‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812264

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.30 น.

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนากำลังคนคุณภาพ สอดคล้องนโยบายรัฐ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 4/2567 ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร สวทช. (โยธี) และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67

รมว.อว. ได้ให้แนวทางการทำงานต่อเนื่องจากการแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry โดยขอให้มีการจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เช่น ความต้องการ High-Skilled Workforce ตามนโยบาย IGNITE THAILAND รวมถึงในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นงานของกระทรวง อว. เป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลกระทบไปถึงประชาชนโดยตรง

จากนั้น สอวช. ได้นำเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ว่า ปี พ.ศ. 2566 ไทยส่งออกอาหารอนาคตมูลค่ามากกว่า 143,000 ล้านบาท สัดส่วนส่งออกมากสุด คือ อาหารสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน เป็นร้อยละ 89 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้กลุ่มอาหารอนาคตมีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 11 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย และคาดการณ์ว่าภายปี 2570 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตจะมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารอนาคตเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และตอบรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

ทั้งนี้ สอวช. ได้วางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนอาหารอนาคตของไทยด้วย อววน. ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานของรัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ 1. สร้างคอนเซอร์เทียมวิจัยวัตถุดิบต้นน้ำ ผ่านการบริหารจัดสรรทุนวิจัย 2. สร้างแพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยีและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ประเมินเทคโนโลยีตลาด วิจัยกระบวนการผลิต โรงงานต้นแบบ บริการตรวจวิเคราะห์ตลอดจนสนับสนุนการขึ้นทะเบียน อย. ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ 3. ส่งเสริมหน่วยบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Foodtech & Biotech ยกระดับเป็น Smart Regulation Zone และ 4. พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม โดยวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต นำมาออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะ ทั้งในรูปแบบ Degree และ Non-Degree นำไปสู่การปฏิบัติงานจริงในสถานการประกอบการต่อไป

สอวช. ยังได้นำเสนอการพัฒนากำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD ตามนโยบาย อว. FOR EV ว่า สอวช. จะสนับสนุนการพัฒนาทักษะกำลังคน ร่วมกับหน่วยงานทั้งภายใต้ อว. และหน่วยงานภายนอกตามที่ อว. โดย สอวช. กำลังดำเนินการ เช่น STEMPLUS คือการ Upskill คนในอุตสาหกรรมเดิมมาฝึกอบรมระยะสั้น ใช้เครื่องมือ Higher Education Sandbox ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ การสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการฯ ด้วยมาตรการทางภาษี และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับบีโอไอ หลักสูตร EV ในสถานอาชีวศึกษา 51 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีโปรแกรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้ประกอบการ โดยการให้สิทธิพิเศษหรือส่งเสริมบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิมเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้รองรับอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จำเป็นต้องรีบดำเนินการผลิตและพัฒนาอย่างเร่งด่วน

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812222

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.12 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำทีม สพฐ. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรฯ โดยนำนโยบายสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ร่วมกับสถานีแก้หนี้ครู สพฐ. ภาคเหนือ ร่วมกับ ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ร่วมพบปะหารือแนวทางการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือที่ลงทะเบียนเข้ารับการแก้ไขหนี้สินกับ สพฐ. โดยมีข้าราชการและบุคลากรฯในพื้นที่กว่า 800 คน พร้อมด้วยผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาแพร่ ผู้จัดการธนาคารออมสินสาขาแพร่ ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงเรียนนารีรัตน์ จังหวัดแพร่  พร้อมทั้งถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ Facebook live : ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. ไปยังผู้ชมที่สนใจทั่วประเทศอีกด้วย

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งขับเคลื่อนนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรของ สพฐ. ทั้งบุคลากรที่อยู่ในระบบราชการและข้าราชการบำนาญ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด

“จากการลงพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ได้เห็นความเดือดร้อนและความต้องการของบุคลากรเราในพื้นที่หลายเรื่องที่ต้องการได้รับการแก้ไข เช่น การถูกฟ้องร้องบังคับคดี การเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินร้อยละ 6 ของธนาคารพาณิชย์  การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การรวมหนี้สิน การปรับโครงสร้างหนี้ การเจรจาต่อรองลดดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่ออเนกประสงค์สำหรับผู้รับบำนาญ บำเหน็จรายเดือน และผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน เป็นต้น ซึ่งปัญหาความต้องการเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนไหนเป็นอำนาจหน้าที่ของ สพฐ. จะสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการแก้ไขทันที ส่วนเรื่องไหนที่นอกเหนืออำนาจ สพฐ. ต้องใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยตามอำนาจหน้าที่ต่อไปโดยเร็ว ซึ่ง ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร  ธนาคารแห่งประเทศไทย ในนามคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อยของรัฐบาล จะร่วมนำประเด็นดังกล่าวไปหารือแนวทางแก้ไขทั้งในระดับรัฐบาล และการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการลงพื้นที่สัญจรภาคเหนือที่จังหวัดแพร่ครั้งนี้ ยังเห็นความเข้มแข็งของเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งที่ได้เริ่มดำเนินการ เริ่มพยายามลดอัตราดอกเบี้ยลงมาที่ร้อยละ 4.75 มีการส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ เพื่อเพิ่มรายได้ด้วยการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ เช่น เสื้อหม้อห้อม เข่ง กาแฟ เครื่องจักสาน เป็นต้น ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีของการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบ สิ่งสำคัญที่ ทีมแก้หนี้ สพฐ. จะต้องเร่งขับเคลื่อนเพิ่มเติมคือรวบรวมปัญหาข้อเสนอขอความช่วยเหลือของลูกหนี้ไปวิเคราะห์จัดกลุ่ม และกำชับติดตามการหักเงินเดือนที่เหลือไม่ถึงร้อยละ 30 ให้หมดไปโดยเร็ว รวมทั้งสนับสนุนแนวทางการใช้มาตรการกลางในการแก้ไขหนี้ของรัฐบาลและกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดอกเบี้ย 3% ขยายระยะเวลาไปถึง 80 ปี หลังจากอายุ 80 ปี จ่ายคืนเฉพาะส่วนเงินต้น นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างความสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ในการลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือร้อยละ 4.75 ปรับดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 2.60 ซึ่งยังมากกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ สามารถสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี

นางเกศทิพย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้ 7,820 คน ในระบบแก้หนี้ออนไลน์ สพฐ. และมี สพท. ที่สามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จอย่างน้อย 1 รายแล้ว 131 แห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่ม 1 คือ กลุ่มที่ถูกฟ้องดำเนินคดี สพท. สามารถไกล่เกลี่ยเพื่อชะลอการฟ้องร้องก่อนการดำเนินคดีหรือไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาคดีหรือไกล่เกลี่ยชะลอการฟ้องล้มละลายหรือประสานงานช่วยเหลือในชั้นบังคับคดีหรือไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครูและผู้ค้ำประกัน และกลุ่ม 2 คือ กลุ่มสีแดงที่ไม่ถูกฟ้อง สพท. สามารถทำให้มีสภาพทางการเงินดีขึ้นหรือมีเงินเดือนเหลือมากกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งสิ้น 740 คน คิดเป็นมูลหนี้กว่า 2,220 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2567)

“จึงขอขอบคุณ ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ภาคเหนือ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาแพร่ ผู้จัดการธนาคารออมสินสาขาแพร่ ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ และทีมสถานีแก้หนี้ สพฐ. ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ครูและบุคลากรมีความรู้และทักษะด้านการเงิน สามารถป้องกันและแก้ปัญหาด้านการเงินด้วยตนเองอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีอาชีพเสริม และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดีมีประสิทธิภาพสูงตามแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812229

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.24 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 นายนำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขียนบทความ “ความผิดพลาดใหญ่ในการสอนวิทยาศาสตร์ในไทย” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “Namchai Chewawiwat” เนื้อหาดังนี้

#ความผิดพลาดใหญ่ในการสอนวิทยาศาสตร์ในไทย

วิทยาศาสตร์แบ่งคร่าวๆ ได้เป็น “กระบวนการวิทยาศาสตร์ (scientific method)” และ “ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิทยาศาสตร์ (scientific knowledge)”

ความผิดพลาดใหญ่ที่สุดในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในไทยคือ ให้ความสำคัญกับตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ “มากเกินไป” แต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์ “น้อยเกินไป”

ผลลัพธ์ก็คือ (1) ไม่สนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะต้องท่องจำมากเกินไป และจำได้น้อยเกินไป เพราะไปมัวจดจำเรื่องจุกจิกที่ไม่ใช่แก่นสาร ซึ่งลืมง่ายมาก สุดท้าย พาลจะรู้สึกว่าอะไรที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ยากไปหมด และเกลียดอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์

(2) ไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับเรื่องต่างๆ รอบตัวได้ เพราะไม่เข้าใจ “แก่นของเรื่อง” และ (3) ทำให้คนไทยไม่ฉุกคิดกับเรื่องต่างๆ จึงโดนหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะที่ “อ้างว่า” เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะแยกแยะอะไรไม่ได้ จึงเชื่อแบบตะบี้ตะบันไป

เรื่องที่แชร์ในกลุ่มไลน์ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่ในกลุ่มที่เรียนจบวิทยาศาสตร์ ก็ยังแชร์อะไรที่ไม่น่าเชื่อ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีมูลหรือข้อสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์เพียงพอ

เรื่องพวกนี้ หากต้องการแก้ไข ต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดกับ “สามัญสำนึก” หรือวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ที่ทำต่อๆ กันมา

เรื่องแรกสุดที่ทำได้คือ เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้มี “ความเป็นธรรมชาติ” มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กล่าวคือในต้นชั่วโมงต้องเปิดมาด้วยการทดลองก่อนเป็นเบื้องต้น ฝึกการสังเกตและตั้งคำถามซ้ำๆ จนติดเป็นนิสัย ต้องให้เวลาส่วนนี้มากๆ

จากนั้นก็ตามด้วย การทดสอบข้อสงสัย ข้อสังเกต สมมุติฐานที่เด็กๆ ตั้งขึ้น ซี่งในขั้นตอนนี้อาจมีการทดลองเพิ่มเติมอีกหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม แล้วจึงตามมาด้วยการให้เด็กๆ พยายามสรุปสิ่งที่เรียนมาทั้งชั่วโมง เพื่อเป็นความรู้ ความเข้าใจ และนำมาใช้งานต่อในอนาคต

มีแต่การทำแบบนี้ จึงจะทำให้เด็กๆ เกิดความสงสัยติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนอยากรู้อยากเห็น และรู้วิธีการหาคำตอบ อย่างเป็นขั้นตอน

วิธีการแบบนี้สวนทางกับการสอนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ในบางโรงเรียนอาจจะแทบไม่มีการทดลองเลย จึงทำให้เด็กๆ ติดนิสัยท่องจำสิ่งที่หนังสือหรือครูอาจารย์บอก วิธีการเรียนแบบนี้มีความเป็นไสยศาสตร์หรือศาสนามาก คือคำสอนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดพลาดไม่ได้

ขัดกับหลักการสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวใจคือ การพยายามเข้าใกล้ “สัจธรรม” ของโลกและจักรวาล ผ่านการสังเกต ทดลอง สรุปผลการทดลอง และทำซ้ำๆ เพื่อตรวจสอบว่า สิ่งที่รู้แล้ว สรุปมาแล้ว เป็นจริงแค่ไหน แล้วอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ค่อยๆ แก้ไขไป เป็นการเดินเปะปะซ้ายขวา แต่มีวิธีตรวจสอบการเดินเบี้ยวของตัวเอง เพื่อให้เดินตรงเส้นทางมากที่สุด ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่มีในระบบแบบอื่น ไม่ว่าจะปรัชญา ลัทธิ หรือศาสนา

เป็น self-correction และเป็นจุดแข็งที่สุดของวิทยาศาสตร์

ความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่จึงต้องสอดคล้องกับความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิม เป็นเนื้อเดียวกัน หากมีส่วนที่ไม่เข้ากัน ก็เป็นเพราะมีอะไรบางอย่างผิด ก็แก้ไขความเข้าใจผิดนั้นๆ ไป

ทำแบบนี้ เด็กๆ ก็จะติดนิสัย เคยชินกับการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในชีวิต แทนที่จะยึดติดและจมอยู่กับ “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” ที่อาจจะผิดได้ มีแต่ทำแบบนี้จึงจะได้คนรุ่นใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ที่มาช่วยชาติได้

หากทำดังนี้ เราก็จะสามารถ “ลด” เนื้อหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มากมายมหาศาล (และมีแต่มากมายขึ้นเรื่อยๆ) ให้ลดน้อยลง เหลือเท่าที่จำเป็น เพราะคนที่จำเป็นต้องเรียนมากมายจริงๆ ก็มีแต่คนที่จะทำงานในสายงานด้านวิทยาศาสตร์ (นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, เภสัชกร, แพทย์ ฯลฯ) ต่อไปเท่านั้น

แต่คนทั่วไปหาได้มีความจำเป็น ต้องจดจำอะไรมากมาย เพื่อที่จะ “ลืมในทันทีที่สอบเสร็จ” เลย

หากทำแบบนี้ได้ เด็กๆ ก็จะมีความสุขกับการเรียน ได้เรียนเนื้อหาพอสมควร แต่เข้าไปเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นเลือดในตัว จดจำได้ไปนานๆ หรือแม้แต่จำได้จนตาย ถึง “หลักการ” และความเป็นวิทยาศาสตร์

แต่การเปลี่ยนแปลงให้คนในวงการศึกษาเข้าใจและเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงนี้ น่าจะไม่ง่ายเลย

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812143

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.16 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

22 มิถุนายน 2567 คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงความร่วมมือ ไทย-ญี่ปุ่น รุ่นที่ 2 (JTOP) โดยมี นายแพทย์ นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ประธานรุ่น JTOP 2 , ดร.อารดา มหามิตร ครูใหญ่ร่วมหลักสูตร JTOP และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมคณะนักศึกษาในหลักสูตร JTOP รุ่นที่2 ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬาพร้อมทุนการศึกษา อาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 150 คน และมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากภัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ในพื้นที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ และร่วมกันปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติลดโลกร้อน โดยเป็นไปตามนโยบายของ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานที่ปรึกษา

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812043

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระดมผลงานการปฏิรูปอุดมศึกษาความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ในงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCIPOWER FOR FUTURE THAILANDระดับภูมิภาค” เพื่อแสดงศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เปิดเผยว่า งาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ระดับภูมิภาค” จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจนวัตกรรม หรือ สตาร์ทอัพไทย ให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก ส่งเสริมให้เกิดการตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถนำไปพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในทุกช่วงวัย อีกทั้ง ขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์

โดยงานจะจัดขึ้นใน 4 ภูมิภาคเริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 20-22 มิ.ย. 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมาภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย. 2567ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้ วันที่ 4-6 ก.ค. 2567 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกวันที่ 11-13 ก.ค. 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’ ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812042

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’  ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.มหิดล’วิจัยพบโซลูชั่นส์‘ELR’ ขาช้อปออนไลน์ ไม่ทิ้ง‘Carbon Literacy’

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แม้การประกอบการออนไลน์จะทำให้การเดินทางของผู้ซื้อลดลง แต่กลับสวนทางกับตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่ง ดร.วีณารัตน์ อุดทา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นพบโซลูชั่นส์สำหรับขาช้อปออนไลน์ ที่ทั้งได้สินค้ารวดเร็วถูกใจ-ได้ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

จากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Management and Marketing” เมื่อเร็วๆ นี้ จากการสำรวจขาช้อปชาวไทยเกือบ 800 รายจากทั่วประเทศ พบจำนวนเกินครึ่งใส่ใจ “สินค้าที่จัดส่งแบบโลว์คาร์บอน” จึงได้เสนอโซลูชั่นส์ “ELR” 3 ทางเลือกสำหรับขาช้อปออนไลน์ โดย “E” แทนคำว่า “Eco -Logistics” ที่ว่าด้วยการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีการจัดการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เกินจำเป็น โดยการขนส่งยิ่งน้อยรอบยิ่งดี รวมทั้งหีบห่อหากนำกลับใช้ใหม่ หรือบรรจุได้ทั้งหมดในคราวเดียวจะเกิดประโยชน์มากกว่า มีมากกล่อง แต่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็ต้องทิ้ง

“L” แทนคำว่า “Last – mile Innovations” หากเลือกสินค้าที่จัดส่งด้วยยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าได้ยิ่งดี ทว่า เป็นไปได้ยากหากไม่ใช่เขตเมืองที่มีสถานีชาร์จ และแม้ไม่ถึงกับต้องใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” (Drone) ในการขนส่ง เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่ใช้ในเขตพื้นที่ห่างไกล เพียงใช้ยานพาหนะทั่วไป หากมีการบริการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคลังสินค้า ส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านก็จะสามารถช่วยลดคาร์บอนได้

และ “R” แทนคำว่า “Responsible Consumer Behavior” ที่ได้แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ซื้อให้มีการวางแผนที่ดี และรอบคอบก่อนการซื้อ เพื่อจะได้เกิดการ “ส่งคืนสินค้า” ให้น้อยที่สุด ซึ่งการเลือก “จ่ายเงินปลายทาง” จะทำให้ได้รับสินค้าที่แน่นอนตามเวลา และแม้จำเป็นต้องส่งคืนสินค้า ควรรีบดำเนินการในทันที เพื่อให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อ “คุณภาพสินค้า” ที่อาจมีความผันผวนตามเงื่อนไขเวลา

นอกจากผลการวิจัยดังกล่าว สิ่งที่น่าวิตกจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัยในฐานะอาจารย์สอนด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม พบว่า แม้เยาวชนไทยจะรับรู้ถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต้องการการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจทางด้านการบริหารจัดการ และกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนเพิ่มเติม เช่น ความรู้ทางด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นนโยบายจูงใจให้เกิดการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคการผลิต

ช่องว่างความรู้นี้ยังพบได้ในประชาชนทั่วไป ในขณะที่ภาคธุรกิจกำลังดำเนินการลดรอยเท้าคาร์บอน การให้ความรู้ในวงกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘อาชีวะ’เปิดฉากประลองฝีมือ’สุดยอดเชฟหน้าใหม่’ ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ’องคมนตรี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812049

'อาชีวะ'เปิดฉากประลองฝีมือ'สุดยอดเชฟหน้าใหม่' ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ'องคมนตรี'

‘อาชีวะ’เปิดฉากประลองฝีมือ’สุดยอดเชฟหน้าใหม่’ ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ’องคมนตรี’

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.59 น.

“อาชีวะ”เปิดฉากประลองฝีมือ”สุดยอดเชฟอาชีวะหน้าใหม่” ในการแข่งขัน THE CHEF CHALLENGE 2024  ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ”องคมนตรี”

วันนี้ (22 มิถุนายน 2567) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน THE CHEF CHALLENGE 2024 การแข่งขันทักษะอาหารไทย “ครัวไทย สู่ครัวโลก” ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี โดยมีนางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร กล่าวรายงานการดำเนินงาน และมี เชฟทองเลี่ยม พุกทอง นายกสมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย นายเทิดศักดิ์ ชานันโท ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ศูนย์การค้า โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน นายวุฒิชัย อุทัยรัตน์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายขายและการตลาด บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด คณะผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้ควบคุม และนักเรียน นักศึกษา ผู้เข้าร่วมแข่งขัน ร่วมพิธี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 มิถุนายน 2567 ณ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน

โดยนายยศพล กล่าวว่า การแข่งขัน THE CHEF CHALLENGE 2024 การแข่งขันทักษะอาหารไทย ครัวไทย สู่ครัวโลก เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ประสบการณ์ เพิ่มขีดความสามารถของตนเอง ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” รวมถึงได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพและสมรรถนะอาชีพ (Up skill, Re skil) สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ได้พิสูจน์ฝีมือของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ หัวใจสำคัญที่ได้จากการแข่งขัน ไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะ แต่เป็นการได้นำความรู้จากการเรียนมาพัฒนา ซึ่งแต่ละทีมก็มีฝีมือและความสามารถทุกทีม ทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับมิตรภาพ เทคนิคต่างๆ ประสบการณ์ และส่งเสริมทักษะสมรรถนะด้านอาหารไทยของอาชีวศึกษาในระดับสากล “ครัวไทย สู่ครัวโลก”

สำหรับการแข่งขันฯ มีสถานศึกษาสังกัด สอศ. จำนวน 33 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วม โดยมีวัตถุดิบหลักคือ เป็ด และมีโจทย์ในการแข่งขัน ดังนี้ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 27 ทีม เป็นอาหารไทยร่วมสมัย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) จำนวน 27 ทีม เป็นชุดอาหารไทยฟิวชั่น โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ สมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย และบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด ในการสนับสนุนการแข่งขัน จัดโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร และสำนักงานอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร

กมว.อนุมัติออกและต่ออายุตั๋วครูกว่า 7 หมื่นราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811956

กมว.อนุมัติออกและต่ออายุตั๋วครูกว่า 7 หมื่นราย

กมว.อนุมัติออกและต่ออายุตั๋วครูกว่า 7 หมื่นราย

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.10 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 5/2567 โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็น ร่างข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเสนอ ในประเด็นปรับแก้ไข ประกอบด้วย 1) การกำหนดนิยามศัพท์เพิ่มเติม คำว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับแก้ไขประสบการณ์ของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์  2) การปรับแก้ไขนิยามศัพท์ “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” และ 3) การปรับแก้ไขมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์
 ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการส่งเสริม ยกย่องและพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเลิศ ในสาขาต่างๆ พ.ศ. ….

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบการอนุมัติออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยเลขาธิการคุรุสภา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้วมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้

– ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 25,171 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 24,646 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 440 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 47 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 38 ราย

– ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 13,099 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 12,086 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 860 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 57 ราย , ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 96 ราย

เร่ง ก.ค.ศ.กำหนดตำแหน่งลงโครงสร้างใหม่ สกร.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811950

เร่ง ก.ค.ศ.กำหนดตำแหน่งลงโครงสร้างใหม่ สกร.

เร่ง ก.ค.ศ.กำหนดตำแหน่งลงโครงสร้างใหม่ สกร.

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.01 น.

“ธนากร” เผย“รมว.เพิ่มพูน”ห่วงความรู้สึกบุคลากร กศน.เดิม หลังเห็นโครงสร้างใหม่ สกร. มั่นใจขับเคลื่อนงานได้ดี เร่งประสาน ก.ค.ศ.กำหนดมาตรฐานตำแหน่งบุคลากรในพื้นที่

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาแล้ว โดยโครงสร้างใหม่ สกร. มีจำนวน 7 กอง 2 กลุ่มงาน ได้แก่ สำนักงานเลขานุการกรม, กองบริหารทรัพยากรบุคคล, กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ, กองยุทธศาสตร์และแผนงาน, กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้, ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์, กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ สกร.ยุบเลิกและโอนถ่ายภารกิจศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ให้หน่วยงานรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการเข้ามาดำเนินการแทนภายใน 3 ปี นั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นห่วงความรู้สึกของบุคลากรของ สกร. หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม ซึ่งตนขอชี้แจงว่า รมว.ศธ. พิจารณาเสนอโครงสร้างโดยดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว แต่การเปลี่ยนโครงสร้างของกรม ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) และ กรรมการ ก.พ.ร. ซึ่งโครงสร้างที่ออกมาอาจจะไม่ถูกใจบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่าโครงสร้างองค์กรสมัยใหม่ ขนาดองค์กรจะมีความกระชับ ลดความซ้ำซ้อน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้รับบริการ ซึ่งตนมั่นใจว่าเราสามารถขับเคลื่อนงานได้ ส่วนการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านองค์กร (OD Transition plan ) ระยะ 5 ปี และเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 6 เดือนนับจากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการมีผลใช้บังคับนั้น แผนการเปลี่ยนผ่านองค์กร ถือเป็นหน้าที่ของกรมใหม่ ที่ต้องดำเนินการและทำรายงาน ก.พ.ร. ถือเป็นงานปกติ ไม่ใช่ภาระงานที่เพิ่มขึ้น

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ สกร.จะนำหนังสือแจ้งมติ ก.พ.ร.ดังกล่าว ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.) เพื่อเสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณากำหนดสถานะหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาสังกัด สกร. รวมถึงกำหนดมาตรฐานตำแหน่ง ผู้บริหารการศึกษา และกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยจะเร่งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่ง รมว.ศธ.ก็เป็นห่วงและต้องการให้การทำงานขับเคลื่อนไปได้ โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากร ซึ่งปัจจุบัน สกร. มีตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ว่างอยู่เป็นจำนวนมากต้องรีบขับเคลื่อนต่อโดยเร็ว.

ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811917

ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.24 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และโรคไข้หวัดใหญ่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนต่อเนื่องทั้งในโรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร วัด และโรงงาน ระหว่างวันที่ 9-15 มิ.ย.2567 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 2,881 ราย เฉลี่ยวันละ 412 ราย ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) มีความเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของนักเรียน ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง และดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ทำหนังสือแจ้งเวียนและมีข้อเน้นย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ เรื่องมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานศึกษา โดยให้ยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเดิม คือ ตรวจคัดกรองเด็กและบุคลากร ก่อนเข้าเรียนทุกเช้า แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เว้นระยะห่างสวมหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาด และจัดจุดบริการให้มีการล้างมือ สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์  พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเรื่องที่ต้องระวังมากที่สุด คือ การกลับมาระบาดอีกครั้งของ โควิด-19 หากในพื้นที่ใดมีการระบาดค่อนข้างรุนแรง ก็ให้ขอความร่วมมือกระทรวงสาธารณสุข หรือจังหวัด และปิดการเรียนก่อน โดยสามารถจัดการเรียนการสอนเรียนในรูปแบบอื่น หรือให้เรียนออนไลน์ ออนดีมานด์ ออนแอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สถานศึกษาเคยดำเนินการในช่วงโรคโควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำให้โรงเรียนสร้างความตระหนักรู้ และสร้างทักษะ การเฝ้าระวัง ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ประมาท มีการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ เป็นพาหะ และเจ็บป่วยได้

“สุภาพอามัยของนักเรียน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่สถานศึกษาต้องดูแล ซึ่งไม่เฉพาะการป้องกันโรคโควิด-19 หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจที่แพร่ระบาดในปัจจุบันเท่านั้น สถานศึกษาต้องติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันได้ทันท่วงที  ขณะเดียวกันต้องกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพอนามัยทั้งด้านน้ำหนักและส่วนสูงของนักเรียน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด, ส่งเสริมให้นักเรียนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและหลักการบริโภคที่เหมาะสม, ให้เด็กได้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ, โรงเรียนกับผู้ปกครองนักเรียน ควรมีการทำข้อตกลงร่วมกันในการป้องกัน บำบัดและดูแลรักษา ระหว่างที่นักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเป็นหน้าที่ของครู และเมื่อนักเรียนกลับไปที่บ้านก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ตลอดจนร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล  ชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยสุขภาพอนามัยเด็กอย่างต่อเนื่อง” นายธีร์ กล่าว