‘ไอเอฟดีฯ’เปิดผลสำรวจคนไทย หวั่นศึก‘ไทย-กัมพูชา’ยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจทรุด ลาม‘ดีลลับ’เจรจาไม่ทันเกม

‘ไอเอฟดีฯ’เปิดผลสำรวจคนไทย หวั่นศึก‘ไทย-กัมพูชา’ยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจทรุด ลาม‘ดีลลับ’เจรจาไม่ทันเกม

‘ไอเอฟดีฯ’เปิดผลสำรวจคนไทย หวั่นศึก‘ไทย-กัมพูชา’ยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจทรุด ลาม‘ดีลลับ’เจรจาไม่ทันเกม

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.27 น.

“ไอเอฟดีฯ”เปิดผลสำรวจคนไทยครอบคลุมทุกมิติ หวั่นศึก”ไทย-กัมพูชา”ยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจทรุด ลาม”ดีลลับ”เจรจาไม่ทันเกม ด้าน”ดร.แดน”ถอดโพลชี้”รัฐบาล”อยู่ในภาพลักษณ์”เป็ดง่อย” สูญเสียความไว้ใจจากประชาชน ชงตั้ง”วอร์รูม”ทุกฝ่ายผนึกบูรณาการทำงาน ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “คนไทยหวั่น ศึกไทย-กัมพูชาไม่จบ เศรษฐกิจทรุด มีดีลลับ เจรจาไม่ทันเกม” 1,256 ตัวอย่าง สำรวจช่วง 1 – 2 ส.ค.2568 ใน 6 ภูมิภาค โดยการลงภาคสนามและการโทรศัพท์ สุ่ม‍ตัวอย่างความน่าจะเป็น Stratified Five-Stage Random Sampling ค่าความผิดพลาด 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

นอกจากนี้ ไอเอฟดีโพล ยังเปิดผลสำรวจชี้ว่า “ประชาชนห่วงศึกไทย-กัมพูชายืดเยื้อ เศรษฐกิจทรุด มีดีลลับ รัฐเดินเกมช้า ไทยไร้แผนเจรจา ทำให้ไทยอาจเสียเปรียบ แนวชายแดนยังเปราะบาง สงคราม IO ปั่นคนไทยสับสน ขัดแย้งตึงเครียด” โดยพบประชาชนห่วงกังวลในด้านต่างๆ ดังนี้

ความกังวลในภาพรวม: “ยืดเยื้อ เศรษฐกิจพัง มีดีลลับเจรจาไทยเสียเปรียบ”

• คนไทย กังวลมากที่สุด ว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะไม่จบจริง อาจยืดเยื้อหรือเปลี่ยนรูปแบบ (19.37%)

• รองลงมา คือ กลัวว่า เศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก (19.27%)

• ดีลลับเพื่อคนบางกลุ่ม ทำให้ชาติได้ไม่คุ้มเสีย (18.39%)

• ไทยเสี่ยง เสียเปรียบในเวทีโลก เพราะขาดแผนเจรจาที่ชัดเจน (18.07%)

ด้านการเมือง: รัฐบาลช้า มุ่งผลประโยชน์เพื่อพวกพ้องมากกว่าชาติ ขาดภาวะผู้นำ

• คนส่วนใหญ่ (59.87%) มองว่า รัฐบาลเดินเกมช้า ไม่ทันกัมพูชา

• มีข้อตกลงลับเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม/พวกพ้องมากกว่าชาติ (58.36%)

• ผู้นำไทยเป็นแค่ “รักษาการฯ” ทำให้ ไม่กล้าตัดสินใจ-ไม่เด็ดขาด (40.68%)

ด้านการต่างประเทศ/เวทีโลก: เจรจาไม่ทันเกม ไร้แผน ตกเป็นเครื่องมือมหาอำนาจ

• ประชาชนมองว่า สื่อสารช้า ไม่ทันกัมพูชา (49.12%)

• ไทยยัง ไร้แผนเจรจาชัดเจน เป็นฝ่ายตั้งรับ (47.05%)

• เสียงสะท้อนว่าไทยอาจกลายเป็น เครื่องมือของมหาอำนาจ (41.72%)

• ประเทศในอาเซียนเข้ามาแทรกแซง (34.08%)

ด้านความมั่นคง/แนวชายแดน: ชายแดนยังเปราะบาง เสี่ยงไทยเสียผลประโยชน์ ทำงานขาดเอกภาพ

• ประชาชนส่วนใหญ่ (56.21%) กังวลว่า ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ

• เกือบพอ ๆ กัน (55.73%) กลัวว่า ชาวบ้านและทรัพย์สินแนวชายแดนไม่ปลอดภัย

• ไทยอาจเสียพื้นที่หรือผลประโยชน์ให้กัมพูชา (40.68%)

• ทหารกับรัฐบาลยังไม่ทำงานเป็นทีม (23.09%)

ด้านเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจพัง มีดีลลับแลกผลประโยชน์ไทยได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ไว้ใจเพิ่มงบกองทัพ

• คนไทยกว่า 74% กังวลเศรษฐกิจพัง

• เกินครึ่ง (52.39%) ไม่ไว้ใจรัฐ มีดีลลับแลกผลประโยชน์

• มุ่งจัดสรรงบอาวุธมากกว่าช่วยชาวบ้าน (29.54%) สวนทางเศรษฐกิจทรุดประชาชนลำบาก

ด้านสังคม: ปั่น IO-ข่าวลือโซเชียล ชาตินิยมแรง สังคมไทยแบ่งฝัก-ฝ่าย มองคนคิดต่างว่าไม่รักชาติ

• คนส่วนใหญ่ (66.40%) กังวลสงคราม IO /ข่าวลือโซเชียล คนสับสน เข้าใจผิด สังคมตึงเครียด

• กระแสชาตินิยมแรง ทำให้คนไทย-กัมพูชาขัดแย้ง/ทะเลาะกัน (40.45%)

• เริ่มเห็น สังคมไทยเริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เห็นต่างกันเรื่องชาติ และความขัดแย้ง (37.58%)

• คนไม่กล้าพูดต่าง (แม้ถูกต้อง) กลัวถูกมองไม่รักชาติ (23.17 %)

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ยังวิเคราะห์จากผลโพลและสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยที่ผ่านมาเน้นแก้ปัญหาเชิงรุกแต่ขาดการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ที่มองในระยะยาว เป็นการต่อสู้ทางเทคนิคยุทธวิธีมากกว่าการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้ไทยได้เปรียบ รัฐบาลดำเนินการล่าช้า ขาดภาวะผู้นำ และยังมีภาพลักษณ์เป็น รัฐบาลเป็ดง่อย อีกทั้งการไม่สามารถแยกผลประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ส่วนรวม จึงสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนขณะเดียวกันยังปล่อยให้แรงกดดันจากต่างประเทศเข้ามาชี้นำ โดยไม่ขับเคลื่อนผลประโยชน์ของชาติไทยเป็นหลักอีกทั้งปัญหาข้อมูลบิดเบือน ที่ควรรับมืออย่างจริงจังแต่กลับถูกละเลย ทั้งที่เป็นสงครามยุคใหม่ที่สำคัญไม่แพ้การดำเนินการทางการทหาร ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังขาดการบูรณาการทำงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไร้เอกภาพ อีกทั้ง การเกิดกระแสชาตินิยมที่ผิดเพี้ยน เป็นคลั่งชาติแทนที่จะรักชาติอย่างมีเหตุผลที่แยกแยะความถูกผิดได้

“ผมขอเสนอว่าควรจัดตั้งวอร์รูมเป็นการด่วน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการและเป็นระบบ มีเป้าหมายเดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ระวัง!สันติภาพปลอมๆ ชายแดนไทย-กัมพูชา : ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

ระวัง!สันติภาพปลอมๆ ชายแดนไทย-กัมพูชา : ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

ระวัง!สันติภาพปลอมๆ ชายแดนไทย-กัมพูชา : ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ระวัง! สันติภาพปลอม ๆ บนชายแดนไทย-กัมพูชา: ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

แม้เสียงปืนจะเงียบลงชั่วคราวจากการปะทะระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ “ความเงียบ” ครั้งนี้ไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริง หากคือ “ฉากหน้า” ที่ปิดบังแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังซัดกระหน่ำภูมิภาคของเราอยู่เบื้องหลัง พื้นที่ชายแดนที่ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องระหว่างสองประเทศ แท้จริงแล้วได้กลายเป็น “เวทีแข่งขัน” ระหว่างมหาอำนาจโลกไปแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธ

การขยับตัวของสหรัฐฯ และจีน ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย ที่ต้องการยึดหัวหาดทางทหาร โลจิสติกส์ และทรัพยากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยและกัมพูชาคือ “จุดยุทธศาสตร์” ที่กำลังถูกแย่งชิงทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะผ่านโครงการช่วยเหลือทางทหาร การซ้อมรบร่วม การเจาะฐานข้อมูลความมั่นคง หรือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคม

สถานการณ์จึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่หลายฝ่ายพยายามทำให้ดูเหมือน การสู้รบที่เกิดขึ้นแม้จะจบลงชั่วคราว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจโครงสร้างเบื้องลึกของปัญหา ไม่ทันเกมของผู้เล่นรายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นเพียง “หมากเบี้ย” ในสงครามตัวแทนที่ไม่มีวันชนะได้จริง

เราจึงจำเป็นต้อง “ถอดรหัสภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” ให้ขาด เห็นลึกถึงผลประโยชน์ที่ซ้อนกันหลายชั้น ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับชาติ

รัฐบาลไทยจึงต้องแสดง “จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” ที่เฉียบคมและหนักแน่น ไม่ใช่แค่การประคองสันติภาพชั่วคราว เล่นกับกระแส หรือการเดินเกมตามแรงกดดันทางการทูต แต่ต้องสร้างความพร้อมทั้งทางทหาร การข่าว และการทูตแบบบูรณาการ พร้อมกับ “ยกระดับเอกภาพภายใน” ระหว่างรัฐบาล กองทัพ และประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะศัตรูที่แท้จริงในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ตรงข้ามเราเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ในความแตกแยกของเราเอง หรือที่เรียกว่า “ไส้ศึก”

นี่ไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างสองชาติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในวงล้อมของการแข่งขันอำนาจโลก” ที่หากเราไม่เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีไหวพริบและกล้าหาญ สันติภาพที่เห็นอยู่อาจกลายเป็นเพียงม่านควัน ก่อนจะเกิดคลื่นแห่งความสูญเสียครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เราต้องมองให้ลึก เห็นให้ขาด และเดินเกมให้ทันก่อนที่จะสายเกินไป…

‘ทภ.2’สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนรับมือ หลังทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

'ทภ.2'สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนรับมือ หลังทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

‘ทภ.2’สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนรับมือ หลังทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมแผนรับมือ หลังทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดแล้ว 17 จุด จาก 63 พื้นที่

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญของสถานการณ์ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น.

ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีเหตุการณ์ แต่ยังคงพบการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเรายังคงวางกำลังตามแนวพื้นที่ปฏิบัติการตามแผน การดูแลผู้อพยพ ส่วนราชการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่อพยพทั้ง 495 จุด ใน 4 จังหวัด มียอดรวม 100,270 คน โดยจัดชุดตรวจสุขภาพ และจัดสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นแจกจ่ายให้กับประชาชน รวมถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการ การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย จัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิด ที่ยังตกค้าง ปัจจุบันได้ทำลายไปแล้ว 17 พื้นที่ คงเหลือ 63 พื้นที่

จิตอาสาพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนของพระองค์ท่านที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทรงให้กองทัพบกร่วมกับส่วนราชการ เร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย และดำเนินการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน ซึ่งศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกับ มณฑลทหารบกที่ 26 และภาคประชาชนได้ร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ สิบตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะ ณ ฐานตาฮอง 2 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระราชทานถุงยังชีพ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยจังหวัดจัดหาถุงยังชีพ จำนวน 1,263 ชุด และซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัย มีการจัดกำลังจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ จิตอาสา เข้าอำนวยความสะดวกประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว และช่วยขนย้ายสิ่งของ รวมทั้งช่วยในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบันพบข้อมูลทางสื่อออนไลน์ ที่กระทบต่อการตื่นตระหนกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมิจฉาชีพที่ใช้ในการหาผลประโยชน์จากน้ำใจของพี่น้องประชาชน จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน งดการแชร์ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานความมั่นคง และส่วนราชการเท่านั้น และขอขอบคุณน้ำใจจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ร่วมบริจาคสิ่งของอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และกำลังพลทหารที่ยืนหยัดรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน

‘เท้ง’นำฝ่ายค้าน หนุนงบฯ’แอนตี้โดรน’ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

'เท้ง'นำฝ่ายค้าน หนุนงบฯ'แอนตี้โดรน'ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

‘เท้ง’นำฝ่ายค้าน หนุนงบฯ’แอนตี้โดรน’ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

“เท้ง”นำฝ่ายค้าน หนุนงบฯ”แอนตี้โดรน”ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เร่งดันให้ทันงบปี 69 ชื่นชม”จังหวัดตราด”รับมือและอพยพชาวบ้านได้ดี จี้รัฐแก้เศรษฐกิจระยะยาวหลังเหตุปะทะ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด และคณะ สส.พรรคประชาชน เดินทางลงพื้นที่ตราด เพื่อรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับ การรับมือในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมี นายพีระ เอี่ยมสุนทร นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

โดย นายพีระ เอี่ยมสุนทร รายงานว่า สถานการณพื้นที่ชายแดนตราด จังหวัดตราด กลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากที่มีการอพยพมายังศูนย์พักพิง เมื่อคืนวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 หลังจากฝ่ายความมั่นคงแจ้งให้อพยพ ซึ่งถือการข่าวมีความแม่นยำ ทำให้ประชาชนพื้นที่เสี่ยงภัยปลอดภัยทุกคน ขณะที่แผนการอพยพในอนาคต ได้มีการวางแผนรับมือไว้แล้ว หากเกิดสถานการณ์ขึ้นมาอีก

หลังจบการประชุมแล้ว นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขอชื่นชมจังหวัดตราด ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนที่ผ่านมา ซึ่งการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวดำเนินการไปได้ด้วยดี และปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงจนสามารถปิดศูนย์พักพิงและส่งประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาได้ตามปกติแล้ว ซึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาและแก้ไขอย่างเร่งด่วนในระยะยาวคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนของจังหวัดตราด ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร, การประมง, การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของเราคือการมารับฟังปัญหาและรวบรวมข้อเสนอแนะส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อให้ออกแบบนโยบายและมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละส่วนมีความต้องการต่างกัน บางส่วนต้องการแรงงาน บางส่วนต้องการให้รัฐช่วยหาตลาดใหม่ๆ หรือบางส่วนต้องการแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โจทย์คือ การมองไปข้างหน้าเพื่อลดผลกระทบปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงรายงานว่า ในพื้นที่มีการนำ Anti-Drone มาใช้ แต่ยังขาดแคลน Anti-Drone นายณัฐพงษ์ บอกว่า เชื่อว่า สส.ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะ พรรคประชาชน พร้อมที่จะสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้กับหน่วยงานความมั่นคงในการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดน ซึ่งตอนนี้การรบเปลี่ยนยุคสมัยไป จะเห็นข่าวว่ามีการบินโดรนมาจากประเทศกัมพูชารุกล้ำชายแดนของไทย เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ในการสนับสนุน เรื่องของแอนตี้โดรน (Anti-Drone) หรือว่า โดรนโลเคเตอร์ (Drone Location) ในการกำหนดจุด ว่าโดรนที่บินเข้ามาถูกควบคุมสั่งการจากที่ไหนก็เป็นสิ่งสำคัญเป็นยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับโลกในอนาคต แล้วก็ในยุคปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของการสนับสนุนงบประมาณในสภา ผมคิดว่าไม่น่าติดใจอะไรแล้ว แต่ว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ งบประมาณต่างๆ จะต้องถูกเสนอมาโดยหน่วยงานต้นสังกัด ในพื้นที่เร่งเสนอแผนความต้องการงบประมาณ เพื่อผลักดันให้ทันในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวาระที่ 2 และ 3 ภายในเดือนนี้ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

ผู้ตรวจการฯ-กมธ.พาณิชย์รุดแก้กม.ปิดช่องโหว่นอมินีต่างชาติ

ผู้ตรวจการฯ-กมธ.พาณิชย์รุดแก้กม.ปิดช่องโหว่นอมินีต่างชาติ

ผู้ตรวจการฯ-กมธ.พาณิชย์รุดแก้กม.ปิดช่องโหว่นอมินีต่างชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ กมธ.พาณิชย์ฯ เดินหน้าแก้กฎหมายปิดช่องโหว่ “นอมินีต่างชาติ”

วันนี้ (3 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นายเอกชัย เรืองรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และคณะ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับปัญหากฎหมายการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของ “นอมินี” มุ่งพัฒนากฎหมายให้เข้มแข็งปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า สถานการณ์คนต่างด้าวเข้ามาครอบครองหรือถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะของการค้าที่ดินโดยอาศัยคนไทยเป็น “ตัวแทนอำพราง” หรือ “นอมินี” มีจำนวนมาก บางส่วนสมรสกับคนไทยเพื่อให้ถือครองแทน  บางส่วนตั้งบริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น แต่คนต่างด้าวบริหารงานจริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่หลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เป็นการอาศัยช่องว่างของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น ๆ  โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี เป็นต้น อีกทั้งส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และขยายตัวไปเกือบทุกวงการไม่ว่าจะธุรกิจสีเทา Call center ยาเสพติด และอื่นๆ จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศทั้งจากข้อมูลปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานกลางที่สำคัญ ๆ  พร้อมจัดประชุมหารือมากกว่า 10 ครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นมา

นายทรงศัก กล่าวต่อว่า ในการดังกล่าวได้จัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างรอบด้านและเป็นระบบเพื่อการดำเนินงานเชิงรุก ดังนี้ 1.ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบและป้องกันการจัดตั้งนิติบุคคลที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ให้ทันสมัย รวมทั้งออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว 

2.ให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานเชิงรุก ตรวจสอบทั้งพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร พร้อมให้กรมที่ดินปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุก ปรับ และริบที่ดิน 3.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทย และตั้งกลไกเฝ้าระวังการใช้คนไทยเป็นนอมินีในภาคเกษตรกรรม  4.ให้กอ.รมน. สนับสนุนด้านวิชาการ และงบประมาณแก่กอ.รมน.ภาค 4 และขยายผลให้ภาค 1-3 ร่วมดำเนินการด้วย 5.ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทุกมิติ

6.ให้สภาทนายความ กำหนดจริยธรรมห้ามทนายความให้คำปรึกษาที่เอื้อต่อธุรกรรมอำพราง หากฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง และ 7.ให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาออก “กฎหมายเฉพาะ” ว่าด้วยตัวแทนอำพรางในระดับพระราชบัญญัติ และจัดตั้งหน่วยงานกลางเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มขับเคลื่อนข้อเสนอไปบางส่วนแล้ว เช่น สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องให้กรรมาธิการกฎหมายฯ พิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกกฎหมาย, กรมที่ดินได้เข้าร่วมประชุมกับอนุกรรมการฯ และอยู่ระหว่างแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน , วุฒิสภาได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ พิจารณา , สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเรื่องระเบียบและกฎหมาย , กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบ AI ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยง และพัฒนาระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (IBAS) จัดตั้งอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมที่ดิน และอยู่ระหว่างพิจารณาให้ความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานของ ปปง. ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รับทราบข้อเสนอแนะ และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปผลโดยเร็ว

นายทรงศัก กล่าวอีกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการฯ จะร่วมติดตามและผลักดันประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การตรากฎหมายเฉพาะ แก้ไขกฎหมายธุรกิจต่างด้าว แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และติดตามมาตรการต่าง ๆ ตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติต่อไป

ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ การกว้านซื้อถ่านกะลามะพร้าวโดยชาวต่างชาติผ่านนอมินีในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด และการเปิดร้านค้าปลีกโดยใช้แรงงานผิดกฎหมายในพื้นที่สถานีขนส่งสายใต้ และเพื่อสกัดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของทุนต่างชาติที่แฝงผ่านนอมินี ได้เตรียมดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 5 กลุ่มประเด็นสำคัญ ได้แก่  1. กรณีโรงงานศูนย์เหรียญ เพื่อพิจารณาการดำเนินธุรกิจของทุนต่างชาติที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย 2. ธุรกิจก่อสร้าง เพื่อประเมินผลกระทบจากการแฝงตัวผ่านนอมินี  3. ธุรกิจค้าปลีกและการขนส่ง เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่กฎหมายและควบคุมสินค้ามาตรฐาน  4. ธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ และ SME ตลอดจนผลกระทลจากการใช้แพลตฟอร์มของต่างชาติในการซื้อสินค้าและขำระค่าสินค้า ระบบชำระเงินดิจิทัลด้วย Alipay และ Wechat Pay 5. การบังคับใช้กฎหมายและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนอมินี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าปลีก การท่องเที่ยว และการบังคับใช้กฎหมาย

“หากปล่อยให้ปัญหานอมินีเรื้อรัง จะกระทบทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉียบขาดทางกฎหมายและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง” นายทรงศัก กล่าว

015

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ กมธ.พาณิชย์ฯ เดินหน้าแก้กฎหมายปิดช่องโหว่’นอมินีต่างชาติ’

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ กมธ.พาณิชย์ฯ เดินหน้าแก้กฎหมายปิดช่องโหว่'นอมินีต่างชาติ'

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ กมธ.พาณิชย์ฯ เดินหน้าแก้กฎหมายปิดช่องโหว่’นอมินีต่างชาติ’

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือ กมธ.พาณิชย์ฯ เดินหน้าแก้กฎหมายปิดช่องโหว่’นอมินีต่างชาติ’

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน จับมือคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นาย
เอกชัย เรืองรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และคณะ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับปัญหากฎหมายการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของ “นอมินี” มุ่งพัฒนากฎหมายให้เข้มแข็งปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

โดยนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า สถานการณ์คนต่างด้าวเข้ามาครอบครองหรือถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะของการค้าที่ดินโดยอาศัยคนไทยเป็น “ตัวแทนอำพราง” หรือ “นอมินี” มีจำนวนมาก บางส่วนสมรสกับคนไทยเพื่อให้ถือครองแทน  บางส่วนตั้งบริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น แต่คนต่างด้าวบริหารงานจริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่หลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เป็นการอาศัยช่องว่างของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น ๆ 

โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี เป็นต้น อีกทั้งส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และขยายตัวไปเกือบทุกวงการไม่ว่าจะธุรกิจสีเทา Call center ยาเสพติด และอื่นๆ จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศทั้งจากข้อมูลปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานกลางที่สำคัญ ๆ  พร้อมจัดประชุมหารือมากกว่า 10 ครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นมา 

นายทรงศัก กล่าวว่า ในการดังกล่าวได้จัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างรอบด้านและเป็นระบบเพื่อการดำเนินงานเชิงรุก ดังนี้

1. ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบและป้องกันการจัดตั้งนิติบุคคลที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ให้ทันสมัย รวมทั้งออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว  

2. ให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานเชิงรุก ตรวจสอบทั้งพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร พร้อมให้กรมที่ดินปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุก ปรับ และริบที่ดิน

3. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทย และตั้งกลไกเฝ้าระวังการใช้คนไทยเป็นนอมินีในภาคเกษตรกรรม

4. ให้กอ.รมน. สนับสนุนด้านวิชาการ และงบประมาณแก่กอ.รมน.ภาค 4 และขยายผลให้ภาค 1-3 ร่วมดำเนินการด้วย 

5. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทุกมิติ

6. ให้สภาทนายความ กำหนดจริยธรรมห้ามทนายความให้คำปรึกษาที่เอื้อต่อธุรกรรมอำพราง หากฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง 

7. ให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาออก “กฎหมายเฉพาะ” ว่าด้วยตัวแทนอำพรางในระดับพระราชบัญญัติ และจัดตั้งหน่วยงานกลางเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มขับเคลื่อนข้อเสนอไปบางส่วนแล้ว เช่น สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องให้กรรมาธิการกฎหมายฯ พิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกกฎหมาย, กรมที่ดินได้เข้าร่วมประชุมกับอนุกรรมการฯ และอยู่ระหว่างแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน , วุฒิสภาได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ พิจารณา , สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเรื่องระเบียบและกฎหมาย , กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบ AI ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยง และพัฒนาระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (IBAS) จัดตั้งอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมที่ดิน และอยู่ระหว่างพิจารณาให้ความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานของ ปปง. ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รับทราบข้อเสนอแนะ และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปผลโดยเร็ว 

นายทรงศัก กล่าวอีกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการฯ จะร่วมติดตามและผลักดันประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การตรากฎหมายเฉพาะ แก้ไขกฎหมายธุรกิจต่างด้าว แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และติดตามมาตรการต่าง ๆ ตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติต่อไป

ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ การกว้านซื้อถ่านกะลามะพร้าวโดยชาวต่างชาติผ่านนอมินีในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด และการเปิดร้านค้าปลีกโดยใช้แรงงานผิดกฎหมายในพื้นที่สถานีขนส่งสายใต้ และเพื่อสกัดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของทุนต่างชาติที่แฝงผ่านนอมินี ได้เตรียมดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 5 กลุ่มประเด็นสำคัญ ได้แก่  1. กรณีโรงงานศูนย์เหรียญ เพื่อพิจารณาการดำเนินธุรกิจของทุนต่างชาติที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย 2. ธุรกิจก่อสร้าง เพื่อประเมินผลกระทบจากการแฝงตัวผ่านนอมินี  3. ธุรกิจค้าปลีกและการขนส่ง เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่กฎหมายและควบคุมสินค้ามาตรฐาน  4. ธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ และ SME ตลอดจนผลกระทลจากการใช้แพลตฟอร์มของต่างชาติในการซื้อสินค้าและขำระค่าสินค้า ระบบชำระเงินดิจิทัลด้วย Alipay และ Wechat Pay 5. การบังคับใช้กฎหมายและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนอมินี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าปลีก การท่องเที่ยว และการบังคับใช้กฎหมาย

“หากปล่อยให้ปัญหานอมินีเรื้อรัง จะกระทบทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉียบขาดทางกฎหมายและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง” นายทรงศัก กล่าว

เปิดข้อมูลนักวิชาการ! ชี้’ฮุนเซน’ละเมิดรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเอง

เปิดข้อมูลนักวิชาการ! ชี้'ฮุนเซน'ละเมิดรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเอง

เปิดข้อมูลนักวิชาการ! ชี้’ฮุนเซน’ละเมิดรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเอง

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

เปิดข้อมูลนักวิชาการ! ชี้”ฮุนเซน”ละเมิดรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเอง ขณะที่สื่อต่างประเทศชี้ชัด เป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงเป็นอาชญากรสงคราม

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยตรวจพบรายงานจากสื่อระดับโลก Reuters ซึ่งเผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 31 ก.คใที่ผ่านมา โดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูต 3 รายว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังคงมีบทบาทโดยตรงในการควบคุมและสั่งการด้านการทหารในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม

โดยรายงานระบุว่า สมเด็จ ฮุนเซนปรากฏตัวในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสวมเครื่องแบบทหาร ประชุมกับผู้นำกองทัพ และเผยแพร่ข้อความที่มีเนื้อหาโจมตีประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ในขณะที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ซึ่งเป็นบุตรชายกลับมีบทบาททางการเมืองที่เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของไทย โดยรองศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า พฤติกรรมของสมเด็จ ฮุนเซนในช่วงวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา อาจเข้าข่ายละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ.2536 โดยเฉพาะ มาตรา 2 และมาตรา 53 ซึ่งระบุหลักการสำคัญว่า :

– กัมพูชาต้องไม่รุกรานประเทศอื่น และไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม

– กัมพูชาต้องแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยสันติวิธี และดำรงความเป็นกลางอย่างถาวร

– กัมพูชาห้ามเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารที่ขัดต่อหลักความเป็นกลาง

– กัมพูชาต้องไม่อนุญาตให้มีฐานทัพต่างชาติในประเทศ และห้ามมีฐานทัพของตนเองในต่างแดน เว้นแต่ในกรอบคำร้องของสหประชาชาติ

– กัมพูชาต้องยึดแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ที่จัดทำระหว่างปี ค.ศ.1933 – 1953 ซึ่งเป็นแผนที่ที่ได้รับการรับรองในเวทีระหว่างประเทศช่วงปี ค.ศ.1963 – 1969 ในการนิยามเขตแดน ไม่ใช่แผนที่ขนาด 1:200,000 ที่กล่าวอ้างในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ปริญญา ยังชี้ว่า การกระทำของสมเด็จฯ ฮุนเซนและนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ละเมิดทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น การโจมตีพลเรือน การยิงจรวดใส่โรงพยาบาล และการฝังกับระเบิดในพื้นที่ สำคัญทางศาสนาและโบราณสถาณ) และยังขัดต่อรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเองอย่างชัดเจน โดยการสั่งการให้รุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และการอ้างแผนที่ผิดฉบับจากที่กฎหมายกำหนด

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาคมโลกจับตาการใช้อำนาจที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการที่ผู้นำซึ่งพ้นวาระไปแล้ว ยังคงมีอิทธิพลเหนือกองทัพ และสั่งการปฏิบัติการทางทหาร อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียนอย่างรุนแรง

“รัฐบาลไทยยืนยันว่า ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นแนวทางสันติวิธี และเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียน และสื่อมวลชนระหว่างประเทศ ร่วมกันตรวจสอบบทบาทของบุคคลที่อยู่นอกโครงสร้างบริหารของกัมพูชา แต่ยังมีอิทธิพลในเชิงปฏิบัติที่อาจละเมิดกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจเป็นอาชญากรสงคราม” นายจิรายุ ระบุ

เตรียมปิดจ็อบ! ‘กมธ.งบฯปี69’เคาะสรุปภาพรวม 6 ส.ค.นี้

เตรียมปิดจ็อบ! ‘กมธ.งบฯปี69’เคาะสรุปภาพรวม 6 ส.ค.นี้

เตรียมปิดจ็อบ! ‘กมธ.งบฯปี69’เคาะสรุปภาพรวม 6 ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

เตรียมปิดจ็อบ! “กมธ.งบฯปี69″เคาะสรุปภาพรวม 6 ส.ค.นี้ ดันเข้าถกวาระสอง-สามช่วง 13-15 ส.ค.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 ว่า เราพิจารณาทุกหน่วยงานจบแล้ว โดยในวันที่ 5 สิงหาคม จะเป็นการพิจารณาการแปรญัตติหลังจากที่อนุ กมธ.ฯ ตัดงบประมาณไปแล้วว่าเราจะแปรงบประมาณไปให้หน่วยงานไหนบ้าง หรือบางครั้งหน่วยงานที่ถูกตัดงบประมาณ เขาก็อุทธรณ์มาในห้อง กมธ.ชุดใหญ่ ส่วนวันที่ 6 สิงหาคม จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปภาพรวม ทั้งนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13 – 15 ส.ค.นี้ โดยจะพิจารณาเรียงเป็นรายมาตรา

เมื่อถามว่า จะไม่มีการเกินไปเป็นวันที่ 16 ส.ค.นี้ ใช่หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ใช่ ไม่เกิน เมื่อถามว่า จะมีการนัดประชุมกับคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 2 ฝ่าย วันไหนบ้าง นางมนพร กล่าวว่า ไม่น่าจะมีประชุมอะไร เพราะปกติเราก็วางไทม์ไลน์ไว้เช่นนี้ และไม่ต้องมีการจัดสรรเวลาอะไร ไม่เหมือนชั้นรับหลักการวาระ 1

อย่าหลงประเด็น! ‘ดร.หิมาลัย’ย้ำปมรักษา‘คนเขมร’กับการมีมนุษยธรรม

อย่าหลงประเด็น! ‘ดร.หิมาลัย’ย้ำปมรักษา‘คนเขมร’กับการมีมนุษยธรรม

อย่าหลงประเด็น! ‘ดร.หิมาลัย’ย้ำปมรักษา‘คนเขมร’กับการมีมนุษยธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ผมขอแสดงความคิดเห็นเรื่องมนุษยธรรมหน่อยครับ เรากำลังหลงประเด็นกันหรือเปล่าครับ ถ้าคนเขมรมาอยู่ในไทย แล้วประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเราไม่รับรักษา อันนี้ถือว่าไม่มีมนุษยธรรม แต่ที่เขารบกับเรา ยิงใส่ประชาชนเรา ยิงใส่โรงพยาบาลร้านค้าเรา แล้วการรบกัน เราก็มีล้มตาย บาดเจ็บ เขาก็มีล้มตาย บาดเจ็บ เป็นปกติของการทำสงคราม บ้านเขาก็มีหมอ มีโรงพยาบาล ทำไมไม่รักษากันเอง ทำไมต้องส่งให้เราครับ จะข้ามแดนมาทำไม ก็รักษาที่บ้านคุณซิครับ อย่างนี้ เราไม่รับรักษา ไม่ผิดหลักมนุษยธรรมหรอกครับ อย่าไปกลัวกับคำกล่าวหาของคนหน้าด้าน โกหก หลอกลวงเลยครับ เขาไม่ได้เห็นเราดีหรอกครับ เขาจะมองว่าเราโง่มากกว่า ที่เขายิงใส่เป้าหมายพลเรือน มันอาชญากรสงครามชัด ๆ มันยังไม่เห็นกลัวเลย”

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ
ยามเฝ้าแผ่นดินไทย

#ดรหิมาลัยผิวพรรณ
#ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
#คุยกับดรหิมาลัย
#ยามเฝ้าแผ่นดินไทย
#drhimalai
#สถานการณ์ไทยกัมพูชา

‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

‘มจธ.’ยกระดับนักศึกษาสู่‘นวัตกร’ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี‘ยานยนต์ไร้คนขับ’

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียานยนต์ในศตวรรษที่ 21 ประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีและบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในโลก เช่น Tesla, BMW, Waymo, Baidu และ Volvo ต่างลงทุนมหาศาลในการพัฒนา “ยานยนต์ไร้คนขับ” ที่สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยอาศัยระบบต่างๆ ทั้งระบบเซ็นเซอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), กล้อง และข้อมูลแผนที่ระดับสูง เพื่อเดินหน้าสู่ยุคที่ยานยนต์ไม่จำเป็นต้องมีคนขับอีกต่อไป ประเทศไทยก็ไม่ได้หยุดนิ่ง โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่มุ่งผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ด้วยพลังของนักศึกษารุ่นใหม่

รศ.ดร.เบญจมาศ พนมรัตนรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า ตนเองสนใจเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมานานกว่า 10 ปี เพราะมองว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพของประเทศได้ “เราต้องการเป็น ‘ผู้สร้าง’ ไม่ใช่แค่ ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยีที่ต้องคอยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เพราะเชื่อว่าเด็กไทยเรามีศักยภาพ ถ้าได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่ดีพอ พวกเขาก็จะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างยานยนต์ไร้คนขับได้ด้วยเช่นกัน”

จากความเชื่อและความมุ่งมั่นสะท้อนออกมาเป็น 2 ผลงานยานยนต์ไร้คนขับที่จัดแสดงในงาน Project Day 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงผลงานนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ผลงานชิ้นแรกคือ “LiDAR and Camera-Based Autonomous Vehicle Control System” เป็นผลงานการออกแบบและพัฒนาโดย นายณัฐวัฒน์ พลเสน, นายทวีศ บุญรอด และ นายภูมิธรรม ชัยภูมิ  ที่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจกลไกพื้นฐานของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับเคลื่อนอย่างคันเร่ง พวงมาลัย และเบรกอย่างละเอียด จากนั้นจึงได้พัฒนาส่วนควบคุมรถที่ใช้ LiDAR (การตรวจจับระยะทางด้วยแสง), GPS และ เซ็นเซอร์หลากหลายชนิด มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การบังคับพวงมาลัยและเบรกถูกควบคุมอย่างแม่นยำด้วยเซอร์โวมอเตอร์ที่ทำงานตามโค้ดที่พวกเขาเขียนขึ้นเองทั้งหมด เพื่อให้รถกอล์ฟสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไร้คนขับ

“เราไม่อยากใช้ของสำเร็จรูป เพราะอยากรู้ว่ามันทำงานยังไงตั้งแต่พื้นฐาน” ทวีศ กล่าวเน้นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่ภูมิธรรมกล่าวเสริมถึงความท้าทายในการออกแบบระบบเบรกอัจฉริยะว่า “ผมออกแบบให้คอมพิวเตอร์สั่งเบรกแทนเท้าถ้าระบบเจอสิ่งกีดขวาง รถจะหยุดเองทันที” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคิดค้นและแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ซับซ้อน

ผลงานชิ้นที่สอง “Vision-Based Navigation For Autonomous Golf Cart” เป็นผลงานของ นางสาวมัทรียาภรณ์ มั่นคง, นายกฤติน พรอยู่ศรี และ นายฐปนศมน ธาราดล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่พวกเขากล้าที่จะตั้งคำถามที่ท้าทายต่อขีดจำกัดของเทคโนโลยี “ถ้าไม่มีเซ็นเซอร์ราคาแพง เราจะทำให้รถขับเองได้ไหม? คำถามนี้ทำให้พวกเราพัฒนาระบบนำทางอัตโนมัติที่ใช้เพียงกล้อง 4 ตัว ร่วมกับ GPS กล้องแต่ละตัวทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” ที่จับภาพถนนและสิ่งกีดขวาง ก่อนจะส่งข้อมูลให้ AI ประมวลผลเพื่อตัดสินใจในการขับเคลื่อนรถไม่ว่าจะเลี้ยวหรือเบรกได้ด้วยตัวเอง” กฤตินเล่าถึงคำถามที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงงาน

“ตอนที่เราสอน AI เราใช้ภาพจากสภาพแวดล้อมจริงในมหาวิทยาลัย เพื่อให้ระบบเรียนรู้และแยกแยะรูปลักษณ์และสถานการณ์ต่างๆ ได้” มัทรียาภรณ์อธิบายเพิ่มเติม ขณะที่ฐปนศมนกล่าวเสริมว่า “ระบบจะคำนวณระยะทางและควบคุมการเคลื่อนที่ของรถตามเส้นทางที่กำหนด โดยใช้ ROS2 ในการเชื่อมโยงข้อมูล และ Arduino สั่งงานระบบเบรกและพวงมาลัย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าความสำเร็จในการทำให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไร้คนขับ คือกระบวนการเรียนรู้ที่นักศึกษาทั้งสองทีมได้รับ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบหรือโครงงานส่งท้ายภาคเรียน แต่เป็นการบ่มเพาะทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความอดทน และการเรียนรู้จากความล้มเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องเรียนทั่วไปให้ไม่ได้

“การทำโครงงาน ทักษะที่พวกเขาได้ คือ ความอดทน และ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งสำคัญมากและเรียนรู้ได้ยากในห้องเรียน เราพยายามให้นักศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ถ้าเจอทางตันก็จะค่อย ๆ ให้คำแนะนำเพื่อจุดประกายให้พวกเขาได้ลองผิดลองถูกและเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยไม่บอกคำตอบ แต่สิ่งที่เราเน้นย้ำเสมอคือ เด็กทุกคนไม่ได้เดินคนเดียว เราจะอยู่ข้างๆ อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ลุกขึ้นมาใหม่ด้วยกันได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างรถที่วิ่งเองได้ แต่เป็นการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ เป็นคนที่ล้มแต่พร้อมจะลุกขึ้นมาด้วยตัวเองและพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง

แม้โครงงานนี้จะยังไม่ได้วิ่งบนถนนจริง หรือไปไกลถึงเวทีระดับโลก แต่สิ่งที่เด็กไทยกลุ่มหนึ่งได้ลงมือทำ คือการเรียนรู้และสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง และนี่คือก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทยที่ต้องการก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้าง” ไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยีจากต่างประเทศ “เพราะถ้าเราทำแค่ซื้อ ประเทศก็จะมีแต่คนที่ประกอบได้ แต่จะไม่มีคนที่คิดเป็น หรือพัฒนาต่อยอดเองได้เลย เราจะเสียทั้งโอกาสและคนเก่งในอนาคต” รศ.ดร.เบญจมาศกล่าว และเน้นย้ำว่า การสร้างคนสำคัญไม่แพ้การสร้างเทคโนโลยี และนั่นคือเป้าหมายหลักของโครงการ

                               มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี