.พ.และสถานการณ์ต่างๆค่อยๆคลี่คลาย ซึ่งเขามีความพยายามที่จะทำให้เกิดความรุนแรง ในฐานะที่นายกฯเป็นผู้นำจะต้องมีการหารือกับฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายทหาร กองทัพอย่างรอบคอบ อย่างที่เราได้ออกมาตรการต่างๆออกไปแล้ว ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้จะเห็นว่ามีการโทรศัพท์หารือกับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้แทนทางการ เพื่อหาวิธีการที่จะขจัดความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดจากการปะทะให้ผ่านพ้นไปได้ในที่สุดก็ยังสามารถยืดระยะเวลาได้ช่วงหนึ่ง และในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อธิปไตยของเราถูกละเมิด ทางทหารเราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อรักษาอธิปไตยและผืนแผ่นดินไทยอย่างสมเกียรติ และหลังจากนั้นเราก็พยายามที่จะยุติเรื่องของการหยุดยิงไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนหรือให้เดือดร้อนน้อยที่สุด แต่เราต้องรักษาอธิปไตยและผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ให้ได้โดยการหารืออย่างใกล้ชิดกับทางทหาร 

“ดังนั้นผมเห็นว่าเจตนาของนายกฯเป็นสำคัญที่จะพยายามดำเนินเรื่องนี้ในฐานะผู้นำประเทศ ขณะนี้เนื่องจากทางศาลบอกให้นายกฯพักการปฏิบัติหน้าที่ นายกฯก็เคารพศาล ก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่อย่างดี เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาล ก็หวังว่าคำตัดสินต่างๆจะดำเนินการตามเจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในฐานะผู้นำประเทศที่จะนำประเทศไปสู่ความสันติโดยเร็ว” นพ.พรหมินทร์ระบุ 

เมื่อถามว่า จากสิ่งที่เราชี้แจงไปหากดูตามข้อกฎหมายเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้ข้อเท็จจริงบวกกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมถึงข้อกฎหมายต่างๆได้ชี้แจงอย่างรอบคอบ คำชี้แจงของนายกฯระบุในการแก้ข้อกล่าวหาต่างๆที่พูดถึงเรื่องจริยธรรมอย่างชัดเจน มีการอ้างถึงตัวบทกฎหมายไว้ด้วย ดังนั้นต้องแล้วแต่ศาลว่าจะวินิจฉัยอย่างไร เมื่อถามว่าได้เตรียมมาตรการรองรับหรือไม่หากผลการตัดสินออกมาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดคือขณะนี้เราคาดการณ์ว่าเจตนารมณ์ของเราถูกต้อง ก็หวังว่าจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ดังนั้นก็รอคำตัดสินของศาล 

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาศาลได้มีให้นายกฯไปชี้แจงด้วยตัวเองหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ปกติเราทำคำชี้แจงไปก็แล้วแต่ศาลจะพิจารณาอย่างไร หรือดำเนินการอย่างไรต่อ แต่เท่าที่ตนเคยหาข้อมูลไว้เบื้องต้นคือศาลคงจะต้องส่งให้ผู้ฟ้องก่อน เพื่อดูว่าคำร้องหรือคำแก้ต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง  ซึ่งศาลต้องพิจารณาทั้งส่วนของทางศาลเองด้วย 
เมื่อถามว่ามีข่าวว่านายกฯอาจตัดสินใจลาออกจริงหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่มี วันนี้ไม่มีเพราะเราดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย และยืนยันความถูกต้องของเรา เมื่อถามถึงในส่วนของคดีอาญาที่อัยการจะมีการเชิญนายกฯไปด้วย นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ก็เดี๋ยวว่ากันไปตามขั้นตอน ขณะนี้ถ้ามีตรงไหน ถ้ามีการร้องจริง ก็คงต้องไปแก้ข้อกล่าวหาตามตัวบทกฎหมาย แต่ยืนยันเจตนารมณ์และวิธีการต่างๆไม่ได้มีอะไรผิดเลย

ทบ.ซัด’เขมร’ รุกล้ำอธิปไตยไทยช่องอานม้า ประท้วงหลายรอบไม่แก้ไข

ทบ.ซัด'เขมร' รุกล้ำอธิปไตยไทยช่องอานม้า ประท้วงหลายรอบไม่แก้ไข

ทบ.ซัด’เขมร’ รุกล้ำอธิปไตยไทยช่องอานม้า ประท้วงหลายรอบไม่แก้ไข

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

ทบ.ซัด กัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทยช่องอานม้า ประท้วงหลายรอบไม่แก้ไข หลังยึดคืนเหตุปะทะ เร่งเคลียร์ทุ่นระเบิดตกค้าง

4 ส.ค.พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึง กรณี โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่าฝ่ายไทยได้ส่งกำลังติดอาวุธพร้อมยุทโธปกรณ์เข้ามาในพื้นที่ “อานแซะ” ซึ่งเป็นดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา ภายหลังจากข้อตกลงหยุดยิงได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว และยังได้ทำการลาดตระเวนและรุกล้ำพื้นที่อย่างชัดแจ้ง

ขอเรียนว่า พื้นที่ดังกล่าว คือ บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า ในส่วนที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย แต่ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาเป็นคนรุกล้ำดินแดนภายใต้อธิปไตยไทย โดยฝ่ายไทยได้เคยประท้วงไปหลายครั้งแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมแก้ไข 

แต่ผลจากการปฎิบัติการของฝ่ายเราในครั้งนี้ สามารถยึดควบคุมพื้นที่ได้ จึงได้ทำการเสริมความมั่นคงและจัดระเบียบใหม่ โดยการเก็บกู้ และใช้เครื่องจักรเคลียร์ทุ่นระเบิดที่กัมพูชาอาจแอบวางไว้ ตกค้างอยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อจะได้นำกำลังไปวางควบคุมพื้นที่ในการปกป้องอธิปไตยตามแนวเส้นปฏิบัติการของฝ่ายไทย

‘ชูศักดิ์’ เชื่อคดี ‘พิเชษฐ์’ ไม่เกิดซ้ำรอย หลังมีคนร้องสอย ‘ครม.-สส.’ ยกชุด

‘ชูศักดิ์’ เชื่อคดี ‘พิเชษฐ์’ ไม่เกิดซ้ำรอย หลังมีคนร้องสอย ‘ครม.-สส.’ ยกชุด

‘ชูศักดิ์’ เชื่อคดี ‘พิเชษฐ์’ ไม่เกิดซ้ำรอย หลังมีคนร้องสอย ‘ครม.-สส.’ ยกชุด

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

‘ชูศักดิ์’ เชื่อเคส ‘พิเชษฐ์’ ไม่เกิดซ้ำรอย ลาม ‘ครม.-สส.ยกชุด’ โหวตผ่านโยกงบฯไปทำ  ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ยันยังไม่เจอข้อเท็จจริงว่าเอี่ยวพิจารณางบฯ

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นสมาชิกภาพ เนื่องจากกระทำขัดต่อมาตรา 144 จะมีการกำชับเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สภาผู้แทนราษฎร อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคล้ายจะชี้ว่านายพิเชษฐ์มีส่วนกับการแปรญัตติ ศาลจึงวินิจฉัยไปตามนั้น 

เมื่อถามถึง กรณีที่มีผู้ร้องว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ รวมถึง สส.ทั้งสภา กระทำผิดมาตรา 144 สืบเนื่องจากการพิจารณาเห็นชอบงบประมาณในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตามที่ตนจับหลักการจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ว่า ถ้า พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่านสภาไปแล้ว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยแล้ว ศาลจะไม่ไปยุ่ง ดังนั้น ศาลจึงไม่รับคำร้องในส่วน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 เนื่องจากเป็นกฎหมายแล้ว มีการลงพระปรมาภิไธยแล้ว ศาลจึงรับคำร้องเฉพาะร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2569 ที่กำลังพิจารณาอยู่

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นการร้องทั่วไปหมดทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งพ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 จบไปแล้ว ส่วนคำวินิจฉัยในส่วนของ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยคือ ต้องมีข้อเท็จจริงว่าผู้นั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแปรญัตติ หากไม่มีข้อเท็จจริงนี้ก็จบ

“ครม.ก็ดี สส.ก็ดี ต่างก็พิจารณาไปตามที่หน่วยรับงบประมาณเสนอมา เขาทำตามหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่ เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงว่าเขาไปเกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อเท็จจริงนั้น โดยผู้เสนอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็ไม่เข้าข่ายเช่นกัน” นายชูศักดิ์ กล่าว

ศบ.ทก.ย้ำไทยคุมตัวเชลยศึก ตามสัญญาเจนีวา ประณามกัมพูชา หัดเคารพความเป็นมนุษย์ เก็บศพทหารตามธรรมเนียม

ศบ.ทก.ย้ำไทยคุมตัวเชลยศึก ตามสัญญาเจนีวา ประณามกัมพูชา หัดเคารพความเป็นมนุษย์ เก็บศพทหารตามธรรมเนียม

ศบ.ทก.ย้ำไทยคุมตัวเชลยศึก ตามสัญญาเจนีวา ประณามกัมพูชา หัดเคารพความเป็นมนุษย์ เก็บศพทหารตามธรรมเนียม

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

ศบ.ทก. ย้ำ ไทยคุมตัวเชลยศึก ตามเงื่อนไข สัญญาเจนีวา ประณามกัมพูชา บิดเบือนข้อมูลฟ้อง OHCHR วอน เขมร เคารพความเป็นมนุษย์ เก็บศพทหารตามธรรมเนียม

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 12.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชาในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังวางกำลังในพื้นที่ ในที่มั่นของตนเองไม่มีการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีรายงานว่า ทางกัมพูชาได้มีการดัดแปลงที่มั่น และมีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่หลัก ประกอบด้วย ปราสาทตาเหมือนธม ปราสาทตาควาย ช่องโดนเอาว์ ช่องคานม้า ช่องตาเฒ่า สัตตะโสมและภูผี โดยมีการเพิ่มเติมกำลังเข้ามาทดแทนกำลังที่สูญเสียในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาได้รับการสูญเสียเป็นจำนวนมาก

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า อย่างที่ทราบกัน เราก็ได้มีการควบคุมตัวเชลยศึกจำนวน 20 นาย ได้ส่งกลับไปแล้ว 2 นาย เนื่องจากบาดเจ็บ 1 นาย และป่วยเป็นจิตเวช 1 นาย ในปัจจุบันอยู่ในการควบคุม 18 นาย ของฝ่ายไทย ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา ได้มีการส่งคำร้องไปยังสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ OHCHR โดยกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชา ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ถือเป็นความพยายามที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

“ฝ่ายไทยขอประณาม เรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของกัมพูชาในเรื่องนี้ ซึ่งตนอยากจะชี้แจงให้ทราบว่า ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด ถือว่าเป็นเชลยศึก ซึ่งคำว่าเชลยศึกนั้น มีนิยามจำกัดความว่า เป็นผู้สังกัดในกองทัพภาคีคู่พิพาท ซึ่งไทยและกัมพูชา ถือว่าเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งมีการบ่งชัดในเรื่องของการปฎิบัติต่อเชลยศึก และอนุสัญญาเจนีวาได้มีผลบังคับใช้ในประเทศที่มีสงคราม หรืออยู่ในสภาวะที่ขัดกันด้วยอาวุธ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นเงื่อนไขที่เราปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกคุมตัวในฐานะเป็นเชลยศึก” พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าว

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยต่อเชลยศึกที่ผ่านมา ได้มีการปฏิบัติโดยมีการเคลื่อนย้ายเชลย ทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่เสี่ยง รวมถึงได้ดำเนินการจัดให้มีแพทย์ตรวจร่างกายและสุขภาพของเชลยศึก ได้มีการช่วยเหลือในการจัดหาอาหารน้ำดื่ม เสื้อผ้าอย่างเหมาะสม และเพียงพอ ทั้งนี้เราได้มีการปล่อยตัวผู้บาดเจ็บไปแล้ว 2 นาย  ทั้งนี้เมื่อสภาวะของการขัดกันด้วยอาวุธ คือสภาวะของการรบนั้นสิ้นสุดลง หน้าของประเทศที่ควบคุมตัวเชลยศึก ก็จะมีการปล่อยตัวกลับประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้สถานะนั้นยังไม่สิ้นสุดลง เพราะการแค่หยุดยิงนั้น ไม่ถือว่าเป็นการสิ้นสุดสภาวะการขัดกันด้วยอาวุธ โดยการปฎิบัติที่ผ่านมา เรายังควบคุมตัวไว้ทั้งหมด 18 นาย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประท้วงข้อกล่าวหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา  ที่กล่าวหาว่า ไทยละเมิดการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวหรือเชลยศึก นอกจากนี้เพื่อเป็นการแสดงความโปร่งใส และเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้ประชาคมโลกทราบ ในสัปดาห์นี้ฝ่ายไทยได้เชิญผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ สำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติลงพื้นที่ เพื่อเยี่ยมทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว เรื่องของศพทหารกัมพูชา สังเกตได้ว่า รัฐบาลและกองทัพกัมพูชามีการเพิกเฉย มีการละเลยต่อการปฎิบัติต่อศพทหารของตนเอง ทั้งนี้ประเทศไทยขอเน้นย้ำว่า เรายึดในเรื่องของหลักมนุษยธรรมเสมอมา แม้ว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ยังเคารพต่อชีวิต และศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่ว่าผู้นั้นจะสังกัดชาติใด โดยการปฏิบัติที่ผ่านมา เราได้เล็งเห็นว่าการปฏิบัติต่อศพของฝ่ายกัมพูชาได้มีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรมสากลขั้นพื้นฐาน คือการทอดทิ้งร่างผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะทหารของตนเอง ไม่ใช่เพียงการขัดต่อหลักศีลธรรม แต่ยังเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงหลักอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 และฉบับที่ 4 ว่าด้วย การเก็บรักษาและเคารพร่างผู้เสียชีวิตจากการสู้รบ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เราเห็นการปฎิบัติของทางฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเพิกเฉย คือการละเมิดต่อเกียรติยศของกองทัพกัมพูชา คือ การไม่ดำเนินการใดๆ ต่อร่างของทหารที่เสียชีวิตของตนเอง ย่อมสะท้อนถึงการละเลยศักดิ์ศรีของความเป็นทหารของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า น่าเสียใจ และสร้างผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารกัมพูชาที่ยังมีชีวิตอยู่ และครอบครัวของผู้เสียชีวิต ตามที่เราทราบกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ทางครอบครัวกัมพูชาได้เรียกร้อง ค้นหาญาติตัวเองที่สูญหาย ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังเพิกเฉยต่อกรณีดังกล่าวด้วย รวมถึงเรื่องการจัดการศพที่ขัดต่อหลักศาสนา วัฒนธรรมของกัมพูชา เพราะกัมพูชานับถือศาสนาพุทธ การที่ไม่จัดการศพของทหารตนเอง ถือเป็นการละเมิดหลักศาสนาและขนบธรรมเนียมอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขลักษณะข้ามแดน การปล่อยศพไว้ โดยไม่เก็บกู้ อาจจะส่งผลต่อสุขลักษณะในพื้นที่ และอาจจะกลายเป็นประเด็นความเดือดร้อนที่ลุกลามเป็นปัญหาข้ามพรมแดนด้วย ถือว่าการรักษาสุขอนามัยต่างๆ นั้น นอกจากเรื่องของกลิ่น เรื่องความสกปรก การแพร่เชื้อโรคต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ปฎิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา ตนขอวิงวอนและกล่าวไปยังฝ่ายกัมพูชาเรื่องการเคารพสิทธิหลักพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของประชาชนชาวกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่เสียสละสู้รบให้กับประเทศ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชน เรื่องของการงดผลิตหรือเผยแพร่ข่าวปลอมประเด็นต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อความวิตกกังวลของประชาชนในพื้นที่ เช่น กรณีข่าวปลอมที่มีการเคลื่อนย้ายของทหารในพื้นที่ ทำให้เกิดความกังวล ความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ ขอวิงวอนในเรื่องของการผลิต หรือการเผยแพร่ข่าวปลอมนั้นขอให้งด

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการตรวจพบ การบินโดรนโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก โดยปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศห้ามบินโดรนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. ถึงวันที่ 15 ส.ค.โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยขอเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องทหารผ่านศึก และนักศึกษาวิชาทหารทั่วประเทศ อาศัยความรู้ ความสามารถ ที่ได้ร่ำเรียนมาในเรื่องของการเป็นทหาร ช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ของทัพภาคที่ 1 ทัพภาคที่ 2 สอดส่องดูว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดี หรือประสงค์ร้ายในการดำเนินการพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่

ทั้งนี้หากมีการตรวจพบ ขอให้แจ้งไปที่ศูนย์ต่อต้านโดรน หรือศูนย์แจ้งเหตุใกล้พื้นที่ เช่นสถานีตำรวจท้องที่ หน่วยทหาร หรือหน่วยความมั่นคงที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ เพื่อช่วยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เราทุกคนไม่ว่าจะเป็น ทหารผ่านศึกหรือนักศึกษาวิชาทหารต่างๆ รวมถึงประชาชน  สามารถมีส่วนร่วมได้ เราร่วมกันเป็นทีมไทยแลนด์ เพื่อดูแลความมั่นคงของชาติด้วยกัน

สำหรับมาตรการเชิงรุก ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการครอบครองโดรนทั่วประเทศ โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในเรื่องของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตบิน ข้อมูลของผู้ขออนุญาตใช้ความถี่ โดยตำรวจทุกสถานี จะนำข้อมูลต่างๆ ตรวจสอบอากาศยาน การปฎิบัติตามข้อกฎหมายอนุญาต 

นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือกับประชาชน และผู้ที่ใช้อากาศยานโดรน ให้ยึดถือ และปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด ทำ

ความเข้าใจกับประชาชนให้ตระหนักในความสำคัญ ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้าม โดยได้ดำเนินการไปแล้วในบางพื้นที่ และพบว่า ยังมีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอยู่ ซึ่งได้ทำการตักเตือน และขอความร่วมมือประชาชนในการปฎิบัติตามกฎหมาย ซึ่งต่อจากนี้ไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลการใช้โดรนที่ผิดกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้บินโดรนใดๆ ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นเชิงพาณิชย์หรือเชิงการเกษตร

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนกำหนดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (จีบีซี) ระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค.นี้ ขอเน้นย้ำว่าในช่วง วันที่ 4-6 ส.ค. ยังเป็นการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมของฝ่ายไทยและกัมพูชา ไม่มีประเทศอื่นเข้ามาร่วม จากนั้นในวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นการประชุมจีบีซี ซึ่งเป็นการประชุมหลัก โดยองค์ประกอบจะมีเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งกรมภูมิภาคที่ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงกรมสนธิสัญญาที่จะดูแลเรื่องของตัวบทกฎหมาย นอกจากนี้จะมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม คือสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม รวมถึงกรมพระธรรมนูญ จะเข้าร่วมคณะในการประชุมนอกจากนี้มีผู้แทนกองทัพ ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ได้แก่ ทหารบก และทหารอากาศ ประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทย ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของคณะฝ่ายไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมจีบีซี มีคำถามจากประชาชนเยอะว่าผู้สังเกตการณ์จะเข้าร่วมในเวทีไหนได้บ้าง ซึ่งผู้สังเกตุการณ์ในโอกาสนี้จะมีจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน จะเข้าร่วมเฉพาะการประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. ขอยืนยันตามนี้

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากติดตามข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงต่างๆสามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊กของศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทยกัมพูชา ทีมไทยแลนด์ ทั้งนี้ทุกท่านสามารถเป็นพลังให้กับประเทศชาติ เรารวมใจไทยเป็นหนึ่ง เราร่วมกันในเรื่องการรักษาดูแลอธิปไตยของประเทศชาติและร่วมต่อสู้กันต่อไปในสภาวะการณ์เช่นนี้เพื่อให้ประเทศชาติเรายั่งยืนและมีความสงบสุขสันติสุขต่อไป

รวมพลังแผ่นดินฯ มอบรถขุดตีนตะขาบ 4 คัน 7.3 ล้าน จัดส่งให้กองทัพภาค 2

รวมพลังแผ่นดินฯ มอบรถขุดตีนตะขาบ 4 คัน 7.3 ล้าน จัดส่งให้กองทัพภาค 2

รวมพลังแผ่นดินฯ มอบรถขุดตีนตะขาบ 4 คัน 7.3 ล้าน จัดส่งให้กองทัพภาค 2

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

4 ส.ค. 68 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคดีชั้น 14 ระบุว่า “#รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย #ส่งกำลังใจจากแนวหลังสู่แนวหน้า

4 สค 2568 วันนี้ผู้แทนคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ประกอบด้วย นายสมชาย แสวงการ นายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายสุรวิช วีรวรรณ ร่วมกันนำเงิน ที่ได้รับมอบเงินบริจาคจากพี่น้องประชาชน

เมื่อคราวชุมนุมรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เมื่อ 28 มิ.ย. 68 ไปจัดหาเครื่องมือสนับสนุนภารกิจกองทัพในการปกป้องชายแดน และการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน โดยได้ส่งมอบตรวจการณ์พร้อมอุปกรณ์ให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 ไปแล้วนั้น

วันนี้คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย โดยการประสานงานของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้จัดซื้อรถขุดตักหน้า และรถขุดตีนตะขาบ รวม4คัน มูลค่า 7,300,000บาท จัดส่งให้กองทัพภาค2 เพื่อไปให้ทหารไทยที่แนวชายแดน ใช้สร้างเสริมทางยุทธวิธี เช่น ขุดสนามเพลาะ เกรดสร้างเส้นทางทางลำเลียง ทำลายสิ่งกีดขวาง ฯลฯ

ขอรายงานความคืบหน้าให้พี่น้องประชาชนไทยเพื่อทราบครับ
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
ดร สมชาย แสวงการ 4 สค 2568″

.-008 

‘กล้าธรรม’ย้ำจุดยืน‘ภาษีทรัมป์’ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด พร้อมเป็นกระบอกเสียงปชช.

‘กล้าธรรม’ย้ำจุดยืน‘ภาษีทรัมป์’ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด พร้อมเป็นกระบอกเสียงปชช.

‘กล้าธรรม’ย้ำจุดยืน‘ภาษีทรัมป์’ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด พร้อมเป็นกระบอกเสียงปชช.

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

‘กล้าธรรม’ย้ำจุดยืน‘ภาษีทรัมป์’ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด ยันหากเรื่องเข้าสภาฯ พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ  โฆษกพรรคพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ร้อยละ 19 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ ฝว่า อย่างที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าสส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ย้ำไปแล้วว่าจุดยืนของพรรคคือการเจรจาภาษีที่เปิดสินค้าจากอเมริการเข้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ต้องกระทบเกษตรกรไทยน้อยที่สุด หากมีผลกระทบรัฐบาลต้องเตรียมมาตราการเยียวยาให้ได้รับความยุติธรรม และไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรอะไรเข้ามาก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย 

“ทาง สส.ของพรรคกล้าธรรม พร้อมเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ถ้าข้อเสนอดังกล่าวเข้ามาในสภาฯ ในการทำหน้าที่สส.เรา ได้ส่งข้อกังวลไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อนำข้อเสนอไปหารือกับคณะรัฐมนตรี และเร่งแก้ไขปัญหาในกับประชาชน” โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าว

เป็นที่รู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว! ‘วิสุทธิ์’ ยันโควตา ‘รองประธานสภาฯ คนที่ 1’ เป็นของ ‘เพื่อไทย’

เป็นที่รู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว! ‘วิสุทธิ์’ ยันโควตา ‘รองประธานสภาฯ คนที่ 1’ เป็นของ ‘เพื่อไทย’

เป็นที่รู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว! ‘วิสุทธิ์’ ยันโควตา ‘รองประธานสภาฯ คนที่ 1’ เป็นของ ‘เพื่อไทย’

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

เป็นที่รู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว! ‘วิสุทธิ์’ ยันโควตา ‘รองประธานสภาฯ คนที่ 1’ เป็นของ ‘เพื่อไทย’ เชื่อ ‘กล้าธรรม’ ชงชื่อแข่งไร้ปัญหาทะเลาะขัดแย้ง เคลียร์กันได้ ขอรอฟังเคาะสรุปประชุมพรรคฯพรุ่งนี้เย็น

4ส.ค.2568 เมื่อเวลา13.00น. ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ว่าเนื่องจากตำแหน่งดังกล่าว เป็นของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งเป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว รู้กันโดยทั่วกันว่าเป็นของเพื่อไทยอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ล่าสุดพรรคกล้าธรรมอยากจะได้ตำแหน่งนี้ด้วย จะมีการพูดคุยกันหรือไม่ นายวิสุทธ์ กล่าวว่า การจะให้ตำแหน่งนั้น ทุกพรรคล้วนอยากได้หมด แต่ในข้อเท็จจริงเป็นของพรรคเพื่อไทย ทุกคนก็ทราบดี เพราะนายพิเชษฐ์เป็นคนของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคอื่น ทุกคนอาจจะขอหมด แต่สุดท้ายก็เป็นกติกาที่เข้าใจกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่ สส.พรรคกล้าธรรม โพสต์ขอตำแหน่งนี้อยู่ จะทำให้มีปัญหากันหรือไม่ นายวิสุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา การเจรจาก็รู้กันอยู่แล้วว่าใครควรอยู่ในตำแหน่งใด ซึ่งในการแบ่งคณะรัฐมนตรีก็จัดแบ่งกันไปแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยในตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทุกคนก็รอผลสรุปจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น ซึ่งในพรรคไม่มีใครชี้นิ้วสั่งการหรือแทรกแซงได้ ต้องมีการโหวตกันภายในพรรคเท่านั้น และให้เป็นมติของที่ประชุมพรรค ซึ่งเป็นประเพณีของพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมบ้างหรือไม่ เพราะนายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรมยอมรับพร้อมเป็นแคนดิเดตของพรรคกล้าธรรม นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถพูดจาได้เป็นปกติ ซึ่งเขาเองก็ต้องไปคุยกับผู้ใหญ่ในพรรค หัวหน้าพรรค เลขาพรรค เราก็ยืนยันเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องปกติเพราะทุกคนก็อยากได้กันหมด

เมื่อถามว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์พรรคร่วมรัฐบาลส่งรายชื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แข่งกันเองใช่หรือไม่นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีรัฐบาลแม้เสียงไม่เยอะ แต่ก็เหนียวแน่น ที่ปริ่มน้ำก็ยังรักชอบกันอย่างดี ไม่มีใครทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องไปด้วยกันทั้งหมด 

เมื่อถามว่ารายชื่อที่พรรคเพื่อไทยเตรียมไว้นั้น มีกี่ชื่อ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ต้องรอฟังในที่ประชุมพรรค แต่ละภาคแต่ละคน จะเสนอชื่อใครบ้าง ต้องโหวตในที่ประชุมพรรคอยู่แล้ว เราจะไปชี้นำว่าให้เสนอคนนั้นคนนี้ ในทางปฏิบัติทำไม่ได้

เมื่อถามว่า อาจจะเป็นโควต้าของภาคเหนือ และเป็นไปได้ที่จะมีการเสนอชื่อนายวิสุทธิ์เอง หรือนพ.ชลน่าน ศรีแก้วสส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ขนาดนั้น แต่พรุ่งนี้ (5 ส.ค.) ในการประชุมพรรคให้ทุกคนได้แสดงความคิดความเห็นก่อน ว่าจะเป็นใคร ไม่ใช่จะมากำหนดว่าเป็นคนนั้นคนนี้ พรรคเราเป็นระบบเป็นประชาธิปไตยมากใครจะมาชี้นำไม่ได้เลย

เมื่อถามว่าในการเสนอชื่อเพื่อโหวตเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 จะไม่เป็นปัญหาเหมือนครั้งที่ผ่านมาใช่หรือไม่นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า 2 สัปดาห์ผ่านมาแล้ว ไม่มีปัญหาเลย อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรี ก็ช่วยเต็มที่ ฉะนั้นถ้าเกินไป 10 เสียง 20 เสียง ก็ไม่เป็นปัญหาทุกคนช่วยกัน องค์ประชุมก็ต้องครบแน่นอน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามว่าจะไม่มีเหตุที่พรรคกล้าธรรมโหวตคว่ำใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครอยากคว่ำอะไร หรือทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท ทุกพรรครักชอบกันดี วันนี้ในระดับหัวหน้าพรรค พูดคุยตกลงกันได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

มีศักยภาพทำหน้าที่ได้! ‘กล้าธรรม’ยันเป็นสิทธิตามรธน.ชงชื่อ‘สะถิระ’นั่งรองประธานสภาฯ

มีศักยภาพทำหน้าที่ได้! ‘กล้าธรรม’ยันเป็นสิทธิตามรธน.ชงชื่อ‘สะถิระ’นั่งรองประธานสภาฯ

มีศักยภาพทำหน้าที่ได้! ‘กล้าธรรม’ยันเป็นสิทธิตามรธน.ชงชื่อ‘สะถิระ’นั่งรองประธานสภาฯ

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.23 น.

มีศักยภาพทำหน้าที่ได้! ‘กล้าธรรม’ยันเป็นสิทธิตามรธน.ชงชื่อ‘สะถิระ’นั่ง‘รองประธานสภาฯ คนที่1’

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการเสนอชื่อนายสะถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 หลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ว่า  พรรคกล้าธรรม พร้อมเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีเพียง 1 ชื่อที่เตรียมเสนอ ซึ่งพรรคกล้าธรรมถือว่าตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอชื่อสส.ของพรรค ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

อย่างไรก็ดีข้อสรุปอย่างเป็นทางการนั้น ต้องรอผู้ใหญ่ในพรรคกล้าธรรม หารือ และตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อีกครั้ง

“สส.ของพรรคกล้าธรรมมีศักยภาพทำหน้าที่รองประธานสภาฯ ได้ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ถูกเสนอชื่อนั้น เป็นสส. น้อยสมัย ผมมองว่าทุกคนเข้ามาทำหน้าที่เพื่อเป็นผู้แทนของประชาชน สิทธิของการเสนอบุคคลให้เป็นรองประธานสภาฯ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกับ และพรรคกล้าธรรมมีบุคลากรที่มีศักยภาพในการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ แต่เรื่องดังกล่าวต้องคุยให้จบ” นายอัครแสนคีรี กล่าว

กต.เชิญทูต-ผู้แทน 74 ประเทศ รวม 121 คน รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

กต.เชิญทูต-ผู้แทน 74 ประเทศ รวม 121 คน รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

กต.เชิญทูต-ผู้แทน 74 ประเทศ รวม 121 คน รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

กต.เชิญทูต-ผู้แทน 74 ประเทศและแทนองค์การระหว่างประเทศ 16 องค์การ รวม 121 คนเข้ารับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการดำเนินการกับท่าทีของไทย

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ได้แถลงผลการบรรยายสรุป เรื่อง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เป็นผู้กล่าวเปิด ตามด้วยการบรรยาย ของอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก และอธิบดีกรม องค์การระหว่างประเทศ โดยมีเอกอัครราชทูต หรือผู้แทนจาก 74 ประเทศ และมีองค์กร 1 องค์กร คือ EU และมีผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย อีก 16 องค์การ รวมจำนวนทั้งสิ้น  121 คน เข้ารับฟังในเช้าวันนี้ ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยมาฟังด้วย เนื่องจากมีมิติของการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาเกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อชี้แจง การดำเนินการและท่าทีของไทย ต่อสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงพัฒนาการที่สำคัญๆ จากที่กัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทย วันแรก เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 และการบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงในการประชุมสมัยพิเศษที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังพบการละเมิดข้อตกลงของฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่ของไทย ขณะเดียวกันกัมพูชาก็ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรม ระหว่างประเทศ และอนุสัญญาอีกหลายฉบับ  

นายนิกรเดช กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการบรรยายวันนี้ ว่า จัดขึ้นเพื่อชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้แจงท่าทีไทย เกี่ยวกับการประชุมสมัยพิเศษ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งนำมาสู่ข้อตกลงการหยุดยิง และการปฏิบัติตาม โดยย้ำว่าการขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ไทยไม่ได้ต้องการ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่กัมพูชา เป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้งนี้ก่อน และหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เกล่าวเปิดแล้ว นายปิยะภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กต. ได้ให้ภาพรวมของเหตุการณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และต่อไปจนถึงอนาคตที่จะจัดการประชุมจีบีซีที่ประเทศมาเลเซีย และเจบีซีในเร็วๆนี้ เดินทางได้ชี้แจงจุดยืน ชี้แจงท่าทีของไทยในการดำเนินการเพื่อลดการตึงเครียดและคลี่คลายสถานการณ์โดยสันติ  จากนั้น นางพินท์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กต. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนการดำเนินการชี้แจงนำเสนอข้อเท็จจริงและการประท้วงของไทยต่อกรณีข้างต้นในเวทีพหุภาคีต่างๆ 

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นโดยรวมในการบรรยายสรุปในวันนี้ มี 9 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศเรายึดมั่นในสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการสากลต่างๆ และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ต่างๆกับกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าความมุ่งหวังดังกล่าว ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีจากกัมพูชา โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ไปกัมพูชาดำเนินการยั่วยุไทยหลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีไทย และละเมิดพันธะกรณีระหว่างประเทศในหลายหลายกรณี 

ข้อ 2 ฝ่ายไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นโจมตีไถ่ก่อน และโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ย้ำคำว่าไม่เลือกเป้าหมายด้วย ส่งผลให้สถานที่พลเรือนไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล โรงเรียนได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังทำให้พลเรือน รวมถึงเด็กที่บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ ชาวบ้านนับ 100,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขณะทูต ผู้ช่วยโทรหารที่ได้ลงไปพื้นที่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 รวมถึงสื่อมวลชนก็ได้เห็นด้วยตาตนเอง

ข้อ 3 การตอบโต้ของไทย ทุกครั้งเป็นการใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม ตามมาตรา 51 ของกฏบัตรสหประชาชาติ เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณะภาพแห่งดินแดนไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน นอกจากนี้การปฎิบัติการทางทหารของไทยผ่านการไตร่ตรองมาดีแล้วมีการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักกฏหมายระหว่างประเทศ ที่สำคัญ เรามุ่งเป้าไปที่เป้าหมายของทหารกัมพูชาเท่านั้นจึงไม่ถือเป็นการรุกราน 

ข้อ 4  การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายของ กัมพูชาต่อพลเรือน และสถานที่สาธารณะ ถือเป็นการรุกรานอย่างชัดเจน และเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 4 รวมถึงตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ์เด็ก อนุอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และอนุสรณ์สัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ 

“นอกจากนี้ การวางทุนระเบิดสังหารบุคคลเมื่อไม่นานมานี้ของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตาวา ซึ่งไทยขอประนามรุนแรงที่สุด”

ข้อ 5 ไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชา ที่ไม่มีหลักฐานรองรับในทุกเวที และในทุกประเด็น อาทิ ข้อกล่าวหาว่ากองทัพไทยรุกราน สร้างความเสียหายต่อประสาทพระวิหาร เป็นต้น และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุกคามแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย  ซึ่งฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) และ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ แล้ว

ข้อ 6 ประเทศไทยชื่นชมบทบาทของมาเลเซีย  ในฐานะประธานอาเซียน ที่อำนวยความสะดวกให้เกิดการประชุมสมัยพิเศษขึ้น ซึ่งนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกับพูชา เราขอขอบคุณสหรัฐและจีน ที่มีบทบาทสนับสนุนให้การหยุดยิงเกิดขึ้น  อย่างไรก็ดี  เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่ฝ่ายกัมพูชา  ยังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งในหลายพื้นที่ ซึ่งแสดงถึงการขาดความจริงใจของกัมพูชาอย่างชัดเจน 

“ ในการนี้ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้อง ให้กัมพูชาเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด”

ข้อ 7  ฝ่ายไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยไทยตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี ในวันนี้ 4-7 ส.ค.2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้วยความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งวางกลไกเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมจีบีซี นอกเหนือจากที่ได้กล่าวบรรยายสรุปแก่คณะทูตไปแล้ว ซึ่ง จีบีซี เป็นกลไกระดับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม โดยหัวหน้าคณะฝ่ายไทยคือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช. กลาโหม  รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  สำหรับฝ่ายไทยได้มีการจัดประชุมเตรียมการมาแล้ว 3 ครั้ง โดยคณะเลขานุการจีบีซี ฝ่ายไทยได้เดินทางไปมาเลเซียแล้วตั้งแต่เย็นวานนี้(3ส.ค.) และอยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมของฝ่ายเลขาระหว่างวันที่4-6 ส.ค.2568 ก่อนที่จะมีการประชุมจีบีซีสมัยพิเศษ วันที่ 7 ส.ค.นี้  ทั้งนี้ มาเลเซีย สหรัฐ จีน ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ เฉพาะในการประชุมในวันที่ 7 ส.ค.ด้วย ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถติดตาม พัฒนาการการประชุมจีบีซี จากการแถลงข่าวและใน เฟสบุ๊ก ของศูนย์เฉพาะกิจ ศบ.ทก.

ข้อ 8 นอกจากการประชุมจีบีซีแล้ว กลไกทวิภาคีที่จะมีต่อไปก็คือ เจบีซี หรือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจบีซี ขึ้นในเดือนกันยายน นี้   โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมด้วยความจริงใจเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นเขตแดนที่ยังคั่งค้างอยู่

ข้อ 9  ฝ่ายไทยขอเรียกร้อง ให้ฝ่ายกัมพูชายุตติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีขึ้นแทบจะเป็นรายวันและกลายเป็นเรื่องปกติ ล่าสุด ข้อกล่าวหาว่าไทยกำลังอพยพคนออกจากสุรินทร์เมื่อเมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อเตรียมการโจมตีกัมพูชาก่อนการประชุมจีบีซี ซึ่งไม่เป็นความจริงอีกเช่นกัน การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และทำให้ความขัดแย้งขยายตัวไปสู่ระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความพยายามในการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่สภาวะปกติ

นายนิกรเดช กล่าวในตอนท้าย ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการสรุปใจความสำคัญให้แก่คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และค่ำวันนี้ ผมก็จะไปอธิบายเรื่องเหล่านี้ ให้ทาง เอฟซีซี เพื่อให้สื่อต่างประเทศได้ทราบอีกทางหนึ่ง ผมขอย้ำอีกครั้งว่า  การนำเสนอข้อมูลของฝ่ายไทยเราเน้น ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เราเน้นหลักฐานเชิงประจักษ์ เราเน้นข้อมูลที่พิสูจน์บนหลักวิทยาศาสตร์ เราเชื่อว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราเชื่อว่าเราต้องใช้ความจริงคุยกันบนพื้นฐานของความสุจริตใจ เฟสนิวไม่ช่วยในกรณีเหล่านี้ 

“สุดท้ายนี้ ท่ามกลางสงครามข่าวสารและการบิดเบือนข้อมูลอย่างแพร่หลาย ผมขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  บริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณก่อนแชร์ต่อ และติดตามข่าวสารที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานราชการ  ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ อย่างเต็มที่เพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ตลอดจนสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดมาโดยตลอด“

‘กล้าธรรม’ ย้ำจุดยืน ‘ภาษีทรัมป์’ ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด

‘กล้าธรรม’ ย้ำจุดยืน ‘ภาษีทรัมป์’ ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด

‘กล้าธรรม’ ย้ำจุดยืน ‘ภาษีทรัมป์’ ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘กล้าธรรม’ ย้ำจุดยืน ‘ภาษีทรัมป์’ ต้องกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด ยันหากเรื่องเข้าสภาฯพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ  โฆษกพรรคพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ร้อยละ 19 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ ฝว่า อย่างที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าสส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ย้ำไปแล้วว่าจุดยืนของพรรคคือการเจรจาภาษีที่เปิดสินค้าจากอเมริการเข้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ต้องกระทบเกษตรกรไทยน้อยที่สุด หากมีผลกระทบรัฐบาลต้องเตรียมาตราการเยียวยาให้ได้รับความยุติธรรม และไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรอะไรเข้ามาก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย 

“ทางสส.ของพรรคกล้าธรรม พร้อมเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ถ้าข้อเสนอดังกล่าวเข้ามาในสภาฯในการทำหน้าที่สส.เรา ได้ส่งข้อกังวลไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อนำข้อเสนอไปหารือกับคณะรัฐมนตรีและเร่งแก้ไขปัญหาในกับประชาชน” โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าว