โฆษกรัฐบาลยืนยัน! สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา’ปกติ’ หน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวัง

โฆษกรัฐบาลยืนยัน! สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา'ปกติ' หน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวัง

โฆษกรัฐบาลยืนยัน! สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา’ปกติ’ หน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวัง

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.15 น.

โฆษกรัฐบาลยืนยัน! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติ หน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวัง

4 ส.ค.68 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยรายงานสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปถึงเช้าวันนี้ ยังคงเป็นปกติ ไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน  

ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงยังคง เฝ้าระวัง โดยยังวางกำลังตามแนวปฏิบัติการตามแผน เพื่อรักษาอธิปไตยไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

แนวหน้าวิเคราะห์ : สู้ด้วย‘ความจริง’ หักล้างเฟคนิวส์เขมรจอมบิดเบือน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายใช้ปืนใหญ่ยิงโจมตีใส่ประเทศไทยก่อน

ทั้งๆ ที่เป็นการโจมตีใส่ประเทศไทยในเขตชุมชน จนทำให้โรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ บ้านเรีอนพังพินาศ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งเด็กน้อยต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ

แต่กัมพูชายังกลับมีหน้ามาประกาศว่า พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกกระทำโดยน้ำมือของไทย เล่นบทผู้ถูกกระทำอย่างหน้าตาเฉย

เรียกว่าลงมือเปิดก่อน แล้วก็ฟ้องก่อนซะเลย แบบไม่ต้องสนใจ หรือละอายต่ออะไรทั้งนั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ชนิดกลับตาลปัตรกันเลยทีเดียว

ทั้งยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ได้โพสต์ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งบิดเบือนและดิสเครดิตประเทศไทย ให้มีภาพลักษณ์ที่เสียหายในสายตาชาวโลก อีกทั้งจงใจสร้างความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจผิด ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ซึ่งก็มีหลากหลายประเด็นที่ปั้นน้ำกันขึ้นมาสารพัดเรื่อง แต่ในท้ายที่สุดทุกข้อบิดเบือนก็ถูกหักล้างด้วยความจริงทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามใส่ความไทยเราขนาดไหน ก็ขนาดผู้มีตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ควรจะต้องวางตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถืออย่างประธานสภากัมพูชา คือ สมเด็จมหารัฐสภาธิการธิบดี ควน โซะดารี ก็ยังละทิ้งเกียรติของตน ด้วยการกล่าวอ้างในการประชุมสุดยอดประธานรัฐสภาสตรี ครั้งที่ 15 ในห้วงการประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU)  ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้แนวคิดภาวะผู้นําเพื่อสันติภาพร่วมกัน และยั่งยืน

โดย ควน โซะดารี แสดงความเห็นทั้งน้ำตาแสดงความเห็นอกเห็นใจชาวกัมพูชา  อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการโจมตีของไทย ทำให้สตรีและเด็ก เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการบุกรุกครั้งนี้ พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้ทหารไทยหยุดการบุกรุกกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกติกาสหประชาชาติ และละเมิดอำนาจอธิปไตย และอาณาเขตของรัฐ

มิเพียงเท่านั้น ประธานสภากัมพูชา ยังแอบอ้างกล่าวหากองทัพไทยใช้ระเบิดคลัสเตอร์บอมบ์ อาวุธเคมี เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจํานวนมาก ซึ่งสังหารผู้บริสุทธิ์ ทำให้มีชาวกัมพูชาหลายคนเสียชีวิต รวมทั้งทำให้ที่พักพิงและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบไฟฟ้าและประปา ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงอีกด้วย

ตรงนี้ทำให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงกับทนไม่ได้ โดยกล่าวถ้อยแถลงประธานรัฐสภาแห่งราชอาณาจักรไทย ในฐานะประธานหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา (IPU) ว่า รู้สึกเสียใจ และผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาโดยปราศจากมูลความจริง รัฐสภาไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอประณามอย่างรุนแรงต่อถ้อยแถลงอันเป็นเท็จ และไม่มีมูลความจริง ปราศจากความถูกต้อง ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงตามที่กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา รัฐบาลไทยได้ฟ้องไปยังประธานอาเซียน ผู้นำสหรัฐอเมริกา และผู้นำจีนแล้ว

พร้อมกันนี้ ยังขอเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชาหยุดการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิด และซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักมนุษยธรรมสากล และการคุ้มครองชีวิตพลเรือน และข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

แรกทีเดียวก็เหมือนกัมพูชาที่ออกตัวก่อนก็ดูเหมือนว่าจะได้เปรียบเราไปหลายช่วงตัว แต่ตอนหลังไทยเรายึดเอาความจริงเป็นที่ตั้ง มีหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน ใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เราดำเนินการตามกรอบ ไม่ได้ละเมิดกติกาสากลใดๆ อย่างที่ถูกกัมพูชากล่าวอ้างเลย ทำให้เรากลับมาได้เปรียบกัมพูชาอยู่ไม่น้อย

และที่เข้าเป้าอย่างจังเลยก็คือ การที่ศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ ได้นำคณะเอกอัครราชทูต อุปทูต ทูตทหารจาก 23 ประเทศ พร้อมสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ รวมกว่า 150 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โดยไทยเราได้ยืนยันว่าเหตุปะทะครั้งนี้เกิดจากการโจมตีก่อนของฝ่ายกัมพูชา โดยใช้อาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากจรวด BM-21 (Grad) ยิงมาจากฝ่ายกัมพูชา รวมทั้งพื้นที่ที่ถูกโจมตีอีกหลายต่อหลายจุด

พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้แจงกับคณะฯที่มาลงพื้นที่ในครั้งนี้ อีกหลายประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นการชี้แจงตามข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในครั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ฮือฮาที่น่าชื่นชมขึ้น จากกรณีหญิงไทย 2 คน ได้เล่าเหตุการณ์กัมพูชาโจมตีไทยให้ทูตทหารเนเธอร์แลนด์ฟังเป็นภาษาดัตช์ ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ที่เป็นจุดแรกที่คณะฯ มาตรวจสอบเป็นจุดแรก โดยได้เล่าเหตุการณ์กัมพูชาโจมตีไทยให้ทูตทหารเนเธอร์แลนด์ฟัง จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ และได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก โดยผู้คนมองว่า คณะฯที่มาตรวจสอบครั้งนี้จะได้รับข้อมูลตรงจากปากคนที่อยู่ในพื้นที่

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดแคมเปญ #TruthFromThailand เพื่อใช้ความจริงสู้กับเฟคนิวส์ที่ฝั่งกัมพูชาพยายามปลุกปั่น บิดเบือน ใส่ร้ายประเทศไทยให้ดูเป็นผู้ร้าย

น่าชื่นใจตรงที่มีคนไทยผู้รักชาติที่ไม่ยอมนิ่งเฉยหลายๆ คน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก พยายามอัดคลิปชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้สังคมโลกได้เข้าใจความเป็นจริงในสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ให้รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็นเรื่องลวงโลก

เป็นการต่อสู้เพื่อประเทศชาติอีกทางหนึ่ง ที่ไม่ใช่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ต่อสู้ด้วยสติปัญญา ต่อสู้ด้วยความจริง ให้เกิดความกระจ่างแก่ชาวโลก ปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทย

สำหรับบุคคลที่ได้กระทำการดังกล่าว ถือว่าท่านได้ทำเพื่อประเทศชาติคู่ขนานไปกับทหารไทยที่ต่อสู้อย่างยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องอธิปไตย

ขอคารวะทุกท่านที่ต่อสู้เพื่อชาติไทยด้วยใจจริง

ทีมข่าวแนวหน้า

จ่อเคาะรองปธ.สภา พท.ชี้ไม่ได้กำหนดโควตาภาคไหน ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ขอบคุณปชช.ปกป้องปท.

จ่อเคาะรองปธ.สภา  พท.ชี้ไม่ได้กำหนดโควตาภาคไหน  ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ  ขอบคุณปชช.ปกป้องปท.

จ่อเคาะรองปธ.สภา พท.ชี้ไม่ได้กำหนดโควตาภาคไหน ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ขอบคุณปชช.ปกป้องปท.

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อดีตสว.สมชาย แสวงการ สรุปรวมพลังแผ่นดินฯครั้งที่ 2 ส่งกำลังใจทหาร สื่อสารให้คนไทย-ต่างชาติรับรู้ ผู้นำไทยไร้วุฒิภาวะ ด้าน “เพื่อไทย” ย้ำยึดที่ดินเขากระโดงกลับคืนมาเพื่อ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ปัดเล่นงานพรรคภูมิใจไทย ขณะที่เก้าอี้รองประธานสภาที่ว่างลงรอเคาะในเร็วๆ นี้ ด้าน รทสช.ไม่กล้าหือท้าชิงเก้าอี้ ระบุปล่อยให้ผู้ใหญ่เขาไปคุยกัน

ฃเมื่อวันที่ 3สิงหาคม นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ระบุว่า 2 ส.ค.2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นการนัดชุมนุมรวมพลังประชาชนที่รักชาติ จัดขึ้นเป็นครั้งที่2 เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยมีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร รับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ทำให้เกิดปัญหาข้อพิพาท จนนำไปสู่การสู้รบไทยกัมพูชา สร้างความสูญเสียชีวิตให้กับทหารและประชาชนจำนวนมาก และยังไม่เป็นที่ยุติ จากเสียพื้นที่บางส่วนให้กับกองกำลังทหารกัมพูชา ถึงแม้จะมีการยึดพื้นที่คืนมาได้ในหลายจุดก็ตาม แต่การที่รัฐบาลมีผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะ เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้การทำหน้าที่ของกองทัพมีปัญหาในหลายเรื่อง อาทิ การเจรจาที่มีต่างชาติเข้าแทรกแซง การหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข ในเวลา24.00น ของวันที่28ก.ค.โดยฝ่ายไทยยังไม่ได้ดำเนินการทางยุทธวิธีในการควบคุมสถานการณ์การสู้รบและควบคุมพื้นที่อธิปไตยได้100% ฯลฯเห็นชัดถึงความอ่อนแอทางฝ่ายการเมืองการต่างประเทศ ทำให้กองทัพไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล

มอบสิ่งขอให้ทหารชายแดน

นอกจากนั้น ประชาชนที่เดินทางมาร่วมการชุมนุมได้ช่วยกันนำข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค พร้องร่วมบริจาคเงิน เพื่อส่งมอบให้กองทัพภาคที่2 เพื่อส่งต่อให้กับทหารที่ชายแดนและพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยอยู่ตามศูนย์อพยพ กว่าแสนคน โดยสิ่งของทั้งหมดได้ดำเนินการส่งมอบต่อเนื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันรุ่งขึ้น (3ส.ค.68)

สำหรับจำนวนประชาชนที่มาร่วมกันชุมนุมครั้งนี้ ใกล้เคียงกับการชุมนุมเมื่อ28 มิ.ย.68 แม้จะน้อยลงบ้างเนื่องจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาหลายจังหวัดไม่ได้เดินทางมาร่วม เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยในแต่ละจังหวัดในเวลานี้ ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย รายงานว่า เมื่อเวลา18.00น มีผู้เข้าร่วมการชุมนุม 12,357 คน แต่หากนำตัวเลขจริงของผู้ชุมนุม ต้องคูณ2-3เท่า ก็น่าจะมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมจริงอยู่ในราว30,000-35,000คน ครับ การชุมนุมของพี่น้องประชาชน #รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ครั้งนี้ นอกเหนือจากการได้ช่วยกันส่งกำลังใจไปให้ทหารหาญได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ยังเป็นการสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดทางรายการโทรทัศน์ Facebook live YouTube TikTok ig x ทั้งสื่อในประเทศและต่างประเทศให้พี่น้องประชนได้ติดตามอีกหลายล้านคน ครับ

ขอบคุณที่ปกป้องประเทศ

ขอบคุณทหารทหารหาญทั้ง3เหล่าทัพและตำรวจที่เสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อปกป้องอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยไว้ให้พวกเราและลูกหลานสืบไป ขอบคุณพี่น้องประชาชนผู้รักชาติทุกท่าน ที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสันติสงบปราศจากอาวุธ แสดงพลังรักชาติ สนับสนุนใจเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพที่ทำหน้าที่สู้รบปกป้องบ้านเมือง ขอบคุณผู้มีจิตกุศลทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคสิ่งของและเงิน “จากแนวหลังสู่แนวหน้า”คณะได้ดำเนินการส่งให้กองทัพภาค2 แล้ว บางส่วน ในส่วนที่เหลือจะทยอยดำเนินการต่อเนื่องและจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบตามลำดับต่อไปครับ

เพื่อไทยเคาะรองประธานสภา

วันเดียวกัน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคน 1 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง ว่า กำลังสรรหาและพูดคุยกันอยู่เพราะเราต้องดูความเหมาะสมด้วย ซึ่งเราต้องดูบุคคลที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดว่าจะเป็นโควตาของภาคไหน เราจะดูเรื่องของความเหมาะสมเป็นหลัก

นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบมาว่านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวในวันที่ 7 สิงหาคมนี้เลย ฉะนั้น เราจึงจะต้องรีบหาบุคคลที่เหมาะสม โดยวันนี้ทีมคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคจะมีการประชุมพูดคุยกัน เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมส่งให้ที่ประชุมส.ส.ของพรรคมีมติในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ และขอเรียนว่าโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นของพรรค พท.

รทสช.ไม่กล้าท้าชิง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรีและโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ภายหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ว่า โควต้าดังกล่าวเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้ใหญ่คุยกันเรียบร้อย ฉะนั้นเราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลต้องเคารพในสัดส่วนของพรรค เราไม่เสนอชื่อใครหรือส่งใครลงชิงตำแหน่งดังกล่าวแข่งแน่นอน

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าบรรยากาศน่าจะเป็นเหมือนตอนเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ไม่มีปัญหาอะไร ที่ต้องเร่งเลือกรองประธานสภาผู้ปทนราษฎรคนที่ 1 เนื่องจากวันที่ 13-15 สิงหาคมจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569 ในวาระ 2 และ 3 หากจะมีประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเพียงแค่ 2 คนก็เกรงว่าจะไม่ไหว เเพราะต้องมีการพิจารณากันเป็นเวลานานและดึก หากเราได้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ไวก็จะทำให้ภารกิจด้านการพิจารณางบประมาณเกิดความราบรื่น และทำให้งานด้านนิติบัญญัติไม่ได้สะดุด

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรค แถลงถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะป้องหลักการดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ประเทศของเรากำลังเผชิญสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยต้องการความร่วมมือ ความเข้าใจและความเป็นเอกภาพจากทุกภาคส่วน พรรคเพื่อไทยจึงขอความร่วมมือจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกที่อาจจะทำให้เกิดการซ้ำเติมต่อสถานการณ์ หรือขยายความขัดแย้งทางสังคมในช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ พรรค พท.ในฐานะแกนนำรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม แต่ขอให้ความเคลื่อนไหวตั้งอยู่บนฐานของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และไม่กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศเรานั้นต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด

ปัดทำร้ายพรรคภูมิใจไทย

รองโฆษกพรรค ยังแถลงกรณีการเดินหน้ายึดเขากระโดง ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองบางพรรค เพราะเป็นเกมการเมืองว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยันต่อสังคมไทยอย่างชัดเจน ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศบนหลักของกฎหมาย ความยุติธรรมและความโปร่งใส การดำเนินการในกรณีนี้เกิดจากกระบวนการทางกฎหมาย และการตรวจสอบที่ถูกต้องตามหลักนิติกรรม มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ย้อนหลัง การวินิจฉัยของศาล รวมทั้งการบังคับตามกฏหมายของหน่วยงานรัฐ ซึ่งทุกขั้นตอนเป็นไปโดยไม่เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด ไม่ใช่การใช้กลไกรัฐเพื่อจ้องเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อเป็นการทวงคืนสิ่งที่เป็นของประชาชนทุกคน

น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า หากละเลยในกรณีที่มีการรุกล้ำที่ดินของรัฐหรือถือครองโดยมิชอบแม้เพียงหนึ่งกรณี ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่บั่นทอนหลักนิติธรรมในประเทศ พรรคไทยขอยืนยันว่าเราจะไม่ปล่อยให้ทรัพยากรของชาติ เป็นเครื่องมือของผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใครหรืออยู่ฝั่งใดทางการเมือง ท้ายที่สุดขอย้ำว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นทำงานด้วยความรอบคอบ จริงใจและโปร่งใส เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการตัดสินใจล้วนผ่านการคิด วิเคราะห์และฟังเสียงจากหลายภาคส่วนอย่างรอบด้าน

ครม.หนาวทั้งคณะ คดีศาลรธน.ฟัน‘พิเชษฐ์’พ่นพิษ เรืองไกรยื่นปปช.ฟันพ่วง322สส.

ครม.หนาวทั้งคณะ  คดีศาลรธน.ฟัน‘พิเชษฐ์’พ่นพิษ  เรืองไกรยื่นปปช.ฟันพ่วง322สส.

ครม.หนาวทั้งคณะ คดีศาลรธน.ฟัน‘พิเชษฐ์’พ่นพิษ เรืองไกรยื่นปปช.ฟันพ่วง322สส.

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เรืองไกร” ไม่พลาดยื่น ป.ป.ช. ร้องศาลรัฐธรรมนูญฟันครม. ทั้งคณะ-สส.อีก 322 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งซ้ำรอยคดี “พิเชษฐ์”หรือไม่ อ้างโหวตเห็นชอบวาระหนึ่งร่างงบฯ’69 เข้าทางผลคำวินิจฉัยต้องรับผิดชอบด้วย ขณะที่ สส.พรรคส้ม 121 คน-สว. โดนหางเลขไม่ยอมร้องเช็คบิลผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิฏารวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์EMSถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ ป.ป.ช.รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2569 จะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน(ผู้ร้อง) หรือสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปตามผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากวินิจฉัยไว้ ว่านายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ผู้ถูกร้องมีส่วนในการเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆในโครงการทั้งสาม ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง และให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับโครงการเยาวชน และโครงการสตรี ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นอันสิ้นผลไป และวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คือ วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

นายเรืองไกร กล่าววว่า ผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีเหตุมาจากการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ลงนามโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.2569 วาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการนั้น สส.ฝ่ายค้านได้มีการอภิปรายเกี่ยวงบประมาณดังกล่าวแล้ว แต่ครม.มิได้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปแก้ไข และสส.ได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่หนึ่งด้วยคะแนนเสียง 322 เสียง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีนายพิเชษฐ์ จึงเห็นได้ว่า เป็นการวินิจฉัยที่รวมไปถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของคณะรัฐมนตรี และการลงมติในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น กรณีจึงไม่ควรร้องเฉพาะตัวนายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องเพียงคนเดียวเท่านั้น

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีส่วนในการจัดทำงบประมาณของผู้ถูกร้องด้วย และ สส.จำนวน 322 คน ได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทั้งที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับความไม่ชอบของงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 รายการดังกล่าว ขณะที่คณะรัฐมนตรีกลับไม่ถอนร่างกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 และ สส.ไม่ลงมติไม่รับหลักการเพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ดังนั้น คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับนายพิเชษฐ์ ด้วย

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่1 สิงหาคม ที่ผ่านมา แล้ว สส. และ สว.ที่ทราบผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เพื่อให้ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือ เพื่อให้สส. 322 คน สิ้นสุดสมาชิกภาพ ด้วยหรือไม่นั้น ผู้ร้องหรือสว.จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ ดังนั้น ตนเห็นว่าจึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่ ต่อไป

โพลยำผลงานรัฐบาลดิ่งเหว ‘อิ๊งค์-บิ๊กอ้วน’ทรุด เรตติ้งตามหลัง‘ท็อป-วราวุธ’

โพลยำผลงานรัฐบาลดิ่งเหว  ‘อิ๊งค์-บิ๊กอ้วน’ทรุด  เรตติ้งตามหลัง‘ท็อป-วราวุธ’

โพลยำผลงานรัฐบาลดิ่งเหว ‘อิ๊งค์-บิ๊กอ้วน’ทรุด เรตติ้งตามหลัง‘ท็อป-วราวุธ’

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โพลยำผลงานรัฐบาลดิ่งเหว ‘อิ๊งค์-บิ๊กอ้วน’ทรุด เรตติ้งตามหลัง‘ท็อป-วราวุธ’ ไม่เห็นหนทางพาปท.เดินหน้า พลังเงียบผิดหวังการเมือง

สวนดุสิตโพลเผย ผลงานรัฐบาลตกฮวบ “ภูมิธรรม-อุ๊งอิ๊งค์” อาการหนัก เรตติ้งดิ่งเหวตามหลัง “ท็อป-วราวุธ ลูกบรรหาร” และยังมองไม่เห็นว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นให้ประเทศและประชาชนอย่างไรขณะที่ “ซุปเปอร์โพล” เผยพลังเงียบเบื่อหน่ายผิดหวังการเมือง แนวโน้มหันไปการสนับสนุนพรรคขนาดเล็กและตั้งใหม่ ชี้ให้เห็นกระแสแห่งความหวัง

เมื่อวันที่ 3สิงหาคม2568 ‘สวนดุสิตโพล’ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,171 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 26-31 กรกฎาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้”ดัชนีการเมืองไทย”เดือนกรกฎาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.86 คะแนน (เดือนมิถุนายน 2568 ได้ 4.13 คะแนน) ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

1.ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.36 ลดลงจาก 5.15 (ในเดือนมิถุนายน 2568) 2.สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.34 ลดลงจาก4.58 3.การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.33 ลดลงจาก 4.45 4.การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.31 ลดลงจาก 4.38 5.การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้4.20 เท่าเดิม 6.การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 4.20 เพิ่มขึ้นจาก 4.11 7.ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.09 ลดลงจาก 4.15 8.สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.08 เท่าเดิม 9.การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.89 ลดลงจาก 4.07 10.ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.89 ลดลงจาก 4.07 11.เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 3.85 ลดลงจาก 4.02 12. ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.84 ลดลงจาก 4.05 13. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.83 ลดลงจาก 4.16 14.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.82 ลดลงจาก4.05 15. กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.74 ลดลงจาก 3.99 16.การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้3.73 ลดลงจาก3.99 17.ราคาสินค้า ได้ 3.72 ลดลงจาก 3.92 18.ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.60 ลดลงจาก 4.06 19.การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.60 ลดลงจาก 4.04 20 การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้3.57 ลดลงจาก 3.98 21.การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.54 ลดลงจาก 3.94 22.สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.53 ลดลงจาก3.95 23.การแก้ปัญหาความยากจน ได้3.48 ลดลงจาก3.92 24.การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.45 ลดลงจาก 3.94 25. ผลงานนายกฯได้ 3.43 ลดลงจาก3.97 ทั้งนี้ ภาพรวม ได้3.86 ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ที่ได้ 4.13

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่า มีบทบาทโดดเด่นในเดือนกรกฎาคม2568

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล อันดับ 1 นายวราวุธ ศิลปอาชา 44.05% อันดับ 2 นายภูมิธรรม เวชยชัย 29.85%

อันดับ 3 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 26.10% นักการเมืองฝ่ายค้าน อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 45.79% อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 28.28% อันดับ3 น.ส.วรัชนก ศรีนอก25.93%

ผลงานรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบเดือนกรกฎาคม 2568 ผลงานรัฐบาล อันดับ1 ทำหนังสือชี้แจงสหประชาชาติ 42.21% อันดับ2 ดูแลช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย 40.51% อันดับ3 นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 17.28% ผลงานฝ่ายค้าน อันดับ 1 ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล 40.28% อันดับ2 ติดตามเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 30.75% อันดับ3 การแก้รัฐธรรมนูญ 28.97%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า สถานการณ์ไทย-กัมพูชา กระทบความเชื่อมั่นประชาชนและฉุดคะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานนายกรัฐมนตรีที่ตกไปอยู่ลำดับท้ายเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังมีปัญหาปากท้องและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ บวกกับการทำงานของภาครัฐที่เดินเกมช้าเหมือนแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามและคาดหวังว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เท่าทันความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า เดือนกรกฎาคมนี้ ประเทศไทยมีเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ขัดต่อพระธรรมวินัยในวงการสงฆ์ การเจรจาต่อรองกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา คลิปเสียงระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน การใช้กำลังปะทะของทหารตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา และสถานการณ์น้ำท่วมทางภาคเหนือของประเทศไทย เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนีการเมืองไทย ทำให้ตัวชี้วัดแต่ละตัวมีค่าคะแนนลดลงในทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นผลงานของนายกฯ ที่ตกต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐ และการสื่อสารที่ล่าช้าของฝ่ายรัฐบาลในการตอบโต้กับกัมพูชาเกี่ยวกับการปะทะทางทหารบริเวณชายแดน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สร้างผลกระทบอย่างยิ่งต่อความรู้สึกสูญเสียของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยยังมองไม่เห็นแนวทางที่จะฟื้นฟูหรือสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมาในระยะเวลาอันใกล้

วันเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตศรัทธา ผลโพลฉบับนี้ได้เปิดพื้นที่ให้กับ “พลังเงียบ” ซึ่งคือกลุ่มประชาชนที่ไม่แสดงออกทางการเมือง แต่มีศักยภาพสูงในการกำหนดทิศทางของประเทศในยามเลือกตั้ง ผลสำรวจนี้จึงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจแนวโน้มใหม่ของความคิด ความหวัง และความเบื่อหน่ายของประชาชน ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพรรคใหญ่แบบดั้งเดิมไปสู่พรรคขนาดเล็กและพรรคการเมืองตั้งใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและพฤติกรรมแตกต่างจากนักการเมืองหน้าเดิม

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล จึงได้ทำการศึกษาเปิดใจพลังเงียบต่อการเมืองระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2568 โดยใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนผู้ระบุว่าเป็นพลังเงียบ ขออยู่ตรงกลางทางการเมือทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,102 ตัวอย่าง

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า กลุ่มพลังเงียบแสดงความรู้สึก เบื่อหน่ายและผิดหวังการเมือง อย่างชัดเจน โดยมากถึง 79.3% ระบุว่ารู้สึกเบื่อ สับสน ไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริงทางการเมือง ขณะที่ 75.2% หมดศรัทธาต่อระบบการเมืองโดยรวม และ 71.6% ไม่สนใจการเมืองอีกต่อไป สิ่งที่สะท้อนชัดคือ ภาพการเมืองไทยวนเวียนอยู่กับ คนหน้าเดิม พรรคเดิม (69.4%) และมีมุมมองว่า พรรคการเมืองใหญ่คือ ต้นตอของปัญหา (67.1%) ไม่สามารถสร้างความหวังใหม่ให้กับประชาชนได้อีกต่อไป

นี่คือ “อาการทางสังคม” ของการเสื่อมศรัทธาแบบกว้างขวาง (political disillusionment) ที่บ่งชี้ถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล

ที่น่าพิจารณาคือ ความคาดหวังต่อผู้นำรุ่นใหม่ ต้อง “เด็ดขาด จริงใจ และทำได้จริง” กลุ่มพลังเงียบมีความหวังต่อผู้นำรุ่นใหม่ที่มีคุณลักษณะดังนี้ 83.7% ต้องการผู้นำที่เด็ดขาด กล้าหาญ รักชาติ 81.6% ชอบผู้นำที่พูดตรง ทำจริง ไม่สร้างภาพ 80.0% ต้องสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่และมีความสามารถด้านธุรกิจ และ77.9% ต้องใส่ใจแรงงาน นายจ้าง และผู้ประกอบการ แนวโน้มชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะเห็นผู้นำ มีแนวคิดเศรษฐกิจฐานราก ไม่เน้นอำนาจนิยมหรือวาทกรรมความขัดแย้ง แต่สามารถ เข้าถึงประชาชนได้จริง ลักษณะผู้นำในอุดมคติของกลุ่มนี้คือ “นักบริหาร นักธุรกิจมืออาชีพที่มีอุดมการณ์” ซึ่งต่างจากนักการเมืองที่อาศัยทุนพรรคหรือมุ้งทางการเมือง

จุดอ่อนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ชี้ให้เห็น วงจรอุบาทว์ทางอำนาจ กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าพรรคใหญ่มีจุดอ่อนสำคัญ ดังนี้ วนเวียนกับคนหน้าเดิม ปัญหาเดิม ๆ 74.9% มีหลายมุ้ง ขัดแย้งภายใน 72.6% ชูนโยบายสวยหรูแต่ทำไม่ได้จริง 71.8% ไม่เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ 70.5% เอื้อประโยชน์พวกพ้อง 69.8% ความรู้สึกนี้ชี้ชัดว่าพรรคใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนได้อีกต่อไป และมีโครงสร้างภายในที่เน้นการรักษาอำนาจ มากกว่าการปฏิรูปเพื่อประชาชน

ผอ.ซูเปอร์โพล เปิดเผยด้วยว่า แนวโน้มการสนับสนุนพรรคขนาดเล็กและตั้งใหม่กำลังชี้ให้เห็นกระแสแห่งความหวัง 37.9% ระบุว่าสนับสนุนมากถึงมากที่สุด 32.7% สนับสนุนในระดับปานกลาง รวมแล้วกว่า 70.6% เปิดใจให้พรรคเล็กและพรรคใหม่ สัดส่วนนี้กำลังเป็นที่น่าสนใจในบริบทของการเมืองไทย แสดงให้เห็นถึงการ เคลื่อนตัวของฐานคะแนนเสียง ไปสู่ทางเลือกใหม่ ซึ่งหากพรรคเล็กเหล่านี้สามารถสร้าง “แรงศรัทธา” ได้ จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนสมการทางการเมือง

“ผลโพลนี้คือ สัญญาณเตือน ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่เคยเป็นผู้ครอบครองอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด กลุ่มพลังเงียบไม่ได้เพิกเฉยทางการเมือง แต่กำลังรอผู้นำหน้าใหม่พรรคตั้งใหม่และพรรคเล็กที่กล้าคิดต่างอย่างแท้จริง “ความเบื่อหน่าย” และ “ความผิดหวัง” ที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงเรื่องของอารมณ์แต่คือการแสดงออกถึงความต้องการทางโครงสร้างการเมืองในอารมณ์ของผู้คนที่ต้องการให้การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ประชาชนมีความหวังและจะได้เห็นผลสัมฤทธิ์แท้จริง” ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวปิดท้าย

แม่ทัพ2ประชุมร่วม20ผู้ว่าฯอีสาน สั่งจับตาพื้นที่สำคัญ ศาลากลาง-คลังอาวุธ-ขนส่ง พบเขมรเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

แม่ทัพ2ประชุมร่วม20ผู้ว่าฯอีสาน  สั่งจับตาพื้นที่สำคัญ  ศาลากลาง-คลังอาวุธ-ขนส่ง  พบเขมรเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

แม่ทัพ2ประชุมร่วม20ผู้ว่าฯอีสาน สั่งจับตาพื้นที่สำคัญ ศาลากลาง-คลังอาวุธ-ขนส่ง พบเขมรเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม่ทัพ2ประชุมร่วม20ผู้ว่าฯอีสาน สั่งจับตาพื้นที่สำคัญ ศาลากลาง-คลังอาวุธ-ขนส่ง พบเขมรเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เตรียมพร้อม24ชม./เร่งกู้ระเบิด ‘บิ๊กเล็ก’อุบแผนเจรจา‘จีบีซี’

“บิ๊กเล็ก” ถกไตรภาคี “เตีย เซยฮา-มาเลย์” ก่อนประชุมจีบีซี 7 สิงหาคม เผยแนวทางพูดคุยระหว่าง 4-7 สิงหาคม เป็นเรื่องลับสุดยอด ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่ได้หารือกรอบการเจรจากับสมช. และอนุมัติแล้ว ด้านทอ.เผยพบโดรนบินสำรวจที่ตั้งทหาร-หน่วยงานราชการหลายพื้นที่ ชี้ภัยร้ายแรง ขอความร่วมมือปชช. ถ้าพบเห็นร่วมแจ้งเบาะแสได้ 24 ชม.ส่วน“มทภ.2” ประชุม 20 ผู้ว่าฯอีสาน เข้มมาตรการกำจัดโดรน สั่งจับตา สถานที่สำคัญ ศาลาจังหวัด-คลังอาวุธ-สถานีขนส่ง บูรณาการตำรวจ จับผู้ก่อเหตุ ข้อหาหนัก ก่อการร้าย-ไส้ศึก ด้าน ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนรับมือ หลังทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดแล้ว17 จุด จาก 63 พื้นที่

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม สำนักข่าวเบอร์นามา แชร์เพจเฟสบุ้คKhalenNordinของดาโต๊ะ ซรี ฮาจิ โมฮาเม็ด คาเล็ด บิน นอร์ดินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย พร้อมภาพการประชุมไตรภาคีผ่านวิดีโอทางไกลระหว่างรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย กับรมว.กลาโหมกัมพูชาว่า บ่ายวันนี้ ตนจัดประชุมไตรภาคีผ่าน video conference กับพลเอก เตียเซย ฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมประเทศกัมพูชา และพล.ณัฐพล นสคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีกลาโหม ประเทศไทย .นอกจากนี้ยังมี พลเอก Tan Sri HjMohdNizamHjJaffarผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซีย และ MohdYaniDaudรองปลัดกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย เข้าร่วมด้วย

‘บิ๊กเล็ก’-‘เขมร’ถกไตรภาคีก่อนคุยจีบีซี

การประชุมครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี ระหว่างกัมพูชา – ประเทศไทย กําหนดประชุมวันที่ 7 สิงหาคม ที่กัวลาลัมเปอร์ ด้วยจิตวิญญาณของอาเซียน มาเลเซียมุ่งมั่นเต็มที่ที่จะสนับสนุนกระบวนการนำอาเซียนไปสู่ความสงบเรียบร้อย สอดคล้องกับค่านิยมของภูมิภาคที่มีร่วมกันของเรา

การประชุมในวันที่ 7 สิงหาคมจะรวมถึงผู้สังเกตการณ์จากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ก่อน GBC ตัวแทนจากทั้งสองประเทศจะประชุมเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 4-6 สิงหาคม การอภิปรายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะเป็นส่วนร่วมรักษาความสงบสุขความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน มาเลเซียพร้อมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนทุกขั้นตอนของกระบวนการอันสงบสุขนี้

ลับสุดยอดแผนถกจีบีซี-*สมช.ไฟเขียว

ด้านพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า เรื่องที่จะไปเจรจากับกัมพูชาระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคมนี้ ได้ไปเสนอเรื่องกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. แล้ว และสมช. อนุมัติกรอบนี้เพื่อไปเจรจากับกัมพูชา และขอไม่พูดในรายละเอียดที่จะหารือในการประชุม GBC ที่ตนจะเดินทางไปในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

รบ.ชี้เฟกนิวส์ทหารไทยตัดคอเขมรหวังปลุกปั่น

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีมีการเผยแพร่ภาพ และข้อความในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาทหารไทยว่ากระทำการโหดร้ายกับทหารกัมพูชา โดยเฉพาะการอ้างว่ามีการ “ตัดศีรษะ” และ “เหยียบย่ำศพ”นั้น ขอยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริง และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง สร้างความตึงเครียดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศรัฐบาลไทยขอชี้แจงว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารไทยเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม กฎหมายระหว่างประเทศ และระเบียบข้อบังคับของกองทัพอย่างเคร่งครัด ทหารกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะบริเวณชายแดน ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลจากฝ่ายไทยอย่างเหมาะสม ก่อนส่งตัวกลับประเทศผ่านจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ด้วยกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส ให้เกียรติ

เปิด10อันดับข่าวปลอมที่ถูกแชร์มากสุด

ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเผยแพร่รายชื่อ 10 อันดับข่าวปลอมที่ถูกแชร์มากที่สุดในรอบสัปดาห์ ซึ่งล้วนเป็นข่าวบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่

1. ข่าวทหารไทยตัดศีรษะทหารกัมพูชา 2. ข่าวทหารไทยเสียชีวิต 140 นาย 3. ข่าวทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับ 30 นาย 4. ข่าวนอรเวย์บริจาคเครื่องบิน F-16 ให้ไทย 5. ข่าวผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติสงคราม 6. ข่าวทหารไทยยึดคืนปราสาทพระวิหาร 7. ข่าวไทยใช้อาวุธชีวภาพโจมตีกัมพูชา 8. ข่าวเครื่องบินปล่อยสารพิษใส่พลเรือนกัมพูชา 9. ข่าวกองทัพภาค 2 ระดมทุนช่วยแนวหน้า 10. ข่าวปลัดกระทรวงกลาโหมสั่งงดช่วยผู้ป่วยกัมพูชา

ข่าวปลอมทั้งหมดนี้ ถูกตรวจสอบแล้วว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยใช้ภาพเก่าหรือภาพจากต่างประเทศมาใส่คำบรรยายเท็จ เพื่อปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศรัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันหยุดวงจรข่าวปลอม อย่าแชร์ต่อหากไม่แน่ใจ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลทางการเท่านั้น หากพบข้อมูลน่าสงสัยหรืออาจเป็นข่าวปลอม แจ้งได้ที่สายด่วน 1111 หรือ Line ID: @antifakenewscenterและเว็บไซต์ http://www.antifakenewscenter.com เพื่อร่วมกันปกป้องสังคมไทยจากความสับสนและความแตกแยก

ชายแดนสงบไร้เหตุปะทะตลอดคืน

วันเดียวกัน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใดๆเกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของไทย ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอย่างต่อเนื่อง

ภัยร้ายแรง!ทอ.พบโดรนบินสอดแนวหน่วยทหาร

ด้านเพจเฟซบุ๊ก «กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ข้อความระบุว่า ประชาชนทุกคนคือพลังสำคัญในการ #ปกป้องอธิปไตยของชาติกองทัพอากาศ ได้ตรวจพบความพยายามใช้โดรนบินสำรวจที่ตั้งทางทหารและหน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ที่สำคัญของประเทศไทย ถือเป็นภัยร้ายแรงที่ส่อให้เห็นถึงความพยายามสอดแนม เพื่อกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและอาจรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจใช้ระบบ Anti Droneทำลายเป้าหมายได้ทันที และผู้ที่ทำผิดจะเข้าข่ายความผิดฐานจารกรรม/สายลับ ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีบทลงโทษรุนแรง ถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

ปัจจุบัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย กัมพูชา ยังต้องเฝ้าระวัง โดรนคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและชีวิตประชาชน กองทัพอากาศจึงขอความร่วมมือประชาชนทุกท่านที่พบเห็นหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการบินของโดรน รวมทั้งผู้ที่บังคับโดรน ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายได้แจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 หรือหน่วยงานราชการใกล้เคียง ได้ตลอด 24 ชม. «

มทภ.2ถก20ผวจ.อีสานเข้มกำจัดโดรน

ขณะที่พล.ท.บุญสิน พาดกลางแม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม มีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคอีสาน ผ่านระบบ VTC เรื่องมาตรการกำจัดโดรน โดยให้ผู้ว่าแต่ละจังหวัดใน ฐานะ ผอ.กอรมน จังหวัด ให้แต่ละหน่วยงาน บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจและภาคเอกชน ประชาชน จัดหาเครื่องแอนตี้โดรน ป้องกันจังหวัดของตัวเอง โดยเฉพาะเพ็งเล็งในพื้นที่สำคัญ อาทิ ศาลากลางจังหวัด สนามกีฬา คลังอาวุธ สถานีตำรวจ สถานีขนส่ง และสนามบิน

นอกจากนี้ให้จัดชุดลาดตระเวนพิสูจน์ทราบบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หากสามารถควบคุมตัวได้ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในทุกประเด็น เช่น ก่อการร้าย ไส้ศึก โดยโทษหนักสุดถึงขั้นประหารชีวิต คงต้องไปดูข้อกฎหมาย ทั้งนี้ได้กำชับ ห้ามปล่อยตัวง่ายๆ ต้องตรวจสอบไปถึงต้นตอ คนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมือที่สาม ที่ได้รับผลกระทบมาจากการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนการพนัน ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาข่มขู่ ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่หากพบว่าเป็นคนต่างประเทศ ก็ดำเนินคดี ให้ถึงที่สุดในประเทศไทยก่อน หลังสิ้นสุดคดีให้เนรเทศ พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้อีก

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมชายแดนไทยกัมพูชา หลังทหารกัมพูชา มีการเพิ่มเติมกำลังต่อเนื่องว่า กำลังฝ่ายไทยเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าวันนี้ เวลา 09.00 น.มีการทำลายวัตถุระเบิดและกระสุนระเบิดด้านที่ยอดภูเขือ ได้แจ้งฝ่ายกัมพูชา และฝ่ายเราทราบแล้ว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

ทภภ.2พร้อม24ชม.-พบเขมรยังเคลื่อนไหว

วันเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2568 จนถึงเวลา 14.00 น.ว่า ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีเหตุการณ์ แต่ยังคงพบการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเรายังคงวางกำลังตามแนวพื้นที่ปฏิบัติการตามแผน การดูแลผู้อพยพ ส่วนราชการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่อพยพทั้ง 495 จุด ใน 4 จังหวัด มียอดรวม 100,270 คน โดยจัดชุดตรวจสุขภาพ และจัดสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นแจกจ่ายให้กับประชาชน รวมถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการ

ส่งEODทำลายระเบิกยังตกค้าง63พื้นที่

ส่วนการทำพื้นที่ให้ปลอดภัย จัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิด ที่ยังตกค้าง ปัจจุบันได้ทำลายไปแล้ว 17 พื้นที่ คงเหลือ 63 พื้นที่

จิตอาสาพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนของพระองค์ท่านที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทรงให้กองทัพบกร่วมกับส่วนราชการ เร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย และฟื้นฟูโดยเร่งด่วน ซึ่งศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 26 และภาคประชาชนได้ร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของสิบตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะ ณ ฐานตาฮอง 2 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงพระราชทานถุงยังชีพ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยจังหวัดจัดหาถุงยังชีพ จำนวน 1,263 ชุด และซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัย มีการจัดกำลังจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ จิตอาสา เข้าอำนวยความสะดวกประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว และช่วยขนย้ายสิ่งของ รวมทั้งช่วยในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบันพบข้อมูลทางสื่อออนไลน์ ที่กระทบต่อการตื่นตระหนกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมิจฉาชีพที่ใช้หาผลประโยชน์จากน้ำใจของประชาชน จึงขอความร่วมมือประชาชน งดแชร์ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานความมั่นคง และส่วนราชการเท่านั้น และขอขอบคุณน้ำใจจากประชาชนทั่วประเทศ ที่ร่วมบริจาคสิ่งของอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และกำลังพลทหารที่ยืนหยัดรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน

เปิดภาพทหารไทยบึ้มบันไดช่องคานม้า

ผู้สื่อข่าวรายงาน เหตุปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่24-28 ก.ค.ที่ผ่านมา ทหารได้ทำลายบันไดช่องคานม้า จ.ศรีสะเกษ ซึ่งสามารถขึ้นมาถึงภูมะเขือได้ หลังทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ภูมะเขือผลักดันทหารกัมพูชาอยู่บนจะงอยหน้าผาออกไปทั้งหมด พร้อมทำลายกระเช้า และฐานทหารกัมพูชาด้านล่างภูมะเขือ โดยการใช้โดรนติดระเบิด

ล่าสุดมีการเผยแพร่ภาพทหารทำลายบันไดช่องคานม้าในระหว่างยึดพื้นที่ได้จากการเหตุปะทะช่วง5วันที่ผ่านมา

พรุ่งนี้!เริ่มเจรจา GBC หวังผลการประชุม’กัมพูชา’ไม่บิดพลิ้ว

พรุ่งนี้!เริ่มเจรจา GBC หวังผลการประชุม'กัมพูชา'ไม่บิดพลิ้ว

พรุ่งนี้!เริ่มเจรจา GBC หวังผลการประชุม’กัมพูชา’ไม่บิดพลิ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.30 น.

พรุ่งนี้!เริ่มเจรจา GBC ย้ำฝ่ายเลขาประชุม 4-6 ส.ค.จากนั้น”บิ๊กเล็ก”บินประชุม 7 ส.ค. พร้อมเปิดรับผู้สังเกตการณ์ เจ้าภาพมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ เป้าหมาย หวังผลการประชุมกัมพูชาไม่บิดพลิ้ว

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (General Border Committee – GBC) ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีฝ่ายทหารระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 ) โดยจะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาของทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างวันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2568 โดยฝ่ายไทยจะประกอบไปด้วยกองเลขานุการ GBC ประกอบด้วย เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นเลขานุการคณะกรรมชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา ผู้แทน กต. (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และกรมเอเชียตะวันออก) ผู้แทน มท. ผู้แทน สมช. ผู้แทน กห. (สำนักนโยบายและแผน กรมพระธรรมนูญ) ผู้แทน บก.ทท. (กรมข่าวทหาร กรมยุทธการ) ผู้แทน ทบ. (กรมยุทธการทหารบก กรมข่าวทหารบก กองทัพภาคที่ 1 , 2 กองกำลังสุรนารี) ผู้แทนกองทัพเรือ (กรมยุทธการทหารเรือ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด) 
ผู้แทนกองทัพอากาศ ผู้แทน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยทูตทหารบก ทหารอากาศไทย ประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งได้เดินทางถึงประเทศมาเลเซียแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยการประชุม 4 – 6 สิงหาคม ฝ่ายเลขา ของทั้ง 2 ประเทศนั้นจะไม่มีผู้สังเกตการณ์จากประเทศอื่น

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า หลังจากฝ่ายเลขาตามองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นได้ประชุมสรุปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ พร้อมคณะ จะเดินทางไปร่วมประชุม

“ต่อข้อสอบถามกรณีที่มีการเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์นั้น ในวันที่ 4 – 6 สิงหาคม ของฝ่ายเลขาฯ ไม่มี จนในวันที่ 7 สิงหาคม ตามข้อตกลง ได้เปิดให้ผู้แทนจากมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ เข้าร่วมสังเกตการณ์เท่านั้น และจะสรุปผลการประชุมระหว่าง 2 ประเทศต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

‘ไผ่ ลิกค์’ขอโอกาส’กล้าธรรม’ นั่งเก้าอี้’รองประธานสภาฯคนที่ 1′

'ไผ่ ลิกค์'ขอโอกาส'กล้าธรรม' นั่งเก้าอี้'รองประธานสภาฯคนที่ 1'

‘ไผ่ ลิกค์’ขอโอกาส’กล้าธรรม’ นั่งเก้าอี้’รองประธานสภาฯคนที่ 1′

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“ไผ่ ลิกค์”ขอโอกาส”กล้าธรรม” นั่งเก้าอี้”รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1″แทน”พิเชษฐ์”

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง นั้น

ล่าสุดวันนี้ (3 สิงหาคม 2568) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอโอกาสพรรคกล้าธรรม แสดงผลงานในฐานะ รองประธานสภา”

‘ทักษิณ’ควักเงินล้าน ร่วม’นรต.26’บริจาคช่วย ตชด.เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

'ทักษิณ'ควักเงินล้าน ร่วม'นรต.26'บริจาคช่วย ตชด.เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

‘ทักษิณ’ควักเงินล้าน ร่วม’นรต.26’บริจาคช่วย ตชด.เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.21 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรสิทธิ์  สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 และ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ นายกสมาคมตำรวจ เป็นผู้แทนมอบเงินสนับสนุน เพื่อแสดงถึงความห่วงใยและให้กำลังใจตำรวจตระเวนชายแดนทุกนาย ที่เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

โดยมีรายชื่อผู้บริจาคประกอบด้วย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (นรต.26) จำนวน 1,000,000 บาท พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ในนามนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 จำนวน 30,000 บาท พล.ต.อ.วินัย ทองสอง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ/นายกสมาคมตำรวจ จำนวน 55,000 บาท และผู้แทนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 43 จำนวน 30,000 บาท

โดยมี พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. ผบ.ทก.ชทก.ตชด. และคณะ เป็นผู้รับมอบ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์และผลการปฏิบัติของหน่วยในพื้นที่ชายแดน ณ ที่ทำการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ทก.ชทก.ตชด.) กก.2 บก.กฝ.บช.ตชด. อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

‘เรืองไกร’จี้ ป.ป.ช.ชงศาล รธน.ฟัน ครม.ทั้งคณะ-สส. 322 คน ปมโหวตงบฯ69

'เรืองไกร'จี้ ป.ป.ช.ชงศาล รธน.ฟัน ครม.ทั้งคณะ-สส. 322 คน ปมโหวตงบฯ69

‘เรืองไกร’จี้ ป.ป.ช.ชงศาล รธน.ฟัน ครม.ทั้งคณะ-สส. 322 คน ปมโหวตงบฯ69

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ ป.ป.ช.รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน(ผู้ร้อง) หรือสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปตามผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากวินิจฉัยไว้ว่า นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ผู้ถูกร้อง มีส่วนในการเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆในโครงการทั้งสาม ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง และให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ เกี่ยวกับโครงการเยาวชน และโครงการสตรี ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นอันสิ้นผลไป และวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คือ วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

นายเรืองไกร กล่าววว่า ผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีเหตุมาจากการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ลงนามโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2569 วาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการนั้น สส.ฝ่ายค้านได้มีการอภิปรายเกี่ยวงบประมาณดังกล่าวแล้ว แต่ ครม.มิได้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปแก้ไข และ สส.ได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่หนึ่งด้วยคะแนนเสียง 322 เสียง

นายเรืองไกร กล่าวว่า ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีนายพิเชษฐ์ จึงเห็นได้ว่า เป็นการวินิจฉัยที่รวมไปถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของคณะรัฐมนตรี และการลงมติในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น กรณีจึงไม่ควรร้องเฉพาะตัวนายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องเพียงคนเดียวเท่านั้น

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีส่วนในการจัดทำงบประมาณของผู้ถูกร้องด้วย และ สส.จำนวน 322 คน ได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทั้งที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับความไม่ชอบของงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 รายการดังกล่าว ขณะที่คณะรัฐมนตรีกลับไม่ถอนร่างกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 และ สส.ไม่ลงมติไม่รับหลักการเพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ดังนั้น คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับนายพิเชษฐ์ ด้วย

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา แล้ว สส.และ สว.ที่ทราบผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เพื่อให้ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือ เพื่อให้ สส. 322 คน สิ้นสุดสมาชิกภาพ ด้วยหรือไม่นั้น ผู้ร้องหรือ สว.จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ ดังนั้น ตนเห็นว่าจึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่ ต่อไป