สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ลูกเสือในทุกจังหวัดทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง เพื่อปฎิบัติทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานลูกเสือในสำนักงานลูกเสือประจำจังหวัดนั้น เพื่อผลักดันในเรื่องดังกล่าวขณะนี้ สลช.อยู่ระหว่างการเร่งประกาศกำหนดกรอบและแผนอัตรากำลัง ซึ่งบอร์ด สลช.ได้เสนอแนะให้ทำกรอบในระยะ 3 ปี และ 5 ปี เพื่อบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามเป้าหมายในอนาคตที่ต่อไปสำนักงานลูกเสือประจำจังหวัดจะมีโครงสร้างภายในเป็น 2-3 ฝ่าย ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องมีเจ้าหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ เพียงแต่ในระยะเริ่มต้นนี้ทางคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้เห็นชอบกรอบอัตรากำลังจังหวัดละ 1 คนก่อน โดยรูปแบบจะคล้ายกันกับคุรุสภาจังหวัด ที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ของแต่ละจังหวัดจะได้รับการมอบหมายจากเลขาธิการ สลช.ให้บริหารงานสำนักงานลูกเสือจังหวัด แต่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดจะขึ้นตรงกับ สลช. ในตำแหน่งพนักงานราชการ ที่ได้รับสวัสดิการ และมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

“ที่ผ่านมาน้องๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน สลจ. เป็นเพียงตำแหน่งลูกจ้าง ภาระงานค่อนข้างเยอะมาก ที่สำคัญไม่มีสวัสดิการและความก้าวหน้าในอาชีพ ทำให้หลายคนเกิดความท้อแท้ และหันไปสมัครสอบในอาชีพ หรือตำแหน่งงานที่มีความมั่นคง และเจริญก้าวหน้าในอาชีพมากกว่า ดังนั้นการที่บอร์ดบริหาร สลช.เห็นชอบกรอบอัตรากำลังในครั้งนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดอย่างมาก ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้ สลช.จะสามารถประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อสรรหาเป็นเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดได้  โดยอย่างช้าภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีการรายงานตัวผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและไปปฎิบัติหน้าที่ได้ครบทุกจังหวัด การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 เลขาธิการ สลช. กล่าว

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ By สกร. & MOA & สสส. (Learn & Earn Health Market) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA Thai Foundation) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ที่ปรึกษาอธิบดี ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย พลเอก ศรุต นาควัชระ, ดร.กล้า สมตระกูล นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ นายสุชาญ ศีลอำนวย ผู้จัดการโครงการและเลขานุการมูลนิธิฯ นางนิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) และทันตแพทย์หญิง จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.  กล่าวว่า บทบาทของ สกร. ในวันนี้เปรียบเสมือน ผู้จัดตลาดแห่งการเรียนรู้ ที่รวบรวมองค์ความรู้และทักษะอาชีพที่หลากหลายมาให้ประชาชนได้เลือกเรียนรู้ตามความสนใจ เปลี่ยนจากการศึกษาในกรอบเดิม สู่การเรียนรู้ที่ กินได้ ใช้ได้ และต่อยอดได้จริง พร้อมเน้นย้ำว่า เกษตรธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของเกษตรกร แต่คือทางรอดด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยใช้กลไกเครือข่าย สกร.ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล รวมถึงศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นฐานในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ชุมชน

หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการสร้าง คลังอาหารปลอดภัยในครัวเรือน’ ควบคู่กับการพัฒนา ตลาดสีเขียว’ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เสริม และมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน อธิบดี สกร. กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สกร. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ สสส. ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการ การศึกษาอาชีพสุขภาวะ ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เพราะ การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง” สกร. เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

“อมลวรรณ” ย้ำ มุ่งสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมส่งเสริม สนับสนุน และยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง ต่อยอดขยายผลพัฒนาการศึกษาไทย

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภามีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นที่ประจักษณ์ต่อสังคม จึงได้ดำเนินการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพและสถานศึกษาทุกสังกัดเสนอผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลคุรุสภา เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานดีเด่น เพื่อส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง และมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ 2.รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระปณิธานด้านการศึกษาภาษาฝรั่งเศสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการพัฒนาศักยภาพ และยกย่องครูภาษาฝรั่งเศสที่มีผลงานดีเด่น 3.รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ที่จะคัดเลือกครูภาษาไทยในสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลงานดีเด่น4.รางวัลครูผู้สอนดีเด่น จะคัดเลือกครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน 5. รางวัลคุรุสดุดี จะคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” เป็นการยกย่องครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูที่มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ 6. รางวัล Next Generation Teacher Award 2026 หรือ “รางวัลครูแห่งอนาคต” เพื่อยกย่องครูผู้สอนระดับขั้นพื้นฐาน/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีความคิดสร้างสรรค์นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการสอน 7. รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2569เพื่อยกย่องงานวิจัยที่พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ 8.รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ประจำปี 2569 เป็นรางวัลที่ส่งเสริมนวัตกรรมของสถานศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า การมอบรางวัลดังกล่าว เป็นการส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่น ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้เกิดการพัฒนาตนเองและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลเป็นต้นแบบให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ โดยถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของคุรุสภาในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจ คุณค่า และความศรัทธาแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภท ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ซึ่งคุรุสภามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกย่องผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ จนสามารถเป็นแบบอย่างและเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงของศิษย์และบุคคลทั่วไปสมกับเป็นปูชนียบุคคล และมุ่งหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเกิดการพัฒนาตนแอง ซึ่งจะส่งผลในการต่อยอดขยายผลเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

“คุรุสภาขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกท่านและสถานศึกษาทุกสังกัด ร่วมส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 ทั้ง 8 รางวัล ซึ่งมีกำหนดเปิดให้เสนอผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำหรับรายละเอียด คุณสมบัติ และวิธีการเสนอผลงานในแต่ละรางวัลนั้นจะมีความแตกต่างกันไป จึงขอให้ผู้ประสงค์ส่งผลงานหรือผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนเสนอผลงาน โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0- 2281- 4843 และ งานคุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต 'กลางใจไทยนิรันดร์'

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“กลางใจไทยนิรันดร์” คอนเสิร์ตที่มากกว่าดนตรี แต่คือบทเรียนชีวิตบนเวทีแห่งความกตัญญู

ภาพความงดงามของท่วงท่าร่ายรำที่อ่อนช้อย ผสานกับเสียงบรรเลงวงออร์เคสตราและดนตรีไทยที่ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คือบทสรุปอันน่าประทับใจของคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติ “กลางใจไทยนิรันดร์” โดยโรงเรียนรุ่งอรุณ งานที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความสามารถ แต่คือการหลอมรวมหัวใจของชุมชนโรงเรียนเพื่อแสดงความจงรักภักดี

หัวใจสำคัญของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือการสะท้อนถึง “สมรรถนะการเรียนรู้” ของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา แต่เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องผ่านดนตรี นาฏศิลป์ และการทำงานเบื้องหลังอย่างเป็นระบบ

บนเวทีเราได้เห็นความกลมเกลียวของคนหลายวัย ตั้งแต่การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ยกรบ” โดยนักเรียนชั้น ป.6 ไปจนถึงวง R.A. POP Orchestra และวงดนตรีไทย ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนรุ่นพี่รุ่นน้องและศิษย์เก่า

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์บนเวที

คุณดวงพร พงศ์ผาสุก (อาจารย์ปุ้ย) ถ่ายทอดบทเพลง “ลาวดวงเดือน” ได้อย่างละเมียดละไมจนผู้ชมตกอยู่ในภวังค์

คุณตรัย ภูมิรัตน (คุณบอย) สร้างความอบอุ่นผ่านบทเพลง “เหมือนเคย” และ “ในดวงใจนิรันดร์” โดยมีเหล่านักเรียนและคณะครูร่วมขับร้องเคียงข้าง เป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันได้อย่างงดงาม

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย

“เวทีแห่งนี้คือพื้นที่ถ่ายทอดความรักและความกตัญญู แด่พระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่กลางใจไทยนิรันดร์” ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจาก ดร.สิริชัยชาญ ฟักจํารูญ ศิลปินแห่งชาติ และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน รวมถึง รองศาสตราจารย์ ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่มุ่งมั่นผลักดันให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะความเป็นมนุษย์

ความราบรื่นตลอด 2 ชั่วโมงของการแสดง คือผลลัพธ์ของการร่วมแรงร่วมใจจาก “ผู้ปกครองอาสา” ทีมงานเบื้องหลัง และฝ่ายเทคนิค แสง สี เสียง ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างมืออาชีพ เสียงปรบมือที่ดังกึกก้องในช่วงท้าย จึงไม่ได้เป็นเพียงการชื่นชมการแสดง แต่คือการมอบพลังให้แก่ความพยายามของเด็ก ๆ ทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว คอนเสิร์ต “กลางใจไทยนิรันดร์” ได้ฝากบทเรียนอันล้ำค่าไว้ให้นักเรียนรุ่งอรุณทุกคน นั่นคือ “บทเรียนชีวิต” ที่สอนให้พวกเขารู้จักวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นความทรงจำที่จะจดจำไว้ตลอดไปในฐานะเวทีแห่งศิลปะ…และเวทีแห่งการเติบโตของหัวใจ

ขอบคุณภาพจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school และ ผู้ปกครองอาสา

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานนิทรรศการและสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ “ARTแฮง” ประจำปี 2569 ขนทัพผลงานนิสิตสาขาสื่อนฤมิตจัดแสดงสู่สาธารณะ มุ่งยกระดับทักษะวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสื่อสร้างสรรค์ร่วมสมัย

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาวิชาการ นิทรรศการ ประกวดแข่งขัน และเผยแพร่ผลงานนิสิตสาขาวิชาสื่อนฤมิต (Creative Media) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ ผู้รับผิดชอบโครงการ พร้อมด้วยคณาจารย์ และนิสิตผู้สนใจเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ เปิดเผยว่า กิจกรรม “ARTแฮง” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลดปล่อยศักยภาพของนิสิต ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์และการออกแบบที่เป็นระบบ เรามุ่งเน้นให้นิสิตสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ต้องมีความแปลกใหม่ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาในสังคมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสื่อในมิติต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานกราฟิกดีไซน์และสื่อสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้รอบด้าน ได้แก่ การสัมมนาเชิงวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า อาทิ อาจารย์วิชิต วัฒนานนท์ จากสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ.ดร.ปรีชา สาคร จากภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มมส มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทรนด์การออกแบบสื่อระดับสากล

นิทรรศการผลงานนิสิต ที่ครอบคลุมหลากหลายแขนง เช่น Interactive Media, Graphic Design, และ Multimedia Content ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม จัดแสดงผลงานให้ชมที่ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนำนิทรรศการออกเคลื่อนที่ไปจัดแสดงที่ ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อ.เมือง จ.มหาสารคาม ระหว่างวันที่ 28 -29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ผลงาน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นิสิตมีความพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานอย่างมืออาชีพ โดยเน้นการพัฒนาทักษะ Soft Skills และ Hard Skills ควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล” รศ.ดร.สืบศิริ กล่าว

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าประกันคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้กับสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนกว่า 2,945 แห่ง ทั่วประเทศ  ในรูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit ซึ่งเป็นการตรวจเยี่ยมและประเมินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปรับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับสถานศึกษา แต่ยังคงเน้นหลักการในการตรวจสอบความสอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพภายในและการนำไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริง

โดยการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริงนี้จะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบและเก็บรวบรวมหลักฐาน โดยมีกระบวนการที่เน้นการลดภาระของสถานศึกษา แต่ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพของการประเมินคุณภาพภายนอกด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ซึ่งก่อนการลงพื้นที่ประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง คณะผู้ประเมินภายนอกจะนัดประชุมกับสถานศึกษาผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อกำหนดวันลงพื้นที่แบบเสมือนจริง และข้อมูลที่ผู้ประเมินภายนอกต้องการในวันลงพื้นที่เสมือนจริง เช่น การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้เรียน ตลอดจนการเยี่ยมชมห้องเรียน สถานที่ต่างๆ ภายในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากการตรวจสอบเอกสารดิจิทัล

น.ส.จิรสุดา สำเลิศรัมย์ ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานวิชาการ โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” เป็นสถานศึกษาขนาดเล็กเปิดสอนตั้งแต่อนุบาลชั้นปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 โดยสถานศึกษาเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ในรูปแบบการประเมินเสมือนจริง Virtual Visit สามารถลดภาระการจัดเตรียมเอกสารได้จริง โดยครูผู้สอนเพียงอัปโหลดไฟล์แผนและผลการดำเนินงานต่างๆ เข้าในกูเกิลไดรฟ์ เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกได้ศึกษาก่อนการประเมินเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจอย่างหนึ่งในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้ คือการสัมภาษณ์ผู้เรียน ซึ่งเป็นตัวแทนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยมีตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้เรียนชอบเรียนวิชาอะไร ครูผู้สอนสอนสนุกหรือไม่ ครูผู้สอนมีการใช้สื่ออะไรบ้าง ผู้เรียนชอบมาโรงเรียนหรือไม่ เคยได้ไปทัศนศึกษาที่ไหนบ้าง โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร แล้วผู้เรียนแต่ละคนมีแนวทางการเรียนอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายตามอาชีพในฝันได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจมากคือเรื่องความปลอดภัย ผู้ประเมินภายนอกได้มีการสอบถามเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ทั้งแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อมรับมือเหตุการณ์ต่างๆ การจัดเตรียมห้องพยาบาล หรือมุมพยาบาลของผู้เรียน

โดยภายหลังการประเมินฯเสร็จสิ้น สถานศึกษาได้ประชุมเพื่อพิจารณานำผลการประเมินฯมาปรับใช้ โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ กับสิ่งที่สามารถปรับได้ทันที เช่น การจัดมุมพยาบาลของผู้เรียนด้านการศึกษาปฐมวัย จากเดิมที่ใช้ร่วมกันกับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นต้น ดังนั้นตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกแบบ Virtual visit มีประโยชน์กับสถานศึกษาและครูผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องมีการจัดเตรียมเอกสารและสถานที่ ถือเป็นการลดภาระสถานศึกษาได้แท้จริง

น.ส.ณฬรรฐภรณ์ ปัญญางาม ครูโรงเรียนศรียาภัย 2 จ.ชุมพร กล่าวว่า โรงเรียนศรียาภัย 2 เป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ดังนั้น ทางสถานศึกษาจึงได้มีการประสานไปยังสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่เป็นพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อขอยืมอุปกรณ์สารสนเทศมารองรับการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit โดยในวันลงพื้นที่ประเมินฯ ทางสถานศึกษาใช้เพียงโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องในการเปิดกล้องให้ผู้ประเมินภายนอกได้ตรวจประเมินแบบเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้คือ ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจกับการดำเนินงานของสถานศึกษาในทุกมิติ เช่น ครูผู้สอนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนอะไรบ้าง ผู้เรียนมีการตอบสนองต่อสื่อการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบอย่างไร ตลอดจนแผนการจัดการเรียนการสอน พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เช่น ผู้ปกครองเคยเห็นบุตรหลานทำกิจกรรมอะไรบ้าง หรือครูผู้สอนได้เคยพูดถึงปัญหาของบุตรหลานให้ผู้ปกครองฟังหรือไม่

ดังนั้น ตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกในรูปแบบเสมือนจริง Virtual Visit ของ สมศ. ในครั้งนี้มีประโยชน์และเหมาะสมกับสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม เพราะ 1.ช่วยให้การดำเนินงานมีความเรียบง่ายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ลดภาระในการจัดทำเอกสารจำนวนมาก ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งผ่านข้อมูล 3.เป็นกระบวนการที่เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา มากกว่าการเน้นการตัดสินผล 4.กระตุ้นและส่งเสริมให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง และ 5.สะท้อนข้อมูลจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อให้สถานศึกษาเป็นแนวทางไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดี และนวัตกรรม

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพัศพงศ์ ชมเชย นิสิตเก่าหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA Executive) และนิสิตปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (สหสาขาวิชา) หรือ CUTIP สร้างชื่อเสียงบนเวทีนวัตกรรมระดับโลก The 51st  International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จากผลงานนวัตกรรม BlueSalt+” ซึ่งเข้าร่วมการประกวดในหมวด Class Q (Paramedical, Health, Nutrition and Personal Care) สามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทองเกียรติยศสูงสุด (Gold Medal with the Congratulations of the Jury) ซึ่งเป็นการตัดสินและยกย่องอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการนานาชาติ และรางวัลประกาศเกียรติคุณพิเศษ (NRCT Honorable Mention Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

นายพัศพงศ์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ว่า เกิดจากการต่อยอดความสำเร็จของ “SmartSalt” (นวัตกรรมเครื่องปรุงรสสำหรับน้ำซุปชาบูลดโซเดียม) ที่เคยคว้ารางวัลเหรียญทองและรางวัล Special Awards จากเวที Silicon Valley ในปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปถึงความต้องการที่แท้จริงของตลาด พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไม่สามารถลดโซเดียมได้สำเร็จ คือ “Taste Trade-off” หรือการสูญเสียรสชาติความอร่อย

“เราเปลี่ยนโจทย์ใหม่ทั้งหมด แทนที่จะหาสารทดแทนความเค็มที่มักทิ้งรสขมเฝื่อน เราเลือกที่จะผสานเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Tech) เข้ากับศาสตร์ด้านระบบประสาทสัมผัส (Neuro-sensory) เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้รสชาติของสมองมนุษย์โดยตรง” นายพัศพงศ์ กล่าว

ความโดดเด่นที่ทำให้ BlueSalt+ นวัตกรรมผลึกเกลือไฮบริดแห่งอนาคต คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดจากเวทีเจนีวา คือการผสานองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมระดับจุลภาค (Precision Nano-engineering) เพื่อออกแบบ “ผลึกเกลือโซเดียมต่ำไฮบริด” รูปแบบใหม่ ที่ทำงานร่วมกับฐานทรัพยากรชีวภาพ (Bio-based Material) เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับระบบประสาทสัมผัสโดยตรง ด้วยกลไกการนำส่งรสชาติที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ นวัตกรรมนี้สามารถกระตุ้นการรับรู้รสเค็มและรสอูมามิบนตัวรับรสของลิ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคยังคงสัมผัสได้ถึงรสชาติอาหารที่อร่อยกลมกล่อมตามธรรมชาติ แม้จะลดปริมาณโซเดียมลงได้สูงถึง 40-50% ก็ตาม

นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ธุรกิจ B2B และความยั่งยืนระดับสากล ในมิติของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดย BlueSalt+ ถูกออกแบบมาให้มีความพร้อมในการขยายผลระดับอุตสาหกรรม สามารถนำไปใช้แทนเกลือทั่วไปได้ในอัตราส่วน 1:1 โดยไม่ต้องปรับสูตรอาหารเดิม ตอบโจทย์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Clean-Label อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากนี้ การใช้วัตถุดิบฐานชีวภาพยังช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 “ความตั้งใจสูงสุดของการเดินทางมาร่วมแข่งขันบนเวทีโลกในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการคว้าเหรียญทอง แต่คือการท้าทายและก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ที่สุด ผมเชื่อมั่นว่านวัตกรรมที่ดีไม่ได้วัดคุณค่าแค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องสามารถยกระดับคุณค่าชีวิตของผู้คน และเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาจริงของสังคมได้อย่างยั่งยืน ขอขอบคุณหลักสูตร CUTIP และ หลักสูตร MBA จุฬาฯ ที่เป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ ทั้งในการบ่มเพาะวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม และการติดอาวุธด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ จนทำให้ BlueSalt+ สามารถเปลี่ยนแนวคิดเชิงวิจัย ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง” นายพัศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

'ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์'เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์กรสีเขียว – ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและวางรากฐานการอนุรักษ์พลังงานในอนาคต วาระสำคัญในครั้งนี้ประกอบด้วยการรายงานผลการตรวจสอบและรับรองรายงานการจัดการพลังงาน ประจำปี 2567 และปี 2568 รวมถึงการตรวจประเมินภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์จุดแข็งและข้อบกพร่องในการดำเนินงานที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมกองอาคารสถานที่และบริการ

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม 'จิบกาแฟ' แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมผลงาน – ดร.ปรีชา ภู่สมบัติขจร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและตัวแทนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ” แลการศึกษา จ.อุตรดิตถ์ โดยได้รับเกียรติจากนายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ที่นำมาจัดแสดงผลงาน ณ โดมเสาธง วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์