ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

27 ส.ค. 2568 10:51 น.

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

สหประชาชาติกล่าวว่า “จำเป็นต้องมีความยุติธรรม” หลังจากที่อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา 2 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย

สหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มี “ความยุติธรรม” หลังเหตุอิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส แบบยิงซ้ำสองครั้งเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย ขณะที่กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนต่อ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อจรวดลูกแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณบันไดโรงพยาบาล และอีกสิบกว่านาทีต่อมาก็มีการยิงซ้ำในจุดเดิม ทำให้นักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้ามาช่วยเสียชีวิตเพิ่มเติม เหตุการณ์นี้ถูกประณามอย่างกว้างขวาง โดยโฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ”

แม้นายกฯ เนทันยาฮู ระบุเพียงว่าเป็น “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ยังไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องยิงซ้ำ และระบุเพียงว่ากำลังตรวจสอบขั้นตอนอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบเพิ่มเติม

ภายในอิสราเอลเอง มีการประท้วงครั้งใหญ่ ปิดถนนหลายสายและชุมนุมในนครเทลอาวีฟ เพื่อกดดันรัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ขณะที่ครอบครัวผู้ถูกจับเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออก ล่าสุดยังมีตัวประกัน 50 คนในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางการเจรจาเผยว่ายังรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ส่วนสหรัฐฯ เตรียมประชุมที่ทำเนียบขาวในวันพุธ เพื่อหารือแผนฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 แตะกว่า 62,800 คนแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% พังเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่รอบข้างกำลังเผชิญภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”.

ที่มา BBC

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต “อดีตจนท.ระดับสูง” ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต "อดีตจนท.ระดับสูง" ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

27 ส.ค. 2568 10:34 น.

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต “อดีตจนท.ระดับสูง” ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

อดีตจนท.อาวุโสมณฑลไห่หนาน ของจีน ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต หลังรับสินบนรวมกว่า 316 ล้านหยวน หรือราว 1,788 ล้านบาท โดยศาลพิจารณาให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากจำเลยสารภาพทุกข้อหา-ให้ข้อมูลสำคัญเพิ่ม 

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ศาลกลางเมืองกุ้ยหลิน ประกาศว่า นายหลิว ซิงไถ่ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการสมาชิกพรรคของสภาประชาชน ประจำจังหวัดไห่หนาน ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบมีเลื่อนโทษ 2 ปี ฐานรับสินบนระหว่างปี 2546–2567 รวมมูลค่ากว่า 316 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,788 ล้านบาท

ศาลระบุว่า นายหลิวใช้ตำแหน่งทางการเพื่อช่วยเหลือองค์กรและบุคคลบางรายในด้านการดำเนินธุรกิจ การจัดสัญญาโครงการ และการจัดสรรงบประมาณ แลกกับการรับเงินและทรัพย์สินทั้งทางตรงและผ่านบุคคลอื่น แม้ว่ามูลค่าสินบนจะถือว่าสูงมาก และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน แต่ศาลให้โทษเบาเนื่องจากนายหลิวสารภาพทุกข้อหา นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดีที่ยังไม่ทราบแก่เจ้าหน้าที่ เขายังแสดงความสำนึกผิด ส่งคืนทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย และรายงานกิจกรรมอาชญากรรมสำคัญอื่นที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันแล้ว ถือเป็นคุณประโยชน์สำคัญต่อรัฐ.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

27 ส.ค. 2568 09:48 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองมะเยาะอู้ เมืองเก่าแก่ในรัฐยะไข่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของวัดเก่าและเจดีย์โบราณ  แรงระเบิดทำให้สิ่งปลูกสร้างพังยับ ตาย 12 ศพ รวมทั้งเด็ก-ผู้หญิง

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 กองทัพอาระกัน (Arakan Army-AA) กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่ ของเมียนมา แถลงว่า เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาได้ทิ้งระเบิดโจมตีเมืองมะเยาะอู้ ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อด้านวัดวาและเจดีย์โบราณ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยรุ่น 3 คน และผู้หญิง 2 คน นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 20 ราย  

ชาวบ้านเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก มีคนตายจำนวนมาก โดยแรงระเบิดยังทำลายบ้านเรือน 8 หลัง

พร้อมกันนี้ได้ประณามกองทัพเมียนมาว่า ตั้งใจโจมตีพลเรือน เป็นอาชญากรรมสงคราม และยืนยันจะส่งหลักฐานไปยังองค์กรนานาชาติเพื่อเอาผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยข้อมูลของกองทัพอาระกันระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 มีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาแล้วอย่างน้อย 86 ศพ ในพื้นที่เมืองมะเยาะอู้รามรี ระตีด่อง และเจ๊าตอว์

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา กองกำลังอาระกัน สามารถยึดครองพื้นที่ได้แล้ว 14 จาก 17 เมืองในรัฐยะไข่ รวมถึงเมืองปะเลตวา ในรัฐชิน ขณะที่เมืองหลวงสิตตเว มานอ่อง และเจ๊าพยู ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมา.

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

 ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

27 ส.ค. 2568 09:41 น.

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

ทางการปากีสถานต้องเร่งอพยพประชาชนหลายหมื่นคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรับมือกับน้ำท่วมที่ล้นเข้ามาจากฝั่งอินเดีย หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในเมืองชัมมู แคว้นแคชเมียร์ภายใต้การปกครองของอินเดีย 

เจ้าหน้าที่อินเดียเผยเมื่อวันอังคารว่าน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ทำให้ทางการต้องปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำของปากีสถาน ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย (IMD) คาดการณ์ว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำวันอังคาร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่กรุงนิวเดลีได้ส่งสัญญาณเตือนกรุงอิสลามาบัดล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมข้ามพรมแดน ถือเป็นการติดต่อทางการทูตอย่างเปิดเผยครั้งแรกในรอบหลายเดือน ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดมาโดยตลอด

การแจ้งเตือนล่าสุดถูกส่งผ่านช่องทางการทูตปกติ ไม่ได้ใช้คณะกรรมาธิการน้ำสินธุ ซึ่งเป็นกลไกถาวรตามสนธิสัญญาน้ำสินธุ ค.ศ.1960 ภายใต้การดูแลของธนาคารโลก โดยอินเดียได้ระงับการใช้กลไกดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในเดือนเมษายนซึ่งทำให้นักท่องเที่ยว 26 คนเสียชีวิตในแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย

ด้านนักวิทยาศาสตร์และนักพยากรณ์อากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคนี้เผชิญกับฝนตกหนักและความแปรปรวนทางอากาศมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปากีสถาน

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

"สี จิ้นผิง" ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

27 ส.ค. 2568 08:54 น.

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวไชนา เดลี ของทางการจีน รายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์เดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่.

ที่มา China Daily

อินโดนีเซียสั่งโบยชาย 2 คน ข้อหากอดจูบกัน ละเมิดกฎหมายชารีอะห์

อินโดนีเซียสั่งโบยชาย 2 คน ข้อหากอดจูบกัน ละเมิดกฎหมายชารีอะห์

27 ส.ค. 2568 08:48 น.

อินโดนีเซียสั่งโบยชาย 2 คน ข้อหากอดจูบกัน ละเมิดกฎหมายชารีอะห์

เจ้าหน้าที่ศาสนาในจังหวัดอาเจะห์ อินโดนีเซีย สั่งโบยชายวัย 20 และ 21 ปีต่อหน้าสาธารณชน หลังศาลชารีอะห์ตัดสินว่ามีความผิดฐานกอดและจูบในห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่เพศสัมพันธ์ต้องห้าม

การลงโทษมีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่สวนสาธารณะบัสตันนุศศาลาติน เมืองบันดาอาเจะห์ โดยมีประชาชนราว 100 คนร่วมเป็นสักขีพยาน ชายทั้งสองถูกโบยหรือเฆี่ยนด้วยหวายคนละ 80 ครั้งโดยเจ้าหน้าที่ศาสนาที่สวมชุดคลุมและฮู้ดสีดำ

อาเจะห์เป็นจังหวัดเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่บังคับใช้กฎหมายอิสลาม หรือ ชารีอะห์ อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ปี 2006 หลังรัฐบาลกลางยอมให้มีการใช้กฎหมายศาสนาเพื่อยุติความขัดแย้งแบ่งแยกดินแดน กฎหมายอนุญาตให้ลงโทษให้โบย หรือเฆี่ยนตีได้สูงสุด 100 ครั้งสำหรับความผิดทางศีลธรรม เช่น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน การล่วงละเมิดทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส การพนัน การดื่มสุรา รวมถึงการแต่งกายไม่เหมาะสมหรือการไม่ไปละหมาดวันศุกร์

ศาลชารีอะห์ระบุว่า ทั้งสองถูกตำรวจศาสนาจับกุมได้ตั้งแต่เดือนเมษายน หลังชาวบ้านแจ้งว่าพวกเขาเข้าไปในห้องน้ำสวนสาธารณะเดียวกัน ตำรวจพบทั้งคู่กำลังกอดและจูบกัน โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองติดต่อกันผ่านแอปหาคู่บนออนไลน์

นอกจากชายสองคนนี้แล้ว ยังมีผู้กระทำผิดอีก 8 คนที่ถูกโบยต่อหน้าสาธารณชนในวันเดียวกัน ฐานคบชู้และเล่นการพนัน

ตั้งแต่เริ่มบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์จนถึงปัจจุบัน มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเพศเดียวกันถูกโบยแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แม้กฎหมายอาญาระดับชาติของอินโดนีเซียไม่ได้บัญญัติความผิดฐานรักร่วมเพศก็ตาม แต่รัฐบาลกลางไม่สามารถยกเลิกกฎหมายชารีอะห์ของอาเจะห์ได้ และแม้รัฐบาลกลางเคยกดดันให้อาเจะห์ยกเลิกกฎหมายที่กำหนดโทษประหารด้วยการขว้างหินสำหรับคดีชู้สาว แต่จังหวัดนี้ยังคงขยายอำนาจกฎหมายชารีอะห์ในปี 2015 ให้ครอบคลุมไปถึงประชากรที่ไม่ใช่มุสลิมราว 1% ของพื้นที่ด้วย

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนในและต่างประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษดังกล่าว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลแถลงว่า การโบยครั้งนี้เป็นการเลือกปฏิบัติและความโหดร้ายที่รัฐอนุมัติอย่างน่ากังวล ขณะที่สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของอินโดนีเซียชี้ว่า การโบยต่อหน้าสาธารณชนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศที่อินโดนีเซียให้สัตยาบัน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เฆี่ยนตี

ทรัมป์เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

ทรัมป์เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

27 ส.ค. 2568 07:17 น.

ทรัมป์เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขากำลังหาทางบังคับใช้โทษประหารชีวิตสำหรับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี อ้างเป็นการป้องปรามที่แข็งแกร่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีของเขาเมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 ว่า เขากำลังหาทางลงโทษประหารชีวิตคนร้ายคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเป็นมาตรการป้องปราม

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางหลายร้อยคนถูกส่งเข้าไปประจำการในเมืองหลวงของสหรัฐฯ แห่งนี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ ซึ่งอ้างว่า วอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองที่ไร้กฎหมายอย่างสิ้นเชิง และบอกใบ้ว่าจะทำแบบเดียวกันนี้ที่เมืองชิคาโกและเมืองอื่นๆ ด้วย

น.ส.มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดีซี พยายามตอบโต้คำกล่าวหาของนายทรัมป์เกี่ยวกับอาชญากรรมในเมืองแห่งนี้ โดยตามสถิติอย่างเป็นทางการชี้ว่า ตัวเลขอาชญากรรมในเมืองหลวงลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2566

“หากใครสักคนสังหารใครบางคนในเมืองหลวงกรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ เราจะหาทางลงโทษด้วยการประหารชีวิต” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวและสมาชิกคณะรัฐมนตรี “และนั่นคือมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งมาก”

ทั้งนี้ คดีฆาตกรรมเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวอชิงตัน ดีซี จะถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายท้องถิ่น แต่ในทางทฤษฎี อัยการสามารถเรียกร้องขอให้ผู้พิพากษาลงโทษด้วยการประหารชีวิต สำหรับความผิดที่เข้าข่ายภายในกฎหมายรัฐบาลกลางได้

อย่างไรก็ตาม โทษประหารชีวิตจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะลูกขุน ทำให้การบังคับใช้ประหารชีวิตอย่างที่นายทรัมป์ต้องการเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากวอชิงตัน ดีซี มีประชากรที่ต่อต้านโทษประหารมากที่สุดในประเทศ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าเขาจะบังคับใช้โทษประหารดังกล่าวอย่างไร

อนึ่ง นายทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร นำโทษประหารกลับมาใช้งานอีกครั้งตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม หลังจากบทลงโทษดังกล่าวถูกกระทรวงยุติธรรมในสมัยของโจ ไบเดน สั่งพักการสำเร็จโทษ

ในคำสั่งดังกล่าวของนายทรัมป์ อธิบายว่า โทษประหารชีวิตคือเครื่องมือสำคัญเพื่อป้องปราม และลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมอย่างชั่วร้ายที่สุด และการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนชาวอเมริกันจนมีผู้เสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

27 ส.ค. 2568 06:38 น.

ยูเครนยอมรับ กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว

กองทัพยูเครนยอมรับว่า กองทัพรัสเซียเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ทางตะวันออกของประเทศได้แล้ว หลังจากเริ่มบุกโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียยอมรับในวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 ว่า กองทัพรัสเซียข้ามเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ ซึ่งเป็นแคว้นสำคัญด้านอุตสาหกรรมทางตะวันออกได้แล้ว และกำลังพยายามวางฐานที่มั่นที่นั่น

“นี่เป็นครั้งแรกที่มีการโจมตีขนาดใหญ่เช่นนั้นเกิดขึ้นที่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์” นายวิคตอร์ เทรฮูบอฟ กองกำลังยุทธการและยุทธศาสตร์ดนิโปรบอกกับสำนักข่าวบีบีซี โดยไม่ระบุแน่ชัดว่า การรุกคืบของกองทัพรัสเซียหยุดลงหรือยัง

ด้านรัสเซียอ้างตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาว่า พวกเขาสามารถเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้แล้ว ในขณะที่กองทัพของพวกเขากำลังพยายามผลักดันเข้าสู่พื้นที่ของแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกให้ลึกมากยิ่งขึ้น

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน เจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า การโจมตีแคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่รายงานล่าสุดของยูเครนบอกเป็นนัยว่า การโจมตีเพิ่งทะลวงผ่านชายแดนของแคว้นเข้ามาได้เล็กน้อยเท่านั้น

นักวิเคราะห์มองว่า การที่กองทัพรัสเซียรุกเข้าสู่แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์ได้สำเร็จนั้น จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อขวัญและกำลังใจของทหารยูเครน ในขณะที่ความพยายามทางการทูตนำโดยสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามนี้ดูจะหยุดชะงัก

เว็บไซต์ DeepStateMap ซึ่งคอยจัดทำแผนที่การต่อสู้ระหว่างยูเครนกับรัสเซียประเมินในวันอังคารว่า ตอนนี้รัสเซียยึดหมู่บ้าน 2 แห่ง ได้แก่ ซาปอริสเซีย กับ โนโวห์รีโฮริฟกา ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เสนาธิการกองทัพยูเครนออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำว่า กองทัพของพวกเขายังคงควบคุมพื้นที่หมู่บ้านซาปอริสเซียเอาไว้ได้ และยังเกิดการต่อสู้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่หมู่บ้านโนโวห์รีโฮริฟกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

27 ส.ค. 2568 04:27 น.

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้กำแพงภาษีเพิ่มเติมกับอินเดีย รวมเป็น 50% ในวันพุธนี้ โดยผู้ส่งออกของอินเดียไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรอรับผลกระทบที่จะตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ภาษีศุลกากรอัตรา 50% สำหรับอินเดียที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ส่งออกของอินเดีย และทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอีก

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้าอินเดียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ในวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% โดยให้บังคับใช้ในวันที่ 27 ส.ค. เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อช่วยเหลือยูเครน

“รัฐบาลไม่มีความหวังสำหรับการบรรเทาหรือการชะลอในทันทีเลย” เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียระบุ โดยทางกระทรวงได้ให้คำมั่นกับผู้ส่งออกว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ รวมถึงจีน, ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ในวันอังคาร ค่าเงินรูปีของอินเดียลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 87.68 รูปีต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักปิดลดลง 1% ซึ่งเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบ 3 เดือน

ภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ในเวลา 0.01 น. วันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือ 9.31 น. วันพุธตามเวลาอินเดีย ยกเว้นสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง, ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และสินค้าภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนทางการค้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอินเดียพยายามคุยกับสหรัฐฯ ถึง 5 ครั้งแต่ล้มเหลว ในตอนแรก เจ้าหน้าที่อินเดียตั้งใจจะจำกัดอัตราภาษีไม่ให้เกิน 15% แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกลับโทษกันเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะค้าขายกันเป็นมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผู้ส่งออกอินเดียประเมินว่า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าอินเดียที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบ 55% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คู่แข่งอย่างบังกลาเทศ, จีน และเวียดนาม อาจได้ประโยชน์

“ลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่มหยุดการสั่งซื้อลอตใหม่แล้ว” นายปัญกาจ ชาดา (Pankaj Chadha) ประธานสภาสนับสนุนวิศวกรรมการส่งออกของอินเดีย เตือนว่า การส่งออกอาจลดลงกว่า 20-30% เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน

ด้านอุตสาหกรรมเพชรของอินเดีย ซึ่งส่งออกอัญมณีกว่า 1 ใน 3 จากที่ขายทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ กำลังมียอดส่งออกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากความต้องการจากประเทศจีนที่อ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กับกระทรวงต่างประเทศของอินเดียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายจัดการประชุมผ่านวิดีโอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความกระตือรือร้นที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายหารือกันทั้งเรื่องความร่วมมือทางทหาร, การค้าและการลงทุน, ความมั่นคงทางพลังงาน แร่ธาตุหายากและการต่อต้านการก่อการร้าย พวกเขายังยืนยันความตั้งใจที่จะจัดตั้งกลุ่ม “QUAD” รวมถึงออสเตรเลียกับญี่ปุ่นด้วย โดยคาดว่าจะมีการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม QUAD ภายในช่วงปลายปีนี้

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องผลประโยชน์ของเกษตรกร ถึงแม้จะต้องแลกด้วยราคาที่สูงมากก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

27 ส.ค. 2568 02:07 น.

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” หมั้นกับ “ทราวิส เคลซี” แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว

เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวชื่อก้องโลก ประกาศว่า เธอได้หมั้นหมายกับ ทราวิส เคลซี แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว และวางแผนจะแต่งงานกัน

เมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวคนดัง ประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า เธอได้หมั้นหมายกับ ทราวิส เคลซี แฟนหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลแล้ว โดยระบุว่า “ครูสอนภาษาอังกฤษกับครูพละของพวกคุณกำลังจะแต่งงานกัน” พร้อมแนบภาพวินาทีที่เคลซีขอนักร้องสาวแต่งงาน

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นสวิฟต์กับเคลซีสวมกอดและจับมือกัน แสดงให้เห็นแหวนหมั้นประดับเพชรที่ทั้งคู่ใส่

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นหนึ่งในศิลปินเพลงป๊อปที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก มีรางวัลรับประกันความสามารถมากมาย และเพิ่งมีคอนเสิร์ต “Eras Tour” ซึ่งสร้างสถิตินับไม่ถ้วน

เพลงของเธอหลายเพลงอ้างอิงถึงความรักและความสัมพันธ์ครั้งก่อนๆ ของเธอ ซึ่งมักจบลงภายในเวลาไม่นาน

เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ ทราวิส เคลซี
เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ ทราวิส เคลซี

การประกาศข่าวการหมั้นหมายของทั้งสองเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากนักร้องสาวออกมาเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ของตนเองกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ระหว่างที่เธอไปร่วมในรายการพอดแคสต์ของเคลซี

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ช่องพอดแคสต์ “New Heights” เจสัน เคลซี พิธีกรร่วมและพี่ชายของทราวิส กับสาวเทย์เลอร์พูดคุยกันว่า เธอกับทราวิสมาเป็นแฟนกันได้อย่างไร และพูดเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันของทั้งสอง

ในตอนเริ่มรายการ พิธีกรถามสาวเทย์เลอร์ว่า เหตุใดเธอจึงตัดสินใจมาร่วมพอดแคสต์ของเขา ซึ่งผู้ชมคือแฟนกีฬาเป็นหลัก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ตอบว่า “พอดแคสต์นี้ทำให้ฉันได้แฟน” และอ้างว่าทราวิสใช้พอดแคสต์นี้เป็นเหมือนแอปพลิเคชันหาคู่ส่วนตัว เพื่อติดต่อกับเธอ

อนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะคบหากัน ทราวิสพูดผ่านพอดแคสต์หลายครั้งว่าเขาเคยไปร่วมหนึ่งในงานคอนเสิร์ตของสวิฟต์ และผิดหวังที่ทั้งสองไม่ได้เจอกัน เขายังพูดด้วยว่า เขาทำกำไลลูกปัด ซึ่งเป็นที่นิยมมากในคอนเสิร์ต “Eras Tour” เพื่อมอบให้แก่สาวเทย์เลอร์ และว่าเขาอยากให้เบอร์โทรศัพท์กับเธอ

นักร้องสาวพูดต่อว่า คลิปนั้น ซึ่งกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขามายืนอยู่ที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเธอ ถือบูมบ็อกซ์แล้วพูดว่า “ผมอยากไปเดทกับคุณ” หลังจากนั้น ทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ของเธอก็เริ่มโน้มน้าวให้เธอตอบรับคำขอของเขา

“ทั้งญาติๆ ของฉันและลูกพี่ลูกน้องพูดแบบว่า ‘เถอะนะ เถอะนะ เถอะนะ เขายอดเยี่ยมมากเลยนะ’ แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่แบบว่า ‘เขาเป็นผู้ชายที่น่าทึ่งจริงๆ นะ เราเจ๋งมากเลยนะ’ มีคนมากมายที่เคยเป่าหูฉันเกี่ยวกับคุณ”

สาวเทย์เลอร์ระบุว่า เป็นตอนนั้นเองที่เธอแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่น

“มันบ้ามาก แต่มันสำเร็จ เขาเป็นคนบ้าในแบบที่ดี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ กล่าว และเรียกแฟนหนุ่มของเธอว่าเป็น “เครื่องหมายตกใจที่มีชีวิต”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มคบกันในปี 2566 สาวเทย์เลอร์กับทราวิสก็ถูกพบเห็นตอนอยู่ด้วยกันบ่อยครั้ง และเคลซีก็คอยช่วยสนับสนุนนักร้องสาวในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต “Eras Tour” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc