สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839583

สกสค. คุรุสภา - มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน  ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุกับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุอสัญกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัตเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวีบุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกลท่านมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงานได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุเพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่างๆ ร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า ท่านทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดีดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู 3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู

ท่านทวี บุณยเกตุ อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวีบุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและแสดงความกตัญญูกตเวทิตาในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ, 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้น นายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจากกรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ”นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญ ผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

https://www.naewna.com/local/839617

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! 'คุรุสภา'สั่งพักงาน'นิติกร'-สอบวินัยร้ายแรง

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.21 น.

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.67 กรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงนิติกร ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พูดคุยในเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ กับรองผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีลักษณะข่มขู่ไม่ให้ยื่นอุทธรณ์นั้น

วันนี้ (5 พ.ย.67) ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งพักงานนิติกรรายดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พ.ย.67 ที่ผ่านมา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า กรณีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ถูกกล่าวโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อปี พ.ศ.2564 กรณีมีการทุจริตโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์

“สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น คุรุสภาไม่นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายโดยเร็วที่สุด” ผศ.ดร.อมลวรรรณ กล่าว

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

https://www.naewna.com/local/839598

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.03 น.

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 2567 ชี้ภาพรวมมีการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมเพิ่มขึ้น ห่วงการให้อภัย – พอเพียงลดลง

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยผลสำรวจประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) และสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสะท้อนทัศนคติ ค่านิยม และการประพฤติตนตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม ปี 2567 พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมในภาพรวม 6 ด้านเพิ่มขึ้น (ด้านการช่วยเหลือผู้อื่น ด้านการตอบแทนผู้มีพระคุณ ด้านการให้อภัย ด้านความพอเพียง ด้านความมีวินัย และด้านความซื่อสัตย์สุจริต) โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 92.06 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 จากปี 2566 (ร้อยละ 91.07)

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,465 คนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ที่เครือข่ายชุมชนและองค์กรภาคส่วนต่างๆ จัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้เครืองมือการสำรวจด้วยข้อคำถามคุณธรรม 6 ด้าน ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า คุณธรรมที่ประชาชนมีการปฏิบัติมากที่สุด คือ “การตอบแทนผู้มีพระคุณ” อยู่ที่ร้อยละ 93.29 แสดงถึงคนไทยยังมีความกตัญญู เคารพต่อบุพการีและผู้อุปการะ รองลงมาคือ “การช่วยเหลือผู้อื่น” ร้อยละ 93.13 ซึ่งสะท้อนถึงความมีน้ำใจและจิตสาธารณะของคนไทย ขณะที่ “ความมีวินัย” อยู่ที่ร้อยละ 92.59 และ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ร้อยละ 92.44 ตามลำดับ

ส่วนคุณธรรมที่พบว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คือ “การให้อภัย” พบว่ามีอัตราการปฏิบัติอยู่ที่ร้อยละ 91.24 เช่นเดียวกับ “ความพอเพียง” ร้อยละ 89.66 ซึ่งทั้งสองด้านนี้แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ดีแต่ยังคงมีการปฏิบัติน้อยกว่าด้านอื่นๆ และต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตที่จะช่วยให้เรารู้สึกเพียงพอและมีความสุข ให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการทำความดีต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ จะได้รายงานผลการสำรวจต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางและนโยบายในการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป

รมว.วธ.กล่าวต่ออีกว่า ในปี 2568 กรมการศาสนามีแผนที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) โดยส่งเสริมกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เกิดการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมกับสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในชุมชนและองค์กร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรม โดยมีแผนที่จะร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับคุณธรรม นำเสนอตัวอย่างที่ดี ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญูอย่างลึกซึ้ง จนเกิดการนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ กรมการศาสนา และภาคีเครือข่าย ยังคงเดินหน้าผลักดันให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรม “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” เพื่อยกระดับคุณธรรมในสังคมไทยไปสู่เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ต่อไป

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

https://www.naewna.com/local/839348

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2566 โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เพื่อให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตที่สอดคล้องและ เท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น

จึงกำหนดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรม ออกเป็น 2 กลุ่ม 7 กองดังนี้ 1.กลุ่มตรวจสอบภายใน 2.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 3.สำนักงานเลขานุการกรม 4.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 5.กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ 6.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 8.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ 9.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

นายธนากร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะแจ้งมติคณะรัฐมนตรีและส่งร่างกฎกระทรวงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน

เมื่อกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ฯ มีผลใช้บังคับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จะเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการที่ปรากฏตามกฎกระทรวง โดยเสนอ อ.ก.พ. กระทรวง และสำนักงาน ก.พ. พิจารณาตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 หลังจากนั้นจะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งระบบได้

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568 ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

https://www.naewna.com/local/839347

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568  ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568 ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พร้อมบรรยายพิเศษการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 Agendaพัฒนาอาชีวศึกษา “ทำดี ทำได้ทำทันที” OVEC ONE TEAMโดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับ ร่วมด้วย นายวิทวัต ปัญจมะวัต นายสง่าแต่เชื้อสาย นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ภาครัฐและเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง กว่า 700 คนเข้าร่วมประชุม ณ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่าการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568ในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ทุกท่านจะได้ทราบแนวนโยบาย และร่วมกันทบทวนถึงผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมถึงเป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาสู่ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งที่ผ่านมา ครู อาจารย์ ผู้บริหาร และภาคส่วนต่างๆ คือ กลไกทำให้เกิดความสำเร็จ ได้ร่วมมือกันอย่างดีในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จําเป็น 3 ด้าน คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะชีวิต ขับเคลื่อนผู้เรียนอาชีวะมีรายได้ระหว่างเรียน พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาภายใต้ศูนย์ CVM และ Excellent Center สร้างผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูง เช่น พาณิชย์นาวียานยนต์สมัยใหม่ EV และนำ AI Digital มาใช้ในการเรียนการสอน ร่วมกับสถานประกอบการปรับหลักสูตรสอดคล้องให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ จบแล้วมีงานทำตรงตามความต้องการที่หลากหลายทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจและบริการ ภาคการโรงแรม ซึ่งจะเห็นถึงการพัฒนายกระดับอาชีวศึกษาที่เกิดขึ้น และการปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาด้านเกษตร ยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่ง รมว.ศธ.เน้นย้ำ การจัดการเรียนการสอนเป็นสมัยใหม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และในปี 2568 นี้ ทุกท่านคือส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” สร้างความสามัคคี ปูพื้นฐานต่างๆแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อความสำเร็จของอาชีวศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาประเทศชาติต่อไป

โดย สอศ. ขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” ด้วยนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 “8 Agendaพัฒนาอาชีวศึกษา ทำดี ทำได้ ทำทันที OVEC ONE TEAM” ดังนี้ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime), 2.ปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา, 3.เสริมสร้างอาชีวศึกษาแห่งความสุข ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, 4.พัฒนาทักษะและสมรรถนะวิชาชีพกำลังคน (Skill Certificate), 5.พัฒนาภาคีเครือข่ายและเสริมพลังความร่วมมือ, 6.ยกระดับการบริหารและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา, 7.เสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษายุคใหม่ และ 8.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาชีวศึกษา

ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

https://www.naewna.com/local/839344

ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล  เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการฯรับมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสภาพดีพร้อมใช้งาน จำนวน 46 เครื่อง ซึ่งบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ได้มอบให้แก่โรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์ หนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนให้แก่กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งในโอกาสนี้ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น/กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดีได้เป็นตัวแทนส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กดังกล่าว โดยมีว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดร.ปนัดดา วงค์จันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียน ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดียังจะมีแผนที่จะส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองเพิ่มเติมอีก100 เครื่อง ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปจัดสรรให้แก่โรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่ขาดแคลนทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล นำความรู้จากการใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนส่งเสริมให้มีทักษะรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งการมีเครื่องมือเรียนรู้ที่มีคุณภาพผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนให้แก่นักเรียน นับเป็นโอกาสอันดีที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ โดยที่ผ่านมา กระทรวงฯได้ร่วมกับภาคเอกชนและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ขณะที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้อุปกรณ์ไอซีที นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดีได้มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองพร้อมใช้งาน เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์ ที่ได้รับมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในครั้งนี้แล้ว ยังมีแผนที่จะขยายโอกาสไปยังโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาของเด็กไทย

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น/กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี กล่าวว่าทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีของไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ด้วยเชื่อว่าเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) ของมูลนิธิฯจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงองค์ความรู้พัฒนาทักษะและศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของทรู และมูลนิธิฯ ในครั้งนี้เบื้องต้นได้ร่วมสนับสนุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองสภาพดีพร้อมใช้งานจำนวน 46 เครื่องให้แก่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับกลุ่มนักเรียนเปราะบาง และยังมีแผนที่จะส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 100 เครื่อง ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปกระจายให้แก่โรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่ขาดแคลนอีกด้วย สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนองค์กรของทรูในการสร้างสังคมดิจิทัลสำหรับทุกคนหรือ Digital Inclusion โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในทุกมิติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’ เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

https://www.naewna.com/local/839342

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’  เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’ เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดใช้ระบบไม้กั้น เข้า – ออก โรงจอดรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติสำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย และระบบบันทึกข้อมูลผู้สวมหมวกนิรภัยและผู้ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยแบบอัตโนมัติ เพื่อรณรงค์ “สวมหมวกนิรภัย 100%” ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมชมผลงานนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ณ โรงจอดรถจักรยานยนต์ อาคารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พันธ์ แทนเกษม อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนโครงการมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในสถาบันอุดมศึกษา โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เพื่อดำเนินการสำหรับกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน และการประชาสัมพันธ์กิจกรรม

โดยได้สร้างนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประกอบด้วย ระบบไม้กั้นเข้า – ออก โรงจอดรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติสำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย (Smart MC Parking, Helmet 100%) และระบบบันทึกข้อมูลผู้สวมหมวกนิรภัย/ผู้ไม่สวมหมวกนิรภัยแบบอัตโนมัติ (AI Camera, Helmet 100%) ซึ่งในวันนี้ ได้เปิดใช้งานจริง ระบบสามารถใช้งานได้สมบูรณ์แล้ว โดยนิสิต บุคลากรที่จะเข้าในโรงจอดรถจักรยานยนต์ได้ จะต้องติดแผ่นป้ายทะเบียน ผู้ขับขี่และผู้นั่งซ้อนท้าย ต้องสวมหมวกนิรภัย 100%

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะนิสิต บุคลากรที่ใช้รถจักรยานยนต์สัญจรทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย การจัดพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์สำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย 100% ในวันนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนัก ไม่ประมาทเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เองเป็นการป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยความห่วงใยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/839345

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (BCH) เพื่อพัฒนาและดำเนินการจัดหลักสูตร “MINI MBA INNOVATEMED : SUSTAINABLE HEALTHCARE MANAGEMENT” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ ผศ.ดร.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ประธานกรรมการ บริษัท BCH และนางสาวพรสุดา หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงิน บริษัท BCH เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

ความร่วมมือทางวิชาการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์และมุมมองด้านการจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน เปิดโอกาสให้บุคลากรของบริษัท BCH ได้รับการเสริมทักษะการวิเคราะห์ การวางแผน การจัดการทรัพยากรในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถในการจัดทำแผนกลยุทธ์และประเมินผลสำเร็จขององค์กร ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมการรักษาสุขภาพของไทย

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

https://www.naewna.com/local/839219

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.39 น.

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำมาถวายพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดพายัพ พระอารามหลวง อำเภอนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) พนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนประชาชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยมีพระศรีวชิรานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าอาวาสวัดพายัพ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และบูรณะวัดพายัพ พระอารามหลวง ซึ่งในปีนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมถวายเงินในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน รวมทั้งสิ้นกว่า 1.9 ล้านบาท

อนึ่ง วัดพายัพ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ หนึ่งใน 6 วัดที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองโคราช สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย มีพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาสกว่า 30 รูป ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์อายุกว่า 300 ปีในถ้ำหินงอกหินย้อยจำลอง ให้ประชาชนได้สักการะ และชมความงามภายในถ้ำที่เป็นหนึ่งในอันซีนโคราชอีกด้วย

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

https://www.naewna.com/local/839147

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE DPU) ดึง AI เสริมแกร่งหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับปริญญาโทจัดเต็มทักษะโลกอนาคต “AI-Cyber Security-Analytics”ปั้นมนุษย์งาน Gen Z-Y ก้าวสู่ “ซูเปอร์ ยูสเซอร์ (Super User)” ยกระดับผู้ใช้งานและบริหารจัดการ AI อย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในทุกสายอาชีพ

ผศ.ดร.นันทิกา ปริญญาพล ผู้อำนวยการหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)” เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการเรียน และการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเป็นผลมาจากความสามารถของ AI ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการนำไปใช้งานที่ครอบคลุมได้หลากหลายด้าน

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนยุคนี้ที่ต้องปรับตัว พร้อมเร่งพัฒนาทักษะด้าน AIในระดับของการ “รู้จัก” และ “ประยุกต์ใช้งาน”เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทั้งด้านประสิทธิภาพของงาน และการบริหารจัดการต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งความก้าวหน้าของ AI ในวันนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายสายงาน ทั้งด้านการแพทย์ มีการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และอ่านค่าฟิล์มเอกซเรย์ MRI หรือ CT-Scan โดยอัลกอริทึม Machine Learningสามารถตรวจจับความผิดปกติในภาพได้ เช่น วินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะแรก

นอกจากนี้ AI ยังช่วยในการพยากรณ์โรคและช่วยวางแผนการรักษาส่วนบุคคล (Personalized Medicine) AI ถูกนำเข้าไปช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ลดลงพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) รวมถึงการตลาดอี-คอมเมิร์ซในการเจาะลึกถึงความต้องการจากนั้นนำเสนอสินค้าได้อย่างตรงใจผู้บริโภค

รวมถึงสายงานด้านการเงินและธนาคาร ที่มีการนำ RPA (Robotic Process Automation) มาใช้ในกระบวนการทำงานซ้ำๆ หรือตรวจจับพฤติกรรมฉ้อโกง (Fraud Detection) วิเคราะห์เครดิตของลูกค้า และให้คำแนะนำการลงทุนผ่านผู้ช่วยเสมือนและแชทบอต เป็นต้น ซึ่งจากความสามารถที่มากขึ้น และครอบคลุมหลากหลายด้านของ AI นำไปสู่ข้อกังวลจากคนในสังคมถึง AI กับการเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มขึ้นได้

“จากมุมมองแล้ววันนี้ AI ทำงานได้ดีและเก่งในบางเนื้องานเท่านั้น เช่น งานที่ทำแบบเดิมๆ และมีความต่อเนื่อง แต่สำหรับงานที่ใช้ความซับซ้อนที่มากขึ้นหรือไม่คุ้นเคย AI ยังต้องการการพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน AI ยังคงไม่เข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ อย่างไรก็ดีการปรับตัวด้วยการพัฒนาความรู้ใหม่ (Upskill) ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทักษะด้าน AI เพื่อให้แน่ใจได้ว่างานที่ทำอยู่นั้นจะไม่ถูกดิสรัป (Disrupt) ในอนาคต” ผศ.ดร.นันทิกา กล่าว

ทั้งนี้ จุดเด่นและแนวคิดของการปรับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE : College of Engineering and Technology) เป็นการปรับเนื้อหารายวิชา เพื่อยกระดับความรู้ด้าน AI ของผู้เรียนไปสู่การใช้งานในระดับซูเปอร์ ยูสเซอร์ ที่นำ AI ไปเป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างชาญฉลาดและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งการปรับหลักสูตรครั้งใหม่นี้เป็นการนำ AI เข้ามาเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ของทุกแกนวิชาหลัก

เช่น การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย หรือ Cyber Security ซึ่งผู้เรียนในหลักสูตรนี้จะมีทักษะในการใช้เครื่องมือ AI กับ Cyber Security อย่างถูกต้องเมื่อถูกโจมตีจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อระบบการจัดการที่ดีในการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางธุรกิจ และข้อมูลการเงิน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และการจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Mining) ครอบคลุมหัวข้อ

เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ รวมถึงการให้ความสำคัญกับจริยธรรมใน AI ซึ่งหลักสูตรเราได้มีการปรับและประยุกต์เนื้อหาให้สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเปิดรับสมัครสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในปีการศึกษา 2568

โดยกลุ่มเป้าหมายหลักสำหรับหลักสูตรนี้เป็นคนทำงานในองค์กรภาครัฐและเอกชน สำหรับผู้สนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานด้านไอทีหรือไม่ กลุ่มผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านไอที (Non-IT) และกลุ่มที่มีพื้นฐานด้านไอทีโดยตรง สัดส่วนประมาณ 50:50 หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อผู้เรียนทุกคนได้รับประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ซึ่งกลุ่ม Non-IT จะได้เสริมทักษะใหม่ที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายงานได้อย่างมั่นใจ ขณะที่กลุ่มไอทีจะได้ต่อยอดความรู้เพื่อเสริมศักยภาพและสร้างความก้าวหน้าในสายงานของตนเอง

ผศ.ดร.นันทิกา ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากหลักสูตรที่เข้มข้นแล้ว บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ CITE จะเต็มไปด้วยความหลากหลายของมุมมองและประสบการณ์ของผู้เรียน พร้อมทั้งส่วนสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำโครงการแบบ Project Based ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจทฤษฎีผ่านการปฏิบัติจริงและต่อยอดความรู้จนเกิดเป็นผลงานที่สร้างสรรค์และใช้งานได้จริง

รวมทั้งการบรรยายพิเศษจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงด้าน AI และมีห้องสมุดที่พร้อมสำหรับการค้นคว้าวิจัย เพื่อให้มั่นใจในการนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างโอกาสในตำแหน่งงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับผู้เรียนจากทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI พร้อมปลูกฝังหลักจริยธรรมในเทคโนโลยี (Al Ethics) เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีความเชี่ยวชาญ แต่ยังเข้าใจถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

หลักสูตรนี้จึงเป็นมากกว่าการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นประตูสู่การพัฒนาตนเอง สร้างความก้าวหน้าในอาชีพตอบโจทย์อนาคตและสร้างความแตกต่างในสายอาชีพ ซึ่งผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th/

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์