มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

มจธ.สานพลัง บพท.หนุนเสริมการศึกษา-ทุนวัฒนธรรม ‘กะเหรี่ยงราชบุรี’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

บพท.อัดฉีดทุนวิจัยหนุน มจธ. พัฒนาชุดความรู้สร้างนวัตกรรมการศึกษา-นวัตกรเชิงวัฒนธรรม เสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรี และจังหวัดชายขอบ

รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี และโครงการวิจัยทุนทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยงโผล่งในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ช่วงราชบุรีและเพชรบุรี ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ดำเนินการโดยคณาจารย์นักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. โดยกล่าวว่า โครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และมีเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแก่ชุมชนในพื้นที่ชายขอบ ที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัย ไปออกแบบเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และประยุกต์ฐานทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรในพื้นที่ มาสร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มีความมั่นคง-ยั่งยืน

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่าโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี ได้กำหนดพื้นที่วิจัยครอบคลุม 6 อำเภอของจังหวัดราชบุรี ได้แก่ สวนผึ้ง, บ้านคา, จอมบึง, บ้านโป่ง, โพธาราม และอำเภอเมือง ซึ่งริเริ่มดำเนินการในช่วงเวลาที่โรคโควิด-19 มีการแพร่ระบาด และเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา โดยคณะนักวิจัยได้ค้นคว้าวิจัยแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะแก้ปัญหา ก้าวข้ามข้อจำกัดและอุปสรรค เพื่อทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ถือเป็นโมเดลการจัดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ที่ตอบโจทย์และยั่งยืน ด้วยการวางระบบ กลไกช่วยเหลือครู โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ

“คณะนักวิจัยค้นพบว่ากลไกอาสาสมัครเพื่อการศึกษาประจำหมู่บ้าน (อศม.) ด้วยการประยุกต์แนว ความคิดมาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ในระบบสาธารณสุข สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนครูช่วยสอน ซึ่งได้ผลดีเยี่ยม”

นายศุเรนทร์  ฐปนางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางในการพัฒนา อศม. หรืออาสาสมัครเพื่อการศึกษาประจำหมู่บ้าน นับเป็น “นวัตกรรมอาสาสมัครการศึกษา” สามารถแก้ไขปัญหานักเรียนตกหล่นทางการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างได้ผล โดยคณะวิจัยจะคัดสรรบุคคลจิตอาสาซึ่งมีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับนับถือของชุมชน ไปรับการอบรมทักษะการถ่ายทอดวิชาความรู้ เพื่อไปทำหน้าที่ อศม. สอนนักเรียนในหมู่บ้าน

“นอกจาก อศม.แล้ว คณะวิจัยยังพัฒนาสื่อช่วยสอน และเครื่องมือช่วยสอนสำหรับ อศม. ด้วยการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรที่มีทั้งวิชาการ และวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน บันทึกไฟล์เสียงใส่ทรัมป์ไดร์ฟ สำหรับไปถ่ายทอดสู่การรับรู้ของผู้เรียน ผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ เพื่อความสะดวกคล่องตัว เนื่องจากบริเวณพื้นที่ชายขอบจะมีปัญหาข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเตอร์เน็ต และระบบไฟฟ้า”

นางสาวญาณิฐา  สินธุศิริ ครูชำนาญการ โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 บ้านบ่อหวี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้ สมรรถนะฐานอาชีพสำหรับนักเรียนด้อยโอกาสและนวัตกรรมเชิงระบบเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนชายขอบ จังหวัดราชบุรี กล่าวว่าโครงการวิจัยดังกล่าวมีบทบาทอย่างสูงในการแก้ปัญหานักเรียนตกหล่นกลางคันได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเสริมทักษะด้านอาชีพ ด้านการจัดการ แก่ทั้งตัวนักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครองอีกด้วย

ไม่เพียงเฉพาะความรู้ทางวิชาการทักษะด้านอาชีพเท่านั้น โครงการวิจัยภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยการสนับสนุนทุนวิจัย จาก บพท.  ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อน-เชื่อมต่อบนฐานทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่ง ผศ.นันทนา บุญลออ นักวิจัยภายใต้กรอบการจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสำนึกท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยกะเหรี่ยง พื้นที่แถบเทือกเขาตะนาวศรี กล่าวว่า ผลจากการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงโรงเรียน-ชุมชน-ครัวเรือนเข้าด้วยกัน จากการสืบค้นทุนทางวัฒนธรรมและการนำไปสร้างให้เกิดมูลค่า โดยมุ่งเน้นสนองความต้องการของชุมชน สอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในชุมชน

โดยในระยะต่อมา สามารถกระตุ้นให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรชุมชน นวัตกรเชิงวัฒนธรรม นักจัดการข้อมูลวัฒนธรรมของพื้นที่ เกิดศูนย์เรียนรู้ศิลปะการย้อมสีธรรมชาติและหัตถกรรมผ้ากะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมการตีเม็ดเงินกะเหรี่ยง ศูนย์เรียนรู้การขึ้นรูปภาชนะจากใบไม้และเส้นใยธรรมชาติ ตลาดวิถีวัฒนธรรม อีกทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกความเป็นจริงที่สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การเชื่อมต่อประชาคมวัฒนธรรมของพื้นที่ต่างๆ  และก้าวสู่การสร้างแพลตฟอร์มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสำนึกท้องถิ่นบนฐานทุนวัฒนธรรมในปีปัจจุบันผ่านโครงการตลาดวิถีวัฒนธรรมกะเหรี่ยงน่าเอ๊ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทุนวัฒนธรรมและการบริหารจัดการตลาดวัฒนธรรมเพื่อสร้างสมดุลของเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ชาติพันธุ์ ///-026

‘บิ๊ก กพฐ.’ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

'บิ๊ก กพฐ.'ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

‘บิ๊ก กพฐ.’ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ ยึดมาตรการความพร้อม5ด้าน นักเรียน-ครูปลอดภัยอันดับ 1

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘บิ๊ก กพฐ.’ ขันน๊อตโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯยึดมารการความพร้อม 5 ด้าน นักเรียน-ครู ปลอดภัยอันดับ 1

20 พฤษภาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 19/2568  เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย “ เรียนดี มีความสุข” และกิจกรรมเปิดภาคเรียน โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลชาธิการ กพฐ.) และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้เน้นย้ำถึงกิจกรรมการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดยภาพรวมทั้งประเทศ ทุกโรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้เรียบร้อยดี  รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบ แต่ทุกโรงเรียนก็สามารถเปิดการเรียนการสอนได้จนถึงวันนี้ยังไม่มีโรงเรียนใดสั่งปิด นอกจากนี้ ในช่วงเปิดภาคเรียน สพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนและทุกเขตพื้นที่ฯ ดูแลเรื่องความปลอดภัยของสถานศึกษา และความปลอดภัยของนักเรียนและครู ทุกโรงเรียนจะต้องไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ การทะเลาะทะเลาะวิวาท โดยให้ทุกโรงเรียนเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดเหตุ  รวมทั้งให้เฝ้าระวัง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการแพร่ระบาดสูงขึ้น ดังนั้น เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ให้ใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้และได้ผลมาแล้ว จึงให้โรงเรียนเอาใจใส่และให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยของนักเรียร ครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับในเรื่องการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ และสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนต้องติดตามช่วยเหลือเด็กทุกคนให้ได้กลับมาเรียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรื่องการดรอปเอาท์ ให้โรงเรียนตามกลับมาให้ได้เรียนทุกคน 

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ได้เน้นย้ำเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ โดย มติของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ยกเลิกครูอยู่เวรม และให้อาศัยเครือข่ายต่างๆ ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริหารโรงเรียนประสานกับเครือข่าย ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ หรือชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ให้ช่วยเข้ามาดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนและทรัพย์สินของทางราชการ แทนครู 

“ขอเน้นย้ำว่าทุกโรงเรียนต้อง ไม่สั่งให้ครูมาอยู่เวร หรือมาอยู่เวณในลักษณะรักษาการณ์ในสถานที่ราชการ เพราะจะผิดมติ ครม. เพราะมติครม. ก็คือกฎหมายื ดังนั้นเราจึงต้องใช้เครือข่ายพี่น้องประชาชนหรือหน่วยงานอื่นๆช่วยเข้ามาดูแลและให้เขารู้สึกว่าโรงเรียนคือทรัพย์สินของลูกหลาน ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันดูแล” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเรียนนั้น ขณะนี้ได้มีการสำรวจข้อมูล ไปถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ก็จะทราบว่าจำนวนนักเรียนเพิ่มหรือลด จากนั้น สพฐ.จะได้เร่งจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายหลายหัวไปให้นักเรียนต่อไป รวมถึงจะทราบจำนวนการโยกย้ายของครู

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยให้ทุกโรงเรียนต้องเตรียมความพร้อม วันนี้ลูกเปลี่ยนไปไป อุณหภูมิเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน จากโลกร้อน เป็นโรคเดือดแล้ว เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียน ดังนั้น นอกจากมีแผนเผชิญเหตุแล้วจะต้องมีการซักซ้อม ยกตัวอย่าง ทุกโรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุเรื่องแผ่นดินไหวแล้ว แต่ไม่ได้มีการซักซ้อม ดังนั้น ต่อไปนี้จะต้องมีการซักซ้อมด้วยว่าหากเกิดเหตุแผ่นดินไหว เกิดซึนามิ  ไฟไหม้ จะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไร 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า วันนี้ได้เกิดเพลิงไหม้ห้องเก็บของด้านหลังหอประชุมโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กทม. ขณะเกิดเหตุมีนักเรียน 500 คน กำลังอบรมคคุณธรรม แต่ทางโรงเรียนได้อพยพนักเรียนลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคาร   เจ้าหน้าที่ ปภ.เขตหนองจอก สามารถเข้าไปควบคุมเพลิงไว้ได้ พร้อมมีฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายปกครอง มูลนิธิฯอาสากู้ภัย เข้ามาช่วยดูแลสถานการณ์  ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว  ไม่มีนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว ซึ่งอาคารดังกล่าวไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้ามาเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรได้  โดยทางโรงเรียนได้ดำเนินการ สร้างความเข้าใจกับนักเรียน และดูแลให้กำลังใจนักเรียนที่ประสบเหตุ และโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้และประเมินความเสียหายของอาคารต่อไป

“เหตุการณ์นี้ ทางโรงเรียน สามารถอพยพ นักเรียนออกมาได้ทั้งหมด ก่อนที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดับเพลิงได้อย่างเรียบร้อย เพราะทางโรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุและได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุไว้เป็นอย่างดี และก่อนนี้ สพฐ.ก็ได้เน้นย้ำไปแล้วว่า ทุกโรงเรียนจะต้องมีแผนเผชิญเหตุ และให้มีการซักซ้อมด้วย พร้อมเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของนักเรียนและครูต้องมาเป็นอันดับ1“

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการประชาสัมพันธ์งานมหกรรมการศึกษาไทย-จีน เนื่องจากปีนี้มีกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ จะร่วมกับสถานทูตจีน จัดงานในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ณ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.30 น. โดยจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การแสดงไทย-จีน ปาฐกถาพิเศษ โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน การเสวนาด้านการศึกษา โดย สพฐ.จะไปร่วมเวทีเสวนา “ทิศทางการศึกษาไทย-จีน เพื่อการส่งเสริมการมีงานทำ” , ”การเรียนการสอนภาษาจีน : ความสำเร็จและความท้าทาย“ ,  ”การนำเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน“ 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่าเมื่อเร็วๆนี้พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2568 World Digital Education  conference) ที่ สาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพื โดยจีนได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากทุกประเทศทั่วโลก มาร่วมประชุมเพื่อการจัดการการศึกษาดิจิทัล  ซึ่งประเทศจีนมีความก้าวล้ำในเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อการจัดการการศึกษา จะเห็นได้ว่าประเทศจีนได้เริ่มใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อการจัดการการศึกษาตั้งแต่ ระดับอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยม และในสถานศึกษาใช้สมาร์ทคลาสรูมเกือบทุกโรงเรียนแล้ว ดังนั้นเด็กเครื่องจะเข้าถึง AI เข้าถึงเทคโนโลยีได้ค่อนข้างดีมาก 

“เท่าที่เราไปเห็นก็ พบว่าเทคโนโลยีเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ดี ก็เป็นแนวคิด เป็นแนวทาง ที่จะทำให้ประเทศไทยเราจะต้องเร่งพัฒนาเรื่องของ AI กับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำหรับนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นั้น สพฐ.ยังยืนยันตามแผนว่า ในเทอม 2 ปีการศึกษา 2568 นี้ สพฐ. จะเริ่มโครงการ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ขณะนี้ สพฐ.ได้ดำเนินการอยู่ในขั้นประชาพิจารณ์ และบางเรื่องประชาพิจารณ์เสร็จแล้ว และอยู่ในขั้นการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้าง หรือเช่า  ส่วนโครงการที่ประชาพิจารณ์แล้วยังมีข้อท้วงติง สพฐ.ก็ได้นำมาปรับและทำประชาพิจารณ์ใหม่ ดังนั้น สพฐ.ยืนยันว่า ตามแผนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 นี้ทุกอย่างต้องเรียบร้อย

‘ศุภมาส’ โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

'ศุภมาส' โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ - ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

‘ศุภมาส’ โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“ศุภมาส” โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับคุณภาพ – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทย  บนเวทีการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาใหญ่ที่สุดในโลก The 21st Annual Education World Forum 2025 (EWF) ที่สหราชอาณาจักร พร้อมดำเนินโครงการ “AI University” วางรากฐานสู่ Education 6.0 ให้สอดคล้องกับการศึกษาโลก ที่ประชุมชื่นชมยกให้เป็นกรณีศึกษาของประเทศกำลังพัฒนา

19 พฤษภาคม 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุม The 21st Annual Education World Forum 2025 (EWF) ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเวทีการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีรัฐมนตรีจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาระบบการศึกษาสู่อนาคตภายใต้หัวข้อหลัก “From Stability to Growth: Building Stronger Bolder Better Education Together”

น.ส.ศุภมาส ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Technology’s Role in Education: Improving Equity and Quality” ร่วมกับ Mr. Anderson Adlercreutz รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาของฟินแลนด์ Mr. Saysat Nurbek รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และอุดมศึกษาของคาซัคสถาน และ Mr. Ian Pratt ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท HP โดยมี Mr. Gavin Dykes, EWF Programme Chair เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดย น.ส.ศุภมาส ได้นำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก โดยหลายประเทศแสดงความสนใจในแนวทางของไทยที่บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับนโยบายการศึกษาระดับชาติ พร้อมยกย่องให้เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศกำลังพัฒนาในการเดินหน้าสู่ระบบการศึกษายุคใหม่

“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคมที่ยังจำกัด และอุปสรรคนานัปการที่ขัดขวางการพัฒนาของชุมชนในพื้นที่ห่างไกล และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยเราทราบดีว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ประเทศไทยจึงได้วางนโยบายระดับชาติในเรื่อง “AI for Education” และริเริ่มโครงการสำคัญ “AI University” เพื่อวางรากฐานสู่ Education 6.0 ซึ่งเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และครอบคลุมทุกมิติ เหมาะสมกับบริบทของโลกอนาคต” รมว.กระทรวง อว.กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้แล้ว ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ โครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) หรือหลักสูตรแซนด์บอกส์ การสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาในส่วนภูมิภาคใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นในหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจขนาดเล็ก อันเป็นการรับประกันว่าประโยชน์ของการศึกษาจะสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเขตเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยได้เปิดตัว ระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสะสมและโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาได้ตลอดชีวิต  การส่งเสริมโครงการสหกิจศึกษา (Cooperative Education Programme) เพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนกับประสบการณ์จริงผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม Skill Future Thailand จะเป็นแหล่งรวมหลักสูตรการเรียนรู้แบบแยกส่วนและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพูนทักษะและการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดช่วงชีวิต

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า ความมุ่งมั่นและความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อมด้านทักษะของกำลังคนสำหรับภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ขณะเดียวกัน ก็มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และผู้เรียนทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ การบรรลุความเท่าเทียมในการศึกษามิได้จำกัดอยู่เพียงการขยายโอกาสในการเข้าถึงเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยระบบการศึกษาที่มีคุณธรรม จริยธรรม ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นอนาคต และขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานของระบบการศึกษาด้วยองค์ความรู้ด้าน AI และหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้สร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และพลเมืองที่มีความรับผิดชอบในยุคดิจิทัล การสร้างสรรค์อนาคตของการศึกษาและ AI จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออันแข็งแกร่งจากทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนแนวคิด การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่ระบบการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพของผู้คนและขยายโอกาสให้แก่ทุกคนอย่างแท้จริง

“ประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายโอกาสทางการศึกษาเท่านั้น แต่เราต้องการสร้างระบบที่มีคุณธรรม ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแท้จริง เราต้องการให้ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้สร้างสรรค์ เป็นนักแก้ปัญหา และเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ” รมว.กระทรวง อว. กล่าว

ทั้งนี้ การนำเสนอของ รมว.กระทรวง อว. ในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากหลากหลายประเทศแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เข้มแข็งของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเชิงนโยบายด้านการศึกษาในเวทีโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศที่พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความร่วมมือระหว่างเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเท่าเทียม

สำหรับการประชุม The 21st Annual Education World Forum 2025 ได้กำหนดหัวข้อสำคัญในการหารือ ประกอบด้วย เสถียรภาพ ความเสมอภาค คุณภาพ นวัตกรรม และ การเติบโต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของกระทรวง อว. ในการเน้นย้ำอย่างชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเพื่อสร้างความเท่าเทียม ยกระดับคุณภาพ และขับเคลื่อนการเติบโต ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นเพื่อระบบการศึกษาที่มั่งคงและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

-(016)

หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

หลักสูตร 4ส 15 ดูงานพื้นที่ภาคกลาง ทฤษฎีและปฏิบัติประยุกต์อย่างกลมกลืน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

หลักสูตร 4ส15 สถาบันพระปกเกล้า กับการดูงาน 3 จังหวัดภาคกลาง ตอกย้ำการนำความรู้จากห้องเรียนพบกับความจริง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งกับคนในท้องที่และในกลุ่มนักศึกษาเอง

ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ชี้การดูงานคือการต่อยอดจากห้องเรียน ขณะที่นักศึกษาตัวแทนภาครัฐย้ำประโยชน์ที่ได้รับมากมายกว่าที่คิด ด้านนักศึกษาตัวแทนภาคเอกชนเผยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในธุรกิจและสังคม

นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงการศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  15 หรือ 4ส15 ว่าการดูงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตร ที่ต้องการให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพความขัดแย้ง สาเหตุ และวิธีแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งจากการจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งในสังคมพหุลักษณ์

“การดูงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้จากในห้องเรียนนำไปใช้กับของจริง ขณะเดียวกันก็ได้เจอของจริงนำมาแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์จริงรวมทั้งกับนักศึกษาด้วยกันเอง ถือเป็นการต่อยอดจากทฤษฎีและปฏิบัติ และปฏิบัติกลมกลืนกับทฤษฏี นำไปสู่การตัดสินใจในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีในทุกเหตุการณ์ในอนาคตของทุก ๆ คน จากการลงพื้นที่จริง ทุกเหตุการณ์จริงจึงไม่ชัดเจนทั้งหมด ต้องมีการวิเคราะห์ การถามหาคำตอบจนเป็นองค์ความรู้ที่ดีเป็นอำนาจในการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องต่อสู้กัน”

นายศุภณัฐ กล่าวต่ออีกว่าการดูงานและการศึกษาหลักสูตรนี้ทำให้มีเจตคติที่ยอมรับและเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายในสังคม รวมทั้งยึดมั่นสันติวิธีทั้งในสำนึกและพฤติกรรม โดยเน้นการสร้างสันติวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง  เพื่อทำให้สังคมไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ก้าวหน้าสู่สันติวิธี มิติเชิงคุณค่าได้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายธิติ คุ้มรักษ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญามีนบุรี สำนักงานอัยการสูงสุด หนึ่งในนักศึกษารุ่น 15 จากภาคราชการ กล่าวว่าการเข้าเรียนหลักสูตรนี้ทำให้มีทักษะในการสร้างสันติสุขในสังคม ในมิติของการป้องกัน การจัดการและแก้ไขความขัดแย้ง และแปรเปลี่ยนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้กลายเป็นความรุนแรง ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าแทนแก้ที่ปัญหา โดยเน้นแบบยั่งยืน และการเยียวยาสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนสู่สังคม

“การดูงานครั้งนี้หลายอย่างเป็นความรู้ใหม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยศึกษาและรับราชการมาก่อน ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ได้จริงในการทำงาน เพราะหลักสูตรนี้จากการศึกษาที่ผ่านมายังรู้สึกเสียดายถ้าหากได้ศึกษาหลักสูตรเช่นนี้เมื่อก่อนหน้านี้สัก 10 ปี น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าที่ผ่านมา ที่สำคัญในหลักสูตรและการดูงานมีความครบถ้วนทุกสถานการณ์ในเรื่องความขัดแย้ง นับเป็นความหวังของสังคมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในหลาย ๆ เรื่องในหลายพื้นที่ หลักสูตรนี้จึงเหมาะสมกับผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง” นายธิติ กล่าว

ด้านนายพลัฏฐ์ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ไมนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด หนึ่งในนักศึกษารุ่น 15 จากภาคเอกชน กล่าวว่าในการศึกษาและการดูงานครั้งนี้ ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในชั้นเรียนและในพื้นที่มาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและสร้างสันติสุข ในสังคมอย่างเป็นระบบพร้อมนำเสนอต่อสังคมและผู้เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา จากผู้เข้ารับการอบรมที่มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงความหลากหลายในสังคม อันจะนำไปสู่การเกิดเจตนารมณ์ร่วมที่จะสานต่อพลังในการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในรูปของเครือข่ายผู้เข้ารับการศึกษาอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“หลายอย่างสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจที่ทำอยู่ อย่างเช่น ศาสตร์พระราชา ที่เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ทำให้โครงการสามารถผ่านพ้นวิกฤติได้ จากการทำงานในภาคเอกชนและมุมมองแบบวิศวะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ได้เรียนรู้ว่า ในทางสังคมการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นไม่สามารถชี้ถูกหรือผิดได้ทุกเรื่องเช่นวิทยาศาสตร์ ที่เมื่อหนึ่งบวกหนึ่งต้องได้สองทุกครั้ง เพราะการพูดคุย การรับฟัง การยอมรับ และการยืดหยุ่นในการแก้ปัญหากลับสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าการชี้ไปเลยว่าต้องทำเช่นนี้ หรือบอกว่าทำเช่นนี้ผิดเป็นต้น” นายพลัฎฐ์ กล่าว

-(016)

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหาร มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม ลดค่าครองชีพครู

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) และนายวันชัย เรืองกิจภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพื่อสวัสดิการ สวัสดิภาพและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีวิตการจัดสวัสดิการส่วนลดค่าของชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา กรุงเทพฯ 

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสคกล่าวว่า เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สกสค.ขอเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มาร่วมมือกับภาครัฐ จากปี 2567 ต่อยอดมาในปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 1,300 ร้านค้า ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยครั้งนี้ สกสค. ร่วมมือกับกับร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ซึ่งจะให้ส่วนลดกับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม 

ส่วนที่เลือกโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เนื่องจากครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการการศึกษา สร้างเยาวชนของชาติ และเป็นที่ทราบกันดีว่าครูไม่ได้มีรายได้เยอะ และค่าครองชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระโดยไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจและสร้างความสุขให้กับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา เลขาธิการ สกสค. กล่าว

ดร.พีระพันธ์ กล่าวต่อว่า  สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ของ สกสค. ซึ่งเป็นบัตรสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในบัตรจะมีชื่อและเลขประจำตัวของคุณครู เมื่อเข้ามาที่ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ก็สามารถแสดงบัตรเพื่อจะได้รับส่วนลด 10%  ซึ่งโครงการนี้ใช้ได้กับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง 3 สาขา คือ สาขารามอินทรา สาขาแจ้งวัฒนะ และพระราม 3 กทม. 

ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สะดวกจะโหลดแอพเพื่อทำบัตรสมาชิก ก็สามารถใช้บริการผ่านบัตรสมาชิก สกสค.ได้ โดยสิทธิพิเศษนี้ มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป” เลขาธิการ สกสค. กล่าว

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลระดับโลก ‘3G Awards 2025’ ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับ 2 รางวัลเกียรติยศจากเวทีระดับโลก Global Good Governance Awards (3G Awards) 2025 จัดโดยบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Cambridge IFA International Financial Advisory ในสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย รางวัล 3G Championship Award for Sustainable Development 2025 และ 3G Excellence Award for Green Campus 2025  ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และความเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งจัดขึ้นที่  Balai Khazanah Islam Sultan Haji Hassanal Bokiah ประเทศบรูไน

ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยศูนย์บริการวิชาการ .วลัยลักษณ์  กล่าวว่า  2 รางวัลระดับนานาชาติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ที่มุ่งเน้นถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่สวยงามสะดวกสบายและเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่มาเยี่ยมชม สอดคล้องกับการได้รับรางวัล 3G Excellence Award for Green Campus 2025

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยได้ขยายผลนำวิชาการ องค์ความรู้ และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการ “บริการวิชาการ” สู่การพัฒนาสังคมภายนอกมหาวิทยาลัยตามแนวทาง SDG ที่เห็นภาพเชิงประจักษ์สร้างงานวิชาการที่ส่งผลกระทบทั้งระดับท้องถิ่น ดับชาติ และนานาชาติ ทั้งนี้ จากผลงานยอดเยี่ยมด้าน Sustainability ดังกล่าว รศ.ดร.วาริท เจาะจิตต์ รองอธิการบดี ยังได้รับเชิญจากคณะกรรมการ 3G Awards เพื่อร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนพร้อมเสนอความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนด้าน Sustainability และ Good Governance อีกด้วย

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

มบส.บริการวิชาการ นำ AI ยกระดับการประเมินมาตรฐาน-คุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยฯ ร่วมกับสมาคมผู้ประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา พร้อมด้วยสมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานสากลด้านดิจิทัลและการบริหารข้อมูล จัดอบรมผู้ปฏิบัติงาน AI สำหรับงานประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา

นางสวนิต พูนพิพัฒน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมอบรมครั้งนี้เป็นงานบริการวิชาการแก่สังคม มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับสมรรถนะเพื่อเป็นแนวทางในการอบรมพัฒนาศักยภาพและการต่ออายุ การรับรองผู้ประเมินภายนอก การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มี วัตถุประสงค์พิเศษ ด้านการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และแนวทางในการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประเมินภายนอก ตามประกาศสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ที่ 65/2568

รศ.ดร.สมบัติ ทีฆทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ มบส.ในด้านบริการวิชาการพร้อมสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยการนำเครื่องมือ AI หลากหลายประเภท ได้แก่  ระบบวิเคราะห์การเรียนรู้ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ ระบบวิเคราะห์ภาพและวิดีโอ ระบบวิเคราะห์เครือข่ายสังคม มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพที่สอดคล้องกับสมรรถนะสำหรับผู้ประเมินภายนอก

ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูล ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งหน่วยรับรองมาตรฐานสากล ISEM พร้อมดำรงตำแหน่งอุปนายกAIEAT และนายกสมาคม ADD กล่าวเสริมว่า ผู้ผ่านการอบรมจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน AI สำหรับงานประเมินมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา ในโครงการ “การอบรมพัฒนาศักยภาพที่สอดคล้องกับสมรรถนะ สำหรับผู้ประเมินภายนอก” การจัดกิจกรรมนี้ เป็นหลักสูตรระยะเวลา 15 ชั่วโมง มีวิทยากรที่ขึ้นทะเบียนของ CTN ในฐานะหน่วยรับรองมาตรฐาน AI Governance ตามระบบสากล    

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

‘Learning Fest 2025’ พลิกกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งการให้! เปิดพื้นที่ ‘Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้’เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายพันธมิตรกว่า 70 หน่วยงาน จัดเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 “Learning Fest Bangkok 2025” ภายใต้แนวคิด “Givetopia: อุดมการ(ณ์)ให้” เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมแห่งการให้และการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม เทศกาลในปีนี้มุ่งสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริงทั่วกรุงเทพฯ รวมกว่า 40 แห่ง โดยมี TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นศูนย์กลางหลักของกิจกรรมซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 พฤษภาคม 2568 พร้อมกิจกรรมมากกว่า 120 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นพลังของการเรียนรู้ผ่านการให้ในรูปแบบต่าง ๆ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD กล่าวว่า Learning Fest ถือเป็นแรงผลักสำคัญที่จุดประกายวัฒนธรรมใหม่ของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย นับตั้งแต่เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2023 เทศกาลนี้ได้ขยายแนวคิดเรื่อง การเรียนรู้เพื่อทุกคนไปสู่จังหวัดต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราชและนครราชสีมา และในปีหน้าเรายังจะเดินทางไปลำปาง นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ที่ชุมชนและเมืองเริ่มลุกขึ้นมาร่วมออกแบบการเรียนรู้ในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

โดยในปีนี้ TK Park จึงได้นำเสนอแนวคิด Givetopia ที่ผสานระหว่างคำว่า Give (การให้และ Utopia (ดินแดนในอุดมคติ) เพื่อจินตนาการถึงเมืองที่ทุกคนต่างมีบางสิ่งที่สามารถแบ่งปันได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทักษะ ความรู้ หรือแม้แต่กำลังใจ โดย Learning Fest 2025 มุ่งหวังให้พื้นที่การเรียนรู้เหล่านี้เป็นต้นแบบของเมืองที่พัฒนาไปพร้อมกับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคมโดยรวม

เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมรายปี แต่คือพื้นที่ที่ทุกคนได้มามีส่วนร่วม แบ่งปัน ทั้งประสบการณ์ ความรู้ และแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยกันสร้างอนาคตของสังคมไทยให้มีรากฐานบนความเข้าใจและความเท่าเทียม ดร.ทวารัฐ กล่าว

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) กล่าวว่า เทศกาลในปีนี้ชวนสังคมมองเห็นว่า “การให้” ไม่ใช่แค่คุณค่าทางศีลธรรม แต่คือพลังในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะการเรียนรู้ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการให้ และสามารถขยายต่อไปในระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับเมือง

ภายในเทศกาล ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนมิติของการให้ ผ่าน 6 กลุ่มกิจกรรมหลัก ได้แก่ Tour – กิจกรรมภาคสนามที่เปิดมุมมองใหม่ของกรุงเทพฯ ผ่านการสำรวจแหล่งเรียนรู้ในย่านที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เช่น ‘เป็นสายตานักเขียน’ Walk-shop โดย Fathom Bookspace ที่พาเดินสำรวจสวนพลูผ่านมุมมองของนักเขียน และ เที่ยวเพลินเดินบ้านครัว โดยคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ที่พาเรียนรู้วิถีชุมชนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมชิมอาหารท้องถิ่นต้นตำรับ , Workshop – หลากเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือทำจริง พร้อมกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมที่สนุก เข้าถึงได้ และหลากหลาย ตั้งแต่งาน DIY ศิลปะ ถ่ายภาพ ไปจนถึงกิจกรรมพัฒนาศักยภาพในแบบเฉพาะตัว เช่น Sunshine Class Game โดย BlackBox, สำรวจต้นไม้รอบตัว สำรวจใจเราเอง โดยมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่, ห้องเรียนแห่งความเป็นไปได้ โดย Saturday School และ Positive Parenting โดย Soulful Parent ,

Showcase – นิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงที่เล่าเรื่อง “การให้” ผ่านศิลปะและแนวคิดสร้างสรรค์ เช่น The Happily Unusual Spirit House (H.U.S.H) โดย CREAM Bangkok x NidNok ที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการกลายเป็นจริง และกิจกรรม Give your heart a chance to love โดยสมาคมสื่อสารอย่างสันติ ที่เปิดโอกาสให้เข้าใจตนเองและเชื่อมโยงกับผู้อื่นด้วยการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง , Arts – งานศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และความเข้าใจร่วมกัน เช่น The Missing Flower in Bangdung Conference ที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน และ Fleurissimo การแสดงศิลปะเสียง ณ ปากคลองตลาด ที่หลอมรวมเสียงดนตรีกับกลิ่นอายของดอกไม้เพื่อปลุกความทรงจำอย่างอ่อนโยน โดยสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา , Special – กิจกรรมพิเศษที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่ ทั้งในด้านอารมณ์และการเรียนรู้ เช่น TALK & TOUCH กับทีมสุนัขนักบำบัดแห่งประเทศไทย ที่ใช้พลังเยียวยาจาก “อุ้งเท้าเล็กๆ” เชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว และกิจกรรม Play IBGL โดยสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ ที่ใช้การเล่นเป็นเครื่องมือเรียนรู้เชิงลึก

เมืองที่น่าอยู่ในศตวรรษนี้ไม่ได้วัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเมืองที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือพัฒนาทักษะ หากแต่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม  เทศกาลการเรียนรู้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีของกิจกรรม แต่ คือการขับเคลื่อนวาระทางวัฒนธรรมในระยะยาว ที่เปลี่ยนให้ “การเรียนรู้” กลายเป็นสิทธิร่วมของทุกคน และเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเท่าเทียมอย่างแท้จริง วันนี้ Givetopia อาจยังไม่ปรากฏอยู่บนแผนที่ แต่ถ้าทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมที่จะให้และร่วมมือกัน ผมเชื่อว่าเมืองแห่งการเรียนรู้นี้จะเกิดขึ้นได้จริง นายวัฒนชัย กล่าว

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

เลขาธิการ กอศ. ปลื้มเด็กอาชีวะสายธุรกิจ วพณ.ธนบุรี ใช้ชีวิตแบบมือโปร

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษา และคณะครู ในโอกาสเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 โดยมี ดร.สาริศา พิชัยฤกษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยและคณะให้การต้อนรับ ณ วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี  

