ยังปกติ!! ‘โฆษกรัฐบาล’รับรายงานสถานการณ์ชายแดน ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงตลอดคืน

ยังปกติ!! 'โฆษกรัฐบาล'รับรายงานสถานการณ์ชายแดน ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงตลอดคืน

ยังปกติ!! ‘โฆษกรัฐบาล’รับรายงานสถานการณ์ชายแดน ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงตลอดคืน

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

‘โฆษกรัฐบาล’รับรายงานสถานการณ์ชายแดน ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงตลอดคืน ขอประชาชนติดตามสถานการณ์จากช่องทางที่น่าเชื่อถือ

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รับรายงานถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน

ทั้งนี้ หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเฝ้าระวัง และป้องกันเหตุอย่างต่อเนื่อง 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังฝากประชาชน ขอให้ติดตามสถานการณ์  ผ่านช่องทางของหน่วยงานราชการ และไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวเท็จ บิดเบือนด้วย

ข้องใจ!! เตือนห้ามบินโดรน มีแต่กองทัพพูด แต่รบ.เงียบกริบ เหมือนไม่ใช่เรื่องตัวเอง

ข้องใจ!! เตือนห้ามบินโดรน มีแต่กองทัพพูด แต่รบ.เงียบกริบ เหมือนไม่ใช่เรื่องตัวเอง

ข้องใจ!! เตือนห้ามบินโดรน มีแต่กองทัพพูด แต่รบ.เงียบกริบ เหมือนไม่ใช่เรื่องตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.10 น.

เพจดังข้องใจ เตือนห้ามบินโดรน มีแต่กองทัพพูด แต่รัฐบาลเงียบกริบ ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องตัวเอง มองสถานการณ์นี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ ไม่ใช่โยนเป็นเกมการเมือง 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “CSI LA” ได้โพสต์สเตตัส ระบุว่า “เตือนห้ามบินโดรน มีแต่กองทัพที่พูด แต่รัฐบาลเงียบกริบ เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง? “

โดยได้คอมเมนต์เพิ่มเติมในโพสต์ด้วยว่า “สถานการณ์แบบนี้ จะให้กองทัพทำอยู่คนเดียวจริงหรือ? ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่โยนให้เป็นเกมการเมือง แล้วอ้างว่าเมื่อมอบอำนาจให้กองทัพไปแล้ว รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนั้นมันถูกหรือ? “

‘ทอ.’พบโดรนบินว่อนที่ตั้งทหาร-หน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ ชี้เป็นภัยร้ายแรง

'ทอ.'พบโดรนบินว่อนที่ตั้งทหาร-หน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ ชี้เป็นภัยร้ายแรง

‘ทอ.’พบโดรนบินว่อนที่ตั้งทหาร-หน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ ชี้เป็นภัยร้ายแรง

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.44 น.

‘กองทัพอากาศ’พบโดรนบินสำรวจที่ตั้งทหาร-หน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ ชี้ภัยร้ายแรง ขอปชช.หากพบเห็นร่วมแจ้งเบาะแสได้ 24 ชม.

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “พี่น้องประชาชน ทุกคนคือพลังสำคัญในการ #ปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพอากาศ ได้ตรวจพบความพยายามในการใช้โดรนบินสำรวจที่ตั้งทางทหารและหน่วยงานราชการจำนวนมากในหลายพื้นที่ที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงที่ส่อให้เห็นถึงความพยายามในการสอดแนม เพื่อกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและอาจรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจในการใช้ระบบ Anti Drone ในการทำลายเป้าหมายได้ทันที และผู้ที่กระทำผิด จะเข้าข่ายความผิดฐานจารกรรม/สายลับ ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีบทลงโทษรุนแรง ถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

ปัจจุบัน สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดรนคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและชีวิตประชาชน กองทัพอากาศจึงขอความร่วมมือประชาชนทุกท่านที่พบเห็นหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการบินของโดรน รวมทั้งผู้ที่บังคับโดรน ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายได้แจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 หรือหน่วยงานราชการใกล้เคียง ได้ตลอด 24 ชม. “

สส.อีกเพียบเสียววาบ โยกงบซ้ำรอย‘พิเชษฐ์’

สส.อีกเพียบเสียววาบ โยกงบซ้ำรอย‘พิเชษฐ์’

สส.อีกเพียบเสียววาบ โยกงบซ้ำรอย‘พิเชษฐ์’

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เทพไท” ชี้อย่าจบที่ “พิเชษฐ์”ตกเก้าอี้คนเดียว! พบยังมี สส.อีกเพียบโยกงบประมาณเข้าพื้นที่ตัวเอง ผิด ม.144 ด้าน “อนุสรณ์” ชี้กรณี “พิเชษฐ์” ไม่ทำเพื่อไทยสะดุด เตรียมเคาะคนเพื่อไทยขึ้นเป็นรองประธานสภาคนใหม่

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ผิด ม.144 ยังมีอีกหลายคน?” ระบุว่า…ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และต้องพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1ไปด้วย ในข้อหาฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการแปรญัตติงบประมาณแผ่นดิน

‘เทพไท’ชำแหละผิด‘ม.144’อีกเพียบ

“คุณพิเชษฐ์ไม่ใช่สส.คนแรกที่ได้กระทำการเช่นนี้ ในอดีตที่ผ่านมามีนักการเมืองหลายคน ใช้โอกาสการเป็น สส.แสวงหาประโยชน์ หรือผลักดันงบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง หวังคะแนนเสียง หวังผลประโยชน์ส่วนตัว จนเป็นที่มาของการเขียนรัฐธรรมนูญ ปิดช่องว่างไม่ให้นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ”

แต่ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายจะเขียนปิดช่องว่างเช่นไรก็ตาม แต่ยังมีนักการเมืองพยามหาช่องทางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจนได้ จะเห็นนักการเมืองหลายคน แย่งชิงกันเป็นกรรมาธิการงบประมาณประจำปี ซึ่งมีส่วนได้เสียกับการจัดสรรงบประมาณ สามารถนำงบประมาณลงในพื้นที่ได้ ต่อรองกับอธิบดีกรมต่างๆ หาโครงการ ผลักดันโครงการให้กับผู้รับเหมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของนักการเมืองทั้งสิ้น

วันนี้นักการเมืองเลี่ยงการกระทำผิดมาตรา144ของรัฐธรรมนูญ ไปใช้ช่องทางอื่น โดยใช้วิธีการประสานงานภายในเพื่อหวังจะให้การจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง แล้วไปเขียนป้ายขอบคุณหน่วยงาน กรมต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนงบประมาณ เป็นการหาเสียง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ซัดพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายพื้นที่

นายเทพไทระบุอีกว่าอยากให้บทเรียนของ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นตัวอย่างของนักการเมืองอีกหลายคน ที่พยายามจะหาช่องทางจัดสรร หรือผลักดันงบประมาณ เพื่อประโยชน์ในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ในจังหวัดของตัวเอง บางคนผลักดันไปแล้ว หวังที่จะให้บริวารพรรคพวก หรือบริษัทในเครือข่ายได้รับเหมา ประมูลงาน หรือไปประมูลโดยใช้วิธีการแอบอ้างว่า งบประมาณโครงการนี้ตัวเองเป็นคนผลักดันมา จึงห้ามไม่ให้ผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาประมูล ข้าราชการก็เกรงใจ เพราะเป็นงบประมาณของสส.นำมา ก็ต้องให้สส.เป็นผู้รับเหมา จึงเห็นพฤติกรรมแบบนี้อยู่ในหลายพื้นที่

มีอีกเพียบอย่าจบที่‘พิเชษฐ์’คนเดียว

นายเทพไทยังย้ำว่า ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้จบอยู่ที่ คุณพิเชษฐ์ เพียงคนเดียว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปค้นหาหรือสืบเสาะดูเชื่อว่า ยังมีสส.อีกมากมายหลายคน ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้จับตาดูบุคคลที่ เข้าไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณเป็นประจำ ขอเป็นกรรมาธิการงบประมาณทุกปี ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่า เข้าไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณเพื่อประโยชน์อันใด หรือเข้าไปในฐานะเป็นมืออาชีพ ก็ต้องถามว่าเป็นมืออาชีพให้กับใคร ให้กับตัวเองหรือให้กับประชาชนกันแน่

“ขอแสดงความเสียใจกับคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งเป็นเพื่อนนักการเมืองร่วมสมัยกับผม ต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งส.ส.และต้องพ้นจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1ไปด้วย รวมทั้งตัดสิทธิ์ทางการเมืองอีก 10 ปี ถือว่าสาหัสสากรรจ์พอสมควร หวังว่าบทเรียนครั้งนี้คงไม่สูญเปล่า และต้องนำมาซึ่งการสะสางกระบวนการแอบอ้าง และฉกฉวยเอางบประมาณแผ่นดิน ไปใช้ประโยชน์เพื่อพื้นที่ของตัวเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในกรณีของสส.คนอื่นๆด้วย”นายเทพไท ย้ำ

‘ดิเรกฤทธิ์’ซัดป.ป.ช.ดองทำผิดม.144

ด้าน นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีต สว.โพสต์ข้อความระบุว่า ปชช.ทั้งประเทศสงสัยคำว่า “โดยพลัน” ที่ ป.ป.ช. รับเรื่อง ครม. สส. และ สว. ทำผิดตาม รธน. ม.144 เพราะใช้เวลา 2 เดือนกว่ามาแล้ว ยังเก็บเรื่องตรวจเงื่อนไขการฟ้องไว้โดยไม่ส่งให้ศาล รธน. ตัดสิน “พจนานุกรมต้องนิยามคำนี้ใหม่ หรือไม่ต้องมีคนฟ้องเอาผิด ปปช. แล้วล่ะครับ”

พท.ชี้ปมพิเชษฐ์ย้ำสส.ระวังม.144

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ส่งผลให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พ้นจากสส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา144วรรคสองว่า ในฐานะเพื่อน สส.ก็ขอแสดงความเสียใจกับนายพิเชษฐ์ที่ต้องถูกตัดสิทธิดังกล่าว

นายอนุสรณ์ระบุว่าเชื่อว่านายพิเชษฐ์และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายคงต้องไปเร่งอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็ม เพื่อทำความเข้าใจต่อไป ถ้าดูการปฎิบัติหน้าที่บนบัลลังก์ ถือว่านายพิเชษฐ์ตั้งอกตั้งใจปฎิบัติหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 อย่างเต็มที่ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ดี แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องมาตรา 144 วรรคสอง ก็ต้องยอมรับในคำวินิจฉัยและ สส.คนอื่นๆก็ต้องระมัดระวังในประเด็นนี้

เชื่อมั่นไม่ทำให้‘เพื่อไทย’สะดุด

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยคาดว่าคงใช้เวลาไม่นานในกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ รวมถึงการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมแทนนายพิเชษฐ์ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะในพื้นที่ดังกล่าวพรรคเพื่อไทยมีบุคลากรทางการเมืองคุณภาพที่พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมอยู่พอสมควร คาดว่าก่อนที่ กกต. จะประกาศรับสมัครเลือกตั้งซ่อม คงจะมีความชัดเจนมากขึ้นโดยลำดับ

“กรณีของนายพิเชษฐ์ไม่ทำให้การทำงานของพรรคเพื่อไทยสะดุด จุดไหนที่ต้องเดินหน้าแก้ไข ก็เดินหน้ากันต่อไป ทั้ง ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 หรือการเลือกตั้งซ่อมสส.แทนนายพิเชษฐ์“ นายอนุสรณ์ กล่าว

พท.เคาะคนส่งสภาเลือกรองปธ.7สค.

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย ว่า ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 จะมีการเลือกกันในสภา วันที่ 7 ส.ค.นี้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา บรรจุวาระเรียบร้อยแล้ว เหตุที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากวันที่ 13-15 ส.ค.จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2569 ในวาระ 2 วาระ 3 หากมีประธานทำหน้าที่เพียงแค่ 2 คน คงไม่ไหว

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่าโดยตำแหน่งที่ว่างลง ทางพรรคเพื่อไทยตอนนี้ ยังไม่ได้คุยกันว่าจะเป็นใคร ต้องรอฟังสมาชิกพรรคก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับเพื่อน สส.ทุกคนอยู่ต่างจังหวัด ส่วนจะเป็นภาคเหนือ เหมือนนายพิเชษฐ์หรือไม่นั้น คงต้องรอให้มีการประชุมพรรควันที่ 5 ส.ค.ก่อน

เมื่อถามว่าหากพรรคเสนอนายวิสุทธิ์ ทำหน้าที่นั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ต้องฟังเพื่อนสมาชิกก่อน พรรคเพื่อไทยมีคนเก่ง มีความสามารถพร้อมทำหน้าที่หลายคน ให้รอฟังที่ประชุมพรรค และตนพร้อมสนับสนุนทุกคนในการทำหน้าที่ ตนขอเป็นตัวเลือกสุดท้าย หากไม่มีใครยอมเป็น

โฆษกพท.รับยังไม่ได้คุยผู้ใหญ่

นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สิ้นสุดสมาชิกภาพ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี กรณีเห็นชอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 โครงการนั้นพรรคเพื่อไทยจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไปในตำแหน่งที่ว่างลงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับผู้ใหญ่ภายในพรรคเลย สิ่งที่ต้องดำเนินตามกฎหมายคือนายพิเชษฐ์จะต้องหลุดออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน เมื่อเขตเลือกตั้งว่างลงก็จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ในส่วนของตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1ก็จะต้องมีการสรรหาคนใหม่ เลือกกันใหม่ในสภาอีกเช่นกัน เชื่อว่าการสรรหารองประธานสภา คนที่1อาจจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งซ่อมด้วยซ้ำไป

ส่วนตำแหน่งประธานสภาฯคนที่ นั้นยังคงจะต้องเป็นในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน ในกรณีครั้งที่ผ่านมา ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 2 ว่างลง จากการที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้พูดคุยกันและทราบมาว่าทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนี้ และส่งมาให้ทางพรรคเพื่อไทย จึงเป็นนายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ดพรรคเพื่อไทย เข้ามารับตำแหน่งแทน

5ส.ค.ถกส่งลต.ซ่อม.-ชิงรองปธ.

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะหารือเมื่อใด นายดนุพร กล่าวว่า วันอังคาร ที่ 5 ส.ค. เนื่องจากเป็นการประชุมพรรคเพื่อไทยประจำสัปดาห์ ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้คนคงอยากจะรู้ เลือกตั้งซ่อมก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่คนน่าจะอยากรู้ที่สุดคือตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 1 ที่ว่างลงว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นใคร ที่จะเข้ารับตำแหน่งนี้แทน คาดว่าวันอังคารที่ 5 ส.ค.น่าจะชัดเจนทั้ง 2 เรื่อง และก็ต้องดูว่าสัดส่วนตรงนี้ยังคงเป็นของภาคเหนืออยู่หรือไม่ เพราะนายพิเชษฐ์ ก็มาจากภาคเหนือ หากตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย และคงจะต้องมีการพูดคุยกัน ถึงคนที่จะลงสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ว่าจะเป็นใคร

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเสนอชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลงชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 นายดนุพร กล่าวว่า คงต้องพูดคุยกันก่อน ถ้ามองว่านายพิเชษฐ์มาในสัดส่วนของภาคเหนือ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า นพ.ชลน่าน ที่เป็น สส.น่าน ก็อาจจะมีสิทธิลงชิงตำแหน่งนี้

รวมพลังแผ่นดินชุมนุมกระหึ่ม จี้‘อุ๊งอิ๊งค์’ลาออก ล้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

รวมพลังแผ่นดินชุมนุมกระหึ่ม จี้‘อุ๊งอิ๊งค์’ลาออก ล้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

รวมพลังแผ่นดินชุมนุมกระหึ่ม จี้‘อุ๊งอิ๊งค์’ลาออก ล้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รวมพลังแผ่นดินชุมนุมกระหึ่ม จี้‘อุ๊งอิ๊งค์’ลาออก ล้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รุมชำแหละยับคลิป‘อังเคิล’ ยังไม่กำหนดคิวบุกทำเนียบ วอนพรรคร่วมรบ.ถอนตัว


มวลชนรวมพลังแผ่นดินฯ รวมตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เกาะติดแกนนำปราศรัย เที่ยงถึงสามทุ่ม “พิชิต” ย้ำ“อิ๊งค์”ต้องลาออก เซ่นปมคลิปอังเคิลฮุน กระตุกพรรคร่วม เห็นใจทหารแนวหน้า แสดงจุดยืนทิ้งรัฐบาล ประณามเขมร เป็นอาชญกรสงคราม จับตา“จตุพร”ประกาศท่าที ยกระดับม็อบขยับค้างคืน ใกล้ทำเนียบ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มมวลชน รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยไทย โดยตั้งแต่เวลา 12.00 น. ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน แต่มวลชนเริ่มทยอยเดินทางเข้าพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อจับจองหาที่นั่งฟังปราศรัยจากแกนนำบนเวที โดยมวลชนส่วนใหญ่แต่งกายด้วยเสื้อเหลือง และเสื้อสีขาว มีการผูกผ้า

สัญลักษณ์ริบบิ้นลายธงชาติ

ขณะที่การจราจรบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังไม่มีการปิดการจราจรทุกเส้นทาง โดยเวทีปราศรัยหันหน้าไปยังทิศทางเส้นถนนพหลโยธิน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อำนวยความสะดวกในพื้นที่และรัศมีบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 

กำหนดการยาวถึง3ทุ่ม/แกนนำเตรียมสับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการนัดหมายชุมนุมวันนี้จะเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เรื่อยไปจนถึงเวลา 21.00 น. โดยมีแกนนำคนสำคัญสลับขึ้นมาปราศรัย ซึ่งเป็นจะเน้นประเด็นพุ่งเป้าไปในเรื่องของ กรณีคลิปเสียง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ในการสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา สถานการณ์การปะทะกันที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา รวมถึงคดี ชั้น14 ของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยแกนนำคนสำคัญที่จะขึ้นปราศรัย อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ อ.เจษฎ์ โทณะวณิก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายนิติธร ล้ำเหลือ นายวีระ สมความคิด นายพิชิต ชัยมงคล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวศ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อัญชลี ไพรีรัก นายจิตกร บุษบา นายปรเมษฐ์ ภู่โต นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บุญระดม จิตรดรอน
 

“พิชิต” ย้ำ“อิ๊งค์”ต้องลาออก

เมื่อเวลา 14.00 น. นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิบไตยไทย เพื่อแสดงพลังห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร ว่า การชุมนุมในวันนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากครั้งก่อน แต่ข้อเรียกร้องเดิมคือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ต้องรับผิดชอบต่อกรณีคลิปเสียงหลุด เพราะผลของคลิปหลุดทำให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบ ทหารได้รับการบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

นายพิชิต กล่าวว่า อิทธิพลที่ น.ส.แพทองธารพูดว่าแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ใช่พวกเรา ทำให้กัมพูชาได้ใจ มีความฮึกเหิมจนทำให้เกิดการสู้รบ น.ส.แพทองธารปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ จึงต้องลาออกจากตำแหน่งทันที ขอส่งเสียงไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยตั้งคำถามว่าจะต้องประคองรัฐบาลชุดนี้ต่อไปหรือ ควรเห็นใจทหารแนวหน้าประชาชนที่เสียชีวิต เด็กน้อยที่ต้องถูกระเบิดในร้านสะดวกซื้อ พรรคร่วมรัฐบาลจะประคองระบอบชินวัตรไปถึงไหน จึงขอให้แสดงจุดยืนโดยการลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลโดยทันที

ข้องใจรัฐบาลปกป้องใครกันแน่

นายพิชิต กล่าวว่า พวกเราต้องการสื่อสารไปถึงรัฐบาลกัมพูชา ขอประณามการกระทำโดยเฉพาะทหารกัมพูชาที่ยิงปืนใหญ่ไปสู่เป้าหมายพลเรือน ซึ่งผิดขั้นตอนการรบ เป็นการทำลายประชาชน การกระทำเช่นนี้ถือเป็นอาชญากรสงคราม ส่วนรัฐบาลไทยที่ไปเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้ไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก เหตุใดถึงไม่ยื่นเงื่อนไขให้กัมพูชามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของไทยเสียก่อน ทหารไทยทำงานลำบาก เนื่องจากกัมพูชาผิดอนุสัญญาออตาวาวางระเบิดทุ่นระเบิดเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับเจรจาให้หยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งที่ควรยื่นเงื่อนไขให้กัมพูชาต้องมาถอนทุ่นระเบิดออกไปให้หมด ฉะนั้น การกระทำของรัฐบาลเป็นการปกป้องประเทศไทย หรือปกป้องผลประโยชน์ของใครกันแน่
 

ลั่นต้องจัดการไส้ศึกเขมร

เมื่อถามว่า รัฐบาลมีความเห็นว่าการจัดชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมากดดันรัฐบาล นายพิชิต กล่าวว่า ความรับผิดชอบจะต้องมีตลอดเวลา เราพูดมาก่อนการจะมีสงคราม เราไม่ได้ขัดขวางการสู้รบของทหารตามแนวชายแดน แต่ต้องการมาสื่อสารและบริจาคสิ่งของเพื่อส่งไปชายแดน ซึ่งเราต้องจัดการไส้ศึกของเราด้วยเช่นกัน
นายพิชิต กล่าวว่า การที่ น.ส.แพทองธาร พูดกับสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เสมือนให้กำลังใจกัมพูชา เหมือนเป็นไส้ศึก จุดอ่อนทางความมั่นคงคือรัฐบาล กัมพูชาถือไพ่เหนือกว่า มีคลิปเสียงที่สามารถข่มขู่รัฐบาลไทยได้ ดังนั้นจุดอ่อนของความมั่นคงของประเทศเป็นรัฐบาล ไม่ใช่กองทัพและประชาชน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้จะต้องกำจัดจุดอ่อน ด้วยการที่นางสาวแพทองธารต้องลาออก

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากสองตระกูล แต่เป็นเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายพิชิต กล่าวว่า เราไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นรูปธรรมในกัมพูชา ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตยังไม่ตัด การอ้างถึงการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และคลิปหลุดที่ถามถึงความต้องการของสมเด็จฮุนเซนแสดงว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวในตอนนั้นยังดีอยู่ ไม่ได้ทะเลาะกัน

ซัดนี่คือความอัปยศที่สุดของ“อิ๊งค์”

“ผมว่าเป็นข้ออ้างเอาสงครามมาเป็นนโยบายของตนเอง แปลกประหลาดมาก สู้รบกันแทนที่รัฐบาลจะรับผิดชอบกลับไปเคลมว่าเป็นผลงานปราบคอลเซ็นเตอร์ของรัฐบาล กลายเป็นว่านางสาวแพทองธารยืนอยู่บนซากศพของทหารและประชาชน โดยอ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง ภูมิใจขนาดไหนที่กล้ายืนบนเลือดของพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิต” นายพิชิต กล่าว
นายพิชิต กล่าวต่อว่า น.ส.แพทองธารต้องออกมาขอโทษ ไม่ใช่เกิดการสู้รบแล้วอ้างว่าเป็นผลงานเด่นของรัฐบาล นี่คือความอัปยศที่สุดที่นางสาวแพทองธารทำต่อประชาชนคนไทย อย่างไรก็ตามการชุมนุมในวันนี้คาดว่าประชาชนจะเดินทางเข้ามาเต็มพื้นที่เหมือนการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา โดยไฮไลต์สำคัญคือการปราศรัยและจะมีการประกาศทิศทางโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ุ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เราหารือกันอยู่ว่าจากนี้ไปจะต้องมีการขยับชุมนุมที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล หรือการพักค้าง

ไม่เห็นด้วยให้ปท.อื่นเป็นตัวกลางเจรจา

นายพิชิต กล่าวว่า ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เราไม่เห็นด้วยกับการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี บินไปเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขที่ประเทศมาเลเซีย ขณะที่ทหารไทยรบได้เปรียบและกัมพูชาวางทุ่นระเบิด แต่ไทยกลับไปเจรจาหยุดยิงเท่ากับยอมรับว่าทุ่นระเบิดนั้นถูกกฎหมาย เราเห็นด้วยการเจรจาทวิภาคี แต่ไทยจะต้องเป็นผู้นำและเจ้าภาพในการเชิญกัมพูชามาพูดคุย เราไม่เห็นด้วยที่จะให้ประเทศอื่นเป็นตัวกลางในการเจรจา เพราะไทยต้องแสดงศักยภาพในเรื่องนี้

นายพิชิต กล่าวว่า ส่วนที่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่าเรื่องปัญหาคนในประเทศให้รอก่อน ขอเคลียร์ กับคนนอกประเทศก่อนนั้น นายพิชิต ย้ำว่าปัญหาภายในประเทศก็รุนแรงเช่นกัน เพราะการสู้รบครั้งนี้เกิดจากคลิปเสียง การสู้กับข้าศึกภายนอกประเทศเป็นหน้าที่ของทหารไทย แต่การจัดการไส้ศึกภายในก็เป็นหน้าที่ของประชาชน

ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ เผยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีคิวบุกทำเนียบรัฐบาล เพราะจะรอศาลรธน.นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ ก่อน

ลั่นกองทัพทำถูกแล้ว/ชี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม่ทัพ2ไม่ไว้ใจเขมร สั่งเตรียมพร้อมไม่ประมาท

ลั่นกองทัพทำถูกแล้ว/ชี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม่ทัพ2ไม่ไว้ใจเขมร สั่งเตรียมพร้อมไม่ประมาท

ลั่นกองทัพทำถูกแล้ว/ชี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม่ทัพ2ไม่ไว้ใจเขมร สั่งเตรียมพร้อมไม่ประมาท

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลั่นกองทัพทำถูกแล้ว/ชี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม่ทัพ2ไม่ไว้ใจเขมร สั่งเตรียมพร้อมไม่ประมาท รุดบำรุงขวัญทหารแนวหน้า ลงตัวถกGBCที่มาเลเซีย4ส.ค. เปิดทางUNHCRดูเชลยศึก

“แม่ทัพภาคที่ 2”ลงพื้นที่ชายแดนเยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า ชื่นชมความเข้มแข็ง ปกป้องอธิปไตย ลั่นเราทำถูกต้องแล้ว ย้ำผู้บังคับบัญชายืนเคียงข้าง ขออย่าประมาท อะไรเกิดได้ตลอดเวลา ด้านทัพฟ้าเตรียมบรรจุ AT-6 จำนวน 8 เครื่อง ใช้ภารกิจการโจมตีทางอากาศ ลาดตระเวนตรวจการณ์ในพื้นที่ชายแดน ขณะที่การประชุม GBC 4 สิงหาคม ลงเอยที่มาเลเซีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68 ที่ผ่านมา พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ได้ลงพื้นที่หน้าแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการต่างๆพร้อมมอบสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง และให้โอวาทแก่กำลังพล โดยได้กล่าวขอบคุณ ในการปฏิบัติหน้าที่ ปกป้องอธิปไตย อย่างเข้มแข็งของทหารทุกนาย ยืนยันว่าพวกเราทำถูกต้องแล้ว พร้อมทั้งขอให้ทหารทุกนายตระหนักเสมอว่าระดับผู้บัญชาการทุกระดับ เคียงข้างอยู่เสมอ ขออย่าได้ประมาท พร้อมจะเกิดอะไรได้ทุกเวลา พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงและขอให้ติดตามข่าวสารด้วย ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พักค้างคืนอยู่กับทหารตามแนวชายแดน ตลอดทั้งคืน

ทบ.โต้ข้อกล่าวหาทำร้ายเชลยศึก

ขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทหารไทยจับกุมและควบคุมตัวทหารกัมพูชา ภายหลังจากข้อตกลงหยุดยิง โดยกล่าวหาว่าไทยทำร้ายร่างกายอย่างไม่เป็นธรรม ก่อนส่งกลับ ว่า เป็นเพียงคำกล่าวหาบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชา และการหยุดยิงแบบฉับพลัน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธต่อกัน ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ตามกฎหมายสากล กระบวนการฝ่ายทหารในการควบคุมตัวไว้ก่อน จึงยังสามารถทำได้ ตามอนุสัญญาเจนีวา

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของกองทัพบก มีแผนและพร้อมที่จะเชิญองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICRC มาดูความเป็นอยู่ของเชลยศึกที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งอยู่ในกรอบการดำเนินการตามขั้นตอนของอนุสัญญาเจนีวาอย่างสมบูรณ์และชัดเจน หากกังวลเรื่องความเป็นอยู่ เพราะรู้เท่าทันว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำเรื่องนี้ไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายทหารไทย ทางผู้แทน ONHCR และ ICRC จึงสามารถขอเข้ามาดูได้ ตามช่องทางกระบวนการตามที่กฎหมายสากลระบุ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันดำเนินการทุกอย่างภายใต้กติกาสากล

“ช่องอานม้า”ไทยเข้าได้แล้ว

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีพื้นที่ช่องอานม้าด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุการปะทะเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา กำลังทหารฝ่ายไทยไม่เคยสามารถเข้าไปในพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ตาอม ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังตรึงพื้นที่ไว้ฝ่ายเดียวมาตลอด ซึ่งผิดหลักธรรมชาติ แต่ปัจจุบันหลังปะทะและหยุดยิง ฝ่ายไทยสามารถเข้าพื้นที่ได้ ตามเงื่อนไขที่ทหารทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน โดยได้ตกลงแนวทางปฏิบัติร่วมกันไว้ ดังนี้ 1.จัดกำลังฝ่ายละ 5 นาย โดยแต่ละฝ่ายส่งเจ้าหน้าที่ 5 นาย เข้าไปในพื้นที่ร่วมและพื้นที่ที่ต่างฝ่ายได้อ้างสิทธิ 2.ไม่มีการพกพาอาวุธ เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องงดเว้นการพกพาอาวุธในขณะปฏิบัติภารกิจ 3.มีการลาดตระเวนร่วมกันทั้งสองฝ่ายร่วมเดินลาดตระเวนบริเวณรอบ “ตาอม” (ฝั่งกัมพูชา) และพื้นที่ใกล้เคียง เป็นเวลา 15 นาทีต่อครั้ง และ 4.ไม่จำกัดช่วงเวลาในการเข้า-ออกพื้นที่ สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้ตลอดเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา

“ปัจจุบันกองทัพไทย สามารถควบคุมสถาปนาพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น หลายพื้นที่สามารถผลักดันกำลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำอธิปไตยไทยได้สมบูรณ์ รวมถึงเข้ายึดพื้นที่ในแนวจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญได้หลายจุด โดยเมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว ฝ่ายไทยได้จัดกำลังตรึงพื้นที่ เฉพาะในเขตที่มั่นใจว่าเป็นดินแดนของไทย และสามารถครอบครองได้โดยชอบธรรม เพื่อรักษาความได้เปรียบทางยุทธวิธี เพื่อได้เปรียบในการป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต”โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า

ไว้อาลัยเหยื่อจรวดเขมรถล่มปตท.

ส่วนบรรยากาศที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. นางสาวภคนันท์ ศิลาอาสน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ได้จัดกิจกรรมให้ร่วมวางดอกไม้แสดงความอาลัย และร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต โดยมีประชาชนชาวอำเภอกันทรลักษ์ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศ สื่อท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนที่ทราบข่าว ได้เดินทางมาร่วมวางดอกไม้ แสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก และหลังจากที่มีการเผยแพร่ในโลกโซเชียล เรื่องวางดอกไม้ส่งดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ถูกกัมพูชาถล่มร้านสะดวกซื้อได้มีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลมาวางดอกไม้เพื่อร่วมส่งดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทหารที่กัมพูชายิงจรวด BM-21 เข้าใส่ปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 15 ราย โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตมีแม่และลูกวัย 8 ขวบรวมอยู่ด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68 ที่ผ่านมา รัฐบาลโดย ศบ.ทก. กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบกและกรมประชาสัมพันธ์ ได้นำคณเอกอัครราชทูต ทูตทหารจาก 23 ประเทศ พร้อมด้วยสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ 150 คน กว่า 40 สำนักข่าวทั่วโลก ลงพื้นที่เพื่อได้รับกระทบจากสถานการณ์ และได้พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ทำให้ผู้แทนประเทศรับทราบข้อเท็จจริงและเห็นภาพความเสียหายและผลกระทบด้วยตัวเอง โดยผู้แทนหลายประเทศแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนแนวทางของไทยในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

“ประเสริฐ”มอบเงินเยียวยา

วันเดียวกัน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยได้มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ 9 ราย นอกจากนี้ ยังได้เดินทางเยี่ยมและมอบสิ่งของบริจาคที่ศูนย์อพยพใน อ.กันทรลักษ์ พร้อมหารือแนวทางการดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลผู้ประสบภัยที่เหลืออยู่

จากนั้น นายประเสริฐได้เดินทางไปวางดอกไม้ไว้อาลัย ณ จุดเกิดเหตุความรุนแรงและตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในอำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการสื่อสารและส่งมอบความช่วยเหลือในภาวะวิกฤต

“บิ๊กป้อม”เยี่ยมกำลังพลชายแดน

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน เพื่อให้กำลังใจและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรได้มอบคำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ทหารรุ่นน้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรับมือกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจนำมาใช้ในการสอดแนมหรือโจมตี รวมถึงแนวทางการตอบโต้ด้วยระบบป้องกันโดรนที่มีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้ พล.อ.สุชาติ ผ่องพุฒิ อดีตเจ้ากรมสื่อสารทหารบก ร่วมเสนอแนวทางและประสานงานกับ กสทช. เพื่อขอใช้ย่านความถี่ที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร และคณะยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่กองกำลังสุรนารี และเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนในศูนย์อพยพ พร้อมกับกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในอีกไม่กี่วัน และประชาชนจะได้กลับบ้านตามปกติ

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล พล.อ.ประวิตรตอบเพียงว่าในฐานะอดีตนายทหารคงไม่สามารถให้ความเห็นในเชิงนโยบายได้ เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของตน พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากรัฐบาลเข้มแข็ง เรื่องทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น”

“บิ๊กเล็ก”รับข้อเสนอกัมพูชา

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับข้อเสนอของกัมพูชาที่ขอให้มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 แม้ก่อนหน้านี้จะมีความเห็นว่าการเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องทวิภาคี แต่จากการหารือกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ข้อสรุปว่าหากประเทศไทยปฏิเสธข้อเสนอ อาจถูกมองว่ามีเจตนาแอบแฝง จึงตัดสินใจยอมรับเพื่อให้การเจรจาดำเนินไปอย่างโปร่งใส ทั้งนี้การประชุม GBC จะมีขึ้นช่วง 4-7 สิงหาคมนี้ โดยเขมรเป็นเจ้าภาพ

ฉะกัมพูชาไม่ใส่ใจศพทหาร

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียด ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ซึ่งสะท้อนผ่านพลังของประชาชนที่พร้อมยืนหยัดร่วมกัน สนับสนุน รัฐบาลโดยกองทัพไทย บุคลากรทุกหน่วย และให้เกียรติแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดินอย่างสูงสุดสมเกียรติ

“สิ่งที่ประเทศไทยมี และเป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครพรากไปได้ คือความรักชาติของคนไทย ความสามัคคีของคนในชาติที่ไม่สั่นคลอน และความศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อทหารผู้เสียสละในแนวหน้า ซึ่งเป็นเกราะปกป้องประเทศในยามวิกฤต” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ทั้งนี้ การที่กัมพูชาปฏิเสธว่าร่างทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะตามแนวชายแดน “ไม่ใช่ทหารของตน” เป็นการลดทอนเกียรติภูมิของผู้เสียสละอย่างไร้ยางอาย ต่างจากประเทศไทยที่ยึดมั่นในคุณค่าของความเสียสละ และเชิดชูเกียรติทหารในฐานะผู้ปกป้องแผ่นดิน ผู้เป็นหลักชัยแห่งศักดิ์ศรีของชาติ

“รัฐบาลขอยืนยันว่า ทหารไทยทุกนาย และประชาชนผู้เสียสละ คือสัญลักษณ์ของเกียรติภูมิ ความมั่นคง และเอกราชของชาติ การยืนหยัดของพวกเขาคือพลังของประเทศ และจะได้รับการยกย่องด้วยเกียรติยศสูงสุดจากแผ่นดินไทยอย่างสมศักดิ์ศรี” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

ด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอย่างต่อเนื่อง

EODพบระเบิดBM-21ไม่ทำงาน

วันเดียวกันที่ จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด (EOD) ตชด.21 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เข้าตรวจสอบพื้นที่อำเภอพนมดงรัก หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายลูกจรวดตกในพื้นที่

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบ จรวด BM-21 ที่ยังไม่ระเบิดจำนวน 2 ลูก ปักอยู่กลางทุ่งนาของชาวบ้าน ซึ่งจรวดดังกล่าวปักลึกถึง 5-6 เมตรเกินขีดความสามารถของอุปกรณ์ที่มีอยู่ เจ้าหน้าที่จึงได้กันพื้นที่และเฝ้าระวังไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้เพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสำรวจพื้นที่โดยรอบและพบจรวด BM-21 ที่ยังไม่ระเบิดอีกกว่า 15-20 ลูก กระจายอยู่ในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งประสานหน่วยทหารที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางและประสิทธิภาพสูงกว่าเข้ามาดำเนินการเก็บกู้และทำลายต่อไป

เปิดทาง UNHCRดูเชลยศึก

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทหารไทยจับกุมและควบคุมตัวทหารกัมพูชาภายหลังจากข้อตกลงหยุดยิง โดยกล่าวหาว่าไทยทำร้ายร่างกายอย่างไม่เป็นธรรมทำก่อนส่งกลับว่า เป็นเพียงคำกล่าวหา บิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชา และการหยุดยิง แบบฉับพลัน แต่สถานการณ์ความขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธต่อกัน ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ตามกฎหมายสากล กระบวนการฝ่ายทหารในการควบคุมตัวไว้ก่อน จึงยังสามารถทำได้ ตามอนุสัญญาเจนีวา

ในส่วนของกองทัพบก มีแผนและพร้อมที่จะเชิญองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICRC มาดูความเป็นอยู่ของเชลยศึกที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งอยู่ในกรอบการดำเนินการตามขั้นตอนของอนุสัญญาเจนีวาอย่างสมบูรณ์ และชัดเจน หากกังวลเรื่องความเป็นอยู่ เพราะรู้เท่าทัน ว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำเรื่องนี้ไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายทหารไทย ทาง ผู้แทน UNHCR และ ICRC จึงสามารถขอเข้ามาดูได้ ตามช่องทางกระบวนการตามที่กฎหมายสากลระบุ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันดำเนินการทุกอย่างภายใต้กติกาสากล

ทอ.บรรจุAT-6เสริมเขี้ยวเล็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 7 ส.ค.68 กองทัพอากาศ ทำพิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีเบา แบบ AT-6 เป็นเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 ของกองทัพอากาศ เข้าประจำการทั้งหมด 8 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจการโจมตีทางอากาศ ตลอดจนการบินลาดตระเวนตรวจการในพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันสนับสนุนภารกิจการบินลาดตระเวนสนับสนุนในพื้นที่ชายแดน ตามที่ได้รับการประสาน

กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินสองเครื่องแรกเมื่อวันที่ 16 ก.ค.67 เข้าประจำการที่ฝูงบิน 411 กองบิน 41 (บน.41) จ.เชียงใหม่ โดยมีเครื่องบินหมายเลข “41101” และ “41102” จากนั้นก็ทยอยส่งมอบ จนครบทั้ง 8 ลำ โดยในวันที่ 7 ส.ค.68 ทางกองทัพอากาศ จะได้ทำพิธีบรรจุประจำการ เครื่องบิน บ.จ.8 (AT-6TH ) มี่กองบิน 41 จังหวีดเชียงใหม่

สำหรับเครื่องงบิน AT-6 TH จำนวน 8 ลำจากสหรัฐอเมริกา วงเงิน 4.6 พันล้านบาท จากบริษัท Textron Aviation Defense LLC สหรัฐอเมริกา เป็นโครงการผูกพันงบประมาณ 5 ปี ระหว่างปี 64-68 พร้อมอุปกรณ์อะไหล่ ระบบสนับสนุนการฝึกอบรม และอุปกรณ์อื่นๆ

AT-6 TH ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจ ได้แก่ การบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support) ,ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า (Forward Air Control-Airborne) ,การลาดตระเวนรบติดอาวุธ (Armed Reconnaissance) , การโจมตีทางอากาศ (Air Strike) , การเฝ้าระวัง การข่าวกรองและการลาดตระเวน (Surveillance and Reconnaissance : ISR) ,การบินค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) , การสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Area Imagery) ,การถ่ายภาพภัยพิบัติ (Disaster Area Imagery) ,การสนับสนุนปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า และบูรณาการความร่วมมือในการสนับสนุนการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติกับหน่วยงานอื่นๆ

ยามมีภัยคนไทยไม่ทิ้งกัน

นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย (สก.ต่าย) ได้มอบหมาย ให้ทีมงานจิตอาสากระต่ายคลองเตย ร่วมกับ อปพร.เขตคลองเตย เป็นตัวแทนนำสิ่งของจำเป็นพร้อมอาหารปรุงสุก ไปมอบให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ิตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

“ ทางทีมงานจิตอาสากระต่ายคลองเตย และ อปพร. ภายใต้การสนับสนุนของท่าน สก.ต่าย ได้ร่วมกันตั้งโรงครัวชั่วคราว เพื่อปรุงอาหารสุกใหม่ตั้งแต่เช้า โดยได้รับการประสานจากผู้นำท้องถิ่น ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ ชรบ.ในพื้นที่ เพื่อนำเข้าพื้นที่ และส่งมอบอาหารปรุงสุกพร้อมสิ่งของจำเป็น จนถึงบ้านเรือนของประชาชนเพื่อความปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อประชาชน ยามมีภัย คนไทยไม่ทิ้งกัน ครับ “ ทีมงานจิตอาสากระต่ายคลองเตย กล่าว

ด้านตัวแทนประชาชน ในตำบลไพล กล่าวว่า ขอขอบคุณทาง สก.ต่าย และทีมอาสาฯ ทุกท่านที่นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมามอบให้จนถึงบ้าน ซึ่งจากเดิมจะมีทางผู้ใหญ่บ้าน และ ชรบ.ไปรับอาหารจากศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งไม่เพียงพอ การที่ทางทีมงาน สก.ต่าย นำอาหารมามอบให้ครั้งนี้จึงช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้อย่างดียิ่งขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง นอกเหนือจากการไปอาหารทึ่ศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ ที่ห่างไกลออกไป

วาทะเด็ด : 3 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 3 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 3 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ขณะนี้เป็นเวลาที่เราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อะไรก็ตามที่ทำแล้วเกิดความปลอดภัยแก่ทหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนก็ขอให้ทำ เราพร้อมสนับสนุน ไม่มีคำว่าฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลสำหรับอธิปไตยของชาติบ้านเมือง เรามีเป้าหมายเดียวกัน”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

6.เรื่องที่ 5 ส่วนราชการขอหารือว่าได้บรรจุและแต่งตั้ง นาย ก.เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการระดับปฏิบัติงาน ต่อมาได้รับแจ้งผลการตรวจสอบประวัติบุคคลจากสถานีตำรวจภูธรว่า นาย ก. เคยถูกศาลจังหวัด ก.พิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และศาลจังหวัด ช. พิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือนแต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 9 เดือนโดยไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ กรณีเสพเมทแอมเฟตามีนและมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีดังกล่าวจะถือว่า นาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข(4) และมาตรา 36 ข(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือไม่ อย่างไร และส่วนราชการจะบรรจุนาย ก. เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้หรือไม่ ทั้งนี้ได้แนบผลการตรวจพิสูจน์สารเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ของนาย ก. จากสถาบันของทางราชการมาประกอบด้วยแล้ว

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่านาย ก. ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36ข.(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เนื่องจากได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 และไม่ถือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ด้วย เนื่องจากผลการตรวจร่างกายพบว่า นาย ก. พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดแล้วประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0505/ว38 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘สว.‘ลุยอุบลฯ มอบกำลังใจ-เงินช่วยเหลือชาวบ้านหลังปะทะเดือดชายแดน

‘สว.‘ลุยอุบลฯ มอบกำลังใจ-เงินช่วยเหลือชาวบ้านหลังปะทะเดือดชายแดน

‘สว.‘ลุยอุบลฯ มอบกำลังใจ-เงินช่วยเหลือชาวบ้านหลังปะทะเดือดชายแดน

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.49 น.

‘สว.‘ลุยอุบลฯ มอบกำลังใจ-เงินช่วยเหลือชาวบ้านหลังปะทะเดือดชายแดน

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่จ.อุบลราชธานี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภาอีก 6 ท่าน ได้แก่ นายสุนทร เชาว์กิจค้า นายพิชาญ พรศิริประทาน นายเอนก วีระพจนานันท์ นางธารนี ปรีดาสันต์ นายภมร เชาว์ศิริกุล และนายณภพ ลายวิเศษกุลได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี สว. อีกหลายท่านร่วมคณะ

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ในช่วงเช้า คณะ สว. ได้เดินทางไปยัง ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่อำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ และจิตอาสาฯ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน จากนั้นในช่วงบ่าย คณะฯ ได้ลงพื้นที่ ตำบลกระสุนตก หมู่ 5 ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการปะทะ เพื่อสำรวจความเสียหายและให้กำลังใจประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ คณะ สว. ยังได้เดินทางไปที่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อรับฟังข้อมูลทางการแพทย์จาก นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมมอบกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังคงรักษาตัวอยู่

ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยจากภาครัฐต่อประชาชนผู้ประสบภัย และเป็นการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด
 

เตรียมพร้อมรอนัดหมาย! ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ รุกคืบเปิดปฏิบัติการบุกไล่ ‘รัฐบาล’ประชิดทำเนียบ

เตรียมพร้อมรอนัดหมาย! 'รวมพลังแผ่นดินฯ' รุกคืบเปิดปฏิบัติการบุกไล่ 'รัฐบาล'ประชิดทำเนียบ

เตรียมพร้อมรอนัดหมาย! ‘รวมพลังแผ่นดินฯ’ รุกคืบเปิดปฏิบัติการบุกไล่ ‘รัฐบาล’ประชิดทำเนียบ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.41 น.

เตรียมพร้อมรอนัดหมายวันเวลา! ’รวมพลังแผ่นดินฯ‘ รุกคืบเปิดปฏิบัติการบุกไล่ ’รัฐบาล‘ ประชิดทำเนียบฯ เริ่มเดินเท้าจาก ‘อนุสาวรีย์ชัยฯ’ ด้าน ’จตุพร‘ สุดเจ็บปวดเจรจาหยุดยิงจนเสียแผ่นดินในวันเฉลิมฯรัชกาลที่10 ลั่นให้อภัยไม่ได้-ยิ่งอยู่นานเท่าใดชาติยิ่งชิบหายมากเท่านั้น

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 21.20 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. ในการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย “จากแนวหลังสู่แนวหน้า” เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของกิจกรรมการชุมนุม โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ขึ้นกล่าวปราศรัยปิดท้ายว่า คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด ตนเคยประกาศว่า ในแผ่นดินรัชกาลที่10 เราจะไม่เสียดินแดนแม้แต้ตารางนิ้วเดียว แต่รัฐบาลนี้เคยประกาศว่าจะไม่มีสงคราม แต่ทหารและประชาชนไม่เคยเชื่อ แต่รอบนี้เป็นโศกนาฎกรรมประเทศ เลือกวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่10 วันที่28ก.ค. ไปเจรจากันที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งที่เราเคยทักท้วงมาตลอดว่าอย่าดึงประเทศที่3มายุ่ง ตนชี้ให้ฟังมาหลายรอบว่า กัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา เหมือนเล่นไผ่ดัมมี่ 4 คน 3 ขาจับมือรู้กัน แต่ประเทศไทยคนหน้าโง่กระจอกงอกง่อยยังไปเล่นกับเขาอยู่ จนกัมพูชาเจ้าเล่ห์ยึดปราสาทตาควาย ถ้านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษานายกรัฐมนตรีรักษาการ ไม่ไปเจรจาตกลงหยุดยิงเวลาเที่ยงคืนในวันเฉลิมฯ28ก.ค. ประเทศไทยจะไม่มีประวัติมัวหมองว่าเราได้เสียแผ่นดินในวันเฉลิมฯของพระเจ้าแผ่นดิน นี่จึงให้อภัยกันไม่ได้ เพราะมีเจตนาชัดเจน แล้วไปเสียโง่ให้กัมพูชา ถือว่าไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป

นายจตุพร กล่าวต่อว่า หากกัมพูชาละเมิดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ก็ไปฉีกสัญญาหยุดยิง แล้วไปยึดปราสาทตาควายกลับมาเป็นของประเทศไทยต่อไป หรือเราจะยอมในการยึดคืนมาได้10ยุทธภูมิ แต่เราเสียปราสาทตาควาย วันนี้รัฐบาลก็พยายามเรียกร้องหาความสามัคคี บอกว่าภายในต้องสามัคคีกันก่อน แล้วคนไทยสามัคคี แล้วให้พาประเทศไปเสียดินแดน ตนว่าสามัคคีอย่างเดียวเท่านั้นคือไปไล่ไอ้พวกนี้พ้นไปจากทำเนียบรัฐบาล เราไม่เคยเกิดมาเห็นรัฐบาลที่เลวทรามชั่วช้าขนาดนี้มาก่อน มีคนบอกว่าบ้านเมืองขณะนี้เราจะไปไล่รัฐบาลกันทำไม ตนบอกว่าให้นั่งเพื่อทำความจัญไรใหักับบ้านเมืองอย่างนี้ต่อไปหรือ

“การจงใจหยุดยิงวันนั้น มันคือการทำลายหัวใจคนไทยทั้งชาติ ยากที่จะให้อภัย บ้านเมืองนี้เราต้องเจอหลากหลายเรื่องราว เราไม่รู้ว่าคดีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะวินิจฉัยกันเมื่อไหร่ แต่ยิ่งนานมากเท่าไหร่ ประเทศไทยเรายิ่งชิบหายมากเท่านั้น คดีชั้น14เหลือเวลาอีกเดือนเศษๆ บ้านเมืองขณะนี้จึงฝากความหวังให้กับใครไม่ได้ หลังจากเสียปราสาทตาควายนายภูมิธรรม ยังไม่ได้ออกมาขอโทษประชาชน ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ทั้งที่พาประเทศไปเสียดินแดนในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร เราทนให้รัฐบาลชุดนี้ไปสร้างความเสียหายได้อย่างไร” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนขอบคุณทุกคนที่เสียสละพลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง เราในฐานะภาคประชาชนจะยากลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ เสียอธิปไตยที่มาจากผลประโยชน์ส่วนตัวของคน2ตระกูล แต่นำพาจนกระทั่งทหารเสียชีวิต ประชาชนเสียชีวิต ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วยังอยากอยู่ต่อในการบริหารประเทศ ตั้งแต่เขากลับมามันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมืองบ้าง เขาไม่มาเราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ แต่วันนี้กลายเป็นความหายนะของชาติ ถ้าประชาชนคนไทยไม่มีความแข็งแรงกันจริงๆ เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังกันอีกครั้งใหญ่ ครั้งหน้าเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัย แต่จะไม่อยู่กับที่ จะเดินไปยังเป้าหมายที่เราต้องการขับไล่ ประชาชนพร้อมหรือไม่ ครั้งหน้าคือการนัดออกมาขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ชัยฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล วันนี้กัมพูชานัดออกมาชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ประสาทตาควายไปแล้วนี่ไอควาย มันได้ของมันแล้ว สันติภาพจะเกิดได้ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่ปล้นแผ่นดินเราไป แล้วขอสันติภาพ ตนบอกว่ามีแต่ส้นตีน ไม่มีสันติภาพ แล้วถ้านายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลงหยุดยิง ก็ต้องออกไป ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

“การออกมาของประชาชนในครั้งหน้า เราจะมีเวลานัดหมายกันอีกพอสมควร ที่มันเจ็บปวดหัวใจคือการเสียแผ่นดินในวันเฉลิมฯของแผ่นดินรัชกาลที่10 นี่เป็นสิ่งที่คนไทยต้องโศกเศร้าเสียใจที่สุดในชีวิตนี้แล้ว ผมจึงขออ่านกลอนไปยังทหารที่อยู่แนวหน้าทุกท่านดังต่อไปนี้ ยืนปักธงตรงนี้ แผ่นดินกู ยินยิงสู้แม้ชีวิตยอมถวาย เสียงปืนแตกแลกเป็นแลก กูยอมตาย สมเป็นชายชาติทหารนักรบไทย” นายจตุพร กล่าว

จากนั้นทางกลุ่มฯ ได้มีการร่วมกันร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมแจ้งต่อประชาชนเตรียมตัวให้พร้อมกับภารกิจสำคัญในครั้งหน้า ก่อนจะประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ22.02น.