แฟนเพลงตกจากที่สูงดับ กลางคอนเสิร์ตวง “Oasis” ที่เวมบลีย์

แฟนเพลงตกจากที่สูงดับ กลางคอนเสิร์ตวง “Oasis” ที่เวมบลีย์

4 ส.ค. 2568 06:12 น.

แฟนเพลงตกจากที่สูงดับ กลางคอนเสิร์ตวง “Oasis” ที่เวมบลีย์

เกิดเหตุแฟนเพลงตกจากที่สูงเสียชีวิต ขณะชมคอนเสิร์ตของ “Oasis” วงร็อกชื่อดัง ที่เวมบลีย์ สเตเดียม ในกรุงลอนดอน โดยเจ้าหน้าที่พยายามช่วยแล้วแต่ไม่สำเร็จ

สำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการตกจากที่สูง ระหว่างชมคอนเสิร์ตของ “โอเอซิส” (Oasis) วงดนตรีร็อกชื่อดังของโลก ที่สนามเวมบลีย์ สเตเดียม ในกรุงลอนดอน เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่กับทีมแพทย์ของสนามเวมบลีย์ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 22.19 น. ตามเวลาท้องถิ่นว่า พบชายอายุประมาณ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พวกเขาก็พบผู้บาดเจ็บซึ่งมีบาดแผลสอดคล้องกับการตกจากที่สูง ก่อนที่ชายคนนี้จะถูกประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

“ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามแล้ว แต่น่าเศร้าที่สุดท้ายแฟนเพลงรายนี้ก็เสียชีวิต เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเขา ซึ่งได้รับแจ้งเหตุแล้ว และกำลังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ” เจ้าหน้าที่ของสนามเวมบลีย์ สเตเดียม ระบุในแถลงการณ์

ด้านวงโอเอซิสออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า พวกเขาช็อกและเสียใจมากที่ได้ข่าวการเสียชีวิตของแฟนเพลงรายนี้ พร้อมกับขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้วายชนม์ด้วย

ทั้งนี้ รายงานเบื้องต้นระบุว่า ผู้ตายตกจากที่นั่งชั้นบน ซึ่งตำรวจเชื่อว่าน่าจะมีคนจำนวนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ หรือบังเอิญบันทึกภาพวินาทีเกิดเหตุเอาไว้ได้ เนื่องจากตอนนั้นมีคนอยู่แน่นสนาม โดยพวกเขาขอให้ใครก็ตามที่มีข้อมูลติดต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

สำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนเผยอีกว่า การสืบสวนจะถูกส่งต่อให้กับ สำนักงานบริหารความปลอดภัยและสุขภาพภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า

ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า

4 ส.ค. 2568 04:39 น.

ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า

เฟซบุ๊ก ฮุน เซน โพสต์รูปใหม่ จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอที่โต๊ะทำงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน ก่อนกัมพูชา-ไทยประชุม GBC ในวันจันทร์

เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 4 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊กของ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เผยแพร่รูปภาพชุดใหม่ แสดงให้เห็นอดีตผู้นำกัมพูชานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานร่วมกับภรรยาและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ โดยระบุว่า พวกเขากำลังติดตามสถานการณ์ในแนวหน้าอย่างแข็งขัน และเฝ้าระวังเผื่อฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ข้อความของฮุน เซน ระบุว่า “ทุกคนนอนกันหมดแล้ว มีเพียงผมกับเพื่อนร่วมงานไม่กี่คนที่ยังอยู่กับผมเบื้องหน้าระบบวิดีโอนี้ รวมกับสมเด็จฯ เตียบัน และพลเอก เมา โซพาน ผู้บัญชาการทหารบก หลังจาก ฯพณฯ วง พิเสน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกเดินทาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมที่มาเลเซียในเช้าวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.)”

“ที่ศูนย์บัญชาการอีกแห่ง นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต กับทีมงานของเขาก็กำลังทำงานอย่างแข็งขัน เราจะพึ่งพาสภากาชาดสากลเพื่อช่วยเหลือ 18 ทหารกัมพูชาผู้ถูกฝ่ายไทยจับกุมตัวหลังจากการหยุดยิง และยังไม่ถูกส่งตัวกลับมากัมพูชา”

“คืนนี้ ผมกับภรรยาได้ติดต่อผู้บัญชาการที่แนวหน้าหลายคน ผู้ซึ่งกำลังปฏิบัติการข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเฝ้าระวังอย่างสูงต่อการละเมิดการหยุดยิงใดๆ อาจเกิดขึ้นจากอีกฝั่งหนึ่ง”

“เมื่อวันก่อน ดื่มสตาร์บัคส์น้ำตาล 100% วันนี้สตาร์บัคส์น้ำตาล 30% แต่ในท้ายที่สุดจะไปให้ถึงเป้าหมายที่ 0% เพื่อไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน”

ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า
ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า
ฮุน เซน โพสต์รูป จิบกาแฟนั่งเฝ้าจอทั้งคืน ติดตามสถานการณ์แนวหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia

สลด คนงานก่อสร้างเสียชีวิต หลังร่องดินพังถล่มฝังร่างทั้งเป็นที่แอริโซนา

สลด คนงานก่อสร้างเสียชีวิต หลังร่องดินพังถล่มฝังร่างทั้งเป็นที่แอริโซนา

4 ส.ค. 2568 03:43 น.

สลด คนงานก่อสร้างเสียชีวิต หลังร่องดินพังถล่มฝังร่างทั้งเป็นที่แอริโซนา

คนงานก่อสร้างในรัฐแอริโซนาเสียชีวิต หลังเกิดอุบัติเหตุที่ไซต์งานทำให้เขาถูกดินปริมาณมหาศาลฝังทั้งเป็น เจ้าหน้าที่พยายามช่วยแต่ไม่ทัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุที่ไซต์งานก่อสร้างบริเวณถนนโลเวอร์ บักคี (Lower Buckeye) ในเมืองกู้ดเยียร์ รัฐแอริโซนา หลังจู่ๆ ร่องลึกที่ขุดเอาไว้ก็พังถล่ม ส่งผลให้คนงานคนหนึ่งถูกฝังทั้งเป็นใต้ดินหนาถึง 6 ฟุต เจ้าหน้าที่มีปฏิบัติการช่วยเหลือเขานานถึง 13 ชั่วโมงแต่ไม่ทันกาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตคือนายโรนัลด์ แอนดรูว์ บาเกรา จูเนียร์ อายุ 44 ปี โดยเขาติดอยู่ใต้กองดินน้ำหนักมหาศาล เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินถูกเรียกไปยังที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 6 นาที

โรนัลด์ แอนดรูว์ บาเกรา จูเนียร์ ผู้เสียชีวิต (ภาพจาก : GoFundMe)
โรนัลด์ แอนดรูว์ บาเกรา จูเนียร์ ผู้เสียชีวิต (ภาพจาก : GoFundMe)

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง พวกเขาพบว่าเพื่อนร่วมงานของนายบาเกรากำลังพยายามขุดดินเพื่อช่วยเหลือเขา แต่เนื่องจากหลุมอยู่ใกล้กับท่อส่งก๊าซ และมีโครงสร้างที่เปราะบาง ทีมกู้ภัยจึงถูกบีบให้ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและปฏิบัติการอย่างช้าๆ เท่านั้น และภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ปฏิบัติการกู้ภัยก็ถูกเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการเก็บกู้ร่างแทน

ร่างของนายบาเกราถูกขุดพบในเวลา 2.00 น. ของวันอังคาร (29 ก.ค.)

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค.) ญาติและเพื่อนๆ ของนายบาเกรา และผู้คนที่ทราบข่าวอีกจำนวนหนึ่ง มารวมตัวกันที่จุดเกิดเหตุเพื่อร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัย โดยนางมาลิสซา ปราโด ภรรยาของนายบาเกรากล่าวว่า ลูกชายและลูกสาวของเธอเสียใจมาก โดยเฉพาะลูกสาว เนื่องจากเธอใช้เวลากับผู้เป็นพ่อเกือบทุกวัน

ด้านคณะกรรมการอุตสาหกรรมรัฐแอริโซนา เริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แล้ว ว่ามีการละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยเกิดขึ้นหรือไม่ โดยพวกเขาคาดว่า ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 4-5 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mirror

ช็อก จับหญิงนิวซีแลนด์ เดินทางโดยซุกเด็ก 2 ขวบไว้ในกระเป๋าเดินทาง

ช็อก จับหญิงนิวซีแลนด์ เดินทางโดยซุกเด็ก 2 ขวบไว้ในกระเป๋าเดินทาง

4 ส.ค. 2568 01:24 น.

ช็อก จับหญิงนิวซีแลนด์ เดินทางโดยซุกเด็ก 2 ขวบไว้ในกระเป๋าเดินทาง

หญิงชาวนิวซีแลนด์ถูกจับกุมตัว หลังจากเธอโดยสารรถบัสโดยที่มีเด็ก 2 ขวบซุกซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าเดินทางของเธอ เคราะห์ดีที่เด็กได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค. 2568 ตำรวจถูกเรียกตัวไปยังท่ารถบัสที่เมืองไควากะ ซึ่งห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์ของนิวซีแลนด์ประมาณ 100 กม. หลังจากคนขับรถบัสพบว่ากระเป๋าเดินทางใบหนึ่ง ซึ่งใส่ไว้ในช่องเก็บของใต้ท้องรถ “ขยับได้” และเมื่อเปิดดูเขาก็พบว่ามีเด็กหญิงอายุประมาณ 2 ขวบอยู่ด้านใน

เจ้าหน้าที่สืบสวน ไซมอน แฮร์ริสัน ระบุว่า เด็กหญิงรายนี้รู้สึกร้อนมาก แต่นอกเหนือจากนั้น เธอดูไม่มีบาดแผลทางกายภาพแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจทางการแพทย์เพิ่มเติมแล้ว

ด้านหญิงวัย 27 ปี ซึ่งเป็นผู้ขนกระเป๋าเดินทางใบนี้มา ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาทารุณกรรมและปล่อยปละละเลย ซึ่งนายแฮร์ริสันระบุว่า มีโอกาสที่หญิงคนนี้จะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าหญิงวัย 27 ปีกับเด็กหญิงวัย 2 ขวบมีความสัมพันธ์อย่างไรกัน โดยหญิงผู้ถูกจับกุมจะถูกนำตัวขึ้นศาลเขตนอร์ทชอร์ในวันจันทร์ที่ 4 ส.ค.นี้

“เราอยากขอชื่นชมคนขับรถบัสคนนี้ ที่สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง และลงมือช่วยเหลือในทันที ป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่อาจเลวร้ายกว่านี้มาก” นายแฮร์ริสันกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

รัสเซียโวย ยูเครนส่งโดรนโจมตี ทำไฟไหม้คลังน้ำมันใกล้เมืองโซชิ

รัสเซียโวย ยูเครนส่งโดรนโจมตี ทำไฟไหม้คลังน้ำมันใกล้เมืองโซชิ

3 ส.ค. 2568 23:35 น.

รัสเซียโวย ยูเครนส่งโดรนโจมตี ทำไฟไหม้คลังน้ำมันใกล้เมืองโซชิ

เกิดไฟไหม้ที่คลังน้ำมันขนาดใหญ่ใกล้เมืองโซชิ ของรัสเซีย โดยทางการกล่าวโทษว่าเป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา

นายเวเนียมิน คอนดราตีเยฟ ผู้ว่าการแคว้นคราสโนดาร์ ทางตะวันตกสุดของรัสเซีย กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค. 2568 ว่า ซากโดรนของยูเครนตกใส่แท็งก์เก็บเชื้อเพลิงที่คลังน้ำมันใกล้เมืองโซชิ ทำให้เกิดไฟไหม้ และต้องใช้นักดับเพลิงถึง 127 คนเพื่อควบคุมสถานการณ์

ผู้ว่าการแคว้นคราสโนดาร์บอกด้วยว่า การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนยังทำให้ท่าอากาศยานใกล้เมืองโซชิ ต้องระงับเที่ยวบินชั่วระยะเวลาหนึ่งด้วย

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียโจมตีทำลายสะพานสายสำคัญในเมืองเคอร์ซอน ทางใต้ของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ นอกจากนั้นยังเกิดการโจมตีที่เมืองมีโคลาเยฟ ที่อยู่ใกล้กัน จนมีผู้บาดเจ็บ 7 ราย บ้านเรือนถูกทำลายหลายหลังด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า ส่งโดรนโจมตีสถานที่หลายแห่งตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่เมืองรียาซาน, เปนซา และโวโรเนช ซึ่งไม่ไกลจากชายแดนยูเครน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บในโวโรเนช 4 ราย

ด้านยูเครนไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ กับข้อกล่าวหาของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยูเครนเคยโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของรัสเซียมาก่อน เพื่อตอบโต้ที่รัสเซียทำลายระบบพลังงานของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียอ้างว่า ระบบป้องกันทางอากาศของพวกเขายิงสกัดโดรนของยูเครนได้ 93 ลำในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ (3 ส.ค.) โดย 60 ลำอยู่ที่แคว้นคราสโนดาร์

ส่วนฝ่ายกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรน 76 ลำและยิงมิสไซล์อีก 7 ลูก เข้าใส่พวกเขาในช่วงข้ามคืน โดยกองทัพสามารถยิงสกัดได้ 61 ลำ แต่มีโดรน 16 ลำกับมิสไซล์ 6 ลูกตกใส่เป้าหมายใน 8 สถานที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาสั่ง 10 จังหวัดติดชายแดนไทย ห้ามบินโดรน 15 วัน อ้างความมั่นคง

กัมพูชาสั่ง 10 จังหวัดติดชายแดนไทย ห้ามบินโดรน 15 วัน อ้างความมั่นคง

3 ส.ค. 2568 22:22 น.

กัมพูชาสั่ง 10 จังหวัดติดชายแดนไทย ห้ามบินโดรน 15 วัน อ้างความมั่นคง

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา สั่งห้ามบินโดรนใน 10 จังหวัดติดชายแดนไทยเป็นเวลา 15 วัน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค. 2568 นายซอร์ ซกคา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ออกคำสั่งด่วน ห้ามใช้โดรนใน 10 จังหวัดที่มีอาณาเขตติดชายแดนประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

คำสั่งดังกล่าวมีผลกับจังหวัดอุดรมีชัย, พระวิหาร, บันเตียเมียนเจย, พระตะบอง, ไพลิน, โพธิสัตว์, เกาะกง, เสียมเรียบ และ กำปงธม

ในเอกสารคำสั่งซึ่งลงนามโดยนายซอร์ ซกคา ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดข้างต้นได้รับคำสั่งให้ห้ามการนำโดรนทุกชนิดขึ้นบินภายในเขตความรับผิดชอบของตัวเองอย่างเคร่งครัด “เพื่อยกระดับการควบคุมและรักษาความมั่นคงสาธารณะ, ความปลอดภัย และความเป็นระเบียบในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย และในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดอธิปไตยกับบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง”

คำสั่งระบุอีกว่า “กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้รัฐบาลประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแจ้งต่อข้อมูลต่อสาธารณะ และบังคับใช้คำสั่งห้ามบินโดรนนี้อย่างเข้มงวดเป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้”

ผู้ละเมิดคำสั่งห้ามบินโดรนอาจต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาและบทลงโทษด้านการบริหาร ตามที่กฎหมายของกัมพูชากำหนด นอกจากนั้น รัฐบาลประจำจังหวัดจะต้องติดตามและควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และส่งรายงานให้แก่สำนักงานบริหารทั่วไปของกระทรวงมหาดไทยเป็นประจำทุกวันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี นายฐนันดร์  สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน  พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนสำนักงานชลประทานที่ 1 -17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (4 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 50,275 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 26,228 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,049 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 7,822 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำจากฝนที่ตก ไหลลงอ่างฯอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 1,511 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน จึงได้ร่วมบูรณาการกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 45-50 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้าย เนื่องจากปัจจุบันปริมาณฝนเริ่มลดลงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์ลดลงและสามารถระบายได้ดี  โดยจะเริ่มปรับการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 4-10 ส.ค.นี้ เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างฯ  ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์  ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ปรับลดการรับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อกระชังปลาในลำน้ำสะแกกรัง และยกระดับน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรเหนือเขื่อนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว  พร้อมควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุด  โดยจะพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำทางตอนบน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5-7 และ 11-18 ส.ค.นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา   ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด  รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกำหนดพื้นที่เสี่ยง และมอบหมายเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที   สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้องสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

-(016)

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

ประธานสภาเกษตรกร จ.เพชรบูรณ์ ห่วง ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ เผย!กลัวกระทบเกษตรกรและห่วงโซ่การผลิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นปัญหาการผลิตข้าวโพดในประเทศ และกรณีรัฐบาลมีแผนจะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ว่า อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตการเกษตรของไทย

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับ รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ได้ชี้แจงว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 4.7–5 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่ที่ 10 ล้านตัน ทำให้จำเป็นต้องนำเข้า อย่างไรก็ตาม ประธานสภาเกษตรกรฯ เห็นว่า การนำเข้าอาจส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก กระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อาทิ ปุ๋ย ยา สารเคมี เมล็ดพันธุ์ รถแทรกเตอร์ น้ำมัน และแรงงาน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ทั้งหมด

นายเทพ ระบุว่า ประเด็นที่กังวลมากที่สุด คือ การนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เนื่องจากประเทศไทยไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และปัจจุบันไม่มีการปลูกในประเทศ หากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาจเกิดการปนเปื้อนในอาหาร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่เมล็ดข้าวโพดนำเข้าซึ่งยังมีชีวิตอาจหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม และปนเปื้อนกับสายพันธุ์ข้าวโพดพื้นเมืองของไทย

นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดปริมาณมากอาจกระทบต่อพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง เนื่องจากรำข้าวและปลายข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการสีข้าว ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ หากความต้องการลดลง ราคาข้าวย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย เช่นเดียวกับมันสำปะหลังซึ่งอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ เสนอว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพด ควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ระบุปริมาณที่จะนำเข้า และมีมาตรการรองรับผลกระทบ โดยต้องซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อน พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม และนำส่วนต่างจากการนำเข้าไปเยียวยาเกษตรกร รวมถึงปรับโครงการภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

“จังหวัดเพชรบูรณ์ถือเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศ มีสัดส่วนการปลูกสูงถึงร้อยละ 20 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ จึงขอคัดค้านการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เพราะจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและโครงสร้างการผลิตในภาพรวมของประเทศ” นายเทพกล่าว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก การใช้พืชชนิดอื่นชดเชยส่วนที่ขาด และการจัดตั้งศูนย์ข้าวโพดแห่งชาติหรือศูนย์ข้าวโพดชุมชน เพื่อบริหารปัจจัยการผลิตและควบคุมปริมาณในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตร ///-026

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ณ ประตูระบายน้ำบางแก้ว อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ในช่วงปลายฤดู โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 , นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่รับน้ำหลากตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้สูงสุดถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

ต่อจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผันน้ำจากแม่น้ำยม ลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อเร่งพร่องน้ำจากพื้นที่ตอนบน ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอบางกระทุ่มและพื้นที่ท้ายน้ำอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอย่างรอบคอบ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเปราะบาง รวมทั้งเสริมคันกั้นน้ำชั่วคราว และเตรียมความพร้อมพื้นที่รับน้ำในโครงการบางระกำโมเดลหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานในพื้นที่ ในการเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ และยังคงติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การรับมือฤดูฝนปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบ ที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามข้อสั่งการของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“อรรถกร” ลุย ทุ่งบางระกำ มั่นใจ เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จภายใน ส.ค. ตามแผนบางระกำโมเดล 68 เตรียมพื้นที่รับน้ำหลากช่วงฤดูฝน

วันนี้ (3 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล และพบปะเกษตรเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก

นายอรรถกร กล่าวว่า โครงการบางระกำโมเดล ทุ่งบางระกำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการเกษตร โครงการบางระกำโมเดลจึงเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลาก และใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเป็นทุ่งหน่วงน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งตามแผนดำเนินงานปี 2568 ได้กำหนดให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายใน 15 สิงหาคม เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงจากการที่มีฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ตกเร็วกว่าปกติ มีผลทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำยมเร็วกว่าปกติ การเก็บเกี่ยวให้ทันจึงช่วยลดความเสียหายของผลผลิต และเปิดทางให้พื้นที่ทำหน้าที่หน่วงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำที่ทะลักจาก จ.สุโขทัย เข้าท่วมสองฝั่งแม่น้ำยมตอนบนบางจุดแล้ว สาเหตุมาจากปริมาณน้ำจาก จ.แพร่ มีมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ได้ไหลมาสู่ประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ประมาณ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเกินความจุของแม่น้ำยม กรมชลประทานจึงใช้มาตราการรับมือโดยการผันน้ำไปทางแม่น้ำยมสายเก่า หรือผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว เข้าสู่ อ.บางระกำ

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการระบายน้ำที่ ปตร.บางแก้ว จำนวน 91 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะสามารถควบคุมการระบายในอัตราที่ไม่ล้นตลิ่งหรืออัตราที่ไม่กระทบชุมชน พืชผลทางการเกษตร และจะยังไม่มีการผันเข้าสู่ทุ่งบางระกำโมเดล เพราะข้าวของเกษตรกรยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ โดยขณะนี้ข้าวของเกษตรกรกำลังเจริญเติบโต แต่ยังไม่ครบอายุกำหนดเก็บเกี่ยวได้ คาดว่าต้องรออีกประมาณกลางเดือนสิงหาคมถึงจะเก็บเกี่ยวได้ มีพื้นที่ 327,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ประมาณ 160,000 ไร่ หรือกว่า 49% และคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มพื้นที่ภายในเดือน ส.ค.

“ช่วงที่ทุ่งบางระกำถูกใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำ กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร ให้สามารถจับปลาและแปรรูปจำหน่าย รวมถึงบริโภคในครัวเรือน อีกทั้งยังมอบกรมส่งเสริมการเกษตรจัดหาอาชีพเสริมด้านการเกษตร เพื่อช่วยสร้างรายได้และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ ครอบคลุมพิษณุโลกและสุโขทัย ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน พลายชุมพล และนเรศวร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จะใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรองรับได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรกลับมาทำการเกษตรรอบใหม่ได้ในปลายปี

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ และคณะ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อาศัยบริเวณชุมชนคุ้มแม่ย่า ณ หมู่ที่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามแผนการรับมือน้ำหลากในการช่วยผันน้ำจากยมลงน่าน ที่ประตูระบายน้ำ DR 2.8 ด้วย

015