นายยศพล เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ทุกสถานศึกษาเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2668 ทั้งด้านบุคลากร สื่อการเรียนรู้ และพื้นที่ปฏิบัติการรองรับการเรียนการสอนเชิงทักษะจริงตามบริบทของแต่ละสาขาวิชา วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสถานศึกษาของการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับโลกของธุรกิจ ทั้งในระดับ ปวช. ปวส. และระดับปริญญาตรี โดดเด่นในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านพาณิชยการและธุรกิจ และเป็นศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล และสาขาการตลาด 

ได้ชมห้องปฏิบัติการในสาขาต่างๆที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง อาทิ ศูนย์ TCC Printing ธุรกิจงานพิมพ์ของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ปัจจุบันฝึกนักศึกษารุ่นที่ 10 ให้มีทักษะในการบริการ พิมพ์งานด่วน ออกแบบโปสเตอร์ ใบปลิว บัตร และถ่ายเอกสาร และเยี่ยมชมศูนย์ SHIPPOP แหล่งเรียนรู้ด้านโลจิสติกส์ของนักศึกษาสาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยร่วมกับบริษัทขนส่งเพื่อฝึกทักษะด้านธุรกิจขนส่งพัสดุจริง ห้องปฏิบัติการโซเชียลมีเดียที่นักศึกษาสาขาการตลาด ได้ใช้เป็นพื้นที่ฝึกฝนการขายออนไลน์ รวมถึงมีการไลฟ์สดเพื่อส่งเสริมทักษะการขายผ่านแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย และพูดคุยกับนักศึกษาสาขาดิจิทัลกราฟิก ที่กำลังจัดการเรียนการสอน การใช้เครื่องมือ เพื่อการสร้างงานด้านดิจิทัล เลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า เปิดภาคเรียนใหม่นี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนานักเรียน นักศึกษา แม้อาจมีความท้าทาย แต่ก็ถือเป็นโอกาสในการเติบโต ทุกก้าวของการเรียนรู้ คือก้าวที่พาไปสู่ความสำเร็จ พร้อมให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษาให้ตั้งใจเรียนในสิ่งที่เลือก และพัฒนาไปสู่เป้าหมายอย่างเต็มที่ 

สอศมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีศักยภาพและมีสมรรถนะ ตามนโยบายขอ ศธ.ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนอาชีวศึกษามีความสุขในการเรียน มีรายได้ระหว่างเรียน และมีงานทำ 100% หลังจบการศึกษา เราจะจับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ฝากให้นักศึกษาใช้เวลาช่วงเปิดภาคเรียนในการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และดูแลสุขภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย เลขาธิการ กอศ.กล่าว 

‘สำนักเลขาพระสังฆราช’แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง’พระดำรัส’

'สำนักเลขาพระสังฆราช'แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง'พระดำรัส'

‘สำนักเลขาพระสังฆราช’แถลงปมเพจแพร่ข้อมูลเท็จ แอบอ้าง’พระดำรัส’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 จากกรณีมีเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “สมเด็จพระสังฆราชทรงรับสั่งให้ประชาชนงดเอาเงินถวายพระโดยเด็ดขาดแม้กระทั่งงานศพงดใส่ซองขาวถวายพระ สาธุ” กระทั่งมีผู้แชร์ข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จโดยแอบอ้างว่าเป็นพระดำรัส ความว่า

ด้วยปรากฏว่าได้มีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์และเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ โดยแอบอ้างว่าเป็นพระดำรัส สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงขอแจ้งให้ทราบดังนี้

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่เคยมีพระดำรัสด้วยถ้อยคำในลักษณะบริภาษตามที่ปรากฏในสื่อ แต่โปรดมีรับสั่งกำชับเนืองๆ ในเรื่องการบริจาคทาน การถวายจตุปัจจัยอันควรแก่สมณบริโภค และการปวารณาเป็นอุปัฏฐากพระภิกษุจำเพาะรายด้วยปัจจัยสี่ ให้กระทำตามหลักพระธรรมวินัย ด้วยการปวารณา และการมีไวยาวัจกร จึงขอสาธารณชนอย่าหลงเชื่อถ้อยคำอันถูกแต่งเติม และขออย่าได้ส่งต่อ อันเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกตำหนิโทษกันในหมู่พุทธบริษัท

อนึ่ง เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช โปรดมีพระลิขิตที่ สร. ๑๕/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ประทานพระปรารภไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้กราบทูลเสนอหลักการและแนวนโยบายสำหรับการจัดการศาสนสมบัติวัด อย่างสมสมัยและสถานการณ์ ตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ เพื่อนำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณากำหนดนโยบายคณะสงฆ์ และวางมาตรการปฏิบัติ ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการสนองพระปรารภแล้ว และจะได้มอบถวายมหาเถรสมาคมพิจารณาโดยถี่ถ้วนต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๘