‘สะถิระ’รับ’กล้าธรรม’เตรียมส่งชื่อชิงรองประธานสภาฯ แทน’พิเชษฐ์’ ลั่นทุกพรรคมีสิทธิ์เสนอ

'สะถิระ'รับ'กล้าธรรม'เตรียมส่งชื่อชิงรองประธานสภาฯ แทน'พิเชษฐ์' ลั่นทุกพรรคมีสิทธิ์เสนอ

‘สะถิระ’รับ’กล้าธรรม’เตรียมส่งชื่อชิงรองประธานสภาฯ แทน’พิเชษฐ์’ ลั่นทุกพรรคมีสิทธิ์เสนอ

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.09 น.

‘สะถิระ’รับ’กล้าธรรม’เตรียมส่งชื่อชิงรองประธานสภาฯ คนที่1 แทน’พิเชษฐ์’ ยันมีศักยภาพเหมาะสม พร้อมทำหน้าที่ทันที ชี้ไม่ใช่โควต้าพรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกพรรคมีสิทธิ์เสนอ

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตนยอมรับว่าตนคือบุคคลที่พรรคกล้าธรรมได้พิจารณาความเหมาะสม เพื่อเตรียมเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาฯ ที่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งตนพร้อมทำหน้าที่ในทันที ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นตัวกลางในการประสานงานของทุกฝ่ายในสภาฯ และทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ยึดหลักการของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

“ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ไม่ใช่โควต้าของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นตำแหน่งที่ทุกพรรคสามารถเสนอชื่อบุคคลของพรรคขึ้นมาได้ ตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความพร้อมและศักยภาพ” นายสะถิระ กล่าว

นายสะถิระ กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมมีแนวทางชัดเจนในการทำงานร่วมกับประชาชน โดยยึดหลักฟังเสียงประชาชน และทำเพื่อประชาชน ทั้งผู้บริหารพรรค และ สส.ของพรรคลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตร ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ความเดือดร้อนของแรงงาน การศึกษา ไปจนถึงเศรษฐกิจชุมชน และระดับชาติ

“ที่ผ่านมา ผม และพรรคกล้าธรรม มีบทบาทเด่นในเวทีสภาฯ ทั้งการอภิปราย เสนอกฎหมาย และสะท้อนเสียงของชาวบ้านจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่เหมาะสม และไม่น้อยหน้าพรรคการเมืองใดแน่นอน” นายสะถิระ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับประวัติของนายสะถิระ เผือกประพันธุ์ จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการสื่อสารการเมือง จากมหาวิทยาลัยเกริก โดยก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง เคยเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

นายสะถิระ เข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะ สส.ชุดที่ 25 และ 26 โดยเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการทหาร บิดาคือ พลเรือโท จำรัส เผือกประพันธ์ุ ส่วนชีวิตครอบครัว นายสะถิระ สมรสกับทันตแพทย์หญิง ปิยธิดา ซึ่งเป็นบุตรสาวของ พลเรือเอก สุรภักดิ์ ธาราจันทร์ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

รวมพลังเหล่าทหารผ่านศึกพร้อมใจ สดุดีนักรบผู้กล้า ผู้เสียสละชายแดนไทย-กัมพูชา

รวมพลังเหล่าทหารผ่านศึกพร้อมใจ สดุดีนักรบผู้กล้า ผู้เสียสละชายแดนไทย-กัมพูชา

รวมพลังเหล่าทหารผ่านศึกพร้อมใจ สดุดีนักรบผู้กล้า ผู้เสียสละชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

เหล่าทหารผ่านศึกแสดงพลังปกป้องแผ่นดิน และสดุดีนักรบผู้กล้า ปกป้องประชาชนในเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชากลางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน และกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้า พื่อเป็นการสดุดีทหาร อาสาสมัครทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน และ พลเรือน ที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องเอกราชและ อธิปไตยของชาติ ประชาชนที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา  โดยมี พล.อ. เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การ สงเคราะห์ทหารผ่านศึก คณะผู้บริหารองค์การฯ พนักงาน และลูกจ้างประจำหน่วยงานกิจการพิเศษ รวมทั้งอดีตนักรบทหารผ่านศึก และเครือข่ายทหารผ่านศึกทั่วประเทศ มาร่วมร้องเพลงชาติไทย และร่วมกันโบกธงชาติไทย สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ ทั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ส่วนกลาง และสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในส่วนภูมิภาค ทั้ง ๒๗ เขต ณ บริเวณที่ตั้งหน่วย

‘ภูมิธรรม’โยน’เพื่อไทย’พิจารณาหลัง’กล้าธรรม’ขอเสียบโควตารองประธานสภาคนที่ 1

'ภูมิธรรม'โยน'เพื่อไทย'พิจารณาหลัง'กล้าธรรม'ขอเสียบโควตารองประธานสภาคนที่ 1

‘ภูมิธรรม’โยน’เพื่อไทย’พิจารณาหลัง’กล้าธรรม’ขอเสียบโควตารองประธานสภาคนที่ 1

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

‘ภูมิธรรม’โยน’เพื่อไทย’พิจารณาหลัง’กล้าธรรม’ขอเสียบโควตารองประธานสภาคนที่ 1 แทน’พิเชษฐ์’ ยิ้มรับผลสำรวจคะแนนนิยมนำ’อิ๊งค์’

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมขอโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี โดยเสนอชื่อนายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม ว่า เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยจะพิจารณาเอง

เมื่อถามว่า ผลสำรวจคะแนนนิยมของสวนดุสิตโพลที่คะแนนความนิยมของนายภูมิธรรม นำ น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร​ นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ที่คะแนนตกลง​ นายภูมิธรรม ได้แต่ยิ้ม และส่ายศีรษะก่อนที่จะเดินทางออกจากกระทรวงมหาดไทยทันที 

‘รัฐบาล’เร่งจัดชุด EOD ตรวจทำลายวัตถุระเบิดต่อเนื่อง ขอปชช.เช็กข้อมูลก่อนกลับบ้าน

'รัฐบาล'เร่งจัดชุด EOD ตรวจทำลายวัตถุระเบิดต่อเนื่อง ขอปชช.เช็กข้อมูลก่อนกลับบ้าน

‘รัฐบาล’เร่งจัดชุด EOD ตรวจทำลายวัตถุระเบิดต่อเนื่อง ขอปชช.เช็กข้อมูลก่อนกลับบ้าน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

‘รัฐบาล’เร่งจัดชุด EOD ตรวจทำลายวัตถุระเบิดต่อเนื่อง ขอประชาชนเช็กข้อมูลพื้นที่จากทางราชการก่อนกลับบ้าน

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2568 ฝ่ายกัมพูชาได้ลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และมีเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบระเบิด และกัมพูชาได้ใช้อาวุธสงคราม หลายจุดตลอดแนวชายแดน ส่งผลจนถึงปัจจุบันยังมีวัตถุอันตราย และวัตถุต้องสงสัย ตกหล่นอยู่ในพื้นที่สาธารณะใกล้บ้านเรือนประชาชน ขอให้ประชาชนชะลอการเดินทางกลับที่พัก โดยเฉพาะที่ จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ ขอให้ตรวจสอบกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ หน่วยเก็บกู้ และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ทั้งหน่วยทหาร ตำรวจ และทุกหน่วยที่มีหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และพบวัตถุต้องสงสัยหลายจุด โดยจะได้เข้าทำตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และเคลียร์พื้นที่จากวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด โดยย้ำความปลอดภัยของประชาชนคือภารกิจที่สำคัญที่สุด

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า กองทัพได้จัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบเพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง ซึ่งได้ทำลายไปแล้ว 17 พื้นที่ คงเหลือ 63 พื้นที่ (ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น.) ขณะที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ พร้อมขอให้อำเภอ ยึดหลักปฏิบัติ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” ในระดับสูงสุดเมื่อเย็นวานนี้ (วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.) ดังนี้

1. ประชาสัมพันธ์ขอให้ประชาชนงดกลับเข้าภูมิลำเนาพื้นที่ใกล้ชายแดนจนกว่าจะมีประกาศจากทางราชการ และขอให้ประชาชนติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเป็นหลัก

2. ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ออกตรวจสอบพื้นที่ หากพบวัตถุระเบิดหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นใด จากเหตุที่มีการสู้รบในพื้นที่ ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยทหารในพื้นที่ เข้าดำเนินการตรวจสอบและทำลาย

3. กรณีมีเสียงดังคล้ายระเบิดในพื้นที่อำเภอชายแดน อย่าได้ตื่นตกใจเนื่องจากเป็นการเก็บกู้และทำลายระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่

4. กรณีพบเห็นอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินในพื้นที่ขอให้แจ้ง ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้ จังหวัดจันทบุรี ได้ขอความร่วมมือจากเครือข่ายภาคเอกชนที่ใช้โดรน (ภาคเกษตร สันทนาการฯลฯ) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีอุปกรณ์ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมในการตรวจจับ ป้องกัน หรือต่อต้านการใช้งานโดรน (Anti-Drone) ให้ติดต่อหรือประสานข้อมูลกับ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) เพื่อการมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่ด้วย

“หากพบวัตถุต้องสงสัยว่าอาจเป็นวัตถุระเบิดให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทันที ห้ามเคลื่อนย้าย หรือสัมผัสโดยเด็ดขาด และควรรีบออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด”

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ’จ่าสิบเอก อภิรมย์’

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ'จ่าสิบเอก อภิรมย์'

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ’จ่าสิบเอก อภิรมย์’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิจ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ ทหารกล้าชาวจังหวัดเลยซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

5 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิจ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ ทหารกล้าชาวจังหวัดเลย ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ เมรุสีลวิสุทโธวัดเนรมิตวิปัสสนา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยมีพระสิริรัตนเมธีเจ้าคณะจังหวัดเลย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

สำหรับพิธีพระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิ จ่าสิบเอก อภิรมย์ทรงพุฒิ ประกอบด้วยพิธีจุดเครื่องทองน้อยบนโต๊ะอัฐิ พิธีทอดผ้าไตรพระราชทาน 3 ไตร พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 3 รูป พิจารณาผ้าบังสุกุลเจ้าหน้าที่กลุ่มพิธีการศพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย เปิดผ้าคลุมอัฐิ

จากนั้นนายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและคณะ พร้อมด้วย พระสิริรัตนเมธี เจ้าคณะจังหวัดเลย ในฐานะประธานฝ่ายสงฆ์และคณะ ร่วมกันประกอบพิธีรดน้ำอบและโปรยดอกไม้ลงบนอัฐิ พร้อมเก็บอัฐิใส่ในโกศต่อด้วย พิธีถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 3 รูปกรวดน้ำรับพรและถวายอดิเรก เป็นอันเสร็จพิธี

จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ หรือ จ่าแยม อายุ 31 ปี เกิดที่บ้านนาหว้า ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีพี่น้อง 2 คน จ่าแยมเป็นลูกชายคนเล็กพี่ชายเป็นทหารเช่นเดียวกัน โดยจ่าแยมเสียชีวิตจากการสู้รบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 23.35น.

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผนึกกำลัง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาบัณฑิตคุณภาพสู่ตลาดแรงงานอนาคต จัดโครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce ฝึกงานแบบลงสนามคิดและแก้ไขโจทย์ธุรกิจ เป็นโครงการฝึกงานที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง ผสานความรู้เชิงวิชาการกับโจทย์ธุรกิจ ผ่านการทำงานร่วมกันเป็นทีมของนักศึกษาจากหลากหลายคณะ เปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่แตกต่างจากในห้องเรียนและการฝึกงานทั่วไป ตอบโจทย์ให้บัณฑิตจบไปมีงานทำ 100 เปอร์เซ็นต์

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกยุคใหม่ได้เปลี่ยนผ่านจากระบบการเรียนการสอนแบบเน้นวิชาการเพียงลำพัง ไปสู่การเรียนรู้ที่ผสานทักษะรอบด้าน โดยเฉพาะ Soft Skills และประสบการณ์จริงที่ตลาดแรงงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้สู่การเป็นผู้สร้างโอกาสในการฝึกฝนทักษะให้แก่นักศึกษา เพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานอย่างมั่นใจและมีศักยภาพ หนึ่งในแนวทางสำคัญที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือการปรับรูปแบบ การฝึกงาน ให้เป็นมากกว่าการสังเกตการณ์หรือปฏิบัติงานพื้นฐาน แต่เป็นการให้โจทย์จริงจากองค์กรภายนอก เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละองค์กร ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพูนทักษะและวิธีคิดเชิงระบบแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ตรงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มตัว

เราไม่ได้มุ่งแค่ให้ความรู้ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีศักยภาพในการทำงานจริงเมื่อเรียนจบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเดินหน้าปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนอย่างจริงจัง พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน จัดโครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce ซึ่งเป็นการฝึกงานในรูปแบบที่ให้นักศึกษาได้ลงสนามจริง ฝึกคิดและแก้ไขโจทย์ธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งความรู้และทักษะควบคู่กัน โดยการฝึกงานในรูปแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในแง่แนวคิด แต่สิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำให้แตกต่างคือการสร้างสภาพแวดล้อมให้การเรียนรู้มีความหมาย ให้นักศึกษาได้เจอโจทย์จริงขององค์กรจริง และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ หาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานและเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงาน” อธิการบดี มธ. กล่าว

ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า โครงการ “Possibilities Space: Shaping Future Workforce” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นร่วมสมัยอย่าง Smart Living และ ESG (Environment, Social and Governance) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การศึกษาวิจัย พัฒนาแนวคิด ออกแบบต้นแบบ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานจริงบนเวที Final Pitching โดยโครงการดังกล่าว เป็นการฝึกงานผ่านการลงทะเบียนเรียนในรายวิชา มธ.281 และ มธ.282 ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567 ซึ่งนักศึกษาได้มีโอกาสร่วมแก้ไขโจทย์ธุรกิจจริงของ SCG เพื่อฝึกคิดและแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ เสมือนเป็นการจำลองสถานการณ์การทำงานในโลกธุรกิจจริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นรอบด้าน ทั้งด้านการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงออกแบบ การสื่อสารเชิงธุรกิจ และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด

โดยในวัน Final Pitch (Showcase Day) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 68 ที่ผ่านมา นักศึกษาได้นำผลงานการออกแบบนวัตกรรมและแผนธุรกิจมานำเสนอแก่คณาจารย์ธรรมศาสตร์และผู้บริหาร SCG เพื่อชิงรางวัล นอกจากนี้ผลงานที่โดดเด่นมีโอกาสนำไปต่อยอดเป็นโครงการนำร่องจริง อีกทั้งยังได้รับข้อเสนอในการเข้าทำงานกับ SCG โดยตรง

ในมุมมองของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ น.ส.ณิชา พฤกษอาภรณ์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ในฐานะตัวแทนของทีมชนะเลิศ จากไอเดียนวัตกรรม “Gasshield ระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ” กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานจริงร่วมกับคนอื่น โดยภายในกลุ่มมีการแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคน เช่น นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาซอฟต์แวร์ รับผิดชอบการออกแบบระบบแอปพลิเคชัน ขณะที่เพื่อนจากสายวิศวกรรมแขนงอื่นร่วมกันพัฒนาแนวคิดระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ ส่วนเพื่อนจากสาขาสังคมศาสตร์ลงพื้นที่สำรวจปัญหากลุ่มเป้าหมาย และร่วมวางแผนการตลาดเพื่อให้โครงการสามารถต่อยอดได้จริงในอนาคต ด้าน นายธนัช เมล พลสุขเจริญ นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) กล่าวว่า โครงการ Possibilities Space เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ก้าวข้ามขอบเขตของศาสตร์ที่ตนศึกษา ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากเนื้อหาวิชาที่เรียนอยู่ อีกทั้งได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และได้มีโอกาสฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในสังคมต่อไปในอนาคต

สำหรับ Gasshield ระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ เป็นไอเดียที่ริเริ่มมาจากปัญหาการรั่วไหลของแก๊สหุงต้มที่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยแก้ไขและป้องกันเหตุอันตรายจากการใช้แก๊สภายในครัวเรือนหรือสถานประกอบการ ซึ่งนอกจากระบบการปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติแล้ว ยังมีการออกแบบแอปพลิเคชันสำหรับมอนิเตอร์การใช้งานแก๊สที่ผูกกับระบบประกันภัย สามารถเก็บข้อมูลการใช้งานได้อย่างเรียลไทม์ และมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุขึ้น

ทั้งนี้ โครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโมเดลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างบัณฑิตให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และทักษะในการทำงานในโลกธุรกิจจริงอย่างรอบด้าน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคน ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นคนทำงานคุณภาพที่ติดอาวุธครบเครื่องโดยไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสังคม

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ Sahapat Admission ปีที่ 28 โครงการติวฟรีแห่งปีที่เข้มข้นครอบคลุมทุกเนื้อหาสำคัญทั้ง “วิชาการ” และ “ความสนุกสนาน” จัดโดยบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมสร้างสีสันด้วยกิจกรรมดีเบตสุดเข้มข้นในหัวข้อ “TCAS69 ดีแล้วจริงหรือ” โดยมีตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลและโรงเรียนวัดสุทธิวราราม มาร่วมแสดงความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับระบบ TCAS ซึ่งเป็นระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่มี 4 รอบ คือ รอบ Portfolio รอบโควต้า รอบ Admission และรอบ Direct Admission

โดยตัวแทนจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล มองว่าการสอบที่มีหลายรอบแบบระบบ TCAS นี้ ดีกว่าระบบ Entrance แบบเดิมที่มีเพียงรอบเดียว โดยเฉพาะรอบ Admission ที่เปิดโอกาสให้เลือกได้ถึง 10 อันดับ ช่วยเพิ่มโอกาสการสอบติด และลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากใช้ข้อสอบกลางที่มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบ เพราะสามารถใช้ผลคะแนนยื่นได้ทุกรอบ การมีหลายรอบยังช่วยให้นักเรียนมีโอกาสเลือกคณะหรือสาขาที่ “ใช่” ได้มากขึ้น และมีโอกาสแก้ตัวหากเกิดความผิดพลาดในรอบใดรอบหนึ่ง

ในทางกลับกัน ตัวแทนจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม มองว่า TCAS ยังไม่สมบูรณ์ เพราะนักเรียนที่ต้องการยื่นรอบ Portfolio ยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมหรือค่ายเพื่อเก็บประวัติ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสอบพิเศษ เช่น SATs หรือ IELTS ซึ่งนักเรียนบางคนต้องสอบหลายครั้งเพื่อให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ ในขณะที่เกณฑ์การพิจารณาก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้สมัครรอบแรกจำนวนมากต้องหลุดมายังรอบ Admission

สำหรับการเลือก 10 อันดับในรอบ Admission แม้จะเพิ่มโอกาสการสอบติด แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีใครอยากได้อันดับท้ายๆ เพราะสุดท้ายมักจะสละสิทธิ์หรือซิ่วในปีถัดไป ทำให้มองว่า TCAS ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลด้านการสอบ TCAS ที่ยังไม่ลึกพอ จึงยังไม่ช่วยให้ตัดสินใจเลือกคณะหรือสาขาได้อย่างแท้จริง จึงหวังว่าระบบจะพัฒนาเป็น One Stop Service ที่สมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้

ครูพี่หนู – อ.กฤติกา ปาลกะวงศ์ เสริมว่า แม้ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะพัฒนามาตลอด แต่ปัญหาหลักที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การซิ่ว ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกที่ยังคงอยู่ไม่ว่าจะปรับระบบไปอย่างไร ขณะที่ พี่วิเวียน – อ.นพ.วีรวัช เอนกจำนงค์พร มองว่า TCAS ยังไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน แต่เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยคัดเลือกเด็กดีเด็กเก่ง มากกว่ามุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเอง

พี่น็อต – ดร.ธีระยุทธ บุญมา แนะนำสิ่งที่ต้องจับตาในการประกาศของ TCAS69 ที่หลายคนกำลังเฝ้ารอ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ได้แก่ กำหนดการและปฏิทินการสอบ ความยากง่ายของข้อสอบ สัดส่วนการใช้คะแนน จำนวนอันดับที่เลือกได้ และเงื่อนไขการสนับสนุนค่าใช้จ่าย

ขณะที่ DEK69 หลายคนได้เริ่มเตรียมตัวแล้ว โดย นายธนกฤต รักษากลิ่น นักเรียน รร.วัดสุทธิวราราม สนใจเรียนต่อคณะสัตวแพทย์ เผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มอ่านหนังสือ เน้นอ่านวิชาที่จำยากในช่วงเช้า และยังผ่านกิจกรรม Open House ของจุฬา และเตรียมตัวไปร่วมกิจกรรมฝึกงานในคณะสัตวแพทย์ ที่ ม.เชียงใหม่เร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน นายชิษณุพงศ์ ไตรพิจารณ์ นักเรียน รร.วัดสุทธิวราราม สนใจวิศวกรรมยานยนต์ และตอนนี้กำลังเตรียม Portfolio เพื่อจะยื่นในรอบ 1 เข้าร่วมติวเสริมกับทางโรงเรียนและ Sahapat Admission มองว่าการติวข้างนอกก็สำคัญเพราะเนื้อหาที่เรียนแต่ที่โรงเรียนนั้นไม่เพียงพอ

ด้าน นายอธิวัฒน์ ภูวบวรพิมพ์กุล นักเรียน รร.เซ็นต์คาเบรียล สนใจเรียนต่อสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือและทำข้อสอบเก่าด้วยตัวเอง แต่ก็สมัครติวกับ  Sahapat Admission แล้ว และก็หวังว่าเพื่อนๆ DEK69 จะมาสมัครติวกันเยอะๆ

น.ส.ศุภิสรา ผึ่งผาย นักเรียน รร.มักกะสันพิทยา สนใจด้านครุศาสตร์ ยังไม่ได้เตรียมตัวจริงจัง แต่เริ่มปรึกษารุ่นพี่และหวังว่าจะได้รับข้อมูล TCAS เพิ่มเติมจากการติว และ นายพรรษา มนตรีนิลา นักเรียน รร.มักกะสันพิทยา สนใจเรียนต่อแพทยศาสตร์ ตอนนี้เตรียมตัวทั้งอ่านหนังสือ ทำข้อสอบเก่า เรียนพิเศษ ปรึกษารุ่นพี่ รวมถึงลงเรียนคอร์สพิเศษเสริมเพื่อให้ความรู้แน่นขึ้น

โดยสรุปแล้ว TCAS ยังคงเป็นระบบที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา แต่ความเหลื่อมล้ำด้านค่าใช้จ่าย โอกาส และข้อมูลที่ยังมีไม่เพียงพอ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข และพัฒนาต่อไปในอนาคต เพื่อให้ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา มีความเท่าเทียม และตอบโจทย์นักเรียนไทยได้อย่างแท้จริง

สำหรับ DEK69 ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯได้ที่ www.sahapatadmission.com หรือเฟซบุ๊ก Sahapat Admission และเตรียมตัวพบกับกิจกรรมติวแรก “Sahapat Admission On The Road 2025” ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ โดยจัดติวสด 6 วิชา ณ โรงเรียนแม่ข่าย 10 แห่งในทุกภูมิภาคและกระจายสัญญาณไปยังโรงเรียนลูกข่ายรวม 70 แห่งทั่วประเทศ เพื่อ “วัยรุ่น TEST ดี ตั้งใจดี เตรียมตัวดี คะแนน TEST ดีแน่นอน”

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox ‘CEDT’ ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox 'CEDT' ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox ‘CEDT’ ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

4 สิงหาคม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุม “Success Case ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทำหลักสูตร Higher Education Sandbox ให้กับประเทศไทยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานคณะทำงานย่อยภายใต้คณะกรรมการผู้ประเมินผลอิสระเพื่อติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ ผู้แทนคณะทำงาน ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐาน และผู้เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ให้การสนับสนุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดทำ “หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT)” เพื่อส่งเสริมให้นิสิตสามารถพัฒนาทักษะทั้งด้านเทคนิค การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ หลักสูตรสามารถเปิดรายวิชาเฉพาะที่ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ ฟินเทค ระบบคลาวด์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเสริม เช่น Hackathon การประกวดนวัตกรรม การบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจอีกเป็นจำนวนมาก โดยมีการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม แม้ยังเป็นหลักสูตรใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“CEDT ได้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนสามารถเปิดโอกาสใหม่ให้กับระบบการศึกษาไทย และส่งเสริมให้นิสิตสามารถเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย มีแรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการทำงานในบริบทของโลกดิจิทัลที่ท้าทาย” ผู้ช่วยปลัด อว. กล่าว

ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานย่อยภายใต้คณะกรรมการผู้ประเมินผลอิสระเพื่อติดตามและประเมินผลฯ จากที่ได้ติดตามและประเมินตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่า หลักสูตร CEDT ถือเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเข้มข้น รวมทั้งการส่งนิสิตไปฝึกประสบการณ์จริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยการฝึกงานตั้งแต่ช่วงต้นของการเรียน ช่วยให้นิสิตเข้าใจการทำงานจริงในสถานประกอบการ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากภาคเอกชน โดยมีบริษัทหลายแห่งจ้างงานแบบ Part-time ระหว่างเรียนและรับเข้าทำงานหลังจบการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของนิสิตและความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อระบบการศึกษาแนวใหม่

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า “หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT)” เกิดขึ้นจากแนวคิด การสร้างนวัตกรรม จำเป็นต้องสร้าง นวัตกร ขึ้นก่อน จึงพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ภายใต้กรอบการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ Sandbox ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง  หลักสูตรนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทร่วมกันในการออกแบบรายวิชา การฝึกงาน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากสถานการณ์จริงตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา ตลอดจนมีโอกาสทำโครงงานจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจในปีที่สาม และเข้าร่วมสหกิจศึกษาในปีสุดท้าย ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของแนวทางการศึกษารูปแบบใหม่นี้อย่างชัดเจน นิสิตได้รับผลการประเมินจากสถานประกอบการในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยบริษัทพันธมิตรส่วนใหญ่ประเมินว่า หากมีตำแหน่งงานในภารกิจที่นิสิตเข้าฝึกงาน บริษัทกว่าร้อยละ 75 ยินดีที่จะรับนิสิตเข้าร่วมงาน แม้จะอยู่เพียงชั้นปีที่ 1 โดยพิจารณาจากทักษะทางเทคนิค (technical skills) และทักษะทางสังคม (soft skills) นอกจากนี้ บริษัทจำนวนมากยังให้ข้อสังเกตว่านิสิตร้อยละ 80 มีผล

การฝึกงานที่ใกล้เคียงกับนิสิตระดับชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรทั่วไป ทั้งยังมีนิสิตจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณบวกของการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้จริงจากการปฏิบัติงานในบริบทจริงอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร CEDT สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.cp.eng.chula.ac.th/cedt

องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ปี 67

องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ปี 67

องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ปี 67

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.55 น.

“องคมนตรี” เป็นผู้แทนพระองค์ มอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 10.23 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ในการมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ารับปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 9 คน และผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาต่าง ๆ จากสถาบันการอาชีวศึกษา 23 แห่ง เข้ารับปริญญาบัตร รวม 2,384 คน

โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปฎิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณาจารย์ และนักศึกษา ให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ ให้โอวาทแก่บัณฑิตสถาบันการอาชีวศึกษา ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันการอาชีวศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 ในวันนี้ ขอแสดงความชื่นชมกับผู้ทรงคุณวุฒิและบัณฑิตทุกคนที่ได้รับเกียรติและความสำเร็จ

ตามที่ได้รายงานว่า สถาบันการอาชีวศึกษาทั้ง 23 แห่ง อันเป็นสถานศึกษาในด้านวิชาชีพ ได้พัฒนากิจการให้ดำเนินก้าวหน้ามาด้วยดี และสามารถจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมได้เป็นอันมากนั้น น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ปัจจุบัน สังคมและโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามความก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้การประกอบอาชีพการงานทุกอย่างเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปด้วย บัณฑิตทั้งหลายผู้กำลังจะออกไปประกอบวิชาชีพ ตามความถนัดและความสนใจของตน จึงควรจะได้เสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และทักษะความเชี่ยวชาญ ให้เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ ทั้งในด้านวิชาการ เทคโนโลยี ความรู้รอบตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม แต่ละคนจะได้สามารถประกอบอาชีพการงาน สร้างตัวสร้างฐานะให้มีความมั่นคงก้าวหน้า และเป็นกำลังสำคัญ ที่จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญ ไปใช้ปฏิบัติพัฒนางานในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองสืบไป

ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้บัณฑิตทุกคนและทุกท่านที่มาร่วมในพิธีนี้ มีความก้าวหน้ารุ่งเรืองทั้งในชีวิตและกิจการงานโดยทั่วกัน” 

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการกอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท่านองคมนตรีมาปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในพิธีมอบปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการอาชีวศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม แก่ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรรมการสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา คณาจารย์ บัณฑิต และผู้เข้าร่วมพิธีโดยทั่วกัน

สถาบันการอาชีวศึกษา เป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านวิชาชีพ และเทคโนโลยี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 23 แห่ง ภารกิจหลักมุ่งเน้นจัดการศึกษา ด้วยระบบทวิภาคีคุณภาพสูง พัฒนาหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ โดยในปีการศึกษา 2567 มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาต่าง ๆ เข้ารับปริญญาบัตร รวม 2,384 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสภาสถาบันการอาชีวศึกษา อนุมัติปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จำนวน 9 คน ดังนี้ สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 ได้แก่  นายสว่าง หนูน้อย, สาขาวิชาการบัญชี สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ได้แก่ นางสาวภัทรปภา คิรินทร์, สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ได้แก่ นายชาญฉลาด ทองดี, สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ได้แก่ นายมงคล จุลทรรศน์, สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 1 ได้แก่ นายกฤษณะ ผามั่ง สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 ได้แก่ นายปรีชา ปานจันทร์, สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4 ได้แก่ นายเทวินทร์ เลี้ยงจรูญ, สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร ได้แก่ นายชวยุต นิ่มนวล, สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ ได้แก่ นายภคพงศ์ คำปลอด
 

ไทยพีบีเอส เกาะติดสงครามข่าวไทย-กัมพูชาลุยตรวจสอบข่าวปลอมเข้มข้นผ่าน Thai PBS Verify

ไทยพีบีเอส เกาะติดสงครามข่าวไทย-กัมพูชาลุยตรวจสอบข่าวปลอมเข้มข้นผ่าน Thai PBS Verify

ไทยพีบีเอส เกาะติดสงครามข่าวไทย-กัมพูชาลุยตรวจสอบข่าวปลอมเข้มข้นผ่าน Thai PBS Verify

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

ไทยพีบีเอส เกาะติดสงครามข่าวไทย-กัมพูชา ลุยตรวจสอบข่าวปลอมเข้มข้น ผ่าน Thai PBS Verify

ไทยพีบีเอส เกาะติดสงครามข่าวไทย-กัมพูชา ลุยตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนเข้มข้น Thai PBS Verify มัดรวมการตรวจสอบข่าวลวง พร้อมวิธีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยตัวเอง

ายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)  ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอส มุ่งเน้นการทำงานของสื่อสาธารณะให้เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในยุคข้อมูลท่วมท้น โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์สงครามข่าวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการเผยแพร่ข่าวปลอมจำนวนมาก หนึ่งในภารกิจสำคัญของไทยพีบีเอส คือการตรวจสอบข่าวลวง ข่าวบิดเบือน และข้อมูลเท็จที่แพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ผ่าน Thai PBS Verify ที่มีเป้าหมาย “ยุติการระบาดของข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอม สร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัย” สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับสังคม

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า “สถานการณ์ล่าสุดระหว่างไทย–กัมพูชา Thai PBS Verify ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ และนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ทั้งผ่านการวิเคราะห์แหล่งข่าว การใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบภาพและวิดีโอ ตลอดจนการอธิบายข่าวที่ถูกบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ล่าสุด Thai PBS Verify ยังได้รวบรวมทุกประเด็นข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน โดยมีการตรวจสอบข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเผยแพร่ข้อเท็จจริงเพื่อยับยั้งข่าวลวงไปแล้วกว่า 25 เรื่อง ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ถึงปัจจุบัน (3 สิงหาคม 2568) มีสถิติการเข้าถึงมากกว่า 3.9 ล้านคน และยอดวิว 6 ล้านวิว โดยเฉพาะการเข้าถึง (Reach) ผ่าน Facebook @ThaiPBSVerify ซึ่งนอกจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านแล้ว ยังมีการให้ทักษะการเท่าทันภัยข่าวลวง ข้อมูลเท็จด้วยการแนะนำวิธีการ ขั้นตอนการตรวจสอบในแต่ละเรื่องอีกด้วย”

ทั้งนี้ Thai PBS Verify ให้คำแนะนำเมื่อประชาชนได้ข้อมูลเท็จไว้ดังนี้

1. อย่าแชร์ทันที ให้ตั้งคำถามก่อนเสมอว่าคลิปหรือข้อมูลนั้นมีที่มาที่ไปชัดเจนหรือไม่

2. ตรวจสอบภาพ-คลิปว่าเคยถูกเผยแพร่ที่อื่นหรือไม่ หากข้อความในคลิปเร้าอารมณ์หรือไม่ระบุแหล่งที่มา รวมถึงไม่มีหลักฐานประกอบ ควรตรวจสอบต่อทันที

3. ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ เช่น InVID-WeVerify หรือ Google Reverse Image Search เพื่อตรวจสอบว่าเคยเผยแพร่เมื่อใด ที่ใด

4. เทียบกับแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น หรือองค์กรสื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดูว่ามีข้อมูลสนับสนุนหรือไม่

สามารถติดตามทุกประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/VerifyThaiCambodia หรือในเนื้อหาภาคภาษาอังกฤษที่ http://www.thaipbs.or.th/VerifyThaiCambodia-EN และหากพบหรือสงสัยว่าภาพหรือข่าวที่ได้รับเชื่อถือได้หรือไม่ สามารถส่งมาแจ้งทีมงาน Thai PBS Verify ได้ทางอีเมล Verify@thaipbs.or.th และทุกช่องทาง Social Media  @ThaiPBSVerify

ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ ยืนยันพันธกิจในการสร้างสังคมแห่งการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ไม่เฉพาะข่าวสถานการณ์ไทยกัมพูชาเท่านั้น ภัยใกล้ตัวมิจฉาชีพ การหลวงลวงออนไลน์ ภัยจากสินค้าและบริการเพื่อผู้บริโภค ฯลฯ ก็สามารถตรวจสอบได้ด้วย Thai PBS Verify พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับข่าวปลอม ด้วยการตรวจสอบก่อนแชร์ และติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์ http://www.thaipbs.or.th/Verify

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin