บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา  สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1. ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชา  ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปิดพรมแดนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การปิดกั้นเส้นทางการค้าหรือการสัญจรของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคน

ชายแดนนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตประเทศ แต่คือพื้นที่ของชีวิต ความสัมพันธ์ และประวัติศาสตร์ร่วม   ดังนั้นทหาร  ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ชายแดนจึงต้องไม่มองพื้นที่นี้แค่เพียงเป็นจุดตรวจหรือเขตเฝ้าระวัง      แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน       การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องมือ “รบโดยไม่ต้องรบ” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่คือการแข่งกันสร้างอิทธิพลและความไว้วางใจ

2. ความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทย: จากผู้พิทักษ์สู่ลูกหลานของชาวบ้าน

• ทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่รักษาพรมแดน แต่ต้องเป็น “ลูกหลานของชุมชน”

• ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมบ้าน แวะพูดคุยในตลาด ช่วยงานวัด งานโรงเรียน

• รับฟังปัญหาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ปัญหาช่องทางธรรมชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์

• ใช้กำลังพลเป็นครูอาสา สอนหนังสือ สอนกีฬา จัดกิจกรรมลูกเสือ ช่วยเด็กและเยาวชน

• สร้างเครือข่ายชาวบ้านเป็น “หูตา” ให้กับหน่วยงานความมั่นคง ผ่านระบบอาสาสมัครหรือชุด “ชาวบ้านชายแดนเข้มแข็ง”

• พัฒนาโครงการเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น บ่อบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์    โรงครัวชุมชน

ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สร้างสะพาน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำร่วมกับชาวบ้าน

อาจตั้งกลุ่มไลน์ หรือกลุ่มวิทยุสื่อสาร  เพื่อติดต่อสื่อสารและประสานสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน

3. ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา: เปลี่ยนความหวาดระแวง สู่มิตรภาพ

แบ่งปันสิ่งของขาดแคลน   เช่น อาหาร เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค

• ยอมรับความจริงว่าชาวกัมพูชาหลายคนพึ่งพิงตลาด–แรงงาน–สินค้าไทย ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ไทยจึงควรแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามเสมอไป

• ใช้ล่ามท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านกัมพูชา ลดการเข้าใจผิดจากภาษาและวัฒนธรรม

• สร้างเวที “ตลาดมิตรภาพ” ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เช่น ตลาดนัดชายแดน ประเพณีร่วม วัฒนธรรมร่วม เช่น แห่เทียนเข้าพรรษาร่วมกัน

• จัดโครงการเยาวชนข้ามแดน เช่น ลูกเสือสองแผ่นดิน กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ วิ่งข้ามแดน

 • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร–ตำรวจเขมรระดับท้องถิ่น แลกเปลี่ยนข่าวสารและประสานเวลาเกิดเหตุ

• ห้ามแสดงท่าทีข่มขู่ ดูหมิ่น หรือพูดจาเชิงเหยียดเชื้อชาติ เพราะจะทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

4. ข้อห้ามที่ต้องระวัง

ห้ามใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน

ห้ามแสดงความเกลียดชังหรือดูถูกประเทศกัมพูชา

ห้ามยุยงปลุกปั่นให้คนสองชาติทะเลาะกัน

ห้ามแสดงท่าทางหรือคำพูดที่เหยียดหยามเชื้อชาติ หรือดูหมิ่นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

• ห้ามเข้าไปในดินแดนพิพาท หรือเขตต้องห้ามโดยพลการ แม้เพียงไม่กี่เมตร เพราะอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

• ห้ามพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ล่อแหลมหรือบิดเบือน เช่น “ดินแดนนี้เคยเป็นของไทย” หรือ “เขมรไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง”

• ห้ามแจกของ หรือทำกิจกรรมโดยไม่แจ้งหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือทหาร–ตำรวจของกัมพูชา เพราะจะถูกมองว่าล้ำเส้น

• ห้ามโพสต์ภาพ/คลิปกิจกรรมกับชาวกัมพูชาโดยไม่ขออนุญาตหรืออธิบาย เพราะอาจถูกใช้ในเชิงการเมือง

• ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของชาวบ้าน หรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลข้ามแดน 

ห้ามรับสินบน เพื่อให้กระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ห้ามพูดคำว่า  “นครวัดเคยเป็นของไทย”   หรือ “ไทยเคยยึดครองกัมพูชา”  หรือ “จะยึด พระตะบอง เสียมราฐกลับมาเป็นของไทย”

ห้ามร่วมมือกับผู้ทำผิดกฎหมาย เช่น พวกคอลเซนเตอร  การพนันออนไลน์ ขนของหนีภาษี  ขนคนข้ามแดน

5. ข้อปฏิบัติที่ควรยึดถือ

• ปฏิบัติตามระเบียบของบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ เข่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

• พูดด้วยท่าทีสุภาพ รักษาภาพลักษณ์ของทหาร–ตำรวจไทยที่มีวินัย ใจดี แต่ไม่อ่อนแอ

• ใช้หลัก “3 ฟ” คือ “ฟัง – เฝ้า – เฟ้นสร้างสัมพันธ์”  คือฟังความเห็นชาวบ้าน    เฝ้าระวังเหตุผิดปกติอย่างไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกถูกรังแก   เฟ้นหาผู้นำท้องถิ่นที่เป็นมิตรเพื่อทำงานร่วม

• ฝึกพูดคำทักทายพื้นฐานภาษาท้องถิ่นอีสาน หรือภาษากัมพูชา    เช่น “ซัวซะไดย์” (สวัสดี) “อ๊กกุน” (ขอบคุณ) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง

• สวมเครื่องแบบให้เรียบร้อย ไม่แสดงอาวุธเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อลงพื้นที่ชุมชน

6. ผลที่จะได้รับ: พลังน้ำใจไมตรีที่มากกว่าอาวุธ

• ชาวบ้านจะเชื่อมั่นในทหาร–ตำรวจ เห็นเป็นฝ่ายคุ้มครอง ไม่ใช่เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา

 • ลดช่องทางของขบวนการลักลอบ ยาเสพติด และกลุ่มผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้พื้นที่ใช้เป็นทางผ่าน

• ลดความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างสองชาติ

• เสริมสร้างความมั่นคงเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Security) ที่ยั่งยืนกว่าเพียงการตั้งด่านหรือถือปืน

• เปลี่ยนแนวชายแดนที่อ่อนไหว เป็นแนวร่วมของสันติภาพ

• เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความขัดแย้ง กองกำลัง ชาวบ้านที่เคยไว้ใจจะช่วยเจรจา หรือยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย

สรุป   ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่ “ด่านหน้าแห่งความขัดแย้ง” แต่สามารถเป็น “สะพานแห่งมิตรภาพ” ได้ หากผู้ที่ถืออาวุธคือผู้ที่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน การสร้างความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่คือภารกิจหลักของทหาร–ตำรวจชายแดนยุคใหม่ ที่รู้เขา รู้เรา และรู้ใจประชาชน

โดย สุริยพงศ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจากการเรียน ทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม ล้วนมาจากความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจอาจจะแย่บ้าง แต่ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังมีหวังว่าจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ตามปกติเรารู้ว่าความแข็งแรงทางกายเบื้องต้น มาจากกินดี นอนดี ออกกำลังกายดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร เช่น เวลา เงินทอง ทำให้ช่วงที่เราหาของกินประจำวัน ก็มุ่งเน้นแบบรวดเร็ว อิ่มท้อง ราคาถูก โดยอาจไม่สนใจด้านโภชนาการหรือคุณค่าของอาหา เมื่อกินอาหารไม่ดี ไม่มีคุณภาพนาน ๆ เข้า ก็เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังขาดแร่ธาตุแลวิตามินจำเป็น มีข้อมูลและการวิจัยด้านสาธารณสุขจากทั่วโลก รวมถึงไทย พบว่าคน

บางกลุ่มขาดวิตามินและแร่ธาต โดยวิตามินที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มขาดมากที่สุด คือ
1. ขาดวิตามินดี ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีมากที่สุด แม้เป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดตลอดปีก็ตาม สาเหตุหลัก เพราะว่า ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด และด้วยเหตุของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีตึกสูงบดบังแสงแดด แล้วยังไม่ชอบออกไปไหนในเวลามีแสดแดดจัด ๆ เรียกว่าชีวิตปกติไม่เคยสัมผัสแสงแดดเลย แถมใช้ครีมกันแดด แต่งกายมิดชิดจนไม่มีผิวกายส่วนไหนได้รับแสงแดด ส่วนในผู้สูงอายุก็พบว่าร่างกายมีประสิทธิภาพสังเคราะห์วิตามินดีลดลง และโรคบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมไขมัน ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส วิตามินดีสำคัญต่อกระดูกและฟัน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน, การทำงานของกล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม
2. ขาดวิตามินบี12 พบบ่อยได้ในกลุ่มที่จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น มังสวิรัติ หรือวีแกน เนื่องจากวิตามิน B12 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามิน B12 ลดลงตามวัย และพบได้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหาการดูดซึมเช่นกัน ทั้งนี้ วิตามินบี12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการทำงานของระบบประสาท และสมอง
3. ขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผักใบเขียวไม่เพียงพอ โฟเลตจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเม็ดเลือดแดง และที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาของทารกในครรภ์
4. ขาดวิตามินซี ในกลุ่มผู้บริโภคผักและผลไม้สดน้อยมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
5. ขาดวิตามินบี 1 แม้จะพบน้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลักโดยไม่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เสริม และกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบประสาท
อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามิน มักมีสัญญาณที่ไม่จำเพาะเจาะจงชัดเจนนัก และอาจทับซ้อนกับภาวะอื่น ๆ ได้ ทำให้บางครั้งสังเกตได้ยากโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้แก่
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาจเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินดี,ซี และวิตามินกลุ่มบี รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินบีบางชนิด ทำให้คุณอาจรู้สึกเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
• ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ผม และเล็บ บางท่านที่ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่น อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินเอ, อี, ซี หรือวิตามินในกลุ่มบี เช่น ในกรณีผมร่วง ผมเปราะบาง เล็บเปราะหักง่าย อาจเกี่ยวข้องกับการขาดไบโอติน วิตามินบี 12 และวิตามินซี หรือในกรณีที่เป็นปากนกกระจอก (มุมปากแตก) แผลในปาก ลิ้นอักเสบ หรือลิ้นแดงเรียบ เป็นสัญญาณคลาสสิกของการขาด วิตามินบี2, บี3, บี6, บี12 และโฟเลต ถ้าเหงือกบวม แดง มีเลือดออกง่าย มักเป็นอาการเริ่มต้นของการขาดวิตามินซี
• มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือตอนกลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญของการขาดวิตามินเอ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่หลัง หรือขา อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการขาดวิตามินดี แต่ถ้าเป็นตะคริวบ่อย หรือรู้สึกชา ๆ เจ็บจี๊ด ๆ คล้ายเข็มทิ่ม ตามปลายมือปลายเท้า อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินดี, บี1,  บี6 และบี12
• ความผิดปกติทางอารมณ์และสมาธิ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้าเล็กน้อย อาจเกี่ยวข้องกับการขาด วิตามินบี3, บี6, บี12, โฟเลต หรือวิตามินดี
อาการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นแต่ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ ได้ แต่การขาดวิตามินมักจะค่อย ๆ สะสมปัญหาให้ร่างกาย ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด ถ้าหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับคำแนะนำเพื่อนำไปปรับปรุงด้านโภชนาการ หรือพิจารณาการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พระราชทานพระมหากรุณา พระราชดำรัส แก่ ม.ร.ว. พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิ ฯ   สำหรับพิมพ์ในสูจิบัตรโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ฯ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ซึ่ง ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซิกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นประธานโครงการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้คัดเลือกเยาวชนรับทุนมูลนิธิฯ 100 คน มาทัศนศึกษา รับประสพการณ์ เปิดโลกทัศน์ ครั้งหนึ่ง ในชีวิต ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 21-25 ต.ค. นี้..
  • ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์,รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ในพระอุปถัมถ์ฯ และ ศ.คลินิก ดร.นพ.ทพ.ศิริชัย เกียรติถาวรเจริญ ประธานคณะกรรมการหารายได้สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหิดลฯ จัด คอนเสิร์ตการกุศล Golden Show concert 2025 รอบการกุศล 19 ก.ย. เวลา 18.30 น. ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  เชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคเงินหรือสนับสนุนบัตรใบละ  10,000 บาท (Golden Seat) 7,500 / 5,500 / 4,500 / 3,500 / 2,000 / 1,500 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบกองทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) พบกับโชว์สุดตระการตาจากศิลปินเดอะโกลเดนซองทุกซีซั่น และโชว์ครั้งแรกบนเวทีคอนเสิร์ตของ 6 คนสุดท้ายจากซีซั่น 7 พร้อมโชว์สุดเซอร์ไพรส์จากกรรมการ กัน นภัทร, เม้า สุดา, โจ้ สุธีศักดิ์, กบ สุวนันท์, พิธีกร เกลือ กิตติ, คริส พีรวัส และโชว์สุดไพเราะจาก หนึ่ง จักรวาล และ เจี๊ยบ นนทิยา ซื้อบัตรได้ที่  Thaiticketmajor ทุกช่องทาง  ขอใบเสร็จรับเงินสำหรับใช้ลดหย่อนภาษี ทาง Google Forms : https://forms.gle/91uPDSDenjePenH37..
  • กชพรรณ นุ่มฤทธิ์ ชวน ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล, กัญญา ติลกเรืองชัย, วลี กิตติรัตนวิวัฒน์ มารับทานข้าวสังสรรค์รับฝน..
  • กลับมาแล้วงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ New Zealand Education Fair 2025 จารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ฝากบอกน้องๆและพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ควรพลาดงานนี้ พบ 60 สถาบันทุกระดับชั้น และทุนการศึกษากว่า 2 ล้านบาท พร้อมประกาศข่าวดีทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ (เต็มจำนวน ไม่ต้องใช้ทุน) ทดสอบภาษาอังกฤษฟรี ห้องเรียนจำลองโดยครูนิวซีแลนด์ งานเดียวที่รวมทุกคำตอบเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ไว้ในที่เดียว เสาร์ที่ 30 ส.ค. 11.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนเข้างานฟรี ที่ https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair..
  • บจ.ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แต่งตั้ง ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เป็นผู้จัดการใหญ่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ดิจิทัล เสริมสร้างโอกาสทางการเงินและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน..
  • สวด จีระพงษ์ สิวายะวิโรจน์ อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี  ศาลา 9 วัดมกุฎฯ   1-5 ส.ค.18.30 น. ..พระราชทานเพลิงศพ 6 ส.ค.17.00 น.. 

คุณแหน

‘เป้-บี’นำทีม ‘เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊’ มอบรายได้รอบพิเศษร่วมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

'เป้-บี'นำทีม 'เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊' มอบรายได้รอบพิเศษร่วมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

‘เป้-บี’นำทีม ‘เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊’ มอบรายได้รอบพิเศษร่วมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

หลังจาก “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” ภาพยนตร์ที่เผยให้เห็นธาตุแท้ของคน ได้เขย่าวงการพระเครื่องและสร้างแรงกระเพื่อมในวงการภาพยนตร์กันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ล่าสุด “คาร์แมนไลน์”, “เอ็ม สตูดิโอ” และ “จังก้า สตูดิโอ” ทีมผู้ผลิตภาพยนตร์ “เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊” นำโดย 2 ผู้กำกับ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ และ บี วุฒิพงษ์ สุขะนินทร์ พร้อมด้วย ผู้ควบคุมงานสร้างอย่าง กอล์ฟ ปวีณ ภูริจิตปัญญา, หนุ่ม สุรวุฒิ ตุงคะรักษ์ และ รุ่งสิทธ์ ทองนำ นักแสดงในเรื่อง ร่วมกันมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดฉายภาพยนตร์รอบพิเศษ “พิมพ์นิยม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ บริจาคให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท โดยมี คุณอัครเดช อนิวรรตวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นตัวแทนผู้รับมอบเงิน

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ภาพยนตร์ “เดอะสโตน พระแท้ คนเก๊”  ยังได้เข้าฉายในเทศกาล Far east film featival, Malaysia International Film Featival และ New York Asian Film Festival อีกด้วย และสำหรับผู้ที่พลาดโอกาสชมในโรงภาพยนตร์ และผู้ที่อยากเก็บรายละเอียดของภาพยนตร์อีกครั้ง สามารถรับชม #เดอะสโตน #พระแท้คนเก๊ ได้แล้ววันนี้ ทาง NETFLIX

‘กลัฟ คณาวุฒิ’ ส่งต่อกำลังใจบริจาคทุนทรัพย์ให้ 2 มูลนิธิฯ ช่วยเหลือน้ำท่วมและเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา

‘กลัฟ คณาวุฒิ’ ส่งต่อกำลังใจบริจาคทุนทรัพย์ให้ 2 มูลนิธิฯ  ช่วยเหลือน้ำท่วมและเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา

‘กลัฟ คณาวุฒิ’ ส่งต่อกำลังใจบริจาคทุนทรัพย์ให้ 2 มูลนิธิฯ ช่วยเหลือน้ำท่วมและเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กลัฟ” คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ อีกหนึ่งนักแสดงที่หล่อและใจดีมาตลอดกับการช่วยเหลือสังคมและล่าสุดกับสถานการณ์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทย อย่างเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของพี่น้องจังหวัดน่าน

 ‘หนุ่มกลัฟ’ได้บริจาคให้กับทางมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ฯ  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดน่าน จำนวน 50,000 บาท และเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปะทะกันด้วยความรุนแรงในหลายพื้นที่ เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และรักษาผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จำนวน 50,000 บาท สมทบทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกลัฟได้ร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิอีจัน ทั้งนี้หนุ่มกลัฟและครอบครัวขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ประสบภัยทุกคน   

จะให้ตายกี่รอบ! ‘บุ๋ม ปนัดดา’โพสต์แจงหลังเพจปลอมปล่อยข่าวเสียชีวิต

จะให้ตายกี่รอบ! 'บุ๋ม ปนัดดา'โพสต์แจงหลังเพจปลอมปล่อยข่าวเสียชีวิต

จะให้ตายกี่รอบ! ‘บุ๋ม ปนัดดา’โพสต์แจงหลังเพจปลอมปล่อยข่าวเสียชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.44 น.

ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงหลายคนตกใจ หลังมีเพจปลอมออกมากุข่าวว่า ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ดร.บุ๋มได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมของเธอเองเพื่อชี้แจงเรื่องราวดังกล่าวว่า

“แวะเซเว่นที่โดนถล่มแล้วเข้าฐานทำบังเกอร์ให้ ตชด ไม่มีสัญญาณหลายชั่วโมง ออกมาเจอข่าว ชั้นตุยเฉยเลย อะไรยะ??  ปีนึงจะให้ชั้นตายกี่รอบยะ????? แล้วระวังเจอพวกหลอกเล่นพนันนะคะ ปลอมสุดๆ #อิเฬว”

‘จ๊ะ นงผณี’โพสต์เดือด! ลั่น’ทั้งรักและคลั่งชาติ’ แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

'จ๊ะ นงผณี'โพสต์เดือด! ลั่น'ทั้งรักและคลั่งชาติ' แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

‘จ๊ะ นงผณี’โพสต์เดือด! ลั่น’ทั้งรักและคลั่งชาติ’ แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

เรียกได้ว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย – กัมพูชากำลังอยู่ในช่วงตึงเครียด ส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้องประเทศของตนอย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นคือศิลปินสาวชื่อดัง “จ๊ะ นงผณี มหาดไทย” ที่ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเผ็ดร้อน

ก่อนหน้านี้ จ๊ะ ได้พูดถึง ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ด้วยถ้อยคำที่แรงจนทำเอาหลายคนสะดุ้ง พร้อมกระแสตอบรับทั้งด้านบวกและด้านลบในโลกออนไลน์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เธอก็ไม่รอช้า โพสต์ข้อความยืนยันจุดยืนว่า

“จากคลิปที่จ๊ะด่าวุ้นเส้น .. หลายคนบอกจ๊ะคลั่งชาติเกิน จ๊ะอยากจะบอกว่า กูทั้งรักและคลั่งชาติ พื้นแผ่นดินนี้ ทำให้กูและครอบครัวอยู่แบบสบาย กูโคตรจะสำนึกในบุญคุณแผ่นดินนี้และชาวไทยแบบสุดหัวใจ”

พปชร.แนะญาติผู้เสียชีวิตฟ้องดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ‘ฮุน เซน’ ชี้พยานหลักฐานชัดบัญชาการรบเอง

พปชร.แนะญาติผู้เสียชีวิตฟ้องดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ‘ฮุน เซน’ ชี้พยานหลักฐานชัดบัญชาการรบเอง

พปชร.แนะญาติผู้เสียชีวิตฟ้องดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ‘ฮุน เซน’ ชี้พยานหลักฐานชัดบัญชาการรบเอง

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

วันที่ 4 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จากเหตุการณ์ส่งผลกระทบประชาชนพื้นที่ชายแดนได้รับความเดือดร้อน ได้รับบาดเจ็บ เกิดความสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหาร ทีมงานกฎหมายพรรคพปชร.เห็นว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ของทางการกัมพูชาและของสมเด็จ ฮุน เซนเอง ปรากฏพยานหลักฐานทั้งภาพและข้อความแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของสมเด็จ ฮุน เซน ในการสั่งการและบัญชาการรบเอง

 พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีการปฏิบัติการทางทหารจากประเทศกัมพูชาและทำให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการกระทำผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา ม.119, 120, 127, 128 และ ม.129 อีกด้วย การที่สมเด็จ ฮุน เซน ได้วางแผนการรบ สั่งการ และให้การสนับสนุน ถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 119, 120, 127 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (ตามมาตรา 129)

พล.ต.ท. ปิยะ กล่าวว่า จึงเสนอแนะญาติผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหายให้ฟ้องดำเนินคดีกับสมเด็จ ฮุน เซนตามกฎหมาย ทั้งนี้ อาจมีการโต้แย้งว่าการสั่งการของนายฮุนเซนเป็นการกระทำผิดนอกประเทศไทย กรณีดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย แต่สามารถดำเนินคดีและรับโทษในประเทศได้ ตามมาตรา 7 และ 8 ป.อาญา โดยอัยการสูงสุดจะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า พยานหลักฐานดังกล่าวชัดเจนมาก และไม่สามารถปฏิเสธได้ ที่สำคัญ หากศาลได้ออกหมายจับสมเด็จ ฮุน เซน กับพวก สามารถส่งหมายจับดังกล่าวไปยังตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล เพื่อให้ประเทศที่อยู่ในสนธิสัญญาฯ ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยได้ ซึ่งญาติผู้เสียชีวิตสามารถดำเนินคดีได้ทั้งคดีอาญาและฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

โฆษกพรรคพปชร กล่าวว่า สำหรับการสู้รบและยึดพื้นที่ช่องอานม้าสามารถยึดพื้นที่กลับคืนได้โดยเร็วและปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ส่วนการเยียวยาประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียสละ น่าจะนำงบประมาซอฟต์พาวเวอร์หลายพันล้านบาทมาช่วยเหลือพี่น้องทหารและพี่น้องประชาชน ไม่ดีกว่าหรือ

‘อังคณา’ ดักคอ ‘แม้ว’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือกนายกฯคนใหม่ หาก‘อิ๊งค์’ หลุดเก้าอี้

‘อังคณา’ ดักคอ ‘แม้ว’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือกนายกฯคนใหม่ หาก‘อิ๊งค์’ หลุดเก้าอี้

‘อังคณา’ ดักคอ ‘แม้ว’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือกนายกฯคนใหม่ หาก‘อิ๊งค์’ หลุดเก้าอี้

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

‘อังคณา’ ดักคอ ‘ทักษิณ’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือก ‘นายกฯ’ คนใหม่ หาก ‘แพทองธาร’ หลุดเก้าอี้ ชี้ ‘เพื่อไทย’ ยังเหลือ ‘ชัยเกษม’ ส่วนคนนอกมาได้ หากพรรคร่วมไร้ตัวเลือก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขั้นตอนการเลือกนายกฯคนใหม่จะเป็นอย่างไรว่า จริงๆแล้วแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ยังเหลือนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งหากเป็นไปตามขั้นตอนน.ส.แพทองธาร ถูกศาลฯสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ พรรคเพื่อไทยควรเสนอนายชัยเกษม มาเป็นนายกฯ ยกเว้นนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ไว้วางใจนายชัยเกษม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นในพรรคร่วมรัฐบาลมีคนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯเหลืออยู่หรือไม่ หากไม่เหลือก็ต้องกลับมาที่สภาฯเพื่อถาม ซึ่งในส่วนของวุฒิสภาหมดอำนาจเลือกนายกฯแล้ว ฉะนั้น อำนาจในการเลือกนายกฯทั้งหมดอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร

“อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยเหลือแคนดิเดตอีก 1 คน และหวังว่าหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนั้นจริงๆ พรรคเพื่อไทยยังสามารถเสนอนายชัยเกษมขึ้นมาได้ และมีหลายคนพูดถึงเรื่องยุบสภา แต่ทางเลขากฤษฎีกาก็ออกมาให้ความเห็นว่านายกฯรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ซึ่งเมื่อไม่สามารถยุบสภาได้ และน.ส.แพทองธารไม่สามารถไปต่อได้ ก็ควรให้แคนดิเดตนายกฯที่เหลือขึ้นมาทำหน้าที่” นางอังคณา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการพูดถึงนายกฯคนนอก ตามกฎหมายสามารถมาได้หรือไม่ นางอังคณา กล่าวว่า มาได้ หากไม่มีแคนดิเดตของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะเป็นนายกฯได้ หากไม่มีจริงๆ สามารถที่จะมีนายกฯคนนอกได้ แต่อย่างไรเรื่องก็ต้องกลับมาที่สภาฯ ให้พิจารณาในการที่จะสรรหาผู้ที่เหมาะสมมาทำหน้าที่นายกฯต่อไป เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่นายทักษิณ​คงไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ส่วนตัวคิดว่านายทักษิณจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในการที่จะไม่ปล่อยให้การตั้งนายกฯเป็นอำนาจของสภาฯ

‘อังคณา’ชี้ ประชุม GBC เป็นโอกาสดีของไทยและกัมพูชาในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

‘อังคณา’ชี้ ประชุม GBC เป็นโอกาสดีของไทยและกัมพูชาในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

‘อังคณา’ชี้ ประชุม GBC เป็นโอกาสดีของไทยและกัมพูชาในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

‘อังคณา’ ระบุ การประชุม GBC ถือเป็นโอกาสดี 2 ฝ่าย ในการแก้ไขอุปสรรค หวั่นข่าวปลอมแทรกแซงหารือ ถามข้องใจ ‘กัมพูชา’ ให้ทำตามสัญญา หวังจบบนโต๊ะเจรจา ชี้หาก ‘เขมร’ ไม่เก็บศพทหารแจ้งให้ญาติทราบ ผิดอนุสัญญาบังคับสูญหาย

เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เรื่องปัญหาชายแดนวันนี้ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้าและแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ในความเป็นคู่ขัดแย้งแม้มีสัญญาให้หยุดยิงแต่ก็อาจมีการก่อเหตุการรุนแรงขึ้นได้อยู่ ซึ่งในส่วนของไทยได้ปฏิบัติตามหลักการระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเป็นความชอบธรรมของไทยในการต่อรองในส่วนของกัมพูชาเราก็เรียกร้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเช่นกันดังนั้น การประชุมในวันนี้ควรจะมีการแลกเปลี่ยน และแก้ปัญหาร่วมกันว่าอะไรบ้างที่ยังเป็นอุปสรรค ตอนนี้สิ่งสำคัญที่ควรแก้ไขคือการใช้โซเชียลมีเดียของอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงข่าวปลอมที่ออกมาเยอะ เราไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเกิดจากฝ่ายไหน และคนที่เสพสื่อส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเชื่อ ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเป็นการยั่วยุและอาจเป็นการแทรกแซงการหารือกันอย่างสร้างสรรค์

เมื่อถามว่าแม้กัมพูชาจะร่วมโต๊ะเจรจาแต่เหมือนมีนัยยะบางอย่างที่ไม่จริงใจกับไทยนั้น นางอังคณา กล่าวว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแล้วผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เราเจอคือการนำแทคติกต่าง ๆ มาใช้ที่ทุกฝ่ายเห็นกันอยู่ และเชื่อว่าฝ่ายไทยคงจะต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ บนโต๊ะเจรจาเช่นกันเช่น เมื่อรับปากว่าหยุดยิงแต่ทำไมไม่หยุด หรือยังมีระเบิดที่ตกอยู่กลางถนน ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นที่จะต้องยอมรับข้อตกลงบนพื้นที่เจรจาเพราะมีสักขีพยาน อย่างมาเลเซียที่เสนอตัวเป็นคนกลาง ให้ไทยกับกัมพูชาได้พูดคุยกันแต่สิ่งสำคัญคือเรื่องความจริงใจ

“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านทั้งไทยและกัมพูชายังไงก็ย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันตรงนี้ การแก้ปัญหาร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของประชาชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องได้รับความเคารพ” นางอังคณา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชาไม่ได้จัดการกับศพของทหารของตัวเองสะท้อนปัญหาอะไรบ้าง นางอังคณา กล่าวว่า ทางกัมพูชาได้ให้สัญญาสัตยาบัน อนุสัญญาการบังคับสูญหาย ดังนั้นกรณีทหารที่เสียชีวิตและไม่ได้พิสูจน์ทราบ ว่าเป็นใครและบอกญาติไม่ได้เลยว่าคนเหล่านี้หายไปไหนหรือเสียชีวิตที่ไหน ตรงนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญา ซึ่งกัมพูชาต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะวันนี้ถ้าญาติยังไม่รู้ว่าทหารได้เสียชีวิตไปแล้วญาติก็จะคิดว่าเขาคือผู้สูญหาย ซึ่งจะขัดต่ออนุสัญญา ในส่วนของทางการไทยคงจะเข้าไปช่วยในการเก็บศพไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ของไทย ดังนั้นกัมพูชาต้องมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง เพราะกัมพูชาหลังศึกสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศเยอะมาก แต่ปัญหาคือไม่มีการปฏิบัติตาม ข้อกฎหมายหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศที่ตนเองเป็นทวิภาคีดังนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล ตนเองขอเรียกร้องรัฐบาลกัมพูชา ว่าควรที่จะให้เกียรติกับคนที่เสียชีวิต ถึงแม้จะเป็นทหารฉันผู้น้อยการเคารพศพคืนศพให้กับญาติ มีความสำคัญมากที่รัฐบาลกัมพูชาควรจะรีบเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่าการที่ไม่ได้ดำเนินการกับศพเป็นยุทธศาสตร์ของทางกัมพูชาหรือไม่ นางอังคณา กล่าวว่า ทางการไทยได้ถ่ายภาพทหารที่เสียชีวิตแล้ว และพื้นที่ตรงนั้นไทยไม่สามารถก้าวล่วงไปได้ และไม่รู้ว่าจะมีการฝังกับระเบิดอะไรไว้อีกหรือไม่ แต่เรามีภาพถ่ายยืนยัน กัมพูชาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามควรที่จะพิสูจน์ ว่าพื้นที่ตรงนั้นมีศพทหารกัมพูชาอยู่จริงหรือไม่ พร้อมฝากไปถึงประชาชนกัมพูชาโดยเฉพาะครอบครัวของทหารให้มีการเรียกร้องกับกองทัพกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในการตรวจสอบเรื่องนี้

เมื่อถามถึงการสื่อสารของไทยยังตามหลังกัมพูชาอยู่หรือไม่ นางอังคณา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเริ่มต้นความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่อกัน ไทยช้ามากในการสื่อสารไปยังประชาคมโลก แต่จากการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก็ถือว่ามีความก้าวหน้า ทันต่อเหตุการณ์ เช่น กรณีที่กรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาประณามไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วว่าไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และกรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา ไม่ได้เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติซึ่งรัฐบาลกัมพูชาเป็นคนตั้งเองไม่ได้เป็นอิสระเหมือนของไทย ซึ่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เปิดโอกาสเชิญทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และผู้แทนกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้เข้าไปเยี่ยมทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 20 นายโดยการเปิดโอกาสให้เข้าไปเยี่ยมเป็นการสร้างหลักประกัน ให้ทหารทั้ง 20 นายที่ถูกควบคุมตัว จะได้รับการปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากลและจะไม่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน นี่ถือเป็นการตอบสนองที่ทันท่วงทีของกระทรวงการต่างประเทศ ถึงแม้ที่ผ่านมาช่วงแรกจะดูช้ามาก

เมื่อถามว่าปัญหาไทยกัมพูชาคาดว่าจะไม่จบลงโดยง่ายหรือไม่เพราะอาจมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง นางอังคณา กล่าวว่า เท่าที่สังเกตการณ์จีนหรือสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ก็มีผลประโยชน์ทั้งในกัมพูชาและไทยด้วย แต่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตา