‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก  ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’  แน่นท้องสนามหลวง

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘วันมาฆบูชา’คึกคัก ไหว้‘พระเขี้ยวแก้ว’ แน่นท้องสนามหลวง แห่ทำบุญวัดทั่วไทย

เนื่องในวันมาฆบูชา รัฐบาลนำประชาชน ร่วมตักบาตร-เวียนเทียน แห่สักการะ“พระเขี้ยวแก้ว”เนืองแน่นท้องสนามหลวงขณะที่บรรยากาศวัดทั่วไทยคึกคัก พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรเวียนเทียน รัฐบาลคาดเงินสะพัดวันมาฆบูชา สูงสุดในรอบ 4 ปี กว่า 2,500 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 บรรยากาศช่วงเช้า ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เนื่องใน วันมาฆบูชา 2568 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา 2568 จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 73 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระพรหมเสนาบดี ที่ปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีคณะรัฐมนตรีเช่นนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข, ประธานวุฒิสภา, ประธานองค์กรอิสระและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 73 รูป จากนั้นทั้งหมดได้ร่วมพิธีเวียนเทียน บริเวณมณฑปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ(พระเขี้ยวแก้ว)

ส่วนบรรยากาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ช่วงเช้าพุทธศาสนิกชน ต่างต่างกายสวมใส่ชุดขาว ส่วนใหญ่เดินทางกันมา เป็นครอบครัวหอบลูกจูงหลาน นำข้าวสารอาหารแห้งมาตักบาตรพระสงฆ์

จากนั้นส่วนใหญ่ได้ร่วมเวียนเทียนพร้อมร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาประดิษฐาน ณ ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมาประดิษฐานตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.2567จนถึง 15 ก.พ.นี้ซึ่งหลายคนเลือกใช้วันหยุดวันพระใหญ่มาสักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว

สำหรับบรรยากาศวัดทั่วประเทศคึกคัก จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้จัดตักบาตรเป็งปุ๊ด หรือ ตักบาตรเที่ยงคืน เข้าสู่วันที่12 ก.พ.ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.เชียงรายพร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นำประชาชน นักท่องเที่ยวจำนวนมาก ประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นประดิษฐานบนราชรถบุษบก เพื่อรับบิณฑบาตข้าวสาร อาหารแห้ง หน้าวัดมิ่งเมืองไปตามถนนบรรพปราการ ถึงหอนาฬิกาเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย โดย พระครูโสภณ ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เป็นประธานสงฆ์ นำคณะพระภิษุกจากวัดต่างๆ ในอำเภอเมืองเชียงราย ออกรับบาตร ในครั้งนี้ถือว่ามีผู้มาร่วมทำบุญตักบาตรจำนวนมาก รวมระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

ช่วงเช้า ที่วัดธาตุ พระอารามหลวง ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายประจวบ รักแพทย์ รองผวจ.ขอนแก่น ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อม พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดธาตุ พระอารามหลวง,รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น และ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำประชาชน พร้อมใจกันสวมใส่ชุดขาวพร้อมร่วมกันนำอาหาร เครื่องดื่ม ปัจจัย ไทยทานตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 59 รูป ข้างพระอุโบสถของวัด เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล รับศีลรับพรเนื่องในวันพระใหญ่ วันมาฆบูชาในปีนี้ หลังเสร็จพิธีตักบาตร ทางวัดธาตุ พระอารามหลวง ยังได้จัดพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวเนื่องในกิจกรรมวันมาฆบูชา

ช่วงเช้า ที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมือง จ.หนองคาย นายสมภพ สมิตะสิริ ผวจ.หนองคาย เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2568โดยพระเทพวชิรคุณ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำประชาชนประกอบพิธี ทำบุญตักบาตร และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยในช่วงเช้า นอกจากจะได้ทำบุญตักบาตรแล้ว ยังได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนชาวหนองคายได้ปฏิบัติตาม

พุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่จ.สงขลา พุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องใน“วันมาฆบูชา”ประจำปี 2568โดยมีคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวหลายร้อยคนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีกิจกรรม สวดมนต์ ฟังเทศน์มหาชาติ โดย พระครูวาทีพัชรโสภณและมีการมอบทุนการศึกษา

เวลา10.30น.ที่วัดเวฬุวัน พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ยะลา นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผวจ.ยะลาเป็นประธาน ส่วนฝ่ายสงฆ์ มีพระเทพวชิรนายก (พระราชพิธีปัญญามุนี) เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน อำเภอเมืองยะลา นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ จ.ดยะลา ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร รอบพระมหาเจดีย์พระสังกัจจายน์ วัดเมืองยะลา พระอารามหลวง โดยมีพระสิริปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดเมืองยะลา พระอารามหลวง นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ออกรับบิณฑบาต

ในปีนี้ มีพุทธศาสนิกชนชาวยะลาที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆวัดและในเขตอำเภอเมืองยะลาจำนวนมาก มาร่วมเวียนเทียน และรับศีลฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากเจ้าหน้าที่ทั้งภายในบริเวณวัดและนอกวัด

ด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องใน “วันมาฆบูชา” วันนี้และเป็นวันหยุดราชการประจำปี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 เส้นทาง 61 ด่าน ประกอบด้วย (1) ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 20 ด่าน (2) ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 31 ด่าน (3) ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด)จำนวน 10 ด่าน ทั้งนี้ มาตรการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลรายงานผลการสำรวจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในวันมาฆบูชา และวันวาเลนไทน์ คาดจะมีเงินสะพัดราว 5,200ล้านบาท โดยวันมาฆบูชาจะมีเงินสะพัดราว 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน2.81%สูงสุดในรอบ 4 ปี ส่วนข้อมูลจากการคาดการณ์ในช่วงวันวาเลนไทน์ในปีนี้จะมีเงินสะพัดราวเกือบ 2,700 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2563

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนงาน สตง.

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการตรวจเงินของแผ่นดิน เพื่อนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบของ สตง. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดินและการดูแลทรัพย์สินของรัฐเพิ่มมากขึ้น ณ ห้องประชุมดำริอิศรานุวรรต อาคาร 2 ชั้น 2 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กรุงเทพฯโดยมี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA และ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมลงนาม

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ ครั้งนี้ถือเป็นอีกมิติที่ได้ร่วมกับทาง สตง. ในการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาบูรณาการร่วมกับองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบของ สตง. เพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดินและการดูแลทรัพย์สินของรัฐเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง GISTDA มีข้อมูลที่สำคัญคือข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลแผนที่ และข้อมูลจากดาวเทียม โดยในอดีตการตรวจสอบข้อมูลหรือโครงการต่างๆ จะต้องใช้บุคลากร เวลา และเงินจำนวนมากในการดำเนินงานในโครงการภาครัฐในหลายๆ งาน เพื่อติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้หรือไม่ เช่น การขุดคลอง ขุดท่อ ทำถนนปลูกป่า ทำฝาย ทำเขื่อน เป็นต้น แต่ในปัจจุบันข้อมูลจากดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ทันสมัยบวกความรู้ความสามารถของบุคลากรด้านภูมิสารสนเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่ามากที่สุด เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ (e-Audit) ให้กับภารกิจของ สตง. โดยจัดให้มีการออกแบบโครงสร้างระบบข้อมูลและการพัฒนาระบบงานในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปวิเคราะห์และบริหารงานด้านต่างๆได้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดกับประเทศ

ด้าน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ความรู้และเทคโนโลยีจาก GISTDA จะช่วยให้การตรวจสอบของ สตง. มีมิติเชิงลึกและครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลด้านดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของการตรวจเงินแผ่นดินไทยในการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้สามารถเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงของโครงการต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศธ.หารือเทียบเคียงสมรรถนะภาษาต่างประเทศ ตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ สร้างคุณภาพด้านภาษามาตรฐานสากล

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติโดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ผู้อำนวยการสำนักกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

ดร.สิริพงศ์ กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบาย แผนและมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดทิศทางการศึกษา ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานการเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สู่การนำไปการสะสมในระบบธนาคารหน่วยกิตได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการทำงานที่มีการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใช้งานต้องมีทักษะด้านภาษาที่เหมาะสม ดังนั้นจึงควรมีเกณฑ์วัดเปรียบเสมือน ไม้บรรทัด สำหรับทั้ง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีนที่มีการเทียบเคียงตามกรอบอ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจขยายไปสู่การเทียบเคียงภาษาอื่นๆ การดำเนินงานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะด้านภาษาต่างประเทศของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ศักยภาพผู้เรียน การประชุมในวันนี้จะเป็นการสรุปภาพรวมโดยร่วมกันพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะการเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศตามระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติให้สมบูรณ์เพื่อเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานและสถานศึกษาในการนำไปใช้ในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านสมรรถนะภาษาต่างประเทศต่อไป

มาตรฐาน Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาสร้างขึ้นโดยสหภาพยุโรป และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการใช้ภาษาต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การสอบ CEFR กำหนดทักษะ 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ประเทศไทยมีหน่วยงานที่นำมาใช้แล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทวะวงศ์วโรปการ และสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

“ทั้งนี้ สกศ. จะนำข้อเสนอแนะไปประกอบการจัดทำประกาศคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เรื่อง การเทียบเคียงระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศกับระดับของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกันอันจะส่งผลต่อการพัฒนาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะภาษาต่างประเทศที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำข้อเสนอไปดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป” เลขาธิการ สกศ. กล่าว

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’  สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

มมส จัด ‘MSU International Sports Day’ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการ MSU International Sports Day และเทศกาลตรุษจีน โดยมี ผศ.ดร.พลเดชเชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และพันธกิจสากล เป็นประธานกล่าวเปิดงานและ อาจารย์ ดร.ศรินทรีย์ อุดชาชน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์สากลกล่าววัตถุประสงค์โครงการ พร้อมนำนิสิตต่างชาติในระดับปริญญาตรี โท เอก จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ อาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โดยในช่วงเช้าได้จัดกิจกรรม MSU International Sports Day นิสิตต่างชาติได้ร่วมแข่งกีฬาสากลและกีฬาพื้นบ้าน ที่เปิดโอกาสให้นิสิตทุกเชื้อชาติได้ร่วมสนุกและพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารกลางวันในเทศกาลตรุษจีน และได้รับเกียรติจากคณบดีและผู้แทนแต่ละคณะเข้าร่วมอวยพรแก่นิสิตชาวต่างชาติ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมจีน

นอกจากนี้ ยังมีซุ้มกิจกรรมให้ร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ การห่อเกี๊ยว การแสดงสไตล์จีน และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประเพณีศิลปวัฒนธรรมอีสาน แสดงผลงานเอกสารโบราณ สาธิตการจารใบลาน การสานพัดธุงใยแมงมุม และการสานรูปสัตว์จากใบลาน จากสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผศ.ดร.พลเดช เชาวรัตน์ กล่าวว่า โครงการ MSU International Sports Day และเทศกาลตรุษจีน เป็นโครงการที่ส่งเสริมความเข้าใจ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างนิสิตต่างชาติหลากหลายสัญชาติ อาทิ จีน พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการยกระดับความเป็นนานาชาติ สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างนิสิตและชุมชนมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสามัคคีในระดับโลก

‘ป่อเต็กตึ๊ง’จุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2568

‘ป่อเต็กตึ๊ง’จุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2568

‘ป่อเต็กตึ๊ง’จุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’จุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2568

12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว และประกอบพิธีสงฆ์ สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลง่วนเซียว เป็นเทศกาลแรกของปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย จัดให้มีพิธีสวดชัยมงคลคาถา มีพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยขนมหวาน และ ขนมที่ทำด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลผสมถั่วลิสง ขึ้นรูปเป็นสิงโตขนาดต่าง ๆ บ้างก็เป็นรูปเจดีย์ ให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับไปบูชา ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ มีการแลกเปลี่ยน โดยมารับ ขนมรูปสิงโต จากมูลนิธิฯ พร้อมทั้งจัดให้มีการยืมเงินขวัญถุงแก่ผู้ที่ทำมาค้าขาย และผู้มีจิตศรัทธา ให้ร่ำรวยเฮงๆ ตลอดปี มีเงินมีทองพอกินพอใช้ไม่ขาดมือ นอกจากนี้ยังจัดให้มีสาคูสิริมงคล บริการศิษยานุศิษย์และสาธุชน ได้รับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปี

เนื่องจากขณะนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงเกิดสถานการณ์ปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] เกินมาตรฐาน อันเป็นวิกฤตการณ์ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนัก และบูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ การติดตั้งเครื่องบอกค่า PM2.5 อัตโนมัติ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้นรวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม

พุทธศาสนิกชนทำบุญเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2568 วัดพระยาสุเรนทร์

พุทธศาสนิกชนทำบุญเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2568  วัดพระยาสุเรนทร์

พุทธศาสนิกชนทำบุญเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2568 วัดพระยาสุเรนทร์

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.01 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมกันทำบุญเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2568 ณ วัดพระยาสุเรนทร์ กรุงเทพมหานคร โดย มาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 3 เพื่อระลึกถึง โอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระภิกษุจำนวน 1,250 รูปที่มาประชุม พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย โดยมีใจความสำคัญที่กล่าวถึงการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’ นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’  นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’ นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมกับสมาคมพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และสังคม (สพช.) และภาคีเครือข่าย จัดโครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาชุมชนสังคม และท้องถิ่นระดับชาติ (CDS สัมพันธ์) ครั้งที่ 23 “เครือข่ายการทำงานพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” หวังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพ การพัฒนาพื้นที่ งานวิชาการสาขาพัฒนาชุมชน จากนักศึกษา อาจารย์ ทั่วประเทศ โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม อธิการบดี มรส. มอบหมายให้ ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและระบบอำนวยการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รศ.ดร.เอมอร แสนภูวา นายกสมาคมพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม ผศ.ธาตรี คำแหง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. เข้าร่วมประชุม โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีตอาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชนคนแรกของประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ผศ.ธาตรี คำแหง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. กล่าวว่า โครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาชุมชน สังคม และท้องถิ่นระดับชาติ (CDS สัมพันธ์) ครั้งที่ 23 “เครือข่ายการทำงานพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” เกิดจากพัฒนาการความร่วมมือของมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรม CDS สัมพันธ์ คือ การเชื่อมร้อยเครือข่ายของอาจารย์-นิสิตนักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น สังคมและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชึ่งกันและกันอันจะนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคมที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการในการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคมมากขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวและความยั่งยืนในการพัฒนา

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพทั้งในด้านกิจกรรม การพัฒนาพื้นที่ และงานวิชาการ สําหรับนักศึกษา-อาจารย์สาขาพัฒนาชุมชน/สังคม และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณาจารย์ นิสิต และนักศึกษา สาขาวิชาพัฒนาชุมชน/สังคมและสาขาที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนากลุ่มย่อยร่วมให้ความรู้ มีกิจกรรมเสวนาสานสัมพันธ์เครือข่ายฯ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของนักศึกษาพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม การประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการ ทั้ง 4 หัวข้อ และการนำเสนอบทความวิจัย ทั้งแบบ Oral Presentation และ Poster Presentation

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร ระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ และคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กับ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงนามร่วมกับนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาร่วมกันในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นไปที่ การวิเคราะห์ การวิจัย และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าในด้าน การผลิต การตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนานวัตกรรม และการสนับสนุนงานวิจัยร่วมกันโดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อปทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.23 น.

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2568 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความระบุว่า

เนื่องในวันมาฆบูชา 12 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 ที่เรียกอีกอย่างว่า วันจาตุรงคสันนิบาต

วันจาตุรงคสันนิบาต อาจเตือนใจพุทธศาสนิกชน ให้น้อมรำลึกถึงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานวิธีการประกาศพระศาสนา อันนักเผยแผ่ และผู้สดับธรรมะ พึงน้อมนำมาเป็นวิถีทางประพฤติแห่งตน กล่าวคือ อนูปวาโท การไม่พูดร้าย 1 อนูปฆาโต การไม่ทำร้าย 1 ซึ่งทั้งสองวิธีการนี้ ล้วนประมวลอยู่ในกุศลกรรมบถทั้งสิ้น ทั้งนี้ สังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบัน ถูกขับเคลื่อนไปบนกระแสชี้นำ ตามกลไกการสื่อสารอันรวดเร็วฉับไว ผู้คนจำนวนมากมักพอใจในความสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย จนอาจมักง่าย ละเลยกระบวนการอันสุขุม รอบคอบ และชอบธรรม นำไปสู่การทำร้ายกันโดยกายทุจริต และการกล่าวร้ายกันโดยวจีทุจริต ย้อมจิตให้เสพคุ้นกับเนื้อความและรูปแบบอันก่อโทษ ประทุษร้าย หยาบกระด้าง เป็นเท็จ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ จนรู้สึกด้านชา หลงว่าอกุศลเป็นความดี หลงว่าความทุจริตเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนา ณ โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนให้สาธุชน จงหมั่นเตือนตนด้วยตนเอง อย่าได้ย่อหย่อนในการขัดเกลากาย วาจา และใจ ให้คุ้นชินกับความประณีต อ่อนโยน สุภาพ และสุขุม เพื่อช่วยกันเหนี่ยวรั้งสังคม ให้หนักแน่นอยู่บนหลักการไม่ทำร้าย และไม่พูดร้าย อันเป็นวิธีการรักษาและเผยแผ่พระศาสนาตามพระธรรมวินัย เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที และได้พลีอุทิศตนเป็นปฏิบัติบูชา ต่อพระบรมครูผู้ประเสริฐอย่างแท้จริง

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดำรงคงมั่นอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความอดทนและหมั่นเพียร ในอันที่จะศึกษาและเผยแผ่พระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป เทอญ.”

ขอบคุณภาพ และโพสต์จากเฟซบุ๊ก : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.56 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับทุนจากสหภาพยุโรปกว่า 800,000 ยูโร เดินหน้าสู่ความยั่งยืนเสริมนโยบาย Carbon Neutral University มุ่งพัฒนาการเรียนรู้และทักษะด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรองรับการศึกษาของคนทุกช่วงวัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมโครงการระดับนานาชาติ ทำหน้าที่เป็น Project Coordinator ร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรชั้นนำจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรจากหลายประเทศ เป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการจัดการขยะและการบริหารทรัพยากรในอุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยว ตามแนวคิด Zero Waste ซึ่งเน้นการลดปริมาณขยะให้น้อยที่สุดโดยการเปิดตัวโครงการ Tourism-Zero ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาการเรียนรู้และทักษะด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในภาคการบริการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ต่อยอดแนวทางการเป็น Carbon Neutral University เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ภายใต้โครงการ Erasmus+ CBHE ด้วยงบประมาณกว่า 800,000 ยูโร (ประมาณ 30 ล้านบาท) และมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ตั้งแต่ปี 2567-2569) โดยมีการจัดงาน Kick-off Meeting ไปแล้วเมื่อ 21 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา

ในงานเปิดตัวโครงการ ได้มีการจัด การเสวนาพิเศษ หัวข้อ “The Future of Zero-Waste Tourism” จัดขึ้น ณ อ่างแก้ววิลล่า (เรือนอ่างแก้ว) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยมาร่วมแบ่งปันข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการจัดการขยะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดี วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวี จันทร์ส่อง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ รวมถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการกอง ให้เกียรติร่วมเปิดงานดังกล่าว

ภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง “บทบาทและมุมมองของภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ต่อแนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในภาคบริการท่องเที่ยวและบริการในประเทศไทย” โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณจิรกร สุวงศ์ – เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ คุณเสกสันต์ สุทธะ – นายกสมาคมไทยล้านนาสปาและผู้บริหารฟ้าล้านนา ผศ.ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วภานนท์ – หัวหน้าภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับบทบาทการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัยผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต” โดย รศ.ดร.ปรารถนา ใจผ่อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ของโครงการนี้จะช่วยในการสนับสนุนบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้สามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ผ่านแพลตฟอร์มของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตได้รองรับการพัฒนาทักษะสามารถ Up-Skill และ Reskill ของผู้เรียนได้

ทั้งนี้ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวมีคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ หัวหน้าภาควิชาท่องเที่ยวในฐานะ Project Manager, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร Project Manager, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล ในฐานะ Project Coordinator, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อุไรวรรณ หาญวงค์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พฤกษ์ อักกะรังสี, รองศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ใจผ่อง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา คำอักษร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล คงจิตต์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภาพร รีวีระกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคินี อริยะ และ นางสาวธิตินัดดา จินาจันทร์ ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ

โครงการ Tourism-Zero เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นกลางทางคาร์บอน และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยปรับตัวตามมาตรฐานการจัดการขยะที่ยั่งยืน ด้วยแนวทางนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่เพียงแต่สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัย แต่ยังช่วยส่งเสริมบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในระยะที่ 13 เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

– 026