นศ.จากมหาวิทยาลัยซูลาเวซีบาร์ต ศึกษาดูงานการแพทย์แผนไทยที่วัดคีรีวงก์

นศ.จากมหาวิทยาลัยซูลาเวซีบาร์ต ศึกษาดูงานการแพทย์แผนไทยที่วัดคีรีวงก์

นศ.จากมหาวิทยาลัยซูลาเวซีบาร์ต ศึกษาดูงานการแพทย์แผนไทยที่วัดคีรีวงก์

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

นักศึกษาหลากสาขาวิชาจากมหาวิทยาลัยซูลาเวซีบาร์ต  ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 16 คน เดินทางมาดูงานสมุนไพรไทย และแพทย์แผนไทยที่วัดคีรีวงก์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ระหว่างวันที่ 31 กรกฏาคม ถึง 3 สิงหาคม

ทั้งหมดได้ร่วมศึกษา การบ่งต้อด้วยหนามคัดเค้า อันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านแพทย์แผนไทย ในการรักษาโรคตา และโรคต้อ จากนั้นได้ขึ้นเขาประตูสวรรค์ชุมพร เพื่อศึกษาสมุนไพรที่มีค่ามากมาย ระหว่างการขึ้นเขาและบนเขา

นักศึกษาอินโดนีเซียทั้งหมด เดินทางมาประเทศไทย ตามโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับ มหาวิทยาลัยแม้โจ้ จ.เชียงใหม่ โดยเดินทางมาประเทศไทยระหว่งวันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2568

-(016)

ครูอีสานรวมพลังครั้งใหญ่ ปฏิรูปห้องเรียนเพื่อเยาวชนไทย

ครูอีสานรวมพลังครั้งใหญ่ ปฏิรูปห้องเรียนเพื่อเยาวชนไทย

ครูอีสานรวมพลังครั้งใหญ่ ปฏิรูปห้องเรียนเพื่อเยาวชนไทย

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

ปฏิรูปห้องเรียนอีสาน! ครู 10 จังหวัดรวมพลังพลิกวิธีสอน  สู่ยุค Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps

เมื่อวันที่ 4  สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าแผนการสอน ครูไทยต้องลุกขึ้นมาเป็น “ผู้นำการเรียนรู้” ไม่ใช่แค่ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” และครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จุดประกายการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อขับเคลื่อนห้องเรียนไทยให้เข้าสู่การเรียนรู้เชิงรุกอย่างแท้จริง

โดยเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 26–27 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับประถมศึกษา ภายใต้โครงการ “พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ด้วยรูปแบบ Active Learning”

กิจกรรมจัดขึ้นพร้อมกัน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารคณะการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์โดยมีครูจากโรงเรียนในโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวมกว่า 260 คน จาก 10 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, ยโสธร, มหาสารคาม, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และนครราชสีมา เข้าร่วมอย่างคึกคัก

การอบรมที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีครูจาก 9 จังหวัดร่วมเวทีรวมกว่า 120 คน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 เป็นผู้กล่าวเปิดงานและผลักดันวิสัยทัศน์

“เราไม่ได้แค่มาอบรมให้ผ่าน ๆ แต่เราต้องการให้ครูกลับไปเปลี่ยนห้องเรียนจริง ครูต้องกล้าคิดใหม่ ทำใหม่ ให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนั่งฟัง ครูต้องกลายเป็นผู้นำทางการศึกษาในยุคที่โลกหมุนเร็วเกินคาด”

ส่วนที่   ที่จังหวัดสุรินทร์ มีการจัดอบรมระหว่างวันที่ 26–27 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารคณะการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมีครูเข้าร่วมจำนวน 140 คน ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเติมพลังความรู้ พร้อมยกระดับทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

ดร.จุฬาวดี มีวันคำ  รองผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า “เรากำลังพัฒนาครูให้เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของห้องเรียนจริง ไม่ใช่แค่ฟังบรรยายหรือทำแผนการสอน แต่ครูจะต้องรู้วิธีคิด วิเคราะห์ สร้างนวัตกรรม และจุดไฟให้เด็ก ๆ ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ ผ่าน GPAS 5 Steps”

นางณัฐฐ์ธมล สอโส ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป.สุรินทร์ เขต 1 ย้ำถึงความสำคัญของเวทีนี้ว่า “การอบรมที่สุรินทร์ครั้งนี้คือหมุดหมายสำคัญที่จะพาครูพัฒนาตัวเอง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบลงมือจริง ฝึกคิด ฝึกทำ และได้ทักษะชีวิตที่จำเป็นในอนาคต เด็กจะไม่ได้แค่ท่องจำ แต่จะได้ทดลอง ทำงานกลุ่ม คิดแก้ปัญหา และก้าวทันเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง”

นอกจากนี้ การอบรมยังได้เน้นการออกแบบกิจกรรมในห้องเรียนที่สอดรับกับโลกยุค Soft Power โดยมุ่งหวังให้นวัตกรรมการสอนของครูสามารถแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน และต่อยอดไปสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจในชีวิตจริง การยกระดับคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการพัฒนาครูอย่างจริงจัง โครงการนี้จึงถือเป็นต้นแบบสำคัญ ที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ครูได้ “ลองคิด ลองเปลี่ยน ลองสร้าง” และส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นไปยังนักเรียนในห้องเรียน

ในช่วงท้ายของการอบรม ครูหลายคนสะท้อนว่า การเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้เข้าใจว่า การพัฒนาไม่ใช่แค่ “การตามนโยบาย” แต่คือ “การเลือกเปลี่ยน” ด้วยใจที่อยากให้เด็กไทยก้าวทันโลก

สถิติความร้อนถูกทำลายในญี่ปุ่นถึง 17 ครั้ง

สถิติความร้อนถูกทำลายในญี่ปุ่นถึง 17 ครั้ง

4 ส.ค. 2568 15:04 น.

สถิติความร้อนถูกทำลายในญี่ปุ่นถึง 17 ครั้ง

หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นทำลายสถิติความร้อนถึง 17 ครั้ง หลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับอากาศร้อนอบอ้าวตลอดเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า คลื่นความร้อนกำลังทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นทั่วโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และญี่ปุ่นก็ไม่มีข้อยกเว้น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ระบุว่า เมืองโคมัตสึ ในจังหวัดอิชิกาวะ มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.3 องศาเซลเซียส ในวันนี้ (4 ส.ค.)

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ยังระบุว่า เมืองโทยามะ ในจังหวัดโทยามะ มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 39.8 องศาเซลเซียส  ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

JMA ซึ่งติดตามอุณหภูมิมากกว่า 900 จุดทั่วญี่ปุ่น กล่าวเสริมว่า มีอีก 15 พื้นที่ทั่วเมืองและเขตปกครองต่างๆ พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ระหว่าง 35.7 องศาเซลเซียส ถึง 39.8 องศาเซลเซียส

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ญี่ปุ่นเผชิญกับอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ คือ 41.2 องศาเซลเซียส ในเขตตะวันตกของจังหวัดเฮียวโงะ

สถิติความร้อนถูกทำลายในญี่ปุ่นถึง 17 ครั้ง

นอกจากนั้น ฤดูฝนที่สิ้นสุดลงเร็วกว่าปกติประมาณสามสัปดาห์ในเขตตะวันตกของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติใหม่อีกครั้ง

กระทรวงที่ดินกล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนที่ต่ำและความร้อน ทำให้เขื่อนหลายแห่งในเขตภาคเหนือแทบจะว่างเปล่า เกษตรกรกังวลว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำและความร้อนจัดอาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้นซากุระอันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นกำลังบานเร็วขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น หรือบางครั้งอาจยังไม่บานเต็มที่ เนื่องจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวไม่หนาวพอที่จะกระตุ้นให้ออกดอก

ขณะที่ยอดเขาหิมะอันเลื่องชื่อของภูเขาไฟฟูจิ ปรากฏช้าที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว โดยเพิ่งปรากฏให้เห็นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงต้นเดือนตุลาคม

ปีนี้ ญี่ปุ่นมีเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1898 โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้เตือนว่าจะเกิด “ความร้อนรุนแรง” ขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ความเร็วของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิทั่วโลกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คงที่ โดยในบรรดาทวีปต่างๆ ยุโรปเป็นทวีปที่มีภาวะโลกร้อนขึ้นเร็วที่สุดในรอบทศวรรษนับตั้งแต่ปี 1990 ตามมาด้วยเอเชีย ตามข้อมูลทั่วโลกจากองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐอเมริกา.

ที่มา AFP

ฮุนเซนโพสต์บ่น หลังได้พัก 2 ชม. ตั้งคำถามทำไมไทยไม่ยอมส่งตัวทหาร 18 นาย

ฮุนเซนโพสต์บ่น หลังได้พัก 2 ชม. ตั้งคำถามทำไมไทยไม่ยอมส่งตัวทหาร 18 นาย

4 ส.ค. 2568 13:52 น.

ฮุนเซนโพสต์บ่น หลังได้พัก 2 ชม. ตั้งคำถามทำไมไทยไม่ยอมส่งตัวทหาร 18 นาย

ฮุนเซนเคลื่อนไหวอีก หลังหายไปพักผ่อนไม่กี่ชั่วโมง โพสต์จวกไทยทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามทำไมไม่ยอมปล่อยตัวทหารกัมพูชาอีก 18 นาย

หลังจากได้พักผ่อนนานกว่า 2 ชั่วโมง  สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คอีกรอบ โดยระบุว่ากลับมาทำหน้าที่ตรวจแนวหน้าเป็นปกติ เพื่อติดตามสถานการณ์และดำเนินการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเข้มงวด รวมทั้งเสริมมาตรการป้องกันตนเองจากการยิงโจมตี หรือการละเมิดใด ๆ จากฝั่งตรงข้าม

พร้อมระบุว่าตัวเองได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้มีการประสานงานกับคณะกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในการประสานงานเกี่ยวกับทหารกัมพูชา 18 นาย  โดยอ้างว่าฝ่ายไทยได้เข้าจับกุมจากฐานปฏิบัติการของกองทัพกัมพูชา หลังจากที่ได้มีการตกลงหยุดยิง แต่ต่อมาก็มีการละเมิดข้อตกลงด้วยการยิงปะทะกันต่อเป็นเวลาราว 8 ชั่วโมง โดยข้อตกลงหยุดยิงกำหนดชัดว่า “ห้ามยิง ห้ามเคลื่อนกำลัง และห้ามเสริมกำลัง”

นายฮุนเซนยังโพสต์ประโยคคำถามในช่วงท้ายว่า ทำไมไทยยังปฏิเสธการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับ แม้ว่าก่อนหน้านี้กองทัพบกไทยเพิ่งแถลงการณ์ชี้แจงว่ามีการปฏิบัติต่อทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายในฐานะเชลยศึกตามอนุสัญญาเจนีวา โดยมีการดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน และจะส่งกลับเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์เท่านั้น.

ที่มา : FB ฮุนเซน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ไต้หวันอ่วมฝนถล่มหนัก ดับแล้ว 4 ศพ อพยพกว่า 5,900 คน

ไต้หวันอ่วมฝนถล่มหนัก ดับแล้ว 4 ศพ อพยพกว่า 5,900 คน

4 ส.ค. 2568 12:51 น.

ไต้หวันอ่วมฝนถล่มหนัก ดับแล้ว 4 ศพ อพยพกว่า 5,900 คน

ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ตอนใต้ของไต้หวันทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ อพยพมากกว่า 5,900 คน โดยบางพื้นที่ปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มีผู้สูญหาย 3 คน และบาดเจ็บอีก 77 คน เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำและกระแสลมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงทำให้ฝนตกหนักและเกิดดินถล่มในพื้นที่ตอนใต้ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของประเทศ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวันรายงานว่า บางพื้นที่ทางตอนใต้ซึ่งเป็นภูเขามีปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 2.6 เมตรในรอบ 7 วัน เทียบกับปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีของไต้หวันซึ่งอยู่ราว 2.1 เมตร

โจจงไถ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยในนครไถหนานเมื่อวันจันทร์ หลังถูกพายุไต้ฝุ่น “ดานัส” และฝนตกหนักถล่ม พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งเสนอร่างงบประมาณพิเศษในสัปดาห์นี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

โดยนายโจ ยอมรับว่าไต้หวันแทบไม่เคยเจอพายุรุนแรงแบบนี้มาก่อน เดือนที่แล้วพายุดานัสเพิ่งถล่ม และตั้งแต่นั้นมาก็มีฝนตกต่อเนื่องมาตลอด

ไต้หวันอ่วมฝนถล่มหนัก ดับแล้ว 4 ศพ อพยพกว่า 5,900 คน

รัฐบาลระบุว่า ยังคงมีประชาชนกว่า 2,000 คนที่ไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาในเขตเกาสงและเขตผิงตง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งเปิดเส้นทางที่ถูกตัดขาดจากดินถล่มและน้ำท่วม พร้อมส่งอาหารและเวชภัณฑ์เข้าไปช่วยเหลือ

ด้านเฉินฉีไม นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า นี่อาจนับได้ว่าเป็นการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี พร้อมวอนขอประชาชนอย่าขึ้นไปบนภูเขา เพราะเสี่ยงอันตราย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าฝนมีแนวโน้มจะลดลงตั้งแต่วันจันทร์ แต่ยังคงประกาศเตือนภัยดินถล่มและน้ำท่วมในพื้นที่ภูเขาทางใต้

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พายุไต้ฝุ่นดานัสพัดถล่มตอนใต้ของไต้หวันด้วยความรุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่พายุไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งทางฝั่งตะวันตกที่มีประชากรหนาแน่น สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อโครงข่ายไฟฟ้า โดยเสาไฟฟ้ากว่า 3,000 ต้นหักโค่น ซึ่งถือเป็นความเสียหายร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของไต้หวัน.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

เกาหลีใต้เริ่มถอดเครื่องขยายเสียงที่ต่อต้านเกาหลีเหนือที่ชายแดน

เกาหลีใต้เริ่มถอดเครื่องขยายเสียงที่ต่อต้านเกาหลีเหนือที่ชายแดน

4 ส.ค. 2568 11:53 น.

เกาหลีใต้เริ่มถอดเครื่องขยายเสียงที่ต่อต้านเกาหลีเหนือที่ชายแดน

กองทัพเกาหลีใต้แถลงว่า ได้เริ่มถอดเครื่องขยายเสียงที่ใช้เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ตามแนวชายแดนที่ติดกับเกาหลีเหนือแล้ว เพื่อลดความตึงเครียด

ก่อนหน้านี้ ลำโพงเหล่านี้เคยถูกใช้เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเกาหลีเหนือข้ามพรมแดน แต่รัฐบาลเสรีนิยมชุดใหม่ของเกาหลีใต้ได้ระงับการเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน โดยท่าทีปรองดองนี้มีเป้าหมายมุ่งสร้างความไว้วางใจและฟื้นฟูการเจรจากับรัฐบาลเกาหลีเหนือ

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวว่า การนำเครื่องขยายเสียงออกจากชายแดนเป็นอีกหนึ่ง “มาตรการเชิงปฏิบัติ” ที่มุ่งบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีที่แตกแยกกันในช่วงสงคราม และไม่ส่งผลกระทบต่อความพร้อมทางทหารของเกาหลีใต้

นายอี คยองโฮ โฆษกกระทรวงกลาโหม ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บเครื่องขยายเสียงที่ถูกถอดออก หรือว่าจะสามารถนำลำโพงเหล่านี้กลับมาติดตั้งที่ชายแดนได้อย่างรวดเร็ว หากความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีปะทุขึ้นอีกครั้ง นายอีกล่าวในการแถลงข่าวว่า ไม่มีการหารือกันระหว่างกองทัพทั้งสองก่อนที่เกาหลีใต้จะตัดสินใจถอดลำโพงออก

เกาหลีเหนือซึ่งอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการและผู้นำรุ่นที่สาม คิม จองอึน ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของเกาหลีใต้ในขณะนี้

รัฐบาลชุดก่อนของเกาหลีใต้ได้กลับมาออกอากาศทางเครื่องขยายเสียงทุกวันอีกครั้ง เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากที่ระงับการตอบโต้เกาหลีเหนือมานานหลายปีที่ส่งบอลลูนบรรจุขยะลอยเข้ามายังเกาหลีใต้เพื่อสร้างสงครามจิตวิทยา

เครื่องขยายเสียงดังกล่าวเปิดเพลงโฆษณาชวนเชื่อและเพลงเคป๊อป เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลของคิมจองอึนได้เพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์เพื่อขจัดอิทธิพลของวัฒนธรรมป๊อปและภาษาเกาหลีใต้ในหมู่ประชาชน 

สงครามจิตวิทยาแบบสงครามเย็นยิ่งทำให้ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอยู่แล้ว จากโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และความพยายามของเกาหลีใต้ในการขยายการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงไตรภาคีกับญี่ปุ่น ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ เกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาและระบุว่าไม่สนใจที่จะเจรจากับเกาหลีใต้ ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค หลังจากสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยการสงบศึก และความสัมพันธ์ก็เสื่อมถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP

เศรษฐี F1 สิงคโปร์รับสารภาพ คดีคอร์รัปชันเอี่ยวอดีต รมว.คมนาคม

เศรษฐี F1 สิงคโปร์รับสารภาพ คดีคอร์รัปชันเอี่ยวอดีต รมว.คมนาคม

4 ส.ค. 2568 11:20 น.

เศรษฐี F1 สิงคโปร์รับสารภาพ คดีคอร์รัปชันเอี่ยวอดีต รมว.คมนาคม

นายออง เบ็ง เส็ง มหาเศรษฐีด้านธุรกิจโรงแรมชาวสิงคโปร์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำการแข่งขัน F1 มาสู่สิงคโปร์ ได้รับสารภาพในคดีคอร์รัปชัน ที่เกี่ยวข้องกับนายเอส. อิสวารัน อดีตรัฐมนตรีคมนาคม 

นายอองถูกกล่าวหาว่าได้มอบของขวัญราคาแพงหลายรายการให้กับ นายเอส. อิสวารัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ระหว่างที่มีการดำเนินงานราชการร่วมกัน โดยของขวัญเหล่านั้นรวมถึงตั๋วชมการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง (F1) และการเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว

ตามกฎหมายของสิงคโปร์ รัฐมนตรีไม่สามารถรับของขวัญได้ เว้นแต่จะจ่ายเงินตามราคาตลาดของของขวัญนั้น ๆ ให้กับรัฐบาล และจะต้องรายงานของขวัญทุกชิ้นที่ได้รับจากผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย

นายออง เบ็ง เส็ง มีบทบาทสำคัญในการนำการแข่งขัน F1 มาสู่สิงคโปร์ นอกจากนี้ บริษัทของเขายังเป็นเจ้าของเครือโรงแรมชื่อดังมากมาย เช่น Four Seasons และ Marriott

นายอองและนายอิสวารันถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม 2023 โดยเอกสารการฟ้องร้องระบุว่า นายอิสวารันได้รับของขวัญรวมมูลค่ากว่า 403,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 10.8 ล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยตั๋วเครื่องบิน, ที่พักโรงแรม, ตั๋วชมละครเวที และตั๋วชมการแข่งขัน F1

แม้ว่านักการเมืองของสิงคโปร์จะได้รับเงินเดือนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยรัฐมนตรีบางคนมีรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 26.8 ล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลให้เหตุผลว่าค่าตอบแทนที่สูงนี้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการทุจริต แต่คดีนี้ก็ยังเกิดขึ้น

ในขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายอิสวารันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการควบคุมการจัดการแข่งขัน F1 และยังเป็นหัวหน้าผู้เจรจาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ F1 ด้วย

นายอองถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนช่วยให้นายอิสวารันได้รับของขวัญเป็นทริปท่องเที่ยวแบบรวมทุกอย่างไปกรุงโดฮา ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 20,850 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 5.6 แสนบาท)

นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนช่วยในการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม โดยการช่วยจ่ายเงินให้นายอิสวารัน สำหรับตั๋วเครื่องบินจากโดฮามายังสิงคโปร์ เพื่อเดินทางมายังงานสิงคโปร์ กรังปรีซ์ 

สำหรับบทลงโทษที่นายอองต้องเผชิญคือ การจำคุกสูงสุด 2 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการให้ของขวัญแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และจำคุกสูงสุด 7 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม.

ที่มา BBC

ดับกว่า 60 ศพ เรือผู้อพยพล่มนอกชายฝั่งเยเมน

ดับกว่า 60 ศพ เรือผู้อพยพล่มนอกชายฝั่งเยเมน

4 ส.ค. 2568 10:36 น.

ดับกว่า 60 ศพ เรือผู้อพยพล่มนอกชายฝั่งเยเมน

ผู้อพยพกว่า 60 คนเสียชีวิต หลังเรือที่บรรทุกผู้คนราว 150 คนล่มนอกชายฝั่งเยเมนท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประจำเยเมนกล่าวว่า เรือล่มนอกชายฝั่งจังหวัดอับยัน ทางตอนใต้ของเยเมน และพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 68 ราย เขากล่าวว่ามีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 12 คน และยังคงสูญหายอีกหลายสิบคน IOM ระบุว่าเหยื่อส่วนใหญ่น่าจะเป็นชาวเอธิโอเปีย 

เยเมนยังคงเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับผู้อพยพจากแอฟริกาตะวันออกที่เดินทางไปยังประเทศอาหรับในอ่าวอาหรับเพื่อหางานทำ โดย IOM ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายจากเหตุเรืออับปางหลายร้อยคนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

อับดุซัตเตอร์ เอโซเยฟ หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประจำเยเมน กล่าวว่า เรือลำดังกล่าวบรรทุกผู้อพยพราว 157 คน บนเส้นทางทางทะเลที่มีความอันตราย ซึ่งมักถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนคนเข้าเมือง

เยเมนเป็นประเทศทางผ่านยอดนิยมของผู้อพยพจำนวนมากที่กำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือสู่ซาอุดีอาระเบียเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า พบศพผู้อพยพ 54 คนบนชายฝั่งในเขตคานฟาร์ทางตอนใต้ และอีก 14 คนถูกนำส่งห้องเก็บศพของโรงพยาบาลในซินจิบาร์ เมืองหลวงของจังหวัดอับยัน

สำนักงานความมั่นคงแห่งอาบูยันออกแถลงการณ์เกี่ยวกับภารกิจค้นหาและกู้ภัยครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ และกล่าวว่าพบศพจำนวนมากตามแนวชายฝั่งเป็นบริเวณกว้าง

โฆษกของ IOM กล่าวว่า “เหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดใจนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มกลไกการคุ้มครองสำหรับผู้อพยพที่ต้องเดินทางอย่างเสี่ยงอันตราย ซึ่งมักได้รับความช่วยเหลือจากผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองที่ไร้ยางอายซึ่งฉวยโอกาสจากความสิ้นหวังและความเปราะบาง”

นายเอโซเยฟยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับผู้อพยพ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองเอาเปรียบ

ก่อนหน้านี้ IOM ได้กล่าวถึงการเดินทางจากแอฟริกาตะวันออกไปยังเยเมนว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางการอพยพที่หลากหลายและพลุกพล่านที่สุด

ในเดือนมีนาคม เรือสองลำซึ่งบรรทุกผู้อพยพมากกว่า 180 คน ได้ล่มลงนอกชายฝั่งเขตดูบับของเยเมนเนื่องจากคลื่นลมแรง โดยมีลูกเรือเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ และผู้โดยสารที่เหลือทั้งหมดสูญหายและคาดว่าเสียชีวิตทั้งหมด

รายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า ผู้อพยพที่เดินทางมาถึงจุดรับมือผู้อพยพในเยเมนได้รายงานด้วยว่า ผู้ลักลอบขนคนเริ่มประมาทมากขึ้น โดยจงใจส่งเรือเข้าไปในสภาพที่อันตรายเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ แม้จะมีความเสี่ยง ผู้อพยพจำนวนมากยังคงเดินทางต่อไป โดยมีมากกว่า 60,000 คนเดินทางมาถึงเยเมนในปี 2024 เพียงปีเดียว

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการผู้อพยพที่สูญหายของ IOM บันทึกผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายมากกว่า 3,400 รายตลอดเส้นทาง โดย 1,400 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตจากการจมน้ำ.

ที่มา BBC

เกาหลีเหนือปลุกกระแสจงรักภักดี “คิม จองอึน” ก่อนถึงวันฉลองครบรอบ 80 ปี ปลดแอกจากญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือปลุกกระแสจงรักภักดี “คิม จองอึน” ก่อนถึงวันฉลองครบรอบ 80 ปี ปลดแอกจากญี่ปุ่น

4 ส.ค. 2568 10:22 น.

เกาหลีเหนือปลุกกระแสจงรักภักดี “คิม จองอึน” ก่อนถึงวันฉลองครบรอบ 80 ปี ปลดแอกจากญี่ปุ่น

สื่อเกาหลีเหนือปลุกกระแสยกย่อง “คิม จองอิล” หลานชายผู้สืบทอดจิตวิญญาณนักสู้เพื่อเอกราชจาก “คิม อิลซอง”ผู้ก่อตั้งประเทศ ในขณะที่เกาหลีเหนือเตรียมฉลองครบรอบ 80 ปี ปลดแอกจากญี่ปุ่น

วันที่ 3 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว “โรดองชินมุน” ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่บทความเมื่อวันอาทิตย์ ยกย่อง “คิมจองอึน” ผู้นำรุ่นหลาน ผู้สืบทอดจิตวิญญาณนักสู้เพื่อเอกราชจาก “คิม อิลซอง” ผู้ก่อตั้งประเทศ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งการปลดปล่อย และนักรักชาติผู้ยิ่งใหญ่ ที่นำการต่อสู้กับการยึดครองของญี่ปุ่นในช่วงปี 1910–1945 

บทความดังกล่าวยังเน้นให้เห็นว่าคิม จองอึน จะนำประเทศไปสู่ความแข็งแกร่งที่ไร้ผู้ต่อต้าน ภายใต้การนำที่มั่นคงของเขา นอกจากนี้ยังย้อนถึงเหตุการณ์ที่คิม จองอึน ขี่ม้าขึ้นภูเขาแพ็กตู ท่ามกลางหิมะในเดือนธันวาคม 2019 ซึ่งถูกเปรียบเปรยว่าเป็นสัญลักษณ์สืบสานเจตนารมณ์ของผู้นำรุ่นก่อนที่เริ่มต้นการต่อสู้จากภูเขาลูกนี้

ในบทความอีกชิ้น สื่อเกาหลีเหนือเรียกร้องให้ประชาชนมอบความจงรักภักดีด้วยหัวใจดวงเดียวแด่ผู้นำสูงสุดคิมจองอึน โดยกล่าวว่าเขาเป็นผู้นำที่ประดุจดังท้องฟ้า และประชาชนควรเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด

ทั้งนี้  บทความชุดนี้เผยแพร่ออกมาก่อนถึงวันครบรอบ 80 ปี การปลดปล่อยคาบสมุทรเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่นในวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งเหตุการณ์หลังจากนั้นนำไปสู่สงครามเกาหลีในปี 1950–1953 และการแบ่งแยกประเทศออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ดังเช่นปัจจุบัน.

จีน-รัสเซีย เปิดฉากการซ้อมรบร่วมในทะเลญี่ปุ่น

จีน-รัสเซีย เปิดฉากการซ้อมรบร่วมในทะเลญี่ปุ่น

4 ส.ค. 2568 09:10 น.

จีน-รัสเซีย เปิดฉากการซ้อมรบร่วมในทะเลญี่ปุ่น

กองทัพจีนและรัสเซียเริ่มการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันในทะเลญี่ปุ่น โดยถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ

วันที่  3 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า กองทัพจีนและรัสเซียเริ่มต้นการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันในทะเลญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้มีการซักซ้อมบนแผนที่ ในวันศุกร์ ถือเป็นการซ้อมรบร่วมประจำปีที่ทั้งสองประเทศจัดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  

รายงานข่าวระบุว่า เรือรบที่เข้าร่วมประกอบด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีน และเรือลาดตระเวนปราบเรือดำน้ำขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยในวันแรกของการฝึก เรือจากทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันช่องทางสื่อสารในน่านน้ำใกล้เมืองวลาดิวอสต็อก ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

การซ้อมรบจะดำเนินต่อไปจนถึงวันอังคาร ครอบคลุมการฝึกต่อต้านเรือดำน้ำและการป้องกันทางอากาศ นอกจากนี้ สื่อของทางการจีนรายงานเพิ่มเติมว่า จีนและรัสเซียจะจัดการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกันในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังสิ้นสุดการฝึกในทะเลญี่ปุ่น

การซ้อมรบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พบกันที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และได้มีการยืนยันว่าจะขยายขนาดและขอบเขตของการซ้อมรบร่วมระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศให้มากยิ่งขึ้นอีกในอนาคต.