ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

https://www.naewna.com/local/843784

ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธาน มี ศาสตราจารย์ ดร.อัมพรธำรงลักษณ์ นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอกอดุลย์แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธีเปิดงาน ณ ห้องพนมศิลป์ ชั้น M คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

สำหรับการประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “บูรณาการ AI and Soft Power ในการบริหารภาครัฐ” เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนครพนม และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.ศุภชัยยาวะประภาษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นองค์ปาฐกถา ในหัวข้อ “ดิจิทัลกับการบริหารงานภาครัฐ”

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า การนำเสนองานเชิงวิชาการมีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มี
นักวิชาการและบุคคลมากมายหันมาให้ความสนใจในการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านต่างๆ หลากหลายแง่มุม การประชุมทางวิชาการระดับชาติในครั้งนี้จะเป็นเวทีเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวมถึงศาสตร์ความรู้ด้านอื่นๆ ตลอดจนเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์ นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นเวทีวิชาการที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ จากผู้นำเสนอบทความที่มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จากทุกภูมิภาคในประเทศไทย และมีโอกาสได้พบปะขยายเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างบุคลากรในแวดวงวิชาการ ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยนครพนมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมีบทความนำเสนอมากถึง 96 บทความ โดยได้รับเกียรติการวิพากษ์เพื่อการพัฒนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ในแวดวงรัฐประศาสนศาสตร์มาอย่างยาวนาน

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

https://www.naewna.com/local/843817

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.06 น.

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ส่งทีมนักข่าวเยาวชน บุกถึงกระทรวงแรงงาน สัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประเด็นนโยบายด้านการพัฒนาเด็กเยาวชน เพื่อก้าวไปสู่แรงงานฝีมือช่วยพัฒนาชาติในการแข่งขันระดับโลกต่อไป

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโอกาสให้ทีมนักข่าวเยาวชน จากศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กรุงเทพฯ และ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง เข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในส่วนที่จะส่งเสริมพัฒนาเยาวชนไทย โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ ทางกระทรวงแรงงานเรามีนโยบายในการพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่  มีการลงนามระหว่าง 4 กระทรวงคือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ(อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อทำงานร่วมกันในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เราเองมุ่งปูพื้นตั้งแต่ระดับมัธยมต้น เพื่อให้รู้ทิศทางว่าจะไปต่อมัธยมปลาย หรือสายอาชีพ สายอาชีวะ ยังมีการดำเนินการด้าน up skill , re skill และ new skill คือความรู้ใหม่ๆ ในวิชาชีพใหม่ เช่น ด้าน AI รวมถึงเรื่อง BCG (Bio-Circular-Green Economy) เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ที่จะเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ต้องการปูพื้นด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบใหม่ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ด้วย นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาช่วยพัฒนาเด็กเยาวชนให้สามารถเข้าสู่ระบบงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศที่รอบด้าน เท่าทันโลกต่อไป กระทรวงแรงงานเอง คำนึงถึงเด็กเยาวชน ว่าควรได้มีโอกาสปูพื้นฐานด้านอาชีพ ตั้งแต่มัธยมศึกษา ให้ได้เรียนรู้ตัวเอง ความถนัด ความชอบในสาขาวิชาชีพใด จะทำให้เด็กๆ สามารถมุ่งเป้า และเดินไปทิศทางสาขาอาชีพที่ชอบและประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องรู้จักตัวเอง ไม่ตั้งเป้าหมายเดียว เผื่อหลายๆ ทาง ทุกอย่างมีโอกาสพลาด แต่ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ อย่าท้อ ยังมีหนทางอื่นๆ ไปสู่เป้าหมายของเราได้นะครับ”

ดร.ธีระวิทย์ วงศ์เพชร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นเด็กๆ มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการใช้สื่อในทางสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กเอง และส่วนร่วม เพราะการได้มีโอกาสมาทำหน้าที่นักข่าวเยาวชน สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เด็กๆ จึงตั้งใจในการเรียนรู้ ฝึกฝน หาข้อมูล และพัฒนาทักษะหลากหลายด้าน จนสามารถมาทำหน้าที่นักข่าวเยาวชนสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ในวันนี้ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก อาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนส่งเสริมเด็กๆ และขอขอบใจเด็กๆ นักข่าวเยาวชนทุกคนที่ตั้งใจทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีในวันนี้ครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีในวันนี้ แม้ว่าจะเคยทำหน้าที่ยุวทูตสันติภาพ เดินทางไปเข้าพบสมเด็จพระสันตะปาปา และรายงานข่าวที่นครวาติกันและประเทศอิตาลีมาแล้ว แต่การได้มาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีครั้งนี้แตกต่างกัน ทำให้ได้เรียนรู้บทบาทของการเป็นผู้สื่อข่าวเยาวชนในอีกรูปแบบ ได้ประสบการณ์ที่ดี ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ใจดีมากๆ เปิดโอกาสให้พวกเราได้มาพบ ได้มาสัมภาษณ์ และตอบคำถามเด็กๆ ให้ความรู้มากมายเลยครับ”

นางสาวเพชลดา วารินทร์ ม.4 โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ค่ะ ที่วันนี้ได้รับโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนศูนย์ข่าวเยาวชนไทย มาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรี ท่านใจดีมากๆ ตอบคำถามให้ความรู้กับเด็กๆ เยอะมากๆ ค่ะ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก และอาจารย์ทุกๆ ท่าน ที่เมตตาให้โอกาสพวกเราได้เข้าร่วมโครงการศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก และได้มาทำหน้าที่สำคัญในวันนี้ค่ะ”

การสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยทีมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย จะได้รับการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเซียลช่องทางต่างๆ อีกด้วย

‘ทนายอนันต์ชัย’ นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

https://www.naewna.com/local/843767

'ทนายอนันต์ชัย' นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

‘ทนายอนันต์ชัย’ นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.28 น.

สมาชิกสมาคมฮินดูฯยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567  นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อม นายรามลลิต สุกุลพราหมณ์ ในฐานะผู้แทนสมาชิกสมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ) และคณะได้มายื่นหนังสือร้องเรียนกับ นายชัยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบประธาน และคณะกรรมการชุดเดิมที่หมดวาระ และจะตามคดีทุก 30 วัน โดย นายมนู บุญสนอง หัวหน้ากลุ่มทะเบียนสมาคม เป็นผู้รับแทน กรณีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 แต่ไม่จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ตามข้อบังคับสมาคมฮินดูธรรมสภา กำหนดให้กรรมการทุกคนของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เป็นสมาชิกของสมาคมฯ โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ต้องจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้สมาชิกเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ครบวาระ แต่เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน กลับไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสมาคมฯ 

นอกจากนี้ ยังได้พยายามแก้ไขข้อบังคับของสมาคมฮินดูธรรมสภา เพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจบริหารต่อไปได้ โดยขอแก้ไขเพิ่มบทเฉพาะกาล “ให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันรักษาการต่อไปอีกเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป” โดยอ้างเหตุผลเดียวกัน แต่ปรากฏว่านายทะเบียนฯ ได้ปฏิเสธในการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีเจตนาฝ่าฝืนต่อข้อบังคับ และขัดต่อวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ อันมีลักษณะเป็นการยึดติด เหนี่ยวรั้งตำแหน่ง หน่วงเวลาเพื่อรักษาอำนาจไม่ให้จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ เข้ามาบริหารต่อหรือไม่ 

สมาคมฮินดูธรรมสภาไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคล หรือกลุ่มใด การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทางศาสนาหรือไม่ เพราะสมาคมฯ มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมาก และยังมียอดเงินบริจาคเป็นจำนวนเงินที่สูงมากด้วย จึงต้องมีข้อบังคับของสมาคมฯ กำหนดให้หมุนเวียนตำแหน่งบริหารสมาคมฯ เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสมาคมฯ เพื่อให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

ทนายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า ยังปรากฏว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งของชาวฮินดูที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการแบ่งพวกแบ่งกลุ่มกัน เพื่อแย่งชิงอำนาจสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวฮินดู ซึ่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสมาชิกของสมาคมฯ และนายทะเบียนท้องถิ่นได้ โดยพบว่ามีการทำหนังสือร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความขัดแย้งในสมาคมฯ ก่อให้เกิดการแตกสามัคคีของสมาชิกสมาคมฯ ทั้งยังสร้างความสับสนต่อประชาชนผู้นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งมาประกอบศาสนกิจในสมาคมฯ เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ จึงเป็นเหตุให้กรรมการทยอยลาออก และจำนวนสมาชิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม จึงขอให้นายทะเบียนสมาคมในกรุงเทพมหานคร ได้โปรดพิจารณาตรวจสอบ และดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณามีคำสั่งให้เลิกสมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ) 2.ขอให้คุ้มครองชั่วคราว โดยมีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารชุดที่หมดวาระไปแล้ว หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที 3. มอบหมายให้กรมการปกครอง และกรมศาสนา ร่วมกันแต่งตั้งคณะบุคคลชาวฮินดูสัญชาติไทย จากสมาคมฮินดู สมาคมอื่นๆ ตามที่เห็นสมควร เข้ามาบริหารกิจการของสมาคมฮินดูธรรมสภา ในระหว่างพิจารณาออกคำสั่งให้เลิกสมาคมฮินดูธรรมสภาโดยชอบ และ 4. มีคำสั่งให้ดำเนินการตามข้อบังคับของสมาคมฮินดูธรรมสภาแห่งประเทศไทยโดยเคร่งครัด 

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 101 ประกอบมาตรา 102 (1)-(5) มาตรา 103 มาตรา 104 และขอให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ วิธิปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษานิติรัฐ และความสงบเรียบร้อย รวมถึงศีลธรรมอันดีของประชาชนอีกด้วย.

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

https://www.naewna.com/local/843583

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ  ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บมจ. ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จับมือ ไอฟุล คอร์ปอเรชั่น และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จัดกิจกรรม “Hackathon: Innovative Application 2024” เปิดเวทีให้นักศึกษาประชันไอเดียการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชั่น ตีโจทย์ “AI Application for Smart Health” เพื่อการสร้างสุขภาพชีวิตที่ดีแบบ Smart พร้อมสนับสนุนนักศึกษาพัฒนาความรู้และสั่งสมประสบการณ์ด้านไอทีต่อยอดการประกอบอาชีพในอนาคต

นายวุฒิชัย สถิรแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด “เอมันนี่” (A money)
ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A money บัดดี้เรื่องเงิน” เปิดเผยว่าบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ไอฟุล คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำจากญี่ปุ่น และ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จัดกิจกรรมการแข่งขัน “Hackathon: Innovative Application 2024” ในหัวข้อ “AI Application for Smart Health” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททุกคณะทุกชั้นปี ร่วมแข่งขันประชันไอเดียการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถตอบโจทย์การสร้างสุขภาพชีวิตที่ดีแบบ Smart เพื่อชิงทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท

สำหรับการแข่งขัน “Hackathon : Innovative Application 2024” มีผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 10 ทีม โดยทีมที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ScamStop กับผลงานแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคัดกรองแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยนำ AI มาช่วยตรวจจับรูปแบบแพทเทิร์นการพูดแล้วนำมาคาดการณ์บริบทและจำแนกว่าผู้ที่คุยด้วยเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ รับรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม YOLO กับผลงาน แอปพลิเคชั่น ISIS ช่วยแก้ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยฟังก์ชั่นสุดสร้างสรรค์ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับระบบแจ้งเตือนนัดจอง และประเมินความเสี่ยงรายวันที่สามารถส่งตรงให้แก่ผู้ดูแลได้ทันที รับรางวัล 20,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม TheraphySpace กับผลงานแอปพลิเคชั่นช่วยประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากออฟฟิศซินโดรมและการบาดเจ็บทางร่างกายจากการเล่นกีฬา รวมถึงการนำเสนอแผนกายภาพบำบัดในรูปแบบของตัวการ์ตูนวีดีโอที่เข้าใจง่าย รับรางวัล 15,000 บาท ส่วนอีก 7 ทีม ได้รับรางวัลชมเชยทีมละ 5,000 บาท

“ตลาดงานไอทีในไทยยังคงเปิดกว้างและมีอนาคตสดใส จะเห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Amazon และ Microsoft ก็กำลังจะเข้ามาลงทุนทำ Data Center ระบบคลาวด์ในประเทศไทย ดังนั้น การเปิดโอกาสหรือสร้างเวทีให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถ สั่งสมประสบการณ์ รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการ ก็จะเป็นอีกประสบการณ์สำคัญที่คนรุ่นใหม่จะสามารถนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ และบริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ นักศึกษาพัฒนาตนเองในด้านไอทีและประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่อไป” นายวุฒิชัย กล่าว

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

https://www.naewna.com/local/843584

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง  สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (TPCA) พัฒนากำลังคนและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ของไทย พร้อมร่วมงาน TPCA Show 2024 แสดงศักยภาพความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของภูมิภาค นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงของประเทศไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูงรักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช. พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยนำโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยีกับภาคอุตสาหกรรม PCB ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยคณะผู้แทนไทยได้เยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB ชั้นนำของไต้หวัน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและแนวโน้มการพัฒนาของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังได้เข้าเยี่ยมชมภาควิชา Semiconductor Engineering คณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหลงหัว ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม

เป้าหมายของการเยือนครั้งนี้คือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง TPCA กับหน่วยงานไทย ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเฉพาะทางด้าน PCB สำหรับนักศึกษาและบุคลากรไทย การจับคู่การฝึกงานระหว่างนักศึกษาไทยกับบริษัทผู้ผลิต PCB ชั้นนำ การส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตไทยในอุตสาหกรรม PCB และการจัดการศึกษาแบบบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา

ผศ.ดร.พูลศักดิ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ไต้หวัน โดยที่ผ่านมากระทรวง อว. ได้ร่วมกับ BOI และ TPCA จัดโครงการ Online Job Matching เชื่อมโยงบัณฑิตไทยกับบริษัท PCB ชั้นนำจากไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยจากทุกภูมิภาคในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม PCB ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ

ในส่วนของการร่วมงาน TPCA Show 2024 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้าน PCB ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้เข้าร่วมการจัดแสดงนิทรรศการในโซน “Thai Pavilion” เพื่อนำเสนอ STEMPlus แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม อุดมศึกษา และภาครัฐ โดย นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สอวช. ได้นำเสนอบทบาทของ สอวช. และ STEMPlus แพลตฟอร์ม ในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนในด้านความพร้อมของกำลังคนคุณภาพสูง

นอกจากนี้ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยยังได้นำเสนอศักยภาพในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงป้อนสู่อุตสาหกรรม ทั้งในด้านหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนา และความพร้อมของห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม PCB ไทย ผ่านการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานการศึกษา อันจะนำไปสู่การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงานคุณภาพสูงสำหรับกำลังแรงงานไทย และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

https://www.naewna.com/local/843582

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องและมีผลงานดีเด่นในระดับนานาชาติ ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ให้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา โดยใช้การวิจัยนำ และจะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Center Excellence) ของเอเชียแปซิฟิกในการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค ในสาขาที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ให้มีความรอบรู้และสามารถถ่ายทอดความรู้ออกเป็นรูปธรรม และนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศได้

ในปีพุทธศักราช 2548 จึงมีการก่อตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชันษาครบ 4 รอบ โดยมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทำหน้าที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ใน 3 สาขาวิชาคือ วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ : อนามัยสิ่งแวดล้อม (AppliedBiological Sciences :Environmental Health) วิทยาศาสตร์เคมี (Chemical Sciences) และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม (Environmental Toxicology) โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่มีความต้องการสูงตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ

ซึ่งทั้ง 3 สาขาวิชาดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในสิ่งแวดล้อม การเกิดโรคจากสิ่งแวดล้อม และการพัฒนายาโมเลกุลขนาดเล็กและยาชีววัตถุเพื่อการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนการสอนของสถาบันเป็นระดับนานาชาติซึ่งได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฟลอริดา และมหาวิทยาลัยอูเทร็คประเทศเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการแพทย์อิมพีเรียล สหราชอาณาจักร เป็นต้น ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันได้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศมาแล้วมาแล้วกว่า 300 คน และได้เข้าทำงานกับสถาบันและหน่วยงานที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัทจัดการสิ่งแวดล้อม CP Groups, Ministry of Environment-Indonesia, Amed Forces Research Institute of Med. Sciencesนอกจากนี้ บางส่วนได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการแนะนำหลักสูตรโดยคณาจารย์และศิษย์เก่าจากสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมด้วยเครื่องมืออันทันสมัยสุดล้ำ นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา อีกทั้งยังได้ลุ้นรับสิทธิ์ในการส่งวิเคราะห์สาร มูลค่ารวม 40,000.- บาท สำหรับนักศึกษา 2 รางวัล และภาควิชาที่มีนักศึกษาร่วมงานมากที่สุด 1 รางวัลนอกจากนี้ ยังได้ร่วมลุ้นรางวัลตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึกสถาบันอีกด้วย ทั้งนี้ นักศึกษาที่เข้าร่วมงานสามารถสมัครขอรับทุนการศึกษาได้ในวันงาน หรือยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง จนถึงวันที่31 มีนาคม 2568 และหากได้รับการคัดเลือกให้รับทุนมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำที่สหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-5541900 ต่อ 2144, 2128 และ 2712 หรือ www.cgi.ac.th ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร 02-5541900 ต่อ 2112

‘เพิ่มพูน’นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า’ ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

https://www.naewna.com/local/843535

'เพิ่มพูน'นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน 'สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า' ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

‘เพิ่มพูน’นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า’ ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.40 น.

“เพิ่มพูน” นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ทำดี ทำได้ ทำทันที เนื่องในวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”  ณ  สวนรมณีนาถ เขตพระนคร  ซึ่งจัดโดย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ 96 ได้ร่วมมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ  อาทิ ร.ร.วัดชนะสงคราม  ร.ร.ชัยชนะสงคราม  ร.ร.อนุบาลวัดปรินายก  ร.ร.วัดพลับพลาชัย   ร.ร.อนุบาลวัดนางนอง ร.ร.วัดราชบูรณะ

และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 อาทิ  ร.ร.มักกะสันพิทยา  ร.ร.วัดสังเวช  ร.ร.วัดสระเกศ  ร.ร.สุวรรณารามวิทยาคม  ร.ร.วัดน้อยนพคุณ  ร.ร.ศีลาจารพิพัฒน์  และ ร.ร.อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ  โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. พร้อมผู้บริหาร สพฐ.เข้าร่วมกิจกรรม

ต่อจากนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน พร้อมคณะผู้บริหาร สพฐ. ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ทำดี ทำได้ ทำทันที  ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม  เขตสาทร กรุงเทพฯ โดยมี ลูกเสือ จาก ร.ร.วัดสุทธิวราราม  และเนตรนารี ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ภายในวัดสุทธิวราราม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า เนื่องในวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงเช้าตนพร้อมผู้บริหารศธ.และผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือ ได้วางพวงมาลาถวายสักการะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าสวนลุมพินี และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. วางพวงมาลาถวายสักการะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย นอกจากนี้ลูกเสือ และเนตรนารีทั่วประเทศได้ร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม  ตามคำสัตย์ปฏิญาณของลูกเสือก็คือ  “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ”  และแนวทางของตนที่ฝากไว้คือ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ซึ่งสิ่งต่างๆที่ทำก็เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”ของเรา และเป็นการปลูกจิตสำนึกให้กับลูกเสือ เนตรนารี ให้มีจิตใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ รวมถึงความมีระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา ความรักชาติ บ้านเมือง

รมว.ศธ. กล่าวถึงกรณี ศธ.จะออกกฏกระทรวงใหม่ เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน โดยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) นำไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงความเหมาะสมถูกต้อง หากกฤษฎีกาส่งคืนกลับมาแล้ว สลช.ก็จะส่งให้ รมว.ศธ. เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบออกเป็นกฏกระทรวง เพื่อปลดล็อคเครื่องแต่งกายสำหรับลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ(ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษานั้นๆ 

“ผมก็จะพยายามทำกฏกระทรวงใหม่นี้ให้เสร็จทันปีการศึกษาหน้านี้ และให้เสร็จทันในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ”  รมว.ศธ. กล่าว 
 

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20% ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

https://www.naewna.com/local/843364

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20%  ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20% ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า การขาดแคลนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรม ประกอบกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารท่องเที่ยวทรงอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาอย่าง Travel + Leisure ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งปี 2568 (Destination of the Year 2025) ส่งผลให้ปีนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาในคณะฯ เพิ่มขึ้นกว่า 20%

“โดยสาขาการโรงแรมได้รับความนิยมอันดับ 1 ตามด้วยสาขาการท่องเที่ยวและศิลปะการประกอบอาหาร สำหรับรูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นการท่องเที่ยวแบบอิสระและกลุ่มเล็ก โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มหลัก และมีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวสเปน ส่งผลให้ตลาดท่องเที่ยวมีความต้องการไกด์ภาษาสเปนเพิ่มขึ้น

“ทางคณะฯเล็งเห็นโอกาสนี้ จึงได้เปิดหลักสูตรอบรมมัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) สำหรับบุคคลทั่วไประยะเวลา 6 เดือน โดยปัจจุบันดำเนินการเป็นรุ่นที่ 2 และได้จัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าอบรมและนักศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างความเข้าใจในวิชาชีพมัคคุเทศก์อย่างกว้างขวาง” คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าว

ดร.ยุวรี กล่าวต่อไปว่า ในปีการศึกษา 2567 ได้ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรในระดับปริญญาตรีจากเดิมมี 2 สาขาวิชา ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ และ 2. การโรงแรมและธุรกิจอาหาร เป็น 3 สาขาวิชา โดยเพิ่มสาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร เป็นสาขาใหม่ล่าสุด ทั้งนี้ ทุกสาขาวิชาได้เพิ่มแนวคิดการเพิ่มการบริการมูลค่าสูง (High Value Added Services) เข้าไปในหลักสูตร

โดยนักศึกษาแต่ละหลักสูตรจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สาขาการท่องเที่ยวจะเข้าใจกระบวนการจัดการและระบบการทำงาน ส่วนสาขาการโรงแรมจะมีความเชี่ยวชาญด้านงานบริการ ขณะที่สาขาอาหารจะมีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบอาหาร ดังนั้น ทางคณะฯ จึงเน้นส่งเสริมให้นักศึกษาทั้ง 3 หลักสูตรได้ฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาทักษะให้ครอบคลุมทุกด้าน

สำหรับการพัฒนาหลักสูตรการท่องเที่ยว จะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านมัคคุเทศก์และความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม พร้อมเสริมการให้บริการมูลค่าสูงสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านความร่วมมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

“ล่าสุดได้รับเกียรติจาก ททท. สำนักงานนครนายก ในฐานะสถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้รับเชิญให้ร่วมทดสอบและให้คำแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยว อีกทั้งยังร่วมมือกับ ททท. สำนักงานจันทบุรี ในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงชุมชนบางสระเก้า ผู้ผลิตเสื่อกกจันทบูร กับชุมชนหนองบัว หรือชุมชนขนมแปลก ผ่านการท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชน” ดร.ยุวรี ระบุ

คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารนั้น ปัจจุบันตลาดแรงงานมีความต้องการบุคลากรด้านการทำอาหารสูง ทางคณะฯจึงได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและเชฟมืออาชีพมาถ่ายทอดความรู้ พร้อมผนวกแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและการบริการที่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในทุกสายอาชีพ แต่งานด้านการบริการยังคงต้องอาศัยทักษะความเข้าใจมนุษย์เป็นสำคัญ

ซึ่งจุดเด่นของคณะฯ คือ การมีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีชื่อเสียงระดับสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกงานและการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ทางคณะฯ ยังได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ หลังจากได้รับเชิญให้เป็นผู้ฝึกสอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร (Table Manners) ให้แก่ทีมงานผู้ผลิตซีรี่ส์ “สืบสันดาน” ของ Netflix ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจในการบริการจัดเลี้ยง ลูกค้า VIP และผู้บริหารระดับสูง จากบริษัทต่างๆ อาทิ จูเลียส แบร์, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้ ยังได้พัฒนาความร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงแรมแมริออท พร้อมส่งนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ Fast Track จำนวน 4 คน ซึ่งโครงการนี้ได้คัดเลือกนักศึกษาตามความสมัครใจและความพร้อม โดยนักศึกษาจะต้องเรียนภาคทฤษฎีอย่างเข้มข้น 3 ปี และปฏิบัติงานจริง 1 ปี และเป็นการฝึกงานแบบ CWIE (Cooperative and Work Integrated Education) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานในทุกแผนก

และยังมีความร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาวอื่นๆ อาทิ โรงแรมเซ็นทารา และโรงแรมบันยันทรี ซึ่งมีมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกงานในโรงแรมระดับนานาชาติให้แก่นักศึกษาในอนาคต โดยผู้สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://tourism.dpu.ac.th/

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’ สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/843365

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’  สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’ สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เวทีจัดการความรู้สุขภาวะชุมชนเมืองตักสิลา ภายใต้โครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม” จัดโดยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีภาคีเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่นฮอลล์ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้นวัตกรรมการบริการสาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการสานพลังทางวิชาการและปฏิบัติการสู่พลังทางนโยบาย พร้อมร่วมประกาศวาระการสร้างเสริมสุขภาพเมืองตักสิลา ซึ่งโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานเสริมความเข้มแข็งและสร้างสุขภาวะชุมชนเขตเมือง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่ด้วยการใช้ทุนและศักยภาพที่มีอยู่

พร้อมทั้งออกแบบระบบการจัดการและพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบาย ผ่านการดำเนินงาน 4 มิติหลักได้แก่ การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยส่งเสริมชุมชนปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย และจัดการอาหารปลอดภัยในชุมชน การสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการพัฒนาระบบดูแลเด็กปฐมวัย สร้างครอบครัวอบอุ่น และดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาความน่าอยู่ของชุมชน ด้วยการจัดการขยะ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้ เทศบาลเมืองมหาสารคามได้ร่วมมือกับเครือข่าย 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกันจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย อบต.แก่งเลิงจาน อบต.เกิ้ง อบต.เขวา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาล จำนวน 2 อำเภอ ประกอบด้วยเทศบาลตำบลบรบือ อำเภอบรบือ และเทศบาลตำบลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากจะสามารถลดจำนวนการเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่แล้วยังเกิดนวัตกรรมการเสริมสร้างสุขภาวะสู่เมืองน่าอยู่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่จนส่งผลให้เทศบาลเมืองมหาสารคามก้าวสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนเขตเมืองตามแนวทางSmart City โดย นายวิบูรณ์ แววบัณฑิตผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นประธานเปิดงาน กล่าวชื่นชมเทศบาลเมืองมหาสารคามที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม 20 ปีที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและให้ความสำคัญกับการป้องกันสุขภาพก่อนการรักษา อันเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การเพิ่มอายุเฉลี่ยการมีสุขภาพดีของประชาชนในจังหวัดให้สูงขึ้น โดยหวังว่าการทำงานในระยะ 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ก้าวต่อไปข้างหน้า เป็นจังหวัดสุขภาพดี สามารถลดจำนวนการเจ็บป่วย และมีอายุยืนได้

นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม กล่าวในการแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เทศบาลเมืองมหาสารคาม เมือง Smart City น่าอยู่อย่างยั่งยืน” ว่า การขับเคลื่อนโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลายด้าน ทั้งการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ และการส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ซึ่งนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งโดยเป้าหมายคือการประกาศให้มหาสารคามเป็นเมืองสุขภาวะอย่างแท้จริง ภายในปี 2030 (2573) เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ตรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส.กล่าวถึงเป้าหมายการสนับสนุนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเขตเมือง ว่า ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ความเป็นเมืองมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตดี และเข้าถึงบริการสุขภาพ ด้วยหลักการและจุดเน้นในการทำงานที่ สสส. เข้ามาร่วมขบวนขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับสำนัก/กองของเทศบาลร่วมกับกลุ่ม/ชุมชน แกนนำ สถาบันวิชาการ ภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ผ่านข้อมูล ความรู้ ทักษะ และปฏิบัติการร่วมกัน

ด้วยกฎ กติกา การสร้างข้อตกลง การกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนางาน/บริการ/กิจกรรม ด้วยการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการจัดการสุขภาวะเขตเมืองร่วมกัน ซึ่งสำหรับประเด็นการจัดการสุขภาวะของชุมชน มหาสารคาม เพื่อลดการเจ็บป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นสสส. มีแนวทางการสนับสนุนโดยใช้พื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา ผ่านการใช้ทุนทางสังคมและศักยภาพของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายกระจายไปในทุกอำเภอของจังหวัดมหาสารคาม รวม 61 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 42.96 โดยเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเมืองที่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชนในทุกนโยบายของการพัฒนาเมืองมหาสารคามร่วมกันทั้งนี้ มีตัวอย่างผลการดำเนินงานของเทศบาลเมืองมหาสารคามที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่องจากปี 2565 จนถึงปัจจุบัน อาทิ

1.ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ จากเดิม 3,078 คน เหลือ 2,059 คน ลดลง 1,019 คน (ร้อยละ 33.11) 2.ลดควบคุมจำนวนผู้ป่วยเรื้อรัง จากเดิม 2,062 คน เหลือ 1,856 คน ลดลง 206 คน (ร้อยละ 10) 3.ลดจำนวนผู้ว่างงาน จากเดิม 348 คน เหลือ222 คน ลดลง 126 คน (ร้อยละ 36.21) 4.เพิ่มจำนวนผู้ออกกำลังกาย จากเดิม 17,035 คน เป็น 19,127 คน เพิ่มขึ้น 2,092 คน (ร้อยละ 12.28)

5.เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย จากเดิม 177 คน เป็น 350 คน เพิ่มขึ้น 173 คน (ร้อยละ97.74) 6.เพิ่มวันจำหน่วยตลาดเขียว และมีการส่งเสริมการผลิตพืช ผักระดับครัวเรือนและเพิ่มวันจำหน่วยตลาดเขียว จากเดิม 2 แห่ง เป็น7 แห่ง เพิ่มขึ้น 5 แห่ง (ร้อยละ 250) 7.เพิ่มครัวเรือนทำเกษตรอินทรีย์และลดปริมาณการใช้สารเคมี จากเดิม 157 ครัวเรือน เป็น 520 ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 363 ครัวเรือน (ร้อยละ 231.21)

8.เพิ่มจำนวนครัวเรือนที่มีการจัดการขยะเองได้ จากเดิม 5,282 ครัวเรือน เป็น 12,060 ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 6,778 ครัวเรือน (ร้อยละ128.32) 9.มีระบบการดูแลสุขภาพเพื่อลดปัญหาความเจ็บป่วยในผู้สูงอายุได้จำนวน 14,996 คน ร้อยละ 100 และ 10.มีแผนรับมือการเกิดภัยพิบัติของเทศบาลเมืองมหาสารคาม และมีความพร้อมในการช่วยเหลือภายในพื้นที่และเครือข่าย เป็นต้น

ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนา “สุขภาวะชุมชนเมืองตักศิลา” เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาท้องถิ่นสุขภาวะสู่จังหวัดสุขภาวะ พร้อมระดมข้อเสนอต่อยอดและยกระดับการดำเนินงานเพื่อลดปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชน นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเมือง” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านบทเรียนการทำงาน แบ่งเป็น 3 ห้องย่อย ประกอบด้วย

ห้องที่ 1 : Smart City : Smart Healthy, ห้องที่ 2 : การลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ครอบคลุมประเด็นการลดบุหรี่และแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารปลอดภัย และการรับมือภัยพิบัติ และห้องที่ 3 : การสร้างสังคมสุขภาวะ นำเสนอบทเรียนการจัดการศึกษาเพื่อเด็กปฐมวัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งการจัดเวทีจัดการความรู้สุขภาวะชุมชนเมืองตักสิลาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะ

กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ จะนำไปสู่การสร้างสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนให้กับประชาชนชาวเมืองมหาสารคามต่อไปได้!!!

‘อธ.อัยการคดียาเสพติด’นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ’ในหลวง ร.10’

https://www.naewna.com/local/842994

'อธ.อัยการคดียาเสพติด'นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ'ในหลวง ร.10'

‘อธ.อัยการคดียาเสพติด’นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ’ในหลวง ร.10’

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.11 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่บริเวณท่าน้ำเทเวศน์ ใกล้ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายพงษ์พิเชษฐ์ จันทรพรกิจ อธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด ได้นำข้าราชการอัยการสำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการจัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายไชโย วรยศอำไพ , นายธวัชชัย  หัตถะปนิตร์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด , น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคดียาเสพติด พร้อมคณะข้าราชการ เข้าร่วมกันจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6รอบ 28 กรกฎาคม2567 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่กิจกรรมทางศาสนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยมีการตักบาตรพระสงค์ 73 รูป และกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภาวะโลกร้อน ด้วยการปลูกต้นไม้ประจำรัชกาลต้นรวงผึ้ง และต้นไม้นานาพันธุ์ จำนวน 72,000 ต้น

ในส่วนการดำเนินการจัดกิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ เพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคมและจิตใจ หรือส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสืบไป

– 